Loss Aversion คืออะไร? ทำไมขาดทุนถึงเจ็บปวดกว่ากำไร 2 เท่า 

  • 7:30 pm
  • Post Views: 0
Table of Contents
Loss Aversion คืออะไร? ทำไมขาดทุนถึงเจ็บปวดกว่ากำไร 2 เท่า 

Loss Aversion คือ อคติทางจิตวิทยาพฤติกรรมที่อธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่รู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียหรือการขาดทุน มากกว่าความสุขที่ได้รับจากกำไรหรือชัยชนะในจำนวนเงินที่เท่ากัน

ในโลกของตลาดการเงิน อคติชนิดนี้ถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้นักลงทุนทำตามแผนการเทรดอย่างมีวินัย บทความนี้อธิบายว่า Loss Aversion คืออะไร มีที่มาจากไหน ส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตการลงทุน และมีวิธีบริหารจัดการอย่างไรครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • อคติชนิดนี้ทำให้ความเจ็บปวดจากการขาดทุน 100 บาท รุนแรงกว่าความสุขที่ได้กำไร 100 บาท ประมาณ 2 ถึง 2.5 เท่าครับ
  • พฤติกรรมทนถือหุ้นติดดอยและการรีบขายหมูเพื่อล็อคกำไรเล็กน้อย มีสาเหตุหลักมาจากอคติเรื่องความเกลียดชังการสูญเสีย
  • การตั้งจุด Stop Loss ล่วงหน้าและการทำ Position Sizing ช่วยลดอิทธิพลของอารมณ์ในการตัดสินใจเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Loss Aversion คืออะไร?

ความเกลียดชังการสูญเสีย คือ อคติทางจิตวิทยาเชิงพฤติกรรมที่ส่งผลให้มนุษย์เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสีย มากกว่าการมุ่งหาโอกาสได้รับผลตอบแทนในระดับที่เท่ากันครับ เมื่อนำแนวคิดนี้มาพิจารณาในบริบทการลงทุน เราจะพบว่าสมองของมนุษย์ไม่ได้ประเมินมูลค่าของเงินด้วยตัวเลขเชิงคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่กลับประเมินผ่านกรอบของอารมณ์และความรู้สึกเป็นหลัก

กราฟแสดงเส้นทฤษฎี Prospect Theory เปรียบเทียบคุณค่าทางจิตวิทยาของกำไรและขาดทุน

นิยามและที่มาจากการทดลองของ Daniel Kahneman และ Amos Tversky

แนวคิดเรื่อง Loss Aversion ถูกค้นพบและนำเสนอโดยสองนักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมระดับโลก ได้แก่ Daniel Kahneman และ Amos Tversky ผ่านงานวิจัยในปี 1979 เรื่อง “Prospect Theory: An Analysis of Decision under Risk”

งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลสมบูรณ์แบบตามทฤษฎีอรรถประโยชน์แบบดั้งเดิม (Expected Utility Theory) แต่การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับกรอบการมองผลลัพธ์ว่าเป็นการได้มาหรือการสูญเสีย งานวิจัยและหลักการด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมนี้ได้รับการเผยแพร่และอ้างอิงอย่างแพร่หลาย รวมถึงในบทความของ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเตือนสตินักลงทุนให้เท่าทันอารมณ์ตนเองครับ

อัตราส่วนความเจ็บปวด (Loss Aversion Ratio ~2–2.5 เท่า)

จากการทดลองพฤติกรรมของ Kahneman และ Tversky พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วมนุษย์มีอัตราส่วนความเกลียดชังการสูญเสียนี้อยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 2.5 เท่า

หมายความว่า หากคุณเสียเงินลงทุนไป 10,000 บาท ความเจ็บปวดทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้น จะต้องใช้กำไรจำนวนมากถึง 20,000 ถึง 25,000 บาท จึงจะสามารถชดเชยความรู้สึกสูญเสียนั้นให้กลับมาสมดุลได้ ตัวเลขความเจ็บปวดที่มากกว่าความสุขถึงสองเท่านี้เอง ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดพฤติกรรมไร้เหตุผลต่าง ๆ ในตลาดหุ้นและตลาดการเงินครับ

ทำไม Loss Aversion ถึงส่งผลเสียรุนแรงต่อจิตวิทยาการลงทุน?

เมื่อนักลงทุนปล่อยให้อคติความเกลียดชังการสูญเสียเข้ามาครอบงำ การตัดสินใจซื้อขายจะไม่เป็นไปตามระบบ แต่จะถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัว หากต้องการพัฒนาตนเอง การเริ่มต้นจากการเข้ามา ทำความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาการลงทุน จะช่วยให้มองเห็นโครงสร้างความคิดของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

พฤติกรรมทนถือหุ้นติดดอยเพราะยังไม่ขายเท่ากับยังไม่ขาดทุน

ผลกระทบที่พบได้บ่อยที่สุดคือ พฤติกรรมทนถือสินทรัพย์ที่ราคากำลังร่วงลงเรื่อย ๆ หรือที่เรียกกันว่า “การติดดอย” เนื่องจากกลไกการปกป้องตัวเองของสมองมองว่า การกดปุ่มขายตัดขาดทุน (Cut Loss) คือการยืนยันการสูญเสียจริง (Realized Loss) ซึ่งจะส่งความเจ็บปวดเข้าสู่จิตใจทันที นักลงทุนจึงเลือกที่จะปฏิเสธความจริงด้วยคำว่า “ไม่ขายไม่ขาดทุน” และยอมรับความเสี่ยงที่พอร์ตจะเสียหายหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพียงเพื่อเลี่ยงความเจ็บปวดในปัจจุบัน

พฤติกรรมรีบขายหมูเพื่อล็อคกำไรเล็กน้อย

ในทางตรงกันข้าม เมื่อนักลงทุนถือสินทรัพย์ที่มีกำไรเพียงเล็กน้อย อคติ Loss Aversion จะเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นความกลัวว่า “กำไรที่มีอยู่จะหายไป” ส่งผลให้นักลงทุนรีบขายทำกำไรออกมาอย่างรวดเร็ว (ขายหมู) เพื่อล็อคความสุขสั้น ๆ ไว้ ทั้งที่สินทรัพย์นั้นยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก การจับคู่ระหว่างการทนขาดทุนได้นานแต่รีบขายกำไรสั้น จึงทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk Reward Ratio) หรือสัดส่วนระหว่างกำไรที่คาดว่าจะได้เทียบกับขาดทุนที่ยอมรับได้ต่อการเทรดของพอร์ตเสียหายในระยะยาว

พฤติกรรมพฤติกรรมปกติตามแผนการลงทุนพฤติกรรมที่ถูกอคติครอบงำ
การจัดการสถานะขาดทุนตัดขาดทุนทันทีเมื่อราคาถึงจุด Stop Lossถือถั่วเฉลี่ยและปฏิเสธการขายเพราะกลัวเจ็บปวด
การจัดการสถานะกำไรถือสินทรัพย์รันเทรนด์ตามเป้าหมายรีบขายทำกำไรทันทีที่เห็นตัวเลขเขียวเล็กน้อย
การประเมินความเสี่ยงคำนวณความเสี่ยงและผลตอบแทนตามระบบมุ่งเน้นการหลีกเลี่ยงขาดทุนจนไม่กล้าเข้าเทรด

การทำงานของ Loss Aversion กับ อคติทางจิตวิทยาอื่น ๆ

อคติทางจิตวิทยาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ มักจะทำงานร่วมกับอคติอื่น ๆ เพื่อสร้างข้ออ้างให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายขึ้น ก่อนที่จะลงลึกถึงอคติอื่น ๆ หากนักลงทุนยังเป็นมือใหม่ การกลับไป เรียนรู้ว่าการลงทุน คืออะไร จะช่วยให้เห็นภาพใหญ่ของกลไกตลาดและเป้าหมายการเงินได้อย่างถูกต้องครับ

ความเชื่อมโยงกับ Confirmation Bias (การมองหาแต่ข่าวดีมาเข้าข้างตัวเอง)

เมื่อนักลงทุนติดดอยเพราะไม่ยอมตัดขาดทุนจากอคตินี้ สมองจะเริ่มค้นหาทางรอดด้วยการดึง Confirmation Bias เข้ามาเสริม โดยนักลงทุนจะพยายามค้นหาเฉพาะบทวิเคราะห์ ข่าวสาร หรือความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียที่สนับสนุนว่าสินทรัพย์นั้นกำลังจะกลับตัว พร้อมทั้งมองข้ามข่าวร้ายหรือปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไป ใครที่อยากเข้าใจกลไกนี้อย่างละเอียด สามารถอ่านเพิ่มเติมเรื่อง Confirmation Bias คืออะไร เพื่อดูวิธีป้องกันความคิดเข้าข้างตัวเองได้ครับ

ความเชื่อมโยงกับ Framing Effect (ผลของการตั้งกรอบความคิด)

Framing Effect คือ อคติที่การตัดสินใจของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตาม “รูปแบบการนำเสนอข้อมูล” เมื่อนำมาจับคู่กับอคติความเกลียดชังการสูญเสีย จะเห็นได้ชัดว่า หากสถานการณ์ถูกตั้งกรอบว่าเป็นการ “เลือกเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุน” นักลงทุนจะมีพฤติกรรมกล้าเสี่ยงอย่างไม่สมเหตุสมผล (Risk-seeking) เช่น ยอมลงเงินเพิ่มในหุ้นที่กำลังลงหนักเพื่อถั่วเฉลี่ยราคา ในทางกลับกัน หากถูกตั้งกรอบว่าเป็น “การรับประกันกำไร” นักลงทุนจะกลายเป็นคนกลัวความเสี่ยงทันที (Risk-averse)


วิธีข้ามผ่าน Loss Aversion Bias เพื่อการลงทุนอย่างมีระบบ

แม้ว่าอคติชนิดนี้จะเป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่เราสามารถสร้างระบบมาควบคุมและลดอิทธิพลของออโตไพลอตทางอารมณ์นี้ได้ด้วยแนวทางปฏิบัติดังนี้ครับ

การวางแผนและกำหนดจุด Stop Loss ล่วงหน้า

วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับความเจ็บปวดจากการขาดทุน คือการตัดสินใจเรื่องจุดตัดขาดทุนไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะเปิดออเดอร์ เมื่อเราวางจุด Stop Loss ล่วงหน้าขณะที่จิตใจยังสงบและไม่มีอารมณ์ร่วม เราเพียงแค่ต้องปล่อยให้ระบบทำงานไปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยไม่ต้องใช้แรงปรารถนาหรือความกลัวมาตัดสินใจ ณ วินาทีที่ราคามาถึงจุดนั้น

การปรับการประเมินผลพอร์ตเป็นระยะยาวและการทำ Position Sizing

  1. ลดความถี่ในการเช็กพอร์ต: การเฝ้ามองราคาและตัวเลขกำไรขาดทุนแบบ Real-time จะยิ่งกระตุ้นอคติ Loss Aversion ให้ทำงานถี่ขึ้น การปรับระยะเวลาประเมินผลเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนจะช่วยลดแรงกดดันทางอารมณ์ได้
  2. ทำ Position Sizing อย่างเหมาะสม: ไม่ลงเงินในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป เพราะเมื่อขนาดเงินลงทุนเหมาะสม ระดับความเจ็บปวดหากเกิดการขาดทุนจะอยู่ในระดับที่จิตใจรับได้ ทำให้กล้าปฏิบัติตามวินัยการตัดขาดทุน

📌 Tip จากพี่โบ้

ตอนผมเริ่มเทรดใหม่ ๆ ผมเคยทนถือออเดอร์ที่ขาดทุนหนักมากเพราะไม่อยากยอมรับว่าตัวเองคิดผิด จนสุดท้ายพอร์ตเสียหายไปค่อนข้างเยอะ บทเรียนนี้สอนให้ผมรู้ว่า การยอมรับการขาดทุนเล็ก ๆ ในวันนี้ คือการปกป้องโอกาสในการเติบโตของพอร์ตในวันหน้า ผู้อ่านควรศึกษาและทดสอบแผนการตัดขาดทุนด้วยตนเองตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ครับ

สรุปแนวทางรับมือ Loss Aversion เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

อคติชนิดนี้คือกลไกป้องกันตัวเองทางจิตวิทยาที่ทำให้เรากลัวการขาดทุนมากกว่าดีใจเมื่อได้กำไรถึง 2 เท่า การยอมรับว่าเราทุกคนมีความลำเอียงนี้อยู่เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาตนเองในฐานะนักลงทุน เมื่อเราเข้าใจอคติตนเอง ใช้การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และมีวินัยในการทำตามแผน พอร์ตการลงทุนก็จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาวครับ

📢 Traderbobo แนะนำ

ใครที่ต้องการศึกษาโครงสร้างจิตวิทยาแบบก้าวหน้า สามารถคลิกอ่านต่อได้ที่ เจาะลึกจิตวิทยาการลงทุน เพื่อสร้างระบบความคิดที่แข็งแกร่งสำหรับการเทรดจริงได้เลยครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Loss Aversion

Loss Aversion คืออะไร และส่งผลอย่างไรกับการลงทุน?

อคตินี้คือความรู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียมากกว่าดีใจเมื่อได้รับกำไรในจำนวนที่เท่ากัน ส่งผลให้นักลงทุนมักทำพฤติกรรมไร้เหตุผล เช่น การทนถือสินทรัพย์ที่ขาดทุนหนักเพราะไม่อยากยอมรับความจริง หรือการรีบขายทำกำไรสั้นเกินไปเพราะกลัวกำไรหายครับ

ทำไมคนเราถึงรู้สึกเจ็บปวดจากการเสียเงินมากกว่าดีใจเมื่อได้เงินเท่ากัน?

ตามทฤษฎี Prospect Theory ของ Daniel Kahneman และ Amos Tversky สมองของมนุษย์มีฟังก์ชันประเมินคุณค่าเชิงอารมณ์ที่ให้น้ำหนักฝั่งขาดทุนมากกว่าฝั่งกำไรประมาณ 2 ถึง 2.5 เท่า ซึ่งเป็นสัญชาตญาณวิวัฒนาการที่มุ่งเน้นการเอาชีวิตรอดและการปกป้องทรัพยากรที่มีอยู่มากกว่าการแสวงหาเพิ่มครับ

จะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังติดดอยเพราะ Loss Aversion Bias?

สัญญาณที่ชัดเจนคือ คุณเริ่มหาข้ออ้างเข้าข้างตัวเองเมื่อราคาหลุดแนวรับ ปฏิเสธการกดปุ่ม Stop Loss ตามแผนที่วางไว้ เริ่มมองหาแต่ข่าวดีมาลบเลือนข่าวร้าย และมีความรู้สึกว่า “ตราบใดที่ยังไม่ขายก็ถือว่ายังไม่ขาดทุนจริง” ซึ่งเป็นพฤติกรรมเลี่ยงความเจ็บปวดโดยตรงครับ

Loss Aversion กับ Confirmation Bias ต่างกันอย่างไร?

อคติแรกคือความกลัวและเกลียดชังการสูญเสียที่เกิดขึ้นในระดับอารมณ์ ส่วน Confirmation Bias คือ ความลำเอียงทางความคิดในการค้นหาเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อตนเอง ทั้งสองมักทำงานร่วมกัน โดย Loss Aversion จะเป็นตัวผลักดันให้เกิดความกลัว และดึง Confirmation Bias เข้ามาหาข้ออ้างสนับสนุนการติดดอยครับ

มีวิธีไหนบ้างที่ช่วยลดอิทธิพลของ Loss Aversion ในการเทรดจริง?

วิธีที่ได้ผลคือ การตั้งจุด Stop Loss อัตโนมัติล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนเปิดออเดอร์ การควบคุมขนาดสัญญาการเทรด (Position Sizing) ไม่ให้ใหญ่เกินไปจนเกิดความเครียด และการลดความถี่ในการเฝ้ามองหน้าจอพอร์ตการลงทุน เพื่อไม่ให้กระตุ้นอารมณ์ความกลัวในระหว่างวันครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ