
Loss Aversion คือ อคติทางจิตวิทยาพฤติกรรมที่อธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่รู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียหรือการขาดทุน มากกว่าความสุขที่ได้รับจากกำไรหรือชัยชนะในจำนวนเงินที่เท่ากัน
ในโลกของตลาดการเงิน อคติชนิดนี้ถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้นักลงทุนทำตามแผนการเทรดอย่างมีวินัย บทความนี้อธิบายว่า Loss Aversion คืออะไร มีที่มาจากไหน ส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตการลงทุน และมีวิธีบริหารจัดการอย่างไรครับ
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- อคติชนิดนี้ทำให้ความเจ็บปวดจากการขาดทุน 100 บาท รุนแรงกว่าความสุขที่ได้กำไร 100 บาท ประมาณ 2 ถึง 2.5 เท่าครับ
- พฤติกรรมทนถือหุ้นติดดอยและการรีบขายหมูเพื่อล็อคกำไรเล็กน้อย มีสาเหตุหลักมาจากอคติเรื่องความเกลียดชังการสูญเสีย
- การตั้งจุด Stop Loss ล่วงหน้าและการทำ Position Sizing ช่วยลดอิทธิพลของอารมณ์ในการตัดสินใจเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Loss Aversion คืออะไร?
ความเกลียดชังการสูญเสีย คือ อคติทางจิตวิทยาเชิงพฤติกรรมที่ส่งผลให้มนุษย์เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสีย มากกว่าการมุ่งหาโอกาสได้รับผลตอบแทนในระดับที่เท่ากันครับ เมื่อนำแนวคิดนี้มาพิจารณาในบริบทการลงทุน เราจะพบว่าสมองของมนุษย์ไม่ได้ประเมินมูลค่าของเงินด้วยตัวเลขเชิงคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่กลับประเมินผ่านกรอบของอารมณ์และความรู้สึกเป็นหลัก

นิยามและที่มาจากการทดลองของ Daniel Kahneman และ Amos Tversky
แนวคิดเรื่อง Loss Aversion ถูกค้นพบและนำเสนอโดยสองนักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมระดับโลก ได้แก่ Daniel Kahneman และ Amos Tversky ผ่านงานวิจัยในปี 1979 เรื่อง “Prospect Theory: An Analysis of Decision under Risk”
งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลสมบูรณ์แบบตามทฤษฎีอรรถประโยชน์แบบดั้งเดิม (Expected Utility Theory) แต่การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับกรอบการมองผลลัพธ์ว่าเป็นการได้มาหรือการสูญเสีย งานวิจัยและหลักการด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมนี้ได้รับการเผยแพร่และอ้างอิงอย่างแพร่หลาย รวมถึงในบทความของ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเตือนสตินักลงทุนให้เท่าทันอารมณ์ตนเองครับ
อัตราส่วนความเจ็บปวด (Loss Aversion Ratio ~2–2.5 เท่า)
จากการทดลองพฤติกรรมของ Kahneman และ Tversky พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วมนุษย์มีอัตราส่วนความเกลียดชังการสูญเสียนี้อยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 2.5 เท่า
หมายความว่า หากคุณเสียเงินลงทุนไป 10,000 บาท ความเจ็บปวดทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้น จะต้องใช้กำไรจำนวนมากถึง 20,000 ถึง 25,000 บาท จึงจะสามารถชดเชยความรู้สึกสูญเสียนั้นให้กลับมาสมดุลได้ ตัวเลขความเจ็บปวดที่มากกว่าความสุขถึงสองเท่านี้เอง ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดพฤติกรรมไร้เหตุผลต่าง ๆ ในตลาดหุ้นและตลาดการเงินครับ
ทำไม Loss Aversion ถึงส่งผลเสียรุนแรงต่อจิตวิทยาการลงทุน?
เมื่อนักลงทุนปล่อยให้อคติความเกลียดชังการสูญเสียเข้ามาครอบงำ การตัดสินใจซื้อขายจะไม่เป็นไปตามระบบ แต่จะถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัว หากต้องการพัฒนาตนเอง การเริ่มต้นจากการเข้ามา ทำความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาการลงทุน จะช่วยให้มองเห็นโครงสร้างความคิดของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ
พฤติกรรมทนถือหุ้นติดดอยเพราะยังไม่ขายเท่ากับยังไม่ขาดทุน
ผลกระทบที่พบได้บ่อยที่สุดคือ พฤติกรรมทนถือสินทรัพย์ที่ราคากำลังร่วงลงเรื่อย ๆ หรือที่เรียกกันว่า “การติดดอย” เนื่องจากกลไกการปกป้องตัวเองของสมองมองว่า การกดปุ่มขายตัดขาดทุน (Cut Loss) คือการยืนยันการสูญเสียจริง (Realized Loss) ซึ่งจะส่งความเจ็บปวดเข้าสู่จิตใจทันที นักลงทุนจึงเลือกที่จะปฏิเสธความจริงด้วยคำว่า “ไม่ขายไม่ขาดทุน” และยอมรับความเสี่ยงที่พอร์ตจะเสียหายหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพียงเพื่อเลี่ยงความเจ็บปวดในปัจจุบัน
พฤติกรรมรีบขายหมูเพื่อล็อคกำไรเล็กน้อย
ในทางตรงกันข้าม เมื่อนักลงทุนถือสินทรัพย์ที่มีกำไรเพียงเล็กน้อย อคติ Loss Aversion จะเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นความกลัวว่า “กำไรที่มีอยู่จะหายไป” ส่งผลให้นักลงทุนรีบขายทำกำไรออกมาอย่างรวดเร็ว (ขายหมู) เพื่อล็อคความสุขสั้น ๆ ไว้ ทั้งที่สินทรัพย์นั้นยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก การจับคู่ระหว่างการทนขาดทุนได้นานแต่รีบขายกำไรสั้น จึงทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk Reward Ratio) หรือสัดส่วนระหว่างกำไรที่คาดว่าจะได้เทียบกับขาดทุนที่ยอมรับได้ต่อการเทรดของพอร์ตเสียหายในระยะยาว
| พฤติกรรม | พฤติกรรมปกติตามแผนการลงทุน | พฤติกรรมที่ถูกอคติครอบงำ |
| การจัดการสถานะขาดทุน | ตัดขาดทุนทันทีเมื่อราคาถึงจุด Stop Loss | ถือถั่วเฉลี่ยและปฏิเสธการขายเพราะกลัวเจ็บปวด |
| การจัดการสถานะกำไร | ถือสินทรัพย์รันเทรนด์ตามเป้าหมาย | รีบขายทำกำไรทันทีที่เห็นตัวเลขเขียวเล็กน้อย |
| การประเมินความเสี่ยง | คำนวณความเสี่ยงและผลตอบแทนตามระบบ | มุ่งเน้นการหลีกเลี่ยงขาดทุนจนไม่กล้าเข้าเทรด |
การทำงานของ Loss Aversion กับ อคติทางจิตวิทยาอื่น ๆ
อคติทางจิตวิทยาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ มักจะทำงานร่วมกับอคติอื่น ๆ เพื่อสร้างข้ออ้างให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายขึ้น ก่อนที่จะลงลึกถึงอคติอื่น ๆ หากนักลงทุนยังเป็นมือใหม่ การกลับไป เรียนรู้ว่าการลงทุน คืออะไร จะช่วยให้เห็นภาพใหญ่ของกลไกตลาดและเป้าหมายการเงินได้อย่างถูกต้องครับ
ความเชื่อมโยงกับ Confirmation Bias (การมองหาแต่ข่าวดีมาเข้าข้างตัวเอง)
เมื่อนักลงทุนติดดอยเพราะไม่ยอมตัดขาดทุนจากอคตินี้ สมองจะเริ่มค้นหาทางรอดด้วยการดึง Confirmation Bias เข้ามาเสริม โดยนักลงทุนจะพยายามค้นหาเฉพาะบทวิเคราะห์ ข่าวสาร หรือความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียที่สนับสนุนว่าสินทรัพย์นั้นกำลังจะกลับตัว พร้อมทั้งมองข้ามข่าวร้ายหรือปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไป ใครที่อยากเข้าใจกลไกนี้อย่างละเอียด สามารถอ่านเพิ่มเติมเรื่อง Confirmation Bias คืออะไร เพื่อดูวิธีป้องกันความคิดเข้าข้างตัวเองได้ครับ
ความเชื่อมโยงกับ Framing Effect (ผลของการตั้งกรอบความคิด)
Framing Effect คือ อคติที่การตัดสินใจของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตาม “รูปแบบการนำเสนอข้อมูล” เมื่อนำมาจับคู่กับอคติความเกลียดชังการสูญเสีย จะเห็นได้ชัดว่า หากสถานการณ์ถูกตั้งกรอบว่าเป็นการ “เลือกเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุน” นักลงทุนจะมีพฤติกรรมกล้าเสี่ยงอย่างไม่สมเหตุสมผล (Risk-seeking) เช่น ยอมลงเงินเพิ่มในหุ้นที่กำลังลงหนักเพื่อถั่วเฉลี่ยราคา ในทางกลับกัน หากถูกตั้งกรอบว่าเป็น “การรับประกันกำไร” นักลงทุนจะกลายเป็นคนกลัวความเสี่ยงทันที (Risk-averse)
วิธีข้ามผ่าน Loss Aversion Bias เพื่อการลงทุนอย่างมีระบบ
แม้ว่าอคติชนิดนี้จะเป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่เราสามารถสร้างระบบมาควบคุมและลดอิทธิพลของออโตไพลอตทางอารมณ์นี้ได้ด้วยแนวทางปฏิบัติดังนี้ครับ
การวางแผนและกำหนดจุด Stop Loss ล่วงหน้า
วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับความเจ็บปวดจากการขาดทุน คือการตัดสินใจเรื่องจุดตัดขาดทุนไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะเปิดออเดอร์ เมื่อเราวางจุด Stop Loss ล่วงหน้าขณะที่จิตใจยังสงบและไม่มีอารมณ์ร่วม เราเพียงแค่ต้องปล่อยให้ระบบทำงานไปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยไม่ต้องใช้แรงปรารถนาหรือความกลัวมาตัดสินใจ ณ วินาทีที่ราคามาถึงจุดนั้น
การปรับการประเมินผลพอร์ตเป็นระยะยาวและการทำ Position Sizing
- ลดความถี่ในการเช็กพอร์ต: การเฝ้ามองราคาและตัวเลขกำไรขาดทุนแบบ Real-time จะยิ่งกระตุ้นอคติ Loss Aversion ให้ทำงานถี่ขึ้น การปรับระยะเวลาประเมินผลเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนจะช่วยลดแรงกดดันทางอารมณ์ได้
- ทำ Position Sizing อย่างเหมาะสม: ไม่ลงเงินในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป เพราะเมื่อขนาดเงินลงทุนเหมาะสม ระดับความเจ็บปวดหากเกิดการขาดทุนจะอยู่ในระดับที่จิตใจรับได้ ทำให้กล้าปฏิบัติตามวินัยการตัดขาดทุน
📌 Tip จากพี่โบ้
ตอนผมเริ่มเทรดใหม่ ๆ ผมเคยทนถือออเดอร์ที่ขาดทุนหนักมากเพราะไม่อยากยอมรับว่าตัวเองคิดผิด จนสุดท้ายพอร์ตเสียหายไปค่อนข้างเยอะ บทเรียนนี้สอนให้ผมรู้ว่า การยอมรับการขาดทุนเล็ก ๆ ในวันนี้ คือการปกป้องโอกาสในการเติบโตของพอร์ตในวันหน้า ผู้อ่านควรศึกษาและทดสอบแผนการตัดขาดทุนด้วยตนเองตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ครับ
สรุปแนวทางรับมือ Loss Aversion เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
อคติชนิดนี้คือกลไกป้องกันตัวเองทางจิตวิทยาที่ทำให้เรากลัวการขาดทุนมากกว่าดีใจเมื่อได้กำไรถึง 2 เท่า การยอมรับว่าเราทุกคนมีความลำเอียงนี้อยู่เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาตนเองในฐานะนักลงทุน เมื่อเราเข้าใจอคติตนเอง ใช้การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และมีวินัยในการทำตามแผน พอร์ตการลงทุนก็จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาวครับ
📢 Traderbobo แนะนำ
ใครที่ต้องการศึกษาโครงสร้างจิตวิทยาแบบก้าวหน้า สามารถคลิกอ่านต่อได้ที่ เจาะลึกจิตวิทยาการลงทุน เพื่อสร้างระบบความคิดที่แข็งแกร่งสำหรับการเทรดจริงได้เลยครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Loss Aversion
Loss Aversion คืออะไร และส่งผลอย่างไรกับการลงทุน?
อคตินี้คือความรู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียมากกว่าดีใจเมื่อได้รับกำไรในจำนวนที่เท่ากัน ส่งผลให้นักลงทุนมักทำพฤติกรรมไร้เหตุผล เช่น การทนถือสินทรัพย์ที่ขาดทุนหนักเพราะไม่อยากยอมรับความจริง หรือการรีบขายทำกำไรสั้นเกินไปเพราะกลัวกำไรหายครับ
ทำไมคนเราถึงรู้สึกเจ็บปวดจากการเสียเงินมากกว่าดีใจเมื่อได้เงินเท่ากัน?
ตามทฤษฎี Prospect Theory ของ Daniel Kahneman และ Amos Tversky สมองของมนุษย์มีฟังก์ชันประเมินคุณค่าเชิงอารมณ์ที่ให้น้ำหนักฝั่งขาดทุนมากกว่าฝั่งกำไรประมาณ 2 ถึง 2.5 เท่า ซึ่งเป็นสัญชาตญาณวิวัฒนาการที่มุ่งเน้นการเอาชีวิตรอดและการปกป้องทรัพยากรที่มีอยู่มากกว่าการแสวงหาเพิ่มครับ
จะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังติดดอยเพราะ Loss Aversion Bias?
สัญญาณที่ชัดเจนคือ คุณเริ่มหาข้ออ้างเข้าข้างตัวเองเมื่อราคาหลุดแนวรับ ปฏิเสธการกดปุ่ม Stop Loss ตามแผนที่วางไว้ เริ่มมองหาแต่ข่าวดีมาลบเลือนข่าวร้าย และมีความรู้สึกว่า “ตราบใดที่ยังไม่ขายก็ถือว่ายังไม่ขาดทุนจริง” ซึ่งเป็นพฤติกรรมเลี่ยงความเจ็บปวดโดยตรงครับ
Loss Aversion กับ Confirmation Bias ต่างกันอย่างไร?
อคติแรกคือความกลัวและเกลียดชังการสูญเสียที่เกิดขึ้นในระดับอารมณ์ ส่วน Confirmation Bias คือ ความลำเอียงทางความคิดในการค้นหาเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อตนเอง ทั้งสองมักทำงานร่วมกัน โดย Loss Aversion จะเป็นตัวผลักดันให้เกิดความกลัว และดึง Confirmation Bias เข้ามาหาข้ออ้างสนับสนุนการติดดอยครับ
มีวิธีไหนบ้างที่ช่วยลดอิทธิพลของ Loss Aversion ในการเทรดจริง?
วิธีที่ได้ผลคือ การตั้งจุด Stop Loss อัตโนมัติล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนเปิดออเดอร์ การควบคุมขนาดสัญญาการเทรด (Position Sizing) ไม่ให้ใหญ่เกินไปจนเกิดความเครียด และการลดความถี่ในการเฝ้ามองหน้าจอพอร์ตการลงทุน เพื่อไม่ให้กระตุ้นอารมณ์ความกลัวในระหว่างวันครับ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











