
Grid Trading คือ กลยุทธ์การส่งคำสั่งซื้อและขายสินทรัพย์แบบอัตโนมัติตามกรอบราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยระบบจะแบ่งช่วงราคาออกเป็นช่องตาราง (Grid Lines) เพื่อตั้งคำสั่งซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงและตั้งคำสั่งขายเมื่อราคาปรับตัวขึ้นในแต่ละช่วงอย่างเป็นระบบครับ
ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความผันผวนสูง การใช้บอทเทรดอัตโนมัติช่วยลดอารมณ์ในการตัดสินใจ และเปิดโอกาสในการเก็บส่วนต่างจากสภาวะตลาดแกว่งตัวออกข้าง คู่มือนี้ครอบคลุมกลไกการทำงาน ความแตกต่างระหว่าง Spot และ Futures การตั้งค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญ รวมถึงแนวทางการบริหารความเสี่ยงสำหรับ Bitcoin ครับ
⚠️ คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- Grid Trading ทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุดในสภาวะตลาด Sideway ที่ราคาสวิงอยู่ในกรอบชัดเจน
- การเลือก Spot Grid เหมาะสำหรับสายสะสมสินทรัพย์ที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจาก Leverage และ Liquidation แต่ยังขาดทุนได้หากราคาลดลง ส่วน Futures Grid มีอัตราทด (Leverage) ซึ่งเพิ่มทั้งโอกาสและระดับความเสี่ยง
- การกำหนดกรอบราคา (Upper และ Lower Limit) มีผลต่อระยะเวลาการทำงานของบอท หากราคาทะลุกรอบ บอทจะหยุดส่งคำสั่งจับคู่
- ค่าธรรมเนียมการเทรดสะสม (Trading Fees) เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อกำไรสุทธิจากการจับคู่ถี่ ๆ ในระบบกริด
Grid Trading คืออะไร?
กลไกการทำงานพื้นฐานและการแบ่งโซนราคาซื้อขายอัตโนมัติ
Grid Trading คือ ระบบการเทรดที่วางตารางคำสั่งซื้อขายล่วงหน้าตามระดับราคาที่กำหนดไว้ ซึ่งเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์เก็บส่วนต่างจากความผันผวนของราคาได้โดยไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอครับ กลไกพื้นฐานเริ่มต้นจากการตั้งกรอบราคาสูงสุด (Upper Limit) และราคาต่ำสุด (Lower Limit) จากนั้นระบบจะแบ่งช่วงราคานี้ออกเป็นช่อง ๆ ตามจำนวนกริด (Number of Grids) ที่เราตั้งค่าไว้
เมื่อราคาตลาดร่วงลงมาแตะเส้นกริดด้านล่าง ระบบจะส่งคำสั่งซื้อ (Buy Order) อัตโนมัติ และเมื่อราคาเด้งกลับขึ้นไปแตะเส้นกริดด้านบนถัดไป ระบบจะส่งคำสั่งขาย (Sell Order) เพื่อจับคู่ทำกำไร (Grid Profit) ทันที กระบวนการนี้จะวนซ้ำไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่ราคายังเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบที่วางไว้ การเริ่มต้นเทรดในตลาดนี้ ควรปูพื้นฐานความรู้คริปโตเคอร์เรนซีให้แน่นก่อน เพื่อให้เห็นภาพรวมของความผันผวนและสภาพคล่องในตลาดครับ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตได้ที่ สำนักงาน ก.ล.ต. ครับ
ความแตกต่างระหว่าง Spot Grid และ Futures Grid
แม้ว่าหลักการวางตารางคำสั่งจะคล้ายกัน แต่ Spot Grid และ Futures Grid มีโครงสร้างสินทรัพย์และความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ Spot Grid คือการซื้อขายสินทรัพย์จริงบนกระดาน Spot หากราคาทิ้งตัวลง บอทจะทยอยซื้อเหรียญเข้าพอร์ต ซึ่งผู้เทรดจะถือครองสินทรัพย์นั้นจริง ๆ จึงไม่มีความเสี่ยงจากการถูกบังคับขายคืน (Liquidation) แต่จะมี Unrealized Loss หากราคาดิ่งลงหลุดกรอบล่าง
ในทางกลับกัน Futures Grid คือการเปิดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives Contract) ที่สามารถใช้อัตราทดหรือ Leverage เพิ่มกำลังในการออกออเดอร์ได้ ทั้งฝั่ง Long และ Short กลยุทธ์นี้ช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรในตลาดขาลงได้ แต่การใช้ Leverage จะขยายทั้งผลตอบแทนและผลขาดทุน หากราคาเคลื่อนไหวสวนทางจนมาร์จิ้นในพอร์ตลดลงถึงระดับ Maintenance Margin (มาร์จิ้นขั้นต่ำที่ต้องคงไว้เพื่อถือสถานะต่อ) พอร์ตอาจเสี่ยงต่อการถูก Liquidation ได้ครับ
นอกจากนี้ Futures Grid แบบสัญญาไม่มีวันหมดอายุ (Perpetual Contract) ยังมีค่า Funding Fee ที่อาจถูกเรียกเก็บเป็นรอบ ๆ ซึ่งกัดกินกำไรได้หากถือสถานะนาน และในปัจจุบันบริการ Futures คริปโตที่มี Leverage สูงส่วนใหญ่ให้บริการโดยแพลตฟอร์มต่างประเทศ ผู้ลงทุนควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของผู้ให้บริการกับสำนักงาน ก.ล.ต. ก่อนใช้งานเสมอครับ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Spot Grid | Futures Grid |
| สินทรัพย์ที่ถือครอง | เหรียญคริปโตเคอร์เรนซีจริง | สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Contracts) |
| ทิศทางทำกำไร | ตลาดขาขึ้นและ Sideway | ทั้งขาขึ้น (Long) และขาลง (Short) |
| การใช้ Leverage | ไม่มีการใช้ Leverage (1x) | รองรับ Leverage (ระดับสูงสุดแตกต่างกันตามแพลตฟอร์ม สินทรัพย์ และเขตอำนาจกำกับดูแล) |
| ความเสี่ยง Liquidation | ไม่มี (เสี่ยงเฉพาะติดดอย) | มีความเสี่ยงถูกลบพอร์ต (Liquidation) |
| เหมาะสำหรับ | นักลงทุนสายสะสม / ความเสี่ยงปานกลาง | เทรดเดอร์สายเก็งกำไร / ความเสี่ยงสูง |
Grid Trading เหมาะกับใคร และสภาวะตลาดแบบไหน?
สภาวะตลาด Sideway (Range-bound) ที่กลยุทธ์นี้ทำงานได้ดีที่สุด
กลยุทธ์นี้จะแสดงศักยภาพได้สูงสุดในสภาวะตลาดที่มีลักษณะแกว่งตัวออกข้าง หรือ Sideway ในกรอบราคาที่ชัดเจนครับ เนื่องจากระบบกริดอาศัยการสวิงของราคาขึ้น ๆ ลง ๆ เพื่อจับคู่คำสั่งซื้อขายถี่ ๆ ยิ่งราคาผันผวนแกว่งตัวในกรอบแคบมากเท่าไร บอทก็ยิ่งมีโอกาสจับคู่ทำกำไรได้บ่อยครั้งมากขึ้นเท่านั้น
ในสภาวะตลาดที่ไม่มีแนวโน้มชัดเจน (No Clear Trend) การเทรดแบบตามเทรนด์ (Trend Following) อาจทำได้ยากและเกิด False Signal บ่อยครั้ง แต่ Grid Trading ถูกออกแบบมาเพื่อพยายามเก็บส่วนต่างจากความผันผวนระยะสั้นเหล่านั้น ซึ่งอาจสร้างกำไรได้หากราคายังแกว่งอยู่ในกรอบ แต่ก็อาจขาดทุนได้หากราคาหลุดกรอบหรือค่าธรรมเนียมสูงกว่ากำไรต่อช่องครับ
กลุ่มนักลงทุนที่เหมาะกับการใช้ Grid Trading
กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีลักษณะและเป้าหมายการเทรดดังต่อไปนี้ครับ:
- นักลงทุนที่ไม่ค่อยมีเวลาเฝ้าหน้าจอ: ระบบอัตโนมัติจะส่งคำสั่งซื้อขายตามวินัยตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู้เทรดไม่ต้องนั่งเฝ้ากราฟ
- ผู้ที่ต้องการลดอารมณ์ในการเทรด: การตั้งค่าอัลกอริทึมล่วงหน้าช่วยตัดปัญหาความโลภและความกลัวออกจากการตัดสินใจ
- นักลงทุนสายสะสมระยะยาว: สามารถใช้ Spot Grid ในการทยอยสะสมเหรียญหลักในราคาที่ต่ำลง พร้อมเก็บส่วนต่างราคาเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทาง ซึ่งไม่ใช่รายได้ที่แน่นอน และมูลค่าเหรียญที่สะสมไว้อาจลดลงได้หากราคาปรับตัวลงต่อเนื่อง
สภาวะตลาดที่ควรหลีกเลี่ยง (Strong Trend / Breakout)
แม้ระบบกริดจะมีข้อดีหลายประการ แต่กลยุทธ์นี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับสภาวะตลาดที่เป็นแนวโน้มรุนแรง (Strong Trend) หรือเกิดการ Breakout หลุดกรอบราคาทั้งขึ้นและลงครับ
หากเกิดตลาดขาขึ้นรุนแรง (Strong Bull Market) บอทจะทยอยขายเหรียญออกไปเรื่อย ๆ จนหมดพอร์ตตั้งแต่น้ำต้น ๆ ทำให้คุณพลาดโอกาสทำกำไรก้อนใหญ่ (Opportunity Loss) ในทางกลับกัน หากเป็นตลาดขาลงรุนแรง (Strong Bear Market) บอทจะไล่ซื้อเหรียญตามกริดลงมาเรื่อย ๆ จนทุนหมด ส่งผลให้คุณต้องถือเหรียญเต็มพอร์ตในภาวะที่ราคายังดิ่งลงไม่หยุด เกิดขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ (Unrealized Loss) ก้อนใหญ่ได้ครับ
องค์ประกอบสำคัญในการตั้งค่า Grid Trading Bot
การกำหนดกรอบราคา (Upper Limit & Lower Limit)
การวางพารามิเตอร์ของกริดเริ่มจากการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านในไทม์เฟรมใหญ่ เพื่อกำหนดกรอบราคาที่สมเหตุสมผลครับ
- Upper Limit (แนวต้านสูงสุด): ระดับราคาสูงสุดที่บอทจะส่งคำสั่งขาย หากราคาพุ่งสูงกว่าจุดนี้ บอทจะหยุดทำงานและถือเงินสดหรือ Stablecoin ไว้ทั้งหมด
- Lower Limit (แนวรับต่ำสุด): ระดับราคาต่ำสุดที่บอทจะส่งคำสั่งซื้อ หากราคาร่วงลงต่ำกว่าจุดนี้ บอทจะหยุดซื้อและถือเหรียญทั้งหมดไว้
การตั้งจำนวนช่อง (Number of Grids) และผลกระทบต่อกำไรต่อช่อง
การกำหนดจำนวนช่องกริด (Grid Quantity) ต้องพิจารณาร่วมกับชนิดของกริด ซึ่งแบ่งเป็น Arithmetic Grid (การเว้นระยะห่างราคาเท่ากันเป็นจำนวนเงิน) และ Geometric Grid (การเว้นระยะห่างราคาเท่ากันเป็นเปอร์เซ็นต์) ครับ
หากเราตั้งจำนวนช่องกริดมากเกินไป (Grid Spacing แคบ) บอทจะจับคู่ซื้อขายได้ถี่ขึ้น แต่กำไรต่อช่อง (Profit per Grid) จะลดลงมาก และอาจถูกหักค่าธรรมเนียมจนไม่คุ้มค่า แต่ถ้าตั้งจำนวนช่องน้อยเกินไป (Grid Spacing กว้าง) กำไรต่อช่องจะสูงขึ้น แต่โอกาสที่ราคาจะวิ่งมาแตะเส้นกริดเพื่อจับคู่ก็จะลดน้อยลงตามไปด้วยครับ
ผลกระทบของค่าธรรมเนียมการเทรด (Trading Fees) ต่อระบบกริด
ปัจจัยสำคัญที่นักเทรดหลายคนมองข้ามคือ ค่าธรรมเนียมการส่งคำสั่งซื้อขาย (Maker/Taker Fees) ครับ โดย Maker คือคำสั่งที่ตั้งรอในกระดานและเพิ่มสภาพคล่อง ส่วน Taker คือคำสั่งที่จับคู่ทันทีกับคำสั่งที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมักเสียค่าธรรมเนียมสูงกว่า การเทรดด้วยระบบกริดคือการสร้างออเดอร์จำนวนมากในระยะเวลาสั้น ๆ หากกำไรต่อช่อง (Profit per Grid) ที่ตั้งไว้ต่ำกว่าอัตราค่าธรรมเนียมรวมของกระดานเทรด ผลตอบแทนสุทธิของคุณอาจติดลบได้
สูตรคำนวณกำไรต่อช่องที่ปลอดภัยควรครอบคลุมค่าธรรมเนียมทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขาย ดังนี้:
กำไรสุทธิต่อช่อง = เปอร์เซ็นต์ระยะห่างกริด – (ค่าธรรมเนียม Maker % + ค่าธรรมเนียม Taker %)
นอกจากนี้ กำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลถือเป็นเงินได้ที่ต้องพิจารณาตามเกณฑ์ภาษีของกรมสรรพากร โดยปัจจุบันมีมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรจากการขายผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ในช่วงปี 2568–2572 ส่วนการเทรดผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศไม่อยู่ในมาตรการนี้ ผู้ลงทุนควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดจากกรมสรรพากรก่อนยื่นภาษีครับ
คู่มือ Grid Trading BTC: กลยุทธ์และการจัดการความเสี่ยง

ทำไม Bitcoin (BTC) ถึงเป็นสินทรัพย์ที่นิยมใช้ Grid Trading
Bitcoin (BTC) เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าตลาดและปริมาณการซื้อขายสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี มีการซื้อขายหนาแน่นตลอด 24 ชั่วโมง และมักจะมีช่วงเวลาที่ราคาพักตัวแกว่งอยู่ในกรอบกว้าง ๆ เป็นเวลานาน พฤติกรรมราคานี้ทำให้ BTC เหมาะสำหรับการรันบอทกริดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากมีความเสี่ยงในการเกิด Rug Pull (การที่ทีมผู้พัฒนาถอนสภาพคล่องหรือเทขายเหรียญแล้วหายไป) หรือสภาพคล่องแห้งเหือดต่ำกว่าเหรียญ Altcoin ขนาดเล็กมากครับ
แนวทางการวางกรอบราคาสำหรับ Grid Trading BTC
การวางกรอบราคา Grid Trading BTC ควรพิจารณาจากสภาวะความผันผวนย้อนหลัง (Historical Volatility) และระดับแนวรับแนวต้านสำคัญบนภาพรวม เช่น ไทม์เฟรม Daily หรือ 4-Hour
- การวางกรอบแบบกว้าง (Wide Range): เช่น วางกรอบครอบคลุมราคา ±20% ถึง ±30% จากราคาปัจจุบัน วิธีนี้ช่วยให้บอททำงานได้ยาวนาน ไม่หลุดกรอบง่าย เหมาะสำหรับ Spot Grid สายถือยาว
- การวางกรอบแบบแคบ (Narrow Range): วางกรอบครอบคลุมราคา ±5% ถึง ±10% เพื่อพยายามเก็บส่วนต่างราคาระยะสั้นในตลาด Sideway ชัดเจน แต่นักลงทุนต้องคอยรีเซ็ตบอทบ่อยครั้งหากราคาทะลุกรอบ
การตั้ง Stop Loss และการรับมือสภาวะราคาทะลุกรอบ (Breakout Risk)
การบริหารความเสี่ยงเป็นหัวใจสำคัญของการเทรด หากราคา BTC เกิดการเปลี่ยนเทรนด์รุนแรงจนหลุดกรอบล่าง Lower Limit การปล่อยให้บอทค้างไว้อาจทำให้เกิด Unrealized Loss มหาศาล ดังนั้น เทรดเดอร์ควรตั้งค่า Stop Loss (Trigger Price) ไว้เสมอ
📢 Traderbobo แนะนำ
ตอนผมเริ่มรัน Grid Trading BTC ใหม่ ๆ ผมเคยคิดว่าการตั้งกรอบกว้าง ๆ จะปลอดภัยเสมอ แต่พอตลาดเลือกทางดิ่งลงรุนแรง การไม่มี Stop Loss ด้านล่างทำให้พอร์ตติดดอยยาวนาน หลังจากนั้นผมจึงตั้งกฎกับตัวเองเสมอว่า ต้องวางจุด Stop Loss ต่ำกว่า Lower Limit ประมาณ 3%–5% เพื่อตัดขาดทุนและดึงสภาพคล่องกลับมาตั้งหลักใหม่ครับ
สำหรับ Futures Grid ต้องเช็กด้วยว่าราคา Liquidation ไม่ได้อยู่สูงกว่าจุด Stop Loss เพราะหากใช้ Leverage สูง พอร์ตอาจถูก Liquidation ก่อนที่ Stop Loss จะทำงาน ผู้อ่านควรศึกษาและทดสอบด้วยตนเองตามความเสี่ยงที่รับได้ครับ
สรุป Grid Trading คืออะไร และวิธีใช้อย่างรู้เท่าทันความเสี่ยง
Grid Trading เป็นเครื่องมือเทรดอัตโนมัติที่ออกแบบมาเพื่อเก็บส่วนต่างจากความผันผวนของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี และมักทำงานได้ดีในสภาวะ Sideway แต่ไม่ได้รับประกันกำไร การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Spot Grid และ Futures Grid การคำนวณกำไรต่อช่องให้คุ้มค่าหลังหักค่าธรรมเนียม รวมถึงการตั้งค่า Stop Loss เมื่อราคาทะลุกรอบ จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ใช้บอทเทรดได้อย่างมีวินัยมากขึ้นครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Grid Trading
Grid Trading ต่างจากการตั้ง Limit Order ปกติอย่างไร?
การตั้ง Limit Order ปกติเป็นการส่งคำสั่งซื้อหรือขายเพียงรายการเดียว ณ ระดับราคาที่กำหนดไว้ แต่ Grid Trading เป็นระบบอัลกอริทึมอัตโนมัติที่ส่งคำสั่งซื้อและขายพร้อมกันหลายสิบรายการตามตารางกรอบราคา และเมื่อคำสั่งหนึ่งจับคู่สำเร็จ ระบบจะสร้างคำสั่งใหม่ในทิศทางตรงกันข้ามโดยอัตโนมัติเพื่อทำกำไรต่อเนื่องครับ
ถ้าราคาหลุดกรอบ Lower Limit ด้านล่าง จะเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อราคาปรับตัวลดลงจนต่ำกว่ากรอบ Lower Limit บอทจะซื้อเหรียญจนครบตามจำนวนช่องทั้งหมด และจะหยุดส่งคำสั่งซื้อเพิ่ม หลังจากนั้นบอทจะเข้าสู่สภาวะหยุดนิ่ง (Idle) โดยผู้เทรดจะถือครองเหรียญเหล่านั้นเต็มพอร์ตและมีผลขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ (Unrealized Loss) จนกว่าราคาจะย้อนกลับเข้ามาในกรอบเดิมหรือเทรดเดอร์ปิดบอทครับ
Grid Trading สามารถทำให้พอร์ตขาดทุนหนักได้หรือไม่?
สามารถเกิดขึ้นได้ครับ ในกรณีของ Spot Grid แม้จะไม่มีการถูกบังคับขายคืน (Liquidation) แต่หากราคาสินทรัพย์ดิ่งลงอย่างรุนแรง พอร์ตของคุณจะขาดทุนจากมูลค่าเหรียญที่ลดลง ส่วน Futures Grid มีการใช้ Leverage หากราคาวิ่งสวนทางหลุดกรอบล่าง พอร์ตอาจเกิด Liquidation จนสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดได้หากไม่มีการตั้ง Stop Loss ครับ
เราควรใช้ Grid Spacing กว้างหรือแคบดีกว่ากัน?
ขึ้นอยู่กับสภาวะความผันผวนของสินทรัพย์และเป้าหมายการเทรดครับ Spacing แบบแคบเหมาะกับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำหรือเทรดระยะสั้นเพื่อจับคู่ถี่ ๆ แต่ต้องระวังเรื่องค่าธรรมเนียม ส่วน Spacing แบบกว้างเหมาะกับสินทรัพย์ผันผวนสูงอย่าง BTC หรือการเทรดระยะยาวเพื่อลดความเสี่ยงจากการหลุดกรอบครับ
ค่าธรรมเนียมมีผลต่อบอท Grid Trading มากน้อยแค่ไหน?
มีผลอย่างมากครับ เนื่องจาก Grid Trading มีการส่งคำสั่งซื้อขายถี่หลายร้อยครั้ง หากตั้งกำไรต่อช่อง (Profit per Grid) น้อยกว่าอัตราค่าธรรมเนียม Maker และ Taker รวมกัน กำไรที่บอททำได้จะถูกค่าธรรมเนียมกัดกินจนหมดหรือกลายเป็นขาดทุนสุทธิ ดังนั้นจึงต้องคำนวณให้กำไรต่อช่องสูงกว่าค่าธรรมเนียมอย่างน้อย 2–3 เท่าเสมอครับ
⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง สุดท้ายสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูงมาก อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งจำนวนได้ครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











