หุ้นกู้ คืออะไร? กลไกการลงทุน ผลตอบแทน และความเสี่ยง

  • 3:02 pm
  • Post Views: 11
Table of Contents
หุ้นกู้ คืออะไร ทำความเข้าใจกลไกการลงทุน ผลตอบแทน และความเสี่ยง

หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ระยะยาวที่ออกโดยบริษัทเอกชนเพื่อระดมทุนจากนักลงทุน โดยบริษัทผู้ออกมีสถานะเป็นลูกหนี้ และผู้ลงทุนมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด

การซื้อหุ้นกู้เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างรายได้ประจำแบบกระแสเงินสด อย่างไรก็ตาม การลงทุนชนิดนี้มีโครงสร้างความเสี่ยงที่แตกต่างจากการฝากเงินหรือการซื้อหุ้นสามัญ บทความนี้ครอบคลุมกลไกการทำงาน ประเภทของหุ้นกู้ วิธีวิเคราะห์ความเสี่ยง และเกณฑ์การเลือกลงทุนครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • หุ้นกู้คือตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ให้สถานะเจ้าหนี้แก่ผู้ลงทุน โดยได้รับดอกเบี้ยสม่ำเสมอตลอดอายุสัญญารวมถึงเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด
  • ความเสี่ยงสำคัญที่สุดของหุ้นกู้คือความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk) ซึ่งต้องพิจารณาผ่านอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
  • ผู้ลงทุนได้รับเงินคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญเมื่อบริษัทเลิกกิจการหรือล้มละลาย แต่ไม่มีสิทธิในการบริหารงานบริษัท
  • ดอกเบี้ยรับจากหุ้นกู้สำหรับบุคคลธรรมดาถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ตามกฎหมายไทย

กลไกการทำงานของหุ้นกู้และกระแสเงินสดระหว่างบริษัทผู้ออกและนักลงทุน

หุ้นกู้ คืออะไร? (debenture คือ)

หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนออกจำหน่ายเพื่อระดมทุนจากประชาชนหรือนักลงทุนสถาบัน นำเงินไปใช้ในกิจกรรมของกิจการ เช่น การขยายธุรกิจ การปรับโครงสร้างหนี้ หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียน ในทางสากล debenture คือ สัญญากู้เงินระยะยาวที่ระบุสิทธิและข้อผูกพันอย่างชัดเจนระหว่างผู้ออกตราสารและผู้ถือ

กลไกการเสนอขายหุ้นกู้ภาคเอกชนในประเทศไทยต้องผ่านการอนุมัติและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ลงทุน โดยผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับผลตอบแทนหลักเป็นดอกเบี้ยจ่าย (Coupon Rate) ตามงวดเวลาที่กำหนด เช่น ทุก 3 เดือน หรือทุก 6 เดือน และจะได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวนเมื่อสัญญาครบกำหนดอายุ (Maturity Date)

หุ้นกู้ ต่างจาก หุ้นสามัญ อย่างไร?

ความแตกต่างหลักระหว่างหุ้นกู้และหุ้นสามัญอยู่ที่สถานะทางกฎหมาย สิทธิในการได้รับชำระหนี้ และลักษณะผลตอบแทน โดยการซื้อหุ้นสามัญคือการเข้าเป็นเจ้าของร่วมในบริษัทและมีสิทธิรับ เงินปันผล ซึ่งผันผวนตามผลกำไรของกิจการ ส่วนการซื้อหุ้นกู้คือการเข้าเป็นเจ้าหนี้ ซึ่งได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่แน่นอนโดยไม่ขึ้นอยู่กับผลกำไรของบริษัท

เมื่อพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุน นักลงทุนมักใช้การประเมินมูลค่าหุ้นสามัญผ่าน การวิเคราะห์งบการเงิน เพื่อดูว่าราคาหุ้นแพงเกินไปหรือไม่ แต่สำหรับหุ้นกู้ การวิเคราะห์จะเน้นไปที่ความสามารถในการชำระหนี้และสภาพคล่องของบริษัทเป็นหลัก

ประเด็นเปรียบเทียบหุ้นกู้ (Debenture)หุ้นสามัญ (Common Stock)
สถานะของผู้ถือเจ้าหนี้ (Creditor)เจ้าของร่วม (Shareholder)
ผลตอบแทนหลักดอกเบี้ยจ่าย (อัตราแน่นอน)เงินปันผล และส่วนต่างราคาหุ้น (ไม่แน่นอน)
สิทธิเมื่อบริษัทล้มละลายได้รับชำระหนี้ก่อนผู้ถือหุ้นได้รับส่วนแบ่งหลังชำระหนี้สินทั้งหมดแล้ว
สิทธิในการบริหารงานไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ระดับความผันผวนความผันผวนของราคาต่ำกว่าความผันผวนของราคาสูงกว่า

ประเภทของหุ้นกู้และอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)

การจัดประเภทหุ้นกู้แบ่งตามสิทธิเรียกร้อง หลักประกัน และการคุ้มครองตามสัญญา โดยมีรูปแบบหลักที่ต้องพิจารณาดังนี้:

  • หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกัน: ประเภทสิทธิมาตรฐาน หากเกิดการล้มละลาย ผู้ถือจะมีสิทธิเรียกร้องสินทรัพย์ก่อนผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิ
  • หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Debenture): ผู้ถือมีสิทธิได้รับการชำระหนี้หลังเจ้าหนี้สามัญรายอื่น แต่ยังได้ก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ
  • หุ้นกู้มีหลักประกัน (Secured Debenture): บริษัทนำสินทรัพย์ เช่น ที่ดิน หรืออาคาร มาตั้งเป็นหลักประกันไว้ หากผิดนัดชำระหนี้ สามารถนำหลักประกันนั้นมาบังคับขายทอดตลาดได้

การเลือกซื้อหุ้นกู้จำเป็นต้องอ่านอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ซึ่งจัดทำโดยสถาบันจัดอันดับที่ได้รับรอง เช่น TRIS Rating หรือ Fitch Ratings เพื่อประเมินโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้

ระดับ Credit Ratingประเภท (Category)ความหมายและระดับความเสี่ยง
AAA ถึง BBB-Investment Grade (ระดับน่าลงทุน)ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ต่ำถึงปานกลาง เหมาะกับการลงทุนทั่วไป
BB+ ถึง DHigh Yield / Unrated (ระดับเก็งกำไร)ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้สูง ดอกเบี้ยจ่ายสูงกว่าปกติเพื่อชดเชยความเสี่ยง

📌 Tip จากพี่โบ้

ตอนผมเริ่มศึกษาหุ้นกู้ใหม่ ๆ เคยคิดว่าหุ้นกู้ที่ให้ดอกเบี้ย 7–8% คุ้มค่าที่สุดเสมอ แต่ความจริงแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่สูงมักสะท้อนว่า Credit Rating อยู่ในระดับ High Yield หรือ Unrated ซึ่งมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น การดูแค่อัตราดอกเบี้ยโดยไม่เช็ก Rating คือจุดผิดพลาดที่ต้องระวังครับ 

ความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนลงทุนในหุ้นกู้

แม้หุ้นกู้จะให้ดอกเบี้ยสม่ำเสมอ แต่การลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนยังคงมีความเสี่ยงหลัก 3 ประการดังนี้:

1. ความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk)

คือความเสี่ยงที่บริษัทผู้ออกไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ตามกำหนด หากบริษัทเกิดปัญหาทางการเงิน ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนบางส่วนหรือทั้งจำนวน การเลือกลงทุนในบริษัทที่มีโครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่งจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

2. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)

หุ้นกู้ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ถือจนครบกำหนด หากต้องการขายก่อนกำหนด ตลาดรองอาจไม่มีสภาพคล่องเพียงพอ ทำให้ขายไม่ได้ทันทีหรือต้องยอมขายขาดทุน โดยผู้ลงทุนสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองผ่าน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ แต่ปริมาณการซื้อขายอาจไม่สูงเท่าหุ้นสามัญ

3. ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk)

ราคาของหุ้นกู้ในตลาดรองจะผันผวนตรงข้ามกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาด หากดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าของหุ้นกู้เดิมที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าจะลดลง หากนักลงทุนขายก่อนครบกำหนดอาจได้รับเงินน้อยกว่าราคาพาร์

การเปรียบเทียบความเสี่ยงและผลตอบแทนของหุ้นกู้ระดับ Investment Grade และ High Yield

แนวทางการเลือกซื้อ หุ้นกู้ ตัวไหนดี และการติดตาม ตราสารหนี้ออกใหม่

สำหรับคำถามว่าจะเลือกซื้อ หุ้นกู้ ตัวไหนดี นักลงทุนควรกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกผ่านการวิเคราะห์ฐานะการเงินของผู้ออกและการกระจายความเสี่ยง โดยปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้:

  • วิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน : ตรวจสอบอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) และอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) เพื่อประเมินว่าบริษัทมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่
  • เปรียบเทียบกับตราสารภาครัฐ : เปรียบเทียบผลตอบแทนของหุ้นกู้ภาคเอกชนกับพันธบัตรรัฐบาล เพื่อดูว่าส่วนต่างผลตอบแทน (Credit Spread) คุ้มค่ากับความเสี่ยงเอกชนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่
  • ใช้เครื่องมือประเมินมูลค่าหุ้น : ในกรณีของหุ้นกู้แปลงสภาพ นักลงทุนอาจต้อง คำนวณความคุ้มค่าด้วย ค่า P/E ของหุ้นแม่ร่วมด้วยก่อนตัดสินใจ
  • ติดตามตราสารหนี้ออกใหม่ : ตรวจสอบข่าวสารการเสนอขาย ตราสารหนี้ออกใหม่ ผ่านแอปพลิเคชันธนาคารพาณิชย์ หรือเว็บไซต์ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)
  • กระจายความเสี่ยง: หากไม่มีเวลาวิเคราะห์รายบริษัท หรือต้องการใช้เงินจำนวนน้อยในการกระจายความเสี่ยง สามารถเลือกลงทุน กระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนตราสารหนี้ เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหุ้นกู้หลายตัวเข้าพอร์ตแทนได้

บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ หุ้นกู้ คืออะไร

หุ้นกู้คือเครื่องมือการลงทุนที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดและสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนประจำที่แน่นอนกว่าหุ้นสามัญ อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของเงินต้นขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของบริษัทผู้ออกและการวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างรอบคอบ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ หุ้นกู้ คือ

หุ้นกู้ เสียภาษีอย่างไร?

ดอกเบี้ยรับจากหุ้นกู้สำหรับผู้ลงทุนบุคคลธรรมดาที่ถือครองในประเทศไทย จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ตามหลักเกณฑ์ของ กรมสรรพากร โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกใช้สิทธิ Final Tax ไม่นำรายได้ดอกเบี้ยนี้ไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนปลายปีได้

ซื้อหุ้นกู้แล้ว สามารถขายก่อนครบกำหนดได้ไหม?

สามารถขายได้ก่อนครบกำหนดผ่านตลาดรอง (Over-the-Counter หรือผ่านธนาคารและโบรกเกอร์) อย่างไรก็ตาม ราคาที่ขายได้อาจสูงหรือต่ำกว่าราคาพาร์ ขึ้นอยู่กับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ขณะนั้นและสภาพคล่องของหุ้นกู้ตัวดังกล่าว

หากบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ ต้องทำอย่างไร?

หากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ (Debentureholder Representative) จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการดำเนินการทางกฎหมาย เรียกร้องทรัพย์สิน หรือเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับบริษัทผู้ออกเพื่อนำเงินมาเฉลี่ยคืนแก่ผู้ถือหุ้นกู้ตามสิทธิ

หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond) ต่างจากหุ้นกู้ทั่วไปอย่างไร?

หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีกำหนดอายุไถ่ถอน บริษัทผู้ออกมีสิทธิเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ยได้โดยไม่ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ และมักจัดเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไปและให้ดอกเบี้ยจ่ายที่สูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยง

มือใหม่เริ่มต้นซื้อตราสารหนี้ออกใหม่ผ่านช่องทางไหนได้บ้าง?

นักลงทุนสามารถจองซื้อตราสารหนี้ออกใหม่ผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Banking ของธนาคารพาณิชย์หลัก เช่น K-My Funds, SCB EASY, Bangkok Bank Mobile Banking หรือซื้อผ่านระบบจองซื้อของบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดจำหน่าย

ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
FXGT.com
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5