ลงทุนคริปโต เริ่มต้นอย่างไรให้ปลอดภัย และรู้ทันความเสี่ยง

  • 7:08 pm
  • Post Views: 0
Table of Contents

ภาพการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี โครงสร้างบล็อกเชนและความเสี่ยงในการเทรด

การลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency Investment) คือการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำงานอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) โดยอาศัยระบบการบันทึกข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Ledger) เพื่อแลกเปลี่ยนมูลค่าระหว่างบุคคลโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างธนาคารพาณิชย์

ช่วงหลังมานี้คนไทยสนใจคริปโตกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก่อนจะเอาเงินจริงเข้าไป ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจก่อนว่าตลาดนี้ทำงานอย่างไร และความเสี่ยงสูงแค่ไหนเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่หวังไว้ บทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่วิธีเริ่มต้นลงทุนคริปโต การแบ่งประเภทเหรียญ วิธีป้องกันตัวจากมิจฉาชีพ ไปจนถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในไทยครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • การลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความผันผวนสูงมาก ควรจัดสรรเงินลงทุนในส่วนที่รับความเสี่ยงการขาดทุนได้เท่านั้น
  • ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง และไม่มีกลไก Circuit Breaker (ระบบพักการซื้อขายชั่วคราวเมื่อราคาเคลื่อนไหวรุนแรง) เหมือนตลาดหุ้นดั้งเดิม ผู้ลงทุนจึงต้องมีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงที่เข้มงวดครับ
  • การเลือกใช้งานศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ช่วยลดความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลและปัญหาศูนย์ซื้อขายหยุดให้บริการ
  • การระมัดระวังภัยหลอกลงทุน (Crypto Scam) เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยต้องตรวจสอบที่มาและความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มก่อนโอนเงินทุกครั้ง


การลงทุนคริปโต คืออะไร?

การลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี คือการนำเงินทุนไปซื้อขายหรือถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อหวังผลกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หรือผลตอบแทนในรูปแบบอื่น ๆ เช่น สิทธิประโยชน์ในระบบนิเวศการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) หากต้องการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานเบื้องต้น สามารถอ่าน ปูพื้นฐานว่าคริปโตเคอร์เรนซีคืออะไร เพื่อสร้างความเข้าใจในโครงสร้างระบบให้ครบถ้วนก่อนลงมือปฏิบัติจริงครับ

กลไกการทำงานของคริปโตเคอร์เรนซีและเทคโนโลยี Blockchain

คริปโตเคอร์เรนซีทำงานบนระบบ Blockchain ซึ่งเป็นฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่บันทึกธุรกรรมทั้งหมดไว้ในลักษณะบล็อก (Block) ที่เชื่อมโยงกันด้วยรหัสวิทยา (Cryptography) การทำธุรกรรมทุกรายการจะถูกยืนยันโดยโหนด (Node) หรือผู้ตรวจสอบในเครือข่าย ผ่านกลไกฉันทามติ (Consensus Mechanism) เช่น Proof of Work (PoW) หรือ Proof of Stake (PoS) ทำให้ธุรกรรมที่ได้รับการยืนยันแล้วถูกแก้ไข ปลอมแปลง หรือยกเลิกได้ยากมากครับ

ความแตกต่างระหว่าง Crypto Asset กับ สินทรัพย์ดั้งเดิม (Stocks / Gold)

สินทรัพย์ดิจิทัลมีความแตกต่างจากหุ้นหรือทองคำในหลายมิติ หุ้นเป็นการถือหุ้นส่วนในกิจการที่มีปัจจัยพื้นฐานและงบการเงินรองรับ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเองและถูกใช้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ขณะที่ราคาคริปโตเคอร์เรนซีส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์อุปทาน อัตราการยอมรับใช้งาน (Adoption Rate) และเทคโนโลยีพื้นฐานของแต่ละโครงการ ซึ่งสรุปความแตกต่างหลักระหว่างสินทรัพย์ทั้งสองกลุ่มได้ตามตารางด้านล่างนี้ครับ

คุณลักษณะสินทรัพย์ดั้งเดิม (หุ้น / ทองคำ)สินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto Asset)
เวลาทำการของตลาดมีเวลาเปิด-ปิดตามวันทำการเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน
ระดับความผันผวนปานกลาง ถึง สูงสูงมาก ถึง สูงที่สุด
เกณฑ์การกำกับดูแลมีกฎหมายคุ้มครองชัดเจนอยู่ระหว่างการพัฒนาและเข้มงวดต่างกัน
ปัจจัยขับเคลื่อนราคาผลประกอบการ / ตัวเลขเศรษฐกิจอัตราการใช้งาน / สภาพคล่อง / กระแส

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์ดั้งเดิมและสินทรัพย์ดิจิทัล

ทำไมการลงทุนคริปโตถึงได้รับความสนใจ และมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้รับความนิยมเนื่องจากเปิดโอกาสให้เข้าถึงระบบการเงินระดับโลกได้อย่างไร้พรมแดน มีสภาพคล่องสูง และให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นในบางช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม โอกาสเหล่านั้นมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงกว่าสินทรัพย์ทางการเงินทั่วไปอย่างมาก

โอกาสและประโยชน์ของการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล

การถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลในสัดส่วนที่เหมาะสมอาจช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนดั้งเดิมได้ในบางช่วงเวลา แต่ในหลายช่วงราคาคริปโตก็เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้น ประโยชน์ด้านการกระจายความเสี่ยงจึงไม่แน่นอนเสมอไปครับ นอกจากนี้ ระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ยังเปิดโอกาสให้ผู้ถือครองได้รับผลตอบแทนรูปแบบอื่น ๆ เช่น ผลตอบแทนจากการนำเหรียญไปให้สภาพคล่องแก่แพลตฟอร์ม DeFi (Yield Farming) หรือสิทธิ์ออกเสียงกำหนดทิศทางโครงการผ่าน Governance Token ครับ

โครงสร้างความเสี่ยง: ความผันผวนของราคา (Volatility) และ Smart Contract Risk

ความเสี่ยงหลักของคริปโตเคอร์เรนซีประกอบด้วย ความผันผวนของราคาที่สูง ตลาดอาจปรับตัวลงอย่างรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น นอกจากนี้ยังมี ความเสี่ยงด้านสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract Risk) ซึ่งอาจมีช่องโหว่ในโค้ดจนถูกโจมตี ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลทางกฎหมาย และความเสี่ยงจากการทำกุญแจส่วนตัว (Private Key) สูญหาย ซึ่งเป็นชุดรหัสที่ใช้ยืนยันความเป็นเจ้าของเหรียญ หากสูญหายแล้วจะกู้คืนเหรียญไม่ได้ครับ

การจัดหมวดหมู่สินทรัพย์ดิจิทัล และเหรียญคริปโตที่น่าลงทุน

ก่อนเลือกเหรียญ ผมอยากให้แยกประเภทเหรียญให้ออกก่อน เพราะแต่ละกลุ่มมีความเสี่ยงต่างกันมาก จะได้แบ่งเงินลงแต่ละกลุ่มได้เหมาะกับความเสี่ยงที่เรารับไหวครับ

กลุ่ม Blue-chip Cryptocurrencies (BTC, ETH) ที่นักลงทุนระยะยาวนิยมถือครอง

เหรียญกลุ่ม Blue-chip เช่น Bitcoin (BTC) และ Ethereum (ETH) ถือเป็นสินทรัพย์หลักของตลาดคริปโต เนื่องจากมีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) สูง มีเครือข่ายที่มั่นคงปลอดภัย และได้รับการยอมรับจากสถาบันการเงินระดับโลก เหรียญกลุ่มนี้มักถูกมองว่าเป็น เหรียญคริปโตที่น่าลงทุน สำหรับการถือครองระยะยาว เนื่องจากมีสภาพคล่องสูงและเครือข่ายทำงานต่อเนื่องมายาวนานกว่าเหรียญอื่น อย่างไรก็ตาม ราคาของ BTC และ ETH ยังผันผวนสูงและเคยปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงมาแล้วหลายครั้งครับ

กลุ่ม Altcoins, DeFi Tokens และ Stablecoins ในการกระจายความเสี่ยง

Altcoins และ DeFi Tokens เป็นเหรียญประจำโครงการต่าง ๆ ซึ่งบางโครงการอาจเติบโตได้หากมีผู้ใช้งานจริงเพิ่มขึ้น แต่ก็มีความผันผวนมากกว่าเหรียญหลัก และหลายโครงการอาจล้มเหลวจนมูลค่าเหรียญลดลงเกือบทั้งหมดได้ครับ ขณะที่ Stablecoins (เช่น USDT, USDC) เป็นเหรียญที่ออกแบบให้ตรึงมูลค่าไว้กับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้พักเงินและลดความผันผวนของราคา อย่างไรก็ตาม Stablecoin ยังมีความเสี่ยงที่มูลค่าจะหลุดจากการตรึง (De-peg) รวมถึงความเสี่ยงด้านผู้ออกเหรียญและสินทรัพย์ทุนสำรอง จึงไม่ควรมองว่าเทียบเท่าเงินฝากธนาคารครับ

แนวทางการพิจารณา เหรียญคริปโตที่น่าลงทุนระยะสั้น (Momentum & Catalyst)

การค้นหา เหรียญคริปโตที่น่าลงทุนระยะสั้น ต้องอาศัยการวิเคราะห์แรงส่งของราคา (Momentum) ด้วยปัจจัยทางเทคนิค ร่วมกับการติดตามข่าวสารเชิงบวก (Catalyst) เช่น การอัปเกรดระบบเครือข่าย หรือการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ นักลงทุนระยะสั้นจำเป็นต้องตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) อย่างเคร่งครัด เนื่องจากเหรียญกระแสมักมีความผันผวนสูงและอาจปรับตัวลดลงได้อย่างรวดเร็ว

ประเภทเหรียญระยะเวลาการลงทุนที่เหมาะสมระดับความเสี่ยง
Blue-chip (BTC, ETH)ระยะยาว (1–5 ปีขึ้นไป)สูง (ต่ำกว่า Altcoins แต่สูงกว่าสินทรัพย์ดั้งเดิม)
Altcoins / Layer-1 (บล็อกเชนหลักของแต่ละเครือข่าย)ระยะกลาง ถึง ระยะยาว (6 เดือน – 2 ปี)สูง
DeFi / Meme Tokensระยะสั้น ถึง ระยะกลาง (ตามรอบกระแส)สูงมาก
Stablecoinsพักเงิน / บริหารสภาพคล่องต่ำ (เทียบในตลาดคริปโต)

ขั้นตอนการเริ่มต้นลงทุนคริปโตอย่างเป็นระบบ

สำหรับผู้เริ่มต้น การปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มความปลอดภัยให้กับสินทรัพย์

การเลือกศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ที่ได้รับใบอนุญาตในไทย

การเลือกแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการรับรองจาก สำนักงาน ก.ล.ต. ช่วยเพิ่มความมั่นคงและคุ้มครองสิทธิของผู้ลงทุนตามกฎหมายไทย ควรตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตปัจจุบันบนเว็บไซต์ของหน่วยงานกำกับดูแลก่อนเปิดบัญชีและโอนเงินทุกครั้ง

นอกจากเรื่องใบอนุญาตแล้ว ควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของแต่ละศูนย์ซื้อขายด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย (Spread) ค่าธรรมเนียมถอนเงินบาท และค่าธรรมเนียมเครือข่าย (Network Fee) เมื่อโอนเหรียญออกไปยังกระเป๋าเงินภายนอก เพราะต้นทุนเหล่านี้จะลดผลตอบแทนสุทธิ โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อขายบ่อยครับ

การบริหารความเสี่ยงและการทำ Staking สินทรัพย์ดิจิทัล

นอกจากการซื้อขายทั่วไป ผู้ลงทุนยังสามารถนำเหรียญเข้าร่วมการตรวจสอบธุรกรรมเพื่อรับผลตอบแทนได้ แต่ต้องศึกษาว่า ความเสี่ยงและผลตอบแทนของการ Staking เหมาะสมกับแผนการลงทุนหรือไม่ เนื่องจากเหรียญที่นำไป Staking อาจมีระยะเวลาการล็อก (Lock-up Period) ซึ่งทำให้ไม่สามารถขายเพื่อตัดขาดทุนได้ทันท่วงทีในสภาวะตลาดขาลง

📌 Tip จากพี่โบ้

ตอนผมเริ่มลงทุนคริปโตช่วงแรก ๆ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการทุ่มเงินทุนทั้งหมดลงไปในเหรียญเดียวเพราะเห็นว่าราคากำลังพุ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือควรแบ่งเงินออกเป็นหลายส่วน และใช้เทคนิค Dollar-Cost Averaging (DCA) ค่อย ๆ สะสมในเหรียญที่มีปัจจัยพื้นฐานดีครับ

กลยุทธ์การออมและการลงทุน (DCA vs Lump Sum)

กลยุทธ์การลงทุนแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลัก ได้แก่ การลงทุนแบบทยอยสะสมด้วยจำนวนเงินเท่า ๆ กันตามระยะเวลาที่กำหนด (DCA) ซึ่งช่วยลดอารมณ์ในการเทรดและถัวเฉลี่ยต้นทุน และการลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว (Lump Sum) ซึ่งทำให้เงินทั้งหมดอยู่ในตลาดตั้งแต่วันแรก หากราคาปรับขึ้นต่อเนื่องก็มีโอกาสได้ผลลัพธ์ดีกว่า DCA แต่หากเข้าซื้อก่อนราคาปรับลงแรง เงินทั้งก้อนก็จะขาดทุนทันที วิธีนี้จึงเหมาะกับผู้ที่รับความผันผวนระยะสั้นได้สูงครับ

แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงและการลงทุนแบบ DCA ในคริปโตเคอร์เรนซี

ตัวอย่างสมมติ: หากตั้งงบ DCA เดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และราคาเหรียญในแต่ละเดือนอยู่ที่ 100, 80, 50 และ 75 บาท จะซื้อได้ 30, 37.5, 60 และ 40 เหรียญตามลำดับ รวม 167.5 เหรียญ จากเงินลงทุน 12,000 บาท คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 71.64 บาทต่อเหรียญ ขณะที่การลงทุนก้อนเดียว 12,000 บาทในเดือนแรกจะได้ 120 เหรียญที่ต้นทุน 100 บาท ในทางกลับกัน หากราคาปรับขึ้นต่อเนื่องทุกเดือน การลงทุนก้อนเดียวตั้งแต่ต้นจะได้จำนวนเหรียญมากกว่า DCA ครับ

ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายกลไกเท่านั้น ไม่ใช่การคาดการณ์ราคาหรือผลตอบแทน และหากราคาปรับลดลงต่อเนื่อง พอร์ตยังขาดทุนได้ไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ใดครับ

รู้เท่าทันภัย หลอกลงทุนคริปโต และข้อบังคับทางกฎหมายในไทย

เนื่องจากเทคโนโลยีคริปโตเคอร์เรนซีมีความซับซ้อน มิจฉาชีพจึงมักนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวง การมีความรู้เท่าทันจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

รูปแบบการหลอกลงทุนคริปโตที่พบบ่อย (Rug Pull, Ponzi Scheme, Fake Exchange)

การระวังภัย หลอกลงทุนคริปโต ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก มิจฉาชีพมักใช้รูปแบบแชร์ลูกโซ่ที่อ้างการันตีผลตอบแทนสูง การสร้างเว็บเทรดปลอมเพื่อหลอกให้โอนเงิน หรือการสร้างโครงการเหรียญปลอมแล้วเชิดเงินหนี (Rug Pull) ผู้ลงทุนควรยึดหลักว่า การลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงแต่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริงนั้นไม่มีอยู่จริงในโลกทางการเงิน

เกณฑ์การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และการเสียภาษีคริปโตเคอร์เรนซี

ในไทย ผู้ให้บริการด้านคริปโตทุกรายต้องอยู่ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ ก.ล.ต. ใช้กำกับดูแลครับ ส่วนเรื่องภาษี ผมแนะนำให้ศึกษาเกณฑ์ของกรมสรรพากรให้เข้าใจก่อนยื่นภาษี และเก็บประวัติการซื้อขายรวมถึงกำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ให้เป็นระเบียบ จะช่วยให้คำนวณภาษีได้ง่ายขึ้นครับ

รูปแบบมิจฉาชีพพฤติกรรมที่ต้องระวังแนวทางป้องกัน
แชร์ลูกโซ่ออนไลน์ชวนลงทุน อ้างผลตอบแทนรายวัน การันตีไร้ความเสี่ยงไม่โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา ตรวจสอบใบอนุญาต
เว็บเทรด / แอปปลอมส่งลิงก์มาทาง SMS หรือข้อความส่วนตัว ชวนเทรดเข้าใช้งานผ่านโดเมนหลักอย่างเป็นทางการเท่านั้น
Rug Pull (เชิดเงิน)โครงการเปิดใหม่ ไม่เปิดเผยทีมพัฒนา ไม่ล็อกสภาพคล่อง (Liquidity Lock)เลี่ยงการลงทุนในเหรียญที่ไม่มีการตรวจสอบ Audit

บทสรุป: กุญแจสำคัญก่อนเริ่มลงทุนคริปโต

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยการศึกษาความรู้พื้นฐาน การประเมินความเสี่ยง และการเลือกใช้งานแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง หากอยากเข้าใจโครงสร้างตลาดให้ลึกขึ้นก่อนเริ่มลงทุนจริง ผมแนะนำให้อ่านบทความปูพื้นฐานด้านล่างนี้ต่อได้เลยครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ การลงทุนคริปโต

การลงทุนคริปโต ใช้เงินเริ่มต้นเท่าไหร่?

ณ ปี 2569 ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยส่วนใหญ่กำหนดยอดซื้อขั้นต่ำไว้ประมาณ 10 ถึง 100 บาท เนื่องจากเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีสามารถแบ่งซื้อเป็นหน่วยย่อยได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อเต็ม 1 เหรียญ แต่ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดของศูนย์ซื้อขายที่ใช้งานอีกครั้งครับ

เหรียญคริปโตที่น่าลงทุน ดูจากปัจจัยพื้นฐานอะไรบ้าง?

การพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของเหรียญควรดูที่วัตถุประสงค์ของโครงการ ความน่าเชื่อถือของทีมพัฒนา โครงสร้างเศรษฐศาสตร์ของเหรียญ (Tokenomics) ความปลอดภัยของ Smart Contract ที่ผ่านการตรวจสอบ (Audit) ตลอดจนปริมาณการใช้งานจริงในระบบนิเวศครับ

โดนหลอกลงทุนคริปโต ต้องทำอย่างไร และแจ้งหน่วยงานไหนได้บ้าง?

หากสงสัยว่าโดนหลอกลวง ให้รวบรวมหลักฐานการโอนเงิน ข้อความการสนทนา และหน้าเว็บไซต์ แล้วแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจ หรือศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (PCT) พร้อมทั้งแจ้งเบาะแสได้ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงาน ก.ล.ต. โทร 1207 ครับ

การทำ Staking คริปโต เสี่ยงพอร์ตแตกไหม?

การทำ Staking มีความเสี่ยงหลักจากราคาเหรียญที่อาจปรับตัวลดลงมากกว่าผลตอบแทนที่ได้รับ รวมถึงความเสี่ยงของ Smart Contract และระยะเวลาการล็อกเหรียญที่อาจทำให้ไม่สามารถขายได้ทันที แต่ไม่ใช่การใช้ Leverage จึงไม่มีกลไกบังคับขายหรือพอร์ตแตกเหมือนการเทรด Futures ครับ

กำไรจากการเทรดคริปโตในไทย เสียภาษีอย่างไร?

ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 399 (พ.ศ. 2568) กำไรจากการโอนคริปโตเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลที่ซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขาย นายหน้า หรือผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 ส่วนกำไรจากการซื้อขายนอกช่องทางดังกล่าว เช่น ศูนย์ซื้อขายต่างประเทศ ยังอาจถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ฉ) ที่ต้องนำไปคำนวณภาษี ผู้ลงทุนควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่นภาษีทุกครั้งครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5