Loss Aversion คืออะไร? ทำไมขาดทุนถึงเจ็บปวดกว่ากำไร 2 เท่า 

  • 7:30 pm
  • Post Views: 3
Table of Contents
Loss Aversion คืออะไร? ทำไมขาดทุนถึงเจ็บปวดกว่ากำไร 2 เท่า 

Loss Aversion คือ อคติทางจิตวิทยาพฤติกรรมที่อธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่รู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียหรือการขาดทุน มากกว่าความสุขที่ได้รับจากกำไรหรือชัยชนะในจำนวนเงินที่เท่ากัน

ในโลกของตลาดการเงิน อคติชนิดนี้ถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้นักลงทุนทำตามแผนการเทรดอย่างมีวินัย บทความนี้อธิบายว่า Loss Aversion คืออะไร มีที่มาจากไหน ส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตการลงทุน และมีวิธีบริหารจัดการอย่างไรครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • อคติชนิดนี้ทำให้ความเจ็บปวดจากการขาดทุน 100 บาท รุนแรงกว่าความสุขที่ได้กำไร 100 บาท ประมาณ 2 ถึง 2.5 เท่าครับ
  • พฤติกรรมทนถือหุ้นติดดอยและการรีบขายหมูเพื่อล็อคกำไรเล็กน้อย มีสาเหตุหลักมาจากอคติเรื่องความเกลียดชังการสูญเสีย
  • การตั้งจุด Stop Loss ล่วงหน้าและการทำ Position Sizing ช่วยลดอิทธิพลของอารมณ์ในการตัดสินใจเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Loss Aversion คืออะไร?

ความเกลียดชังการสูญเสีย คือ อคติทางจิตวิทยาเชิงพฤติกรรมที่ส่งผลให้มนุษย์เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสีย มากกว่าการมุ่งหาโอกาสได้รับผลตอบแทนในระดับที่เท่ากันครับ เมื่อนำแนวคิดนี้มาพิจารณาในบริบทการลงทุน เราจะพบว่าสมองของมนุษย์ไม่ได้ประเมินมูลค่าของเงินด้วยตัวเลขเชิงคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่กลับประเมินผ่านกรอบของอารมณ์และความรู้สึกเป็นหลัก

กราฟแสดงเส้นทฤษฎี Prospect Theory เปรียบเทียบคุณค่าทางจิตวิทยาของกำไรและขาดทุน

นิยามและที่มาจากการทดลองของ Daniel Kahneman และ Amos Tversky

แนวคิดเรื่อง Loss Aversion ถูกค้นพบและนำเสนอโดยสองนักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมระดับโลก ได้แก่ Daniel Kahneman และ Amos Tversky ผ่านงานวิจัยในปี 1979 เรื่อง “Prospect Theory: An Analysis of Decision under Risk”

งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลสมบูรณ์แบบตามทฤษฎีอรรถประโยชน์แบบดั้งเดิม (Expected Utility Theory) แต่การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับกรอบการมองผลลัพธ์ว่าเป็นการได้มาหรือการสูญเสีย งานวิจัยและหลักการด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมนี้ได้รับการเผยแพร่และอ้างอิงอย่างแพร่หลาย รวมถึงในบทความของ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเตือนสตินักลงทุนให้เท่าทันอารมณ์ตนเองครับ

อัตราส่วนความเจ็บปวด (Loss Aversion Ratio ~2–2.5 เท่า)

จากการทดลองพฤติกรรมของ Kahneman และ Tversky พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วมนุษย์มีอัตราส่วนความเกลียดชังการสูญเสียนี้อยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 2.5 เท่า

หมายความว่า หากคุณเสียเงินลงทุนไป 10,000 บาท ความเจ็บปวดทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้น จะต้องใช้กำไรจำนวนมากถึง 20,000 ถึง 25,000 บาท จึงจะสามารถชดเชยความรู้สึกสูญเสียนั้นให้กลับมาสมดุลได้ ตัวเลขความเจ็บปวดที่มากกว่าความสุขถึงสองเท่านี้เอง ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดพฤติกรรมไร้เหตุผลต่าง ๆ ในตลาดหุ้นและตลาดการเงินครับ

ทำไม Loss Aversion ถึงส่งผลเสียรุนแรงต่อจิตวิทยาการลงทุน?

เมื่อนักลงทุนปล่อยให้อคติความเกลียดชังการสูญเสียเข้ามาครอบงำ การตัดสินใจซื้อขายจะไม่เป็นไปตามระบบ แต่จะถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัว หากต้องการพัฒนาตนเอง การเริ่มต้นจากการเข้ามา ทำความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาการลงทุน จะช่วยให้มองเห็นโครงสร้างความคิดของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

พฤติกรรมทนถือหุ้นติดดอยเพราะยังไม่ขายเท่ากับยังไม่ขาดทุน

ผลกระทบที่พบได้บ่อยที่สุดคือ พฤติกรรมทนถือสินทรัพย์ที่ราคากำลังร่วงลงเรื่อย ๆ หรือที่เรียกกันว่า “การติดดอย” เนื่องจากกลไกการปกป้องตัวเองของสมองมองว่า การกดปุ่มขายตัดขาดทุน (Cut Loss) คือการยืนยันการสูญเสียจริง (Realized Loss) ซึ่งจะส่งความเจ็บปวดเข้าสู่จิตใจทันที นักลงทุนจึงเลือกที่จะปฏิเสธความจริงด้วยคำว่า “ไม่ขายไม่ขาดทุน” และยอมรับความเสี่ยงที่พอร์ตจะเสียหายหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพียงเพื่อเลี่ยงความเจ็บปวดในปัจจุบัน

พฤติกรรมรีบขายหมูเพื่อล็อคกำไรเล็กน้อย

ในทางตรงกันข้าม เมื่อนักลงทุนถือสินทรัพย์ที่มีกำไรเพียงเล็กน้อย อคติ Loss Aversion จะเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นความกลัวว่า “กำไรที่มีอยู่จะหายไป” ส่งผลให้นักลงทุนรีบขายทำกำไรออกมาอย่างรวดเร็ว (ขายหมู) เพื่อล็อคความสุขสั้น ๆ ไว้ ทั้งที่สินทรัพย์นั้นยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก การจับคู่ระหว่างการทนขาดทุนได้นานแต่รีบขายกำไรสั้น จึงทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk Reward Ratio) หรือสัดส่วนระหว่างกำไรที่คาดว่าจะได้เทียบกับขาดทุนที่ยอมรับได้ต่อการเทรดของพอร์ตเสียหายในระยะยาว

พฤติกรรมพฤติกรรมปกติตามแผนการลงทุนพฤติกรรมที่ถูกอคติครอบงำ
การจัดการสถานะขาดทุนตัดขาดทุนทันทีเมื่อราคาถึงจุด Stop Lossถือถั่วเฉลี่ยและปฏิเสธการขายเพราะกลัวเจ็บปวด
การจัดการสถานะกำไรถือสินทรัพย์รันเทรนด์ตามเป้าหมายรีบขายทำกำไรทันทีที่เห็นตัวเลขเขียวเล็กน้อย
การประเมินความเสี่ยงคำนวณความเสี่ยงและผลตอบแทนตามระบบมุ่งเน้นการหลีกเลี่ยงขาดทุนจนไม่กล้าเข้าเทรด

การทำงานของ Loss Aversion กับ อคติทางจิตวิทยาอื่น ๆ

อคติทางจิตวิทยาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ มักจะทำงานร่วมกับอคติอื่น ๆ เพื่อสร้างข้ออ้างให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายขึ้น ก่อนที่จะลงลึกถึงอคติอื่น ๆ หากนักลงทุนยังเป็นมือใหม่ การกลับไป เรียนรู้ว่าการลงทุน คืออะไร จะช่วยให้เห็นภาพใหญ่ของกลไกตลาดและเป้าหมายการเงินได้อย่างถูกต้องครับ

ความเชื่อมโยงกับ Confirmation Bias (การมองหาแต่ข่าวดีมาเข้าข้างตัวเอง)

เมื่อนักลงทุนติดดอยเพราะไม่ยอมตัดขาดทุนจากอคตินี้ สมองจะเริ่มค้นหาทางรอดด้วยการดึง Confirmation Bias เข้ามาเสริม โดยนักลงทุนจะพยายามค้นหาเฉพาะบทวิเคราะห์ ข่าวสาร หรือความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียที่สนับสนุนว่าสินทรัพย์นั้นกำลังจะกลับตัว พร้อมทั้งมองข้ามข่าวร้ายหรือปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไป ใครที่อยากเข้าใจกลไกนี้อย่างละเอียด สามารถอ่านเพิ่มเติมเรื่อง Confirmation Bias คืออะไร เพื่อดูวิธีป้องกันความคิดเข้าข้างตัวเองได้ครับ

ความเชื่อมโยงกับ Framing Effect (ผลของการตั้งกรอบความคิด)

Framing Effect คือ อคติที่การตัดสินใจของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตาม “รูปแบบการนำเสนอข้อมูล” เมื่อนำมาจับคู่กับอคติความเกลียดชังการสูญเสีย จะเห็นได้ชัดว่า หากสถานการณ์ถูกตั้งกรอบว่าเป็นการ “เลือกเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุน” นักลงทุนจะมีพฤติกรรมกล้าเสี่ยงอย่างไม่สมเหตุสมผล (Risk-seeking) เช่น ยอมลงเงินเพิ่มในหุ้นที่กำลังลงหนักเพื่อถั่วเฉลี่ยราคา ในทางกลับกัน หากถูกตั้งกรอบว่าเป็น “การรับประกันกำไร” นักลงทุนจะกลายเป็นคนกลัวความเสี่ยงทันที (Risk-averse)


วิธีข้ามผ่าน Loss Aversion Bias เพื่อการลงทุนอย่างมีระบบ

แม้ว่าอคติชนิดนี้จะเป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่เราสามารถสร้างระบบมาควบคุมและลดอิทธิพลของออโตไพลอตทางอารมณ์นี้ได้ด้วยแนวทางปฏิบัติดังนี้ครับ

การวางแผนและกำหนดจุด Stop Loss ล่วงหน้า

วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับความเจ็บปวดจากการขาดทุน คือการตัดสินใจเรื่องจุดตัดขาดทุนไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะเปิดออเดอร์ เมื่อเราวางจุด Stop Loss ล่วงหน้าขณะที่จิตใจยังสงบและไม่มีอารมณ์ร่วม เราเพียงแค่ต้องปล่อยให้ระบบทำงานไปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยไม่ต้องใช้แรงปรารถนาหรือความกลัวมาตัดสินใจ ณ วินาทีที่ราคามาถึงจุดนั้น

การปรับการประเมินผลพอร์ตเป็นระยะยาวและการทำ Position Sizing

  1. ลดความถี่ในการเช็กพอร์ต: การเฝ้ามองราคาและตัวเลขกำไรขาดทุนแบบ Real-time จะยิ่งกระตุ้นอคติ Loss Aversion ให้ทำงานถี่ขึ้น การปรับระยะเวลาประเมินผลเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนจะช่วยลดแรงกดดันทางอารมณ์ได้
  2. ทำ Position Sizing อย่างเหมาะสม: ไม่ลงเงินในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป เพราะเมื่อขนาดเงินลงทุนเหมาะสม ระดับความเจ็บปวดหากเกิดการขาดทุนจะอยู่ในระดับที่จิตใจรับได้ ทำให้กล้าปฏิบัติตามวินัยการตัดขาดทุน

📌 Tip จากพี่โบ้

ตอนผมเริ่มเทรดใหม่ ๆ ผมเคยทนถือออเดอร์ที่ขาดทุนหนักมากเพราะไม่อยากยอมรับว่าตัวเองคิดผิด จนสุดท้ายพอร์ตเสียหายไปค่อนข้างเยอะ บทเรียนนี้สอนให้ผมรู้ว่า การยอมรับการขาดทุนเล็ก ๆ ในวันนี้ คือการปกป้องโอกาสในการเติบโตของพอร์ตในวันหน้า ผู้อ่านควรศึกษาและทดสอบแผนการตัดขาดทุนด้วยตนเองตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ครับ

สรุปแนวทางรับมือ Loss Aversion เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

อคติชนิดนี้คือกลไกป้องกันตัวเองทางจิตวิทยาที่ทำให้เรากลัวการขาดทุนมากกว่าดีใจเมื่อได้กำไรถึง 2 เท่า การยอมรับว่าเราทุกคนมีความลำเอียงนี้อยู่เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาตนเองในฐานะนักลงทุน เมื่อเราเข้าใจอคติตนเอง ใช้การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และมีวินัยในการทำตามแผน พอร์ตการลงทุนก็จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาวครับ

📢 Traderbobo แนะนำ

ใครที่ต้องการศึกษาโครงสร้างจิตวิทยาแบบก้าวหน้า สามารถคลิกอ่านต่อได้ที่ เจาะลึกจิตวิทยาการลงทุน เพื่อสร้างระบบความคิดที่แข็งแกร่งสำหรับการเทรดจริงได้เลยครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Loss Aversion

Loss Aversion คืออะไร และส่งผลอย่างไรกับการลงทุน?

อคตินี้คือความรู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียมากกว่าดีใจเมื่อได้รับกำไรในจำนวนที่เท่ากัน ส่งผลให้นักลงทุนมักทำพฤติกรรมไร้เหตุผล เช่น การทนถือสินทรัพย์ที่ขาดทุนหนักเพราะไม่อยากยอมรับความจริง หรือการรีบขายทำกำไรสั้นเกินไปเพราะกลัวกำไรหายครับ

ทำไมคนเราถึงรู้สึกเจ็บปวดจากการเสียเงินมากกว่าดีใจเมื่อได้เงินเท่ากัน?

ตามทฤษฎี Prospect Theory ของ Daniel Kahneman และ Amos Tversky สมองของมนุษย์มีฟังก์ชันประเมินคุณค่าเชิงอารมณ์ที่ให้น้ำหนักฝั่งขาดทุนมากกว่าฝั่งกำไรประมาณ 2 ถึง 2.5 เท่า ซึ่งเป็นสัญชาตญาณวิวัฒนาการที่มุ่งเน้นการเอาชีวิตรอดและการปกป้องทรัพยากรที่มีอยู่มากกว่าการแสวงหาเพิ่มครับ

จะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังติดดอยเพราะ Loss Aversion Bias?

สัญญาณที่ชัดเจนคือ คุณเริ่มหาข้ออ้างเข้าข้างตัวเองเมื่อราคาหลุดแนวรับ ปฏิเสธการกดปุ่ม Stop Loss ตามแผนที่วางไว้ เริ่มมองหาแต่ข่าวดีมาลบเลือนข่าวร้าย และมีความรู้สึกว่า “ตราบใดที่ยังไม่ขายก็ถือว่ายังไม่ขาดทุนจริง” ซึ่งเป็นพฤติกรรมเลี่ยงความเจ็บปวดโดยตรงครับ

Loss Aversion กับ Confirmation Bias ต่างกันอย่างไร?

อคติแรกคือความกลัวและเกลียดชังการสูญเสียที่เกิดขึ้นในระดับอารมณ์ ส่วน Confirmation Bias คือ ความลำเอียงทางความคิดในการค้นหาเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อตนเอง ทั้งสองมักทำงานร่วมกัน โดย Loss Aversion จะเป็นตัวผลักดันให้เกิดความกลัว และดึง Confirmation Bias เข้ามาหาข้ออ้างสนับสนุนการติดดอยครับ

มีวิธีไหนบ้างที่ช่วยลดอิทธิพลของ Loss Aversion ในการเทรดจริง?

วิธีที่ได้ผลคือ การตั้งจุด Stop Loss อัตโนมัติล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนเปิดออเดอร์ การควบคุมขนาดสัญญาการเทรด (Position Sizing) ไม่ให้ใหญ่เกินไปจนเกิดความเครียด และการลดความถี่ในการเฝ้ามองหน้าจอพอร์ตการลงทุน เพื่อไม่ให้กระตุ้นอารมณ์ความกลัวในระหว่างวันครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5