หุ้นแตกพาร์ คืออะไร? ส่งผลอย่างไรต่อราคาและพอร์ตลงทุน

  • 8:26 am
  • Post Views: 1
Table of Contents
หุ้นแตกพาร์ คืออะไร? ส่งผลอย่างไรต่อราคาและพอร์ตลงทุน

หุ้นแตกพาร์ คือ การที่บริษัทจดทะเบียนปรับลดมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) ต่อหุ้นลง เพื่อเพิ่มจำนวนหุ้นทั้งหมดในตลาดให้มากขึ้น โดยสัดส่วนการถือหุ้นและมูลค่ารวมของบริษัทสำหรับนักลงทุนยังคงเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ในการลงทุนตลาดหุ้นไทย สภาพคล่องถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงหุ้นคุณภาพดีได้ง่ายขึ้น การเข้าใจกลไก Stock Split จะช่วยให้นักลงทุนประเมินผลกระทบต่อราคาพอร์ตได้อย่างถูกต้อง บทความนี้อธิบายความหมาย สาเหตุ ผลกระทบต่อสิทธิผู้ถือหุ้น และเปรียบเทียบกับการเกิด Corporate Actions อื่น ๆ อย่างครบถ้วนครับ

⚠️ คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • การแตกพาร์ช่วยเพิ่มจำนวนหุ้นในตลาดและลดราคาตลาดต่อหุ้นลง ส่งผลให้หุ้นมีสภาพคล่องสูงขึ้นและรายย่อยเข้าซื้อได้ง่ายขึ้น
  • การแตกพาร์ไม่ได้ทำให้มูลค่าบริษัท (Market Cap) หรือมูลค่าพอร์ตรวมของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจริงแโดยอัตโนมัติ
  • ไม่เกิด Dilution Effect หรือการลดลงของสัดส่วนความเป็นเจ้าของ เนื่องจากทุกคนได้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเท่ากันทั้งหมด
  • สิทธิประโยชน์พื้นฐาน ทั้งสิทธิการลงมติและสิทธิการรับเงินปันผลรวมยังคงเดิมทุกประการ

หุ้นแตกพาร์ คืออะไร?

เปรียบเทียบการแตกพาร์หุ้นกับถาดพิซซ่า

หุ้นแตกพาร์ คือ การแบ่งย่อยมูลค่าพาร์ (Par Value) ของหุ้นเดิมให้มีขนาดเล็กลง เพื่อกระจายออกเป็นจำนวนหุ้นที่มากขึ้นในตลาดการลงทุนครับ

การทำ Stock Split เปรียบเสมือนการที่เรามีพิซซ่าอยู่ 1 ถาดใหญ่ แม้เราจะหั่นแบ่งพิซซ่าถาดนั้นออกเป็น 4 ชิ้น 8 ชิ้น หรือ 10 ชิ้น ปริมาณเนื้อพิซซ่าทั้งหมดที่เรามีก็ยังคงเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงแต่อย่างใด ในโลกของหุ้น การแตกพาร์ก็ใช้หลักการเดียวกัน คือจำนวนหุ้นในพอร์ตของเราจะเพิ่มขึ้น แต่ราคาต่อหุ้นจะปรับลดลงตามสัดส่วน ทำให้มูลค่าเงินลงทุนรวมของเราเท่าเดิมทุกประการ

ราคาพาร์ (Par Value) คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อหุ้น

ราคาพาร์ (Par Value) หรือมูลค่าที่ตราไว้ คือ ราคาตั้งต้นของหุ้นที่บริษัทกำหนดขึ้น ณ วันจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เพื่อใช้ในการคำนวณทุนชำระแล้ว (Paid-up Capital) ตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น บริษัทมีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท กำหนดราคาพาร์ไว้ที่หุ้นละ 10 บาท บริษัทนั้นจะมีจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด 10 ล้านหุ้น

สิ่งที่นักลงทุนต้องระวังคือ ราคาพาร์ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริงในตลาด (Market Price) ราคาตลาดจะวิ่งขึ้นหรือลงตามผลประกอบการ ความต้องการซื้อขาย และปัจจัยทางเศรษฐกิจ แต่ราคาพาร์จะเป็นค่าคงที่ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณทางบัญชี และใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงเมื่อบริษัทต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทุนตามข้อกำหนดของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการหุ้นครับ

กลไกการแตกพาร์ (Stock Split) และสัดส่วนที่พบบ่อย

เมื่อบริษัทประกาศแตกพาร์ บริษัทจะกำหนด “สัดส่วนการแตกพาร์” ขึ้นมา เช่น 1:2, 1:5 หรือ 1:10 ตัวเลขสัดส่วนนี้จะเป็นตัวคูณจำนวนหุ้น และเป็นตัวหารราคาพาร์รวมถึงราคาตลาดในปัจจุบัน

  • สัดส่วน 1:2 (แตก 1 หุ้นเป็น 2 หุ้น): หากเดิมมี 1,000 หุ้น ราคาพาร์ 10 บาท ราคาตลาด 100 บาท หลังแตกพาร์จะมี 2,000 หุ้น ราคาพาร์เหลือ 5 บาท และราคาตลาดจะปรับลงมาอยู่ที่ประมาณ 50 บาท
  • สัดส่วน 1:5 (แตก 1 หุ้นเป็น 5 หุ้น): หากเดิมมี 1,000 หุ้น ราคาพาร์ 5 บาท ราคาตลาด 200 บาท หลังแตกพาร์จะมี 5,000 หุ้น ราคาพาร์เหลือ 1 บาท และราคาตลาดจะปรับลงมาอยู่ที่ประมาณ 40 บาท
  • สัดส่วน 1:10 (แตก 1 หุ้นเป็น 10 หุ้น): หากเดิมมี 1,000 หุ้น ราคาพาร์ 10 บาท ราคาตลาด 500 บาท หลังแตกพาร์จะมี 10,000 หุ้น ราคาพาร์เหลือ 1 บาท และราคาตลาดจะปรับลงมาอยู่ที่ประมาณ 50 บาท

การคำนวณทั้งหมดจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติผ่านระบบของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ นักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่ไม่ต้องดำเนินการยื่นเอกสารใด ๆ ทั้งสิ้นครับ

ทำไมบริษัทจดทะเบียนถึงต้องประกาศแตกพาร์?

บริษัทจดทะเบียนตัดสินใจแตกพาร์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย และปรับราคาตลาดต่อหุ้นให้อยู่ในระดับที่นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้ง่ายขึ้นครับ

เมื่อบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผลประกอบการที่ดีมักส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งราคาต่อหุ้นอาจสูงถึงหลายร้อยหรือหลายพันบาท ราคาที่สูงเกินไปนี้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การซื้อขายในตลาดเกิดความตึงตัว

การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) และการดึงดูดนักลงทุนรายย่อย

ในตลาดหุ้นไทย การซื้อขายหุ้นขั้นต่ำตามระบบมาตรฐานคือ 1 บอร์ดโลท (Board Lot) เท่ากับ 100 หุ้น หากหุ้นบริษัทหนึ่งมีราคาตลาดอยู่ที่หุ้นละ 400 บาท นักลงทุนที่ต้องการซื้อหุ้นนี้จะต้องใช้เงินขั้นต่ำถึง 40,000 บาท ซึ่งอาจเป็นมูลค่าที่สูงเกินไปสำหรับนักลงทุนรายย่อยหลาย ๆ คน

การแตกพาร์จะช่วยลดราคาต่อหุ้นลง เช่น ลดจาก 400 บาท เหลือ 40 บาท ทำให้เงินขั้นต่ำในการซื้อ 100 หุ้น ลดลงเหลือเพียง 4,000 บาท ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ

  1. นักลงทุนรายย่อยสามารถตัดสินใจซื้อขายได้ง่ายขึ้น
  2. ปริมาณการซื้อขายหมุนเวียน (Trading Volume) ในตลาดเพิ่มสูงขึ้น
  3. ช่วงห่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย (Bid-Ask Spread) แคบลง ช่วยลดต้นทุนในการส่งคำสั่งซื้อขาย

ผลกระทบต่อมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization)

แม้ว่าจำนวนหุ้นในตลาดจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่การแตกพาร์ ไม่ได้ทำให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป แต่อย่างใด เนื่องจาก Market Cap คำนวณมาจาก จำนวนหุ้นทั้งหมด × ราคาตลาดต่อหุ้น

เมื่อจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนเท่าใด ราคาตลาดก็ถูกหารลดลงในอัตราส่วนเท่ากันพอดี ลองดูตัวอย่างการคำนวณโครงสร้างพอร์ตก่อนและหลังการแตกพาร์สัดส่วน 1:5 ดังตารางนี้ครับ

รายการก่อนแตกพาร์ (สัดส่วน 1:5)หลังแตกพาร์ (สัดส่วน 1:5)การเปลี่ยนแปลง
จำนวนหุ้นในพอร์ตนักลงทุน2,000 หุ้น10,000 หุ้นเพิ่มขึ้น 5 เท่า (+400%)
มูลค่าพาร์ (Par Value)10 บาท / หุ้น2 บาท / หุ้นลดลงเหลือ 1/5 (-80%)
ราคาตลาด (Market Price)100 บาท / หุ้น20 บาท / หุ้นลดลงเหลือ 1/5 (-80%)
มูลค่าพอร์ตรวมของนักลงทุน200,000 บาท200,000 บาทเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
จำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท100 ล้านหุ้น500 ล้านหุ้นเพิ่มขึ้น 5 เท่า
มูลค่าบริษัท (Market Cap)10,000 ล้านบาท10,000 ล้านบาทเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

จากตารางจะเห็นได้ชัดเจนว่า การแตกพาร์เป็นเพียงการเปลี่ยนโครงสร้างตัวเลขทางบัญชีเพื่อเพิ่มสภาพคล่องเท่านั้น โดยไม่ได้เพิ่มหรือลดความแข็งแกร่งทางธุรกิจของบริษัทแต่อย่างใดครับ

ผลกระทบของการแตกพาร์ต่อผู้ถือหุ้นและนักลงทุน

การแตกพาร์ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นมีจำนวนหุ้นในพอร์ตเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน แต่สิทธิประโยชน์รวมและมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมดจะยังคงเท่าเดิมครับ

นักลงทุนหลายคนอาจสงสัยว่าการที่จำนวนหุ้นเปลี่ยนไป จะส่งผลกระทบต่อสิทธิในการโหวต ปันผล หรือการเสียภาษีอย่างไรบ้าง มาเจาะลึกแต่ละมิติก่อนตัดสินใจลงทุนกันครับ

สิทธิของผู้ถือหุ้น การลงมติ และสิทธิในการรับเงินปันผล

ผู้ถือหุ้นทุกคนยังคงได้รับสิทธิพื้นฐานตามกฎหมายอย่างครบถ้วนภายใต้โครงสร้างใหม่ ซึ่งได้รับการคุ้มครองและกำกับดูแลโดย สำนักงาน ก.ล.ต. โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • สิทธิการออกเสียงลงมติ (Voting Rights): แม้สิทธิการโหวตจะนับตามจำนวนหุ้น (1 หุ้น = 1 เสียง) แต่เนื่องจากผู้ถือหุ้นทุกคนได้หุ้นเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเท่ากันทั้งหมด ทำให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของ (Percentage of Ownership) และพลังในการโหวตของนักลงทุนแต่ละคนยังคงเท่าเดิม
  • สิทธิการรับเงินปันผล: สิทธิการรับผลตอบแทนจากเงินปันผล รวมที่จะได้รับจะไม่ลดลง ตัวอย่างเช่น หากเดิมบริษัทเคยจ่ายปันผลหุ้นละ 5 บาท เมื่อแตกพาร์ 1:5 บริษัทจะปรับการจ่ายปันผลเหลือหุ้นละ 1 บาท นักลงทุนที่เคยมี 1,000 หุ้น ได้รับปันผล 5,000 บาท หลังแตกพาร์จะมี 5,000 หุ้น และยังคงได้รับเงินปันผลรวม 5,000 บาทเท่าเดิมครับ

ผลกระทบทางภาษีของการแตกพาร์ในตลาดหุ้นไทย

ในประเทศไทย กระบวนการแตกพาร์ไม่ถือเป็นการเกิดรายได้หรือการขายสินทรัพย์ ดังนั้นจึงมีเงื่อนไขทางภาษีที่ต้องทำความเข้าใจดังนี้

  1. กำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain Tax): สำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดาที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กำไรจากการขายหุ้นยังคงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  2. ภาษีเงินปันผล (Dividend Tax): เงินปันผลที่ได้รับหลังการแตกพาร์ ยังคงถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ตามปกติ ซึ่งสามารถนำไปใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผลตอนยื่นภาษีประจำปีได้ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร
  3. ไม่มีภาระภาษีจากการปรับสัดส่วน: การได้รับจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นจากการแตกพาร์ ไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีประจำปี

กับดักทางจิตวิทยาและความเข้าใจผิด: แตกพาร์ไม่ได้แปลว่าหุ้นถูกลงหรือบริษัทโตขึ้น

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มนักลงทุนมือใหม่คือ การคิดว่า “หุ้นแตกพาร์แล้วราคาลดลง แสดงว่าหุ้นตัวนี้ถูกลงแล้ว น่าซื้อเก็บไว้”

ในทางเศรษฐศาสตร์และการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน คำว่า “หุ้นถูก” หรือ “หุ้นแพง” ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขราคาต่อหุ้น (Nominal Price) แต่วัดกันที่มูลค่าเชิงเปรียบเทียบ เช่น อัตราส่วน Price to Earnings (P/E Ratio) หรือ Price to Book Value (P/BV Ratio)

เมื่อเกิดการแตกพาร์ กำไรต่อหุ้น (EPS) ก็จะถูกหารลดลงในสัดส่วนเท่ากับราคาหุ้น ส่งผลให้ค่า P/E Ratio ของหุ้นยังคงเท่าเดิมทุกประการ หุ้นที่มี P/E 30 เท่า ก่อนแตกพาร์ หลังแตกพาร์ก็ยังคงมี P/E 30 เท่าเหมือนเดิม ไม่ได้กลายเป็นหุ้นราคาถูกลงแต่อย่างใดครับ

📢 Traderbobo แนะนำ

ตอนผมเริ่มลงทุนใหม่ ๆ เคยเผลอเข้าซื้อหุ้นทันทีที่ประกาศแตกพาร์เพราะคิดว่าราคาจะวิ่งแรง แต่จริง ๆ แล้วราคาหุ้นระยะยาวจะวิ่งตามผลประกอบการและกำไรของบริษัท ไม่ใช่กลไกแตกพาร์ แนะนำให้ศึกษางบการเงินและวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานควบคู่ไปด้วยเสมอครับ

หุ้นแตกพาร์ ต่างจาก Corporate Actions อื่นอย่างไร?

การแตกพาร์แตกต่างจาก Corporate Actions อื่นตรงที่ไม่กระทบต่อเงินทุนของบริษัท ไม่เกิด Dilution Effect และไม่ต้องเติมเงินเพิ่มจากนักลงทุนครับ

บ่อยครั้งที่นักลงทุนมักสับสนการแตกพาร์กับการประกาศเพิ่มทุน หรือการซื้อหุ้นคืน เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น มาดูการเปรียบเทียบในแต่ละประเด็นกันครับ

ข้อแตกต่างระหว่าง หุ้นแตกพาร์ vs หุ้นเพิ่มทุน

ความแตกต่างสำคัญระหว่างการแตกพาร์และ การออกและเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน อยู่ที่ “เงินทุนใหม่” และ “ผลกระทบต่อสัดส่วนถือหุ้น”

  • หุ้นแตกพาร์: ไม่มีเงินใหม่เข้ามาในบริษัท จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นแต่ราคาปรับลงตามสัดส่วน นักลงทุนไม่ต้องใส่เงินเพิ่ม และไม่มี Dilution Effect สัดส่วนความเป็นเจ้าของของทุกคนเท่าเดิม
  • หุ้นเพิ่มทุน (Capital Increase): บริษัทออกหุ้นใหม่เพื่อระดมทุนไปใช้ขยายกิจการ นักลงทุนต้องจ่ายเงินซื้อหุ้นเพิ่มทุน หากนักลงทุนเดิมไม่ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน สัดส่วนความเป็นเจ้าของจะถูกลดทอนลง (Control Dilution) และกำไรต่อหุ้นจะลดลง (EPS Dilution)

ข้อแตกต่างระหว่าง หุ้นแตกพาร์ vs Treasury Stock

อีกหนึ่งกลไกที่บริษัทมักใช้บริหารจัดการหุ้นคือ โครงการซื้อหุ้นคืนหรือ Treasury Stock ซึ่งมีทิศทางและวัตถุประสงค์ที่ตรงกันข้ามกับการแตกพาร์

  • หุ้นแตกพาร์: บริษัทเพิ่มจำนวนหุ้นในตลาดเพื่อลดราคาต่อหุ้น และเพิ่มสภาพคล่อง
  • Treasury Stock: บริษัทนำเงินสดของบริษัทไปซื้อหุ้นตัวเองคืนมาจากตลาด ทำให้จำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดลดลง ส่งผลให้กำไรต่อหุ้น (EPS) และผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมักทำเพื่อพยุงราคาหุ้นเมื่อบริษัทเห็นว่าราคาในตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

ตารางเปรียบเทียบ Corporate Actions ในตลาดหุ้น

รายการเปรียบเทียบหุ้นแตกพาร์ (Stock Split)หุ้นเพิ่มทุน (Capital Increase)การซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock)
วัตถุประสงค์หลักเพิ่มสภาพคล่อง ลดราคาต่อหุ้นระดมทุนใหม่ขยายธุรกิจพยุงราคาหุ้น เพิ่มค่า EPS
จำนวนหุ้นในตลาดเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนเพิ่มขึ้นลดลง
โครงสร้างเงินทุนบริษัทเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น (ได้รับเงินใหม่)ลดลง (นำเงินสดไปซื้อหุ้น)
กระทบสัดส่วนโหวต (Dilution)ไม่กระทบกระทบ (หากไม่ซื้อเพิ่ม)ไม่กระทบ
การเติมเงินของนักลงทุนไม่ต้องเติมเงินต้องจ่ายเงินซื้อหุ้นใหม่ไม่ต้องเติมเงิน

สรุปความเข้าใจเรื่องหุ้นแตกพาร์ เพื่อการลงทุนที่แม่นยำ

การแตกพาร์เป็นเครื่องมือบริหารจัดการสภาพคล่องของบริษัทจดทะเบียนที่ช่วยให้การซื้อขายในตลาดมีความคล่องตัวมากขึ้น แต่นักลงทุนต้องตระหนักอยู่เสมอว่า การแตกพาร์ไม่ได้เพิ่มมูลค่าที่แท้จริงให้กับบริษัทหรือทำให้พอร์ตของเราเติบโตขึ้นโดยอัตโนมัติ

การตัดสินใจลงทุนที่ปลอดภัยและยั่งยืน จึงไม่ควรอิงตามกระแสข่าวการแตกพาร์เพียงอย่างเดียว แต่นักลงทุนควรศึกษาพื้นฐาน โมเดลธุรกิจ ความสามารถในการทำกำไร และประเมินมูลค่าหุ้นอย่างรอบคอบก่อนลงมือซื้อขายทุกครั้งครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ หุ้นแตกพาร์

หุ้นแตกพาร์แล้ว ราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นเสมอไปไหม?

ราคาหุ้นหลังแตกพาร์ไม่จำเป็นต้องวิ่งขึ้นเสมอไปครับ แม้ว่าการแตกพาร์จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยให้เข้ามาซื้อขายมากขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ราคาหุ้นจะปรับตัวทิศทางใดขึ้นอยู่กับผลประกอบการ การเติบโตของกำไร และสภาวะตลาดโดยรวมเป็นหลัก ไม่ใช่ผลจากการแตกพาร์ครับ

แตกพาร์ 1:10 หมายความว่าอย่างไร และคำนวณอย่างไร?

แตกพาร์ 1:10 หมายความว่า หุ้นเดิม 1 หุ้น จะถูกแบ่งย่อยออกเป็น 10 หุ้นใหม่ โดยการคำนวณคือนำจำนวนหุ้นเดิมมาคูณด้วย 10 และนำราคาพาร์รวมถึงราคาตลาดเดิมมาหารด้วย 10 เช่น เดิมมี 1,000 หุ้น ราคา 100 บาท หลังแตกพาร์จะมี 10,000 หุ้น ที่ราคาประมาณ 10 บาท โดยมูลค่าพอร์ตรวมยังคงเท่ากับ 100,000 บาทเท่าเดิมครับ

ถ้าเราถือหุ้นอยู่แล้วบริษัทประกาศแตกพาร์ ต้องทำอย่างไร?

หากท่านถือหุ้นอยู่แล้วในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ท่านไม่ต้องดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้นครับ ระบบของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และโบรกเกอร์จะทำการปรับปรุงจำนวนหุ้นและราคาต่อหุ้นในพอร์ตของท่านโดยอัตโนมัติในวันที่มีผลบังคับใช้ (วันที่ราคาหุ้นปรับสัดส่วนในตลาด) โดยมูลค่าเงินลงทุนรวมจะไม่ได้รับผลกระทบครับ

หุ้นแตกพาร์ ส่งผลต่อเงินปันผลที่เราจะได้รับอย่างไร?

มูลค่าเงินปันผลรวมที่ท่านได้รับจะไม่ลดลงครับ แม้ว่าเงินปันผลต่อหุ้น (Dividend Per Share) จะถูกหารลดลงตามสัดส่วนการแตกพาร์ แต่เนื่องจากท่านมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่เท่ากัน เมื่อนำจำนวนหุ้นใหม่มาคูณกับเงินปันผลต่อหุ้นใหม่ เงินปันผลสุทธิรวมที่ได้รับเข้าบัญชีจึงเท่าเดิมครับ

หุ้นแตกพาร์ ต่างจากการรวมพาร์ (Reverse Stock Split) อย่างไร?

การรวมพาร์ (Reverse Stock Split) คือ กระบวนการที่ตรงกันข้ามกับการแตกพาร์อย่างสิ้นเชิงครับ โดยการรวมพาร์คือการนำหุ้นย่อยหลาย ๆ หุ้นมารวมกันเป็น 1 หุ้นใหญ่ เช่น สัดส่วน 5:1 เพื่อเพิ่มราคาต่อหุ้นให้สูงขึ้น มักใช้ในกรณีที่ราคาหุ้นต่ำเกินไปจนเสี่ยงต่อการถูกเตือนหรือหลุดจากเกณฑ์มาตรฐาน โดยจำนวนหุ้นในตลาดจะลดลงแต่ราคาต่อหุ้นจะสูงขึ้นครับ

⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน

ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
FXGT.com
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5