Mark to Market คืออะไร? กลไกคำนวณกำไรขาดทุนสิ้นวันใน TFEX

  • 7:22 am
  • Post Views: 1
Table of Contents
Mark to Market คืออะไร แสดงกลไกการคำนวณกำไรขาดทุนสิ้นวันใน TFEX

Mark to Market คือ กระบวนการประเมินมูลค่าทางบัญชีของสถานะการลงทุน ณ สิ้นวันทำการ โดยเปรียบเทียบราคาที่เข้าซื้อขายกับราคาตลาดปัจจุบัน (Market Price) หรือราคาชำระราคาประจำวัน เพื่อคำนวณกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Profit/Loss) แล้วทำการปรับยอดเงินสดในบัญชีหลักประกันของนักลงทุนให้สะท้อนความเป็นจริงวันต่อวัน

ในการเทรดอนุพันธ์และสินค้าโภคภัณฑ์ ระบบ Mark to Market ถือเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารความเสี่ยงของตลาดการเงิน เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Counterparty Risk) ของคู่สัญญา บทความนี้อธิบายว่า Mark to Market คืออะไร มีกลไกการคำนวณอย่างไร มีความสำคัญอย่างไรต่อหลักประกัน Margin และส่งผลต่อการเกิด Margin Call อย่างไรครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • Mark to Market คือกลไกการประเมินมูลค่าทางบัญชีและปรับยอดเงินสดในบัญชีหลักประกันสิ้นวันทำการตามราคาชำระราคาประจำวัน (Settlement Price)
  • ช่วยให้เทรดเดอร์ทราบผลกำไรขาดทุนที่แท้จริงในแต่ละวันโดยไม่ต้องรอให้สัญญาหมดอายุหรือทำการปิดสถานะ
  • การคำนวณ Mark to Market จะส่งผลโดยตรงต่อระดับหลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin) ในบัญชี
  • หากผลการ Mark to Market ขาดทุนจนทำให้เงินในบัญชีลดลงต่ำกว่า Maintenance Margin จะทำให้เกิดภาวะ Margin Call หรือโดนบังคับปิดสถานะ (Force Close)

Mark to Market คืออะไร?

Mark to Market คือ หลักการทางบัญชีและการบริหารความเสี่ยงที่นำราคาตลาด ณ ปัจจุบัน มาใช้ในการวัดมูลค่าของสินทรัพย์หรือสถานะการซื้อขายในพอร์ตการลงทุน แทนการใช้ราคาต้นทุนเดิมที่เคยซื้อมา (Historical Cost) คำว่า Mark to Market หมายถึง การปรับมูลค่าตามราคาตลาดเพื่อให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในขณะนั้น

เปรียบเทียบการบันทึกมูลค่า: Historical Cost vs Mark to Market (MTM)

ในตลาดการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ การเข้าทำสัญญาอนุพันธ์ผ่าน ทำความเข้าใจโครงสร้างของ TFEX (Thailand Futures Exchange) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อความโปร่งใส จะมีกระบวนการ Mark to Market เกิดขึ้นทุกสิ้นวันทำการ โดยสำนักหักบัญชี (Clearing House) จะนำราคาชำระราคาประจำวัน (Daily Settlement Price) มาเปรียบเทียบกับราคาของสถานะคงค้าง (Open Position) เพื่อคิดคำนวณส่วนต่างกำไรขาดทุน และโอนเงินสดเข้าหรือตัดเงินออกจากบัญชีหลักประกัน (Margin Account) ของเทรดเดอร์จริง ๆ ในทุกวันครับ

ความแตกต่างระหว่าง Realized P/L และ Unrealized P/L

เพื่อให้เข้าใจระบบ Mark to Market ชัดเจนขึ้น จำเป็นต้องแยกแยะประเภทของกำไรและขาดทุนออกเป็น 2 ส่วนดังนี้:

  1. Unrealized Profit/Loss (กำไร/ขาดทุนทางบัญชี): คือ ผลกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการประเมินราคาตลาด ณ ปัจจุบัน แต่เทรดเดอร์ยังไม่ได้ทำการปิดสถานะ (Close Position) เงินส่วนนี้จะถูกคำนวณผ่าน Mark to Market สิ้นวันเพื่อปรับยอดเงินในพอร์ต
  2. Realized Profit/Loss (กำไร/ขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง): คือ ผลกำไรหรือขาดทุนสุทธิที่ล็อกมูลค่าแน่นอนแล้ว เมื่อเทรดเดอร์ทำการส่งคำสั่งปิดสถานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้านั้น ๆ เงินกำไรหรือขาดทุนจะถูกโอนเข้าหรือหักออกจากบัญชีถาวร

ทำไม Mark to Market ถึงสำคัญในตลาดอนุพันธ์และสินค้าโภคภัณฑ์?

การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (Commodity Futures) เช่น สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบ หรือทองคำล่วงหน้า มีกลไกสำคัญคือการใช้อัตราทด (Leverage) ซึ่งเทรดเดอร์ใช้วางเงินหลักประกันเริ่มต้น (Initial Margin) เพียงประมาณ 5-15% ของมูลค่าสัญญาทั้งหมด (อัตราส่วนจริงจะแตกต่างกันไปตามเกณฑ์ที่ TFEX และโบรกเกอร์แต่ละแห่งกำหนด) เพื่อควบคุมสัญญาขนาดใหญ่ 

ความสำคัญของ Mark to Market ต่อระบบการเงินมีดังนี้:

  • ป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk): หากไม่มีการ Mark to Market ทุกวัน แล้วราคาเคลื่อนไหวสวนทางอย่างรุนแรง ฝั่งที่ขาดทุนอาจสะสมยอดขาดทุนไว้จนมหาศาล และไม่สามารถชำระหนี้ได้เมื่อถึงวันหมดอายุสัญญา
  • สะท้อนสภาพคล่องและสถานะพอร์ตที่แท้จริง: เทรดเดอร์จะรับรู้ตลอดเวลาว่าเงินในพอร์ตเหลือเท่าไหร่ มีอำนาจในการเปิดสถานะเพิ่มได้มากน้อยเพียงใด
  • ช่วยตัดจบความเสี่ยงวันต่อวัน: สำนักหักบัญชีจะทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาตรงกลาง (Central Counterparty) เก็บเงินจากฝั่งที่ขาดทุนมาโอนให้ฝั่งที่ได้กำไรในทุก ๆ สิ้นวันทำการ

คุณลักษณะการบันทึกแบบ Historical Costระบบ Mark to Market (MTM)
เกณฑ์ประเมินราคาใช้ราคาต้นทุนที่ซื้อมาวันแรกใช้ราคาชำระราคาประจำวัน (Settlement Price)
การรับรู้กำไร/ขาดทุนรับรู้เมื่อขายหรือปิดสถานะเท่านั้นรับรู้และปรับปรุงยอดเงินทุกสิ้นวันทำการ
การสะท้อนสภาพคล่องไม่สะท้อนความผันผวนระหว่างทางสะท้อนเงินสดจริงในบัญชีวันต่อวัน
ความเหมาะสมถือหุ้นระยะยาว / สินทรัพย์คงทนอนุพันธ์, Futures, สินค้าโภคภัณฑ์

กลไกการคำนวณ Mark to Market สิ้นวันทำการ

กลไกการ Mark to Market สิ้นวันจะใช้ ราคาชำระราคาประจำวัน (Daily Settlement Price) ซึ่งประกาศโดยตลาด TFEX สิ้นวันทำการ มาคำนวณส่วนต่างกับราคาที่เปิดสถานะไว้ หรือราคา Settlement Price ของวันก่อนหน้า

สูตรการคำนวณ Mark to Market สั้น ๆ

กำไร/ขาดทุน MTM = (ราคา Settlement Price – ราคาต้นทุนที่เปิด) × ตัวคูณสัญญา (Multiplier) × จำนวนสัญญา 

(สำหรับสถานะ Long หาก Settlement Price สูงกว่าต้นทุนจะเป็นกำไร แต่หากเป็นสถานะ Short หาก Settlement Price ต่ำกว่าต้นทุนจะเป็นกำไร)

ตัวอย่างการคำนวณ Mark to Market ใน TFEX (ตัวเลขสมมติ)

สมมติว่านักลงทุนเปิดสถานะ Long Gold Online Futures (GO) จำนวน 1 สัญญา ที่ราคา 2,500 ดอลลาร์ โดยมีตัวคูณสัญญา (Multiplier) เท่ากับ 300 บาท ต่อทุก ๆ $1 ที่ราคาเปลี่ยนแปลงไป และวางเงินหลักประกันเริ่มต้น (Initial Margin – IM) ไว้ที่ 50,000 บาท 

กรณีที่ 1: ราคาปรับตัวขึ้น (ได้กำไร)

  • สิ้นวัน ตลาด TFEX ประกาศราคา Settlement Price ที่ 2,520 ดอลลาร์
  • ส่วนต่างราคา = $2,520 – $2,500 = +$20
  • กำไรจาก MTM = $20 × 300 บาท = +6,000 บาท
  • ผลลัพธ์: สิ้นวัน ระบบ Mark to Market จะโอนเงินสด 6,000 บาท เข้าบัญชีหลักประกัน ทำให้ยอดเงินในพอร์ตเพิ่มขึ้นเป็น 56,000 บาททันที

กรณีที่ 2: ราคาปรับตัวลง (ขาดทุน)

  • สิ้นวัน ตลาด TFEX ประกาศราคา Settlement Price ที่ 2,470 ดอลลาร์
  • ส่วนต่างราคา = $2,470 – $2,500 = -$30
  • ขาดทุนจาก MTM = -$30 × 300 บาท = -9,000 บาท
  • ผลลัพธ์: สิ้นวัน ระบบ Mark to Market จะตัดเงินสด 9,000 บาท ออกจากบัญชีหลักประกัน ทำให้ยอดเงินในพอร์ตลดลงเหลือ 41,000 บาท

Mark to Market ส่งผลอย่างไรต่อ Margin Call และ Force Close?

ผลลัพธ์จากการคำนวณ Mark to Market ทุกสิ้นวัน มีผลโดยตรงต่อระดับหลักประกันในบัญชีเทรด TFEX ของคุณ ซึ่งประกอบด้วย 2 ระดับสำคัญ:

  1. Initial Margin (IM) – หลักประกันเริ่มต้น: เงินขั้นต่ำที่ต้องใช้ในการเปิดสถานะ 1 สัญญา
  2. Maintenance Margin (MM) – หลักประกันรักษาสภาพ: ระดับเงินขั้นต่ำที่ต้องมีติดบัญชีไว้ตลอดเวลาที่ถือสถานะ (โดยทั่วไปโบรกเกอร์มักกำหนดไว้ที่ประมาณ 70% ของ IM แต่อัตราส่วนที่แท้จริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์)

ผลกระทบจาก Mark to Market ต่อระดับหลักประกัน (Margin)

สภาวะ Margin Call และ Force Close เกิดขึ้นเมื่อใด?

  • เมื่อเกิด Margin Call (การเรียกหลักประกันเพิ่ม): หากผล MTM ขาดทุนสะสมจนทำให้ยอดเงินในพอร์ตลดลง ต่ำกว่าระดับ Maintenance Margin (MM) โบรกเกอร์จะส่งการแจ้งเตือนเรียกหลักประกันเพิ่ม คุณจะต้องฝากเงินเข้ามาเติมให้ยอดกลับขึ้นไปเท่ากับระดับ Initial Margin (IM) ตามเวลาที่กำหนด
  • เมื่อเกิด Force Close (การถูกบังคับปิดสถานะ): หากราคาปรับตัวสวนทางรุนแรงจนเงินในพอร์ตลดลงถึงระดับบังคับปิดสถานะ หรือคุณไม่นำเงินมาเติมตามกำหนด โบรกเกอร์จะทำการส่งคำสั่งปิดสถานะของคุณในตลาดทันที เพื่อป้องกันไม่ให้พอร์ตติดลบเกินกว่าหลักประกันที่มี

📌 Tip จากพี่โบ้

ตอนผมเริ่มเทรด TFEX ใหม่ ๆ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการฝากเงินพอดีเป๊ะแค่ระดับ Initial Margin (IM) เมื่อโดน Mark to Market ขาดทุนเพียงเล็กน้อยในวันแรก เงินก็ตกไปลบต่ำกว่า Maintenance Margin ทันที จนโดน Margin Call โดยไม่จำเป็น ทางแก้คือควรเผื่อเงินสำรองไว้ในบัญชีประมาณ 1.5-2 เท่าของ IM เสมอ เพื่อให้พอร์ตทนทานต่อความผันผวนระหว่างวันครับ

ข้อดีและข้อระวังของระบบ Mark to Market

ระบบ Mark to Market มีทั้งข้อดีในการสร้างความมั่นคงให้ระบบ และข้อควรระวังสำหรับนักเทรดรายย่อยดังนี้ครับ

ข้อดี

  • ความปลอดภัยของระบบการเงิน: ลดปัญหาการชักเบี้ยวไม่จ่ายเงินในตลาดอนุพันธ์
  • ความโปร่งใส: นักลงทุนเห็นมูลค่าพอร์ตที่สะท้อนราคาตลาดจริงอยู่ตลอดเวลา
  • ดึงกำไรมาใช้ได้ทันที: หากผล MTM เป็นกำไร ยอดเงินส่วนเกินเหนือระดับ IM สามารถถอนออก หรือนำไปใช้เป็นหลักประกันเปิดสัญญาเพิ่มได้โดยไม่ต้องปิดสัญญาเดิม

ข้อควรระวัง

  • ความผันผวนของเงินสดในพอร์ต (Cash Flow Volatility): แม้คุณจะมั่นใจว่าวิเคราะห์ทิศทางถูกในระยะยาว แต่การขาดทุน MTM รายวันอาจทำให้เงินสดหมดพอร์ตจนโดน Force Close ก่อนที่ราคาจะวิ่งกลับมาตามคาด
  • แรงกดดันทางอารมณ์: การเห็นยอดเงินในพอร์ตปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงจริงทุกวัน อาจส่งผลต่อวินัยการเทรดหากไม่มีการวางแผนบริหารจัดการเงินทุน (Money Management) ที่ดีพอ

บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ Mark to Market

Mark to Market คือ กลไกพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์และตราสารอนุพันธ์ในตลาด TFEX การเข้าใจว่าการคำนวณ Mark to Market ทำงานอย่างไร จะช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนการบริหารเงินหลักประกัน (Margin Management) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันความเสี่ยงจากการโดน Margin Call และช่วยให้ถือสถานะการลงทุนได้อย่างปลอดภัยในทุกสภาวะตลาดครับ

📢 Traderbobo แนะนำ

สำหรับใครที่ต้องการศึกษาต่อเกี่ยวกับ สินค้าโภคภัณฑ์ คืออะไร เพื่อปูพื้นฐานการลงทุนในสินทรัพย์โภคภัณฑ์อย่างครบถ้วน สามารถกดอ่านบทความถัดไปได้เลยครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Mark to Market

Mark to Market คำนวณวันละกี่ครั้งใน TFEX?

ในตลาด TFEX การคำนวณ Mark to Market เพื่อปรับยอดเงินในบัญชีหลักประกันจะเกิดขึ้นวันละ 1 ครั้ง หลังปิดตลาดทำการประจำวัน โดยใช้ราคาชำระราคาประจำวัน (Daily Settlement Price) แต่ระหว่างวันทำการ ระบบจะมีการคำนวณกำไรขาดทุนทางบัญชีแบบ Real-time เพื่อเฝ้าระวังระดับ Margin ในพอร์ตครับ

หาก Mark to Market แล้วได้กำไร สามารถถอนเงินออกมาได้ทันทีไหม?

สามารถถอนออกมาได้ครับ หากผล Mark to Market สิ้นวันทำให้ยอดเงินในบัญชีของคุณสูงกว่าระดับหลักประกันเริ่มต้น (Initial Margin – IM) ยอดเงินส่วนเกินเหนือระดับ IM นั้นถือเป็นเงินสดส่วนเกิน (Excess Equity) ซึ่งคุณสามารถทำการส่งคำสั่งถอนเงินออกจากบัญชีเทรด หรือใช้เป็นหลักประกันเปิดสถานะเพิ่มได้ครับ

Mark to Market ต่างจากการ Cut Loss อย่างไร?

Mark to Market เป็นกระบวนการทางบัญชีของระบบตลาดที่คำนวณปรับยอดเงินตามราคาตลาดโดยที่คุณยังถือสถานะอยู่ (ยังไม่ได้ปิดสัญญา) ส่วน Cut Loss คือการตัดสินใจของเทรดเดอร์ในการส่งคำสั่งปิดสถานะเพื่อยอมรับผลขาดทุนจริง (Realized Loss) และหยุดความเสี่ยงในสัญญานั้น ๆ ครับ

ถ้าโดน Margin Call จากผล Mark to Market ต้องเติมเงินภายในกี่วัน?

โดยทั่วไปเมื่อเกิด Margin Call โบรกเกอร์จะกำหนดให้เทรดเดอร์นำเงินมาวางเพิ่มให้เท่ากับระดับ Initial Margin (IM) ภายในวันทำการถัดไป (T+1) หรือตามเวลาที่โบรกเกอร์กำหนดไว้ หากไม่เติมเงินตามเวลา โบรกเกอร์มีสิทธิส่งคำสั่งบังคับปิดสถานะ (Force Close) บางส่วนหรือทั้งหมดครับ

ราคาที่ใช้ Mark to Market สิ้นวันคือราคาปิดตลาด (Closing Price) ใช่หรือไม่?

ไม่ใช่ราคาปิดสุดท้ายเสมอไปครับ ในตลาด TFEX จะใช้ราคาชำระราคาประจำวัน (Daily Settlement Price) ซึ่งคำนวณมาจากราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของการซื้อขายในช่วงเวลาใกล้ปิดตลาดตามเกณฑ์ที่ TFEX กำหนด เพื่อป้องกันการปั่นราคาในวินาทีสุดท้ายก่อนปิดตลาดครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
FXGT.com
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5