
หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ระยะยาวที่ออกโดยบริษัทเอกชนเพื่อระดมทุนจากนักลงทุน โดยบริษัทผู้ออกมีสถานะเป็นลูกหนี้ และผู้ลงทุนมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด
การซื้อหุ้นกู้เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างรายได้ประจำแบบกระแสเงินสด อย่างไรก็ตาม การลงทุนชนิดนี้มีโครงสร้างความเสี่ยงที่แตกต่างจากการฝากเงินหรือการซื้อหุ้นสามัญ บทความนี้ครอบคลุมกลไกการทำงาน ประเภทของหุ้นกู้ วิธีวิเคราะห์ความเสี่ยง และเกณฑ์การเลือกลงทุนครับ
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- หุ้นกู้คือตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ให้สถานะเจ้าหนี้แก่ผู้ลงทุน โดยได้รับดอกเบี้ยสม่ำเสมอตลอดอายุสัญญารวมถึงเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด
- ความเสี่ยงสำคัญที่สุดของหุ้นกู้คือความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk) ซึ่งต้องพิจารณาผ่านอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
- ผู้ลงทุนได้รับเงินคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญเมื่อบริษัทเลิกกิจการหรือล้มละลาย แต่ไม่มีสิทธิในการบริหารงานบริษัท
- ดอกเบี้ยรับจากหุ้นกู้สำหรับบุคคลธรรมดาถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ตามกฎหมายไทย

หุ้นกู้ คืออะไร? (debenture คือ)
หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนออกจำหน่ายเพื่อระดมทุนจากประชาชนหรือนักลงทุนสถาบัน นำเงินไปใช้ในกิจกรรมของกิจการ เช่น การขยายธุรกิจ การปรับโครงสร้างหนี้ หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียน ในทางสากล debenture คือ สัญญากู้เงินระยะยาวที่ระบุสิทธิและข้อผูกพันอย่างชัดเจนระหว่างผู้ออกตราสารและผู้ถือ
กลไกการเสนอขายหุ้นกู้ภาคเอกชนในประเทศไทยต้องผ่านการอนุมัติและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ลงทุน โดยผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับผลตอบแทนหลักเป็นดอกเบี้ยจ่าย (Coupon Rate) ตามงวดเวลาที่กำหนด เช่น ทุก 3 เดือน หรือทุก 6 เดือน และจะได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวนเมื่อสัญญาครบกำหนดอายุ (Maturity Date)
หุ้นกู้ ต่างจาก หุ้นสามัญ อย่างไร?
ความแตกต่างหลักระหว่างหุ้นกู้และหุ้นสามัญอยู่ที่สถานะทางกฎหมาย สิทธิในการได้รับชำระหนี้ และลักษณะผลตอบแทน โดยการซื้อหุ้นสามัญคือการเข้าเป็นเจ้าของร่วมในบริษัทและมีสิทธิรับ เงินปันผล ซึ่งผันผวนตามผลกำไรของกิจการ ส่วนการซื้อหุ้นกู้คือการเข้าเป็นเจ้าหนี้ ซึ่งได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่แน่นอนโดยไม่ขึ้นอยู่กับผลกำไรของบริษัท
เมื่อพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุน นักลงทุนมักใช้การประเมินมูลค่าหุ้นสามัญผ่าน การวิเคราะห์งบการเงิน เพื่อดูว่าราคาหุ้นแพงเกินไปหรือไม่ แต่สำหรับหุ้นกู้ การวิเคราะห์จะเน้นไปที่ความสามารถในการชำระหนี้และสภาพคล่องของบริษัทเป็นหลัก
| ประเด็นเปรียบเทียบ | หุ้นกู้ (Debenture) | หุ้นสามัญ (Common Stock) |
| สถานะของผู้ถือ | เจ้าหนี้ (Creditor) | เจ้าของร่วม (Shareholder) |
| ผลตอบแทนหลัก | ดอกเบี้ยจ่าย (อัตราแน่นอน) | เงินปันผล และส่วนต่างราคาหุ้น (ไม่แน่นอน) |
| สิทธิเมื่อบริษัทล้มละลาย | ได้รับชำระหนี้ก่อนผู้ถือหุ้น | ได้รับส่วนแบ่งหลังชำระหนี้สินทั้งหมดแล้ว |
| สิทธิในการบริหารงาน | ไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม | มีสิทธิออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้น |
| ระดับความผันผวน | ความผันผวนของราคาต่ำกว่า | ความผันผวนของราคาสูงกว่า |
ประเภทของหุ้นกู้และอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
การจัดประเภทหุ้นกู้แบ่งตามสิทธิเรียกร้อง หลักประกัน และการคุ้มครองตามสัญญา โดยมีรูปแบบหลักที่ต้องพิจารณาดังนี้:
- หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกัน: ประเภทสิทธิมาตรฐาน หากเกิดการล้มละลาย ผู้ถือจะมีสิทธิเรียกร้องสินทรัพย์ก่อนผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิ
- หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Debenture): ผู้ถือมีสิทธิได้รับการชำระหนี้หลังเจ้าหนี้สามัญรายอื่น แต่ยังได้ก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ
- หุ้นกู้มีหลักประกัน (Secured Debenture): บริษัทนำสินทรัพย์ เช่น ที่ดิน หรืออาคาร มาตั้งเป็นหลักประกันไว้ หากผิดนัดชำระหนี้ สามารถนำหลักประกันนั้นมาบังคับขายทอดตลาดได้
การเลือกซื้อหุ้นกู้จำเป็นต้องอ่านอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ซึ่งจัดทำโดยสถาบันจัดอันดับที่ได้รับรอง เช่น TRIS Rating หรือ Fitch Ratings เพื่อประเมินโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้
| ระดับ Credit Rating | ประเภท (Category) | ความหมายและระดับความเสี่ยง |
| AAA ถึง BBB- | Investment Grade (ระดับน่าลงทุน) | ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ต่ำถึงปานกลาง เหมาะกับการลงทุนทั่วไป |
| BB+ ถึง D | High Yield / Unrated (ระดับเก็งกำไร) | ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้สูง ดอกเบี้ยจ่ายสูงกว่าปกติเพื่อชดเชยความเสี่ยง |
📌 Tip จากพี่โบ้
ตอนผมเริ่มศึกษาหุ้นกู้ใหม่ ๆ เคยคิดว่าหุ้นกู้ที่ให้ดอกเบี้ย 7–8% คุ้มค่าที่สุดเสมอ แต่ความจริงแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่สูงมักสะท้อนว่า Credit Rating อยู่ในระดับ High Yield หรือ Unrated ซึ่งมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น การดูแค่อัตราดอกเบี้ยโดยไม่เช็ก Rating คือจุดผิดพลาดที่ต้องระวังครับ
ความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนลงทุนในหุ้นกู้
แม้หุ้นกู้จะให้ดอกเบี้ยสม่ำเสมอ แต่การลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนยังคงมีความเสี่ยงหลัก 3 ประการดังนี้:
1. ความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk)
คือความเสี่ยงที่บริษัทผู้ออกไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ตามกำหนด หากบริษัทเกิดปัญหาทางการเงิน ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนบางส่วนหรือทั้งจำนวน การเลือกลงทุนในบริษัทที่มีโครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่งจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้
2. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)
หุ้นกู้ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ถือจนครบกำหนด หากต้องการขายก่อนกำหนด ตลาดรองอาจไม่มีสภาพคล่องเพียงพอ ทำให้ขายไม่ได้ทันทีหรือต้องยอมขายขาดทุน โดยผู้ลงทุนสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองผ่าน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ แต่ปริมาณการซื้อขายอาจไม่สูงเท่าหุ้นสามัญ
3. ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk)
ราคาของหุ้นกู้ในตลาดรองจะผันผวนตรงข้ามกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาด หากดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าของหุ้นกู้เดิมที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าจะลดลง หากนักลงทุนขายก่อนครบกำหนดอาจได้รับเงินน้อยกว่าราคาพาร์

แนวทางการเลือกซื้อ หุ้นกู้ ตัวไหนดี และการติดตาม ตราสารหนี้ออกใหม่
สำหรับคำถามว่าจะเลือกซื้อ หุ้นกู้ ตัวไหนดี นักลงทุนควรกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกผ่านการวิเคราะห์ฐานะการเงินของผู้ออกและการกระจายความเสี่ยง โดยปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้:
- วิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน : ตรวจสอบอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) และอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) เพื่อประเมินว่าบริษัทมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่
- เปรียบเทียบกับตราสารภาครัฐ : เปรียบเทียบผลตอบแทนของหุ้นกู้ภาคเอกชนกับพันธบัตรรัฐบาล เพื่อดูว่าส่วนต่างผลตอบแทน (Credit Spread) คุ้มค่ากับความเสี่ยงเอกชนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่
- ใช้เครื่องมือประเมินมูลค่าหุ้น : ในกรณีของหุ้นกู้แปลงสภาพ นักลงทุนอาจต้อง คำนวณความคุ้มค่าด้วย ค่า P/E ของหุ้นแม่ร่วมด้วยก่อนตัดสินใจ
- ติดตามตราสารหนี้ออกใหม่ : ตรวจสอบข่าวสารการเสนอขาย ตราสารหนี้ออกใหม่ ผ่านแอปพลิเคชันธนาคารพาณิชย์ หรือเว็บไซต์ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)
- กระจายความเสี่ยง: หากไม่มีเวลาวิเคราะห์รายบริษัท หรือต้องการใช้เงินจำนวนน้อยในการกระจายความเสี่ยง สามารถเลือกลงทุน กระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนตราสารหนี้ เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหุ้นกู้หลายตัวเข้าพอร์ตแทนได้
บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ หุ้นกู้ คืออะไร
หุ้นกู้คือเครื่องมือการลงทุนที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดและสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนประจำที่แน่นอนกว่าหุ้นสามัญ อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของเงินต้นขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของบริษัทผู้ออกและการวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ หุ้นกู้ คือ
หุ้นกู้ เสียภาษีอย่างไร?
ดอกเบี้ยรับจากหุ้นกู้สำหรับผู้ลงทุนบุคคลธรรมดาที่ถือครองในประเทศไทย จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ตามหลักเกณฑ์ของ กรมสรรพากร โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกใช้สิทธิ Final Tax ไม่นำรายได้ดอกเบี้ยนี้ไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนปลายปีได้
ซื้อหุ้นกู้แล้ว สามารถขายก่อนครบกำหนดได้ไหม?
สามารถขายได้ก่อนครบกำหนดผ่านตลาดรอง (Over-the-Counter หรือผ่านธนาคารและโบรกเกอร์) อย่างไรก็ตาม ราคาที่ขายได้อาจสูงหรือต่ำกว่าราคาพาร์ ขึ้นอยู่กับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ขณะนั้นและสภาพคล่องของหุ้นกู้ตัวดังกล่าว
หากบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ ต้องทำอย่างไร?
หากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ (Debentureholder Representative) จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการดำเนินการทางกฎหมาย เรียกร้องทรัพย์สิน หรือเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับบริษัทผู้ออกเพื่อนำเงินมาเฉลี่ยคืนแก่ผู้ถือหุ้นกู้ตามสิทธิ
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond) ต่างจากหุ้นกู้ทั่วไปอย่างไร?
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีกำหนดอายุไถ่ถอน บริษัทผู้ออกมีสิทธิเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ยได้โดยไม่ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ และมักจัดเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไปและให้ดอกเบี้ยจ่ายที่สูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยง
มือใหม่เริ่มต้นซื้อตราสารหนี้ออกใหม่ผ่านช่องทางไหนได้บ้าง?
นักลงทุนสามารถจองซื้อตราสารหนี้ออกใหม่ผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Banking ของธนาคารพาณิชย์หลัก เช่น K-My Funds, SCB EASY, Bangkok Bank Mobile Banking หรือซื้อผ่านระบบจองซื้อของบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดจำหน่าย
หมายเหตุ : บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











