
อาชีพเทรดเดอร์ เป็นหนึ่งในสายอาชีพด้านการเงินที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นและเกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินทรัพย์ในตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจยังสงสัยว่าเทรดเดอร์มีหน้าที่อย่างไร รายได้มาจากไหน และจำเป็นต้องมีทักษะแบบใดบ้าง
บทความนี้พี่โบ้ได้รวบรวมข้อมูลสำคัญไว้ ตั้งแต่ความหมายของอาชีพเทรดเดอร์ ประเภทของการเทรด ทักษะที่จำเป็น แนวทางการสร้างรายได้ ไปจนถึงเรื่องภาษีที่เทรดเดอร์ไทยควรรู้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษาเกี่ยวกับสายอาชีพนี้ครับ
*หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีพเทรดเดอร์เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน รายได้และผลลัพธ์จากการเทรดอาจแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ ความรู้ และการบริหารความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- อาชีพเทรดเดอร์ คือ ผู้สร้างผลตอบแทนจากการเก็งกำไร: ทำกำไรจากส่วนต่างราคาของสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น Forex หุ้น ทองคำ หรือคริปโทเคอร์เรนซี โดยเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นหัวใจหลัก
- ความยืดหยุ่นที่แลกมาด้วยความเสี่ยงสูง: รายได้ขึ้นอยู่กับผลการเทรดของแต่ละคนและไม่มีตัวเลขที่แน่นอน รวมถึงสามารถจัดสรรเวลาทำงานได้เอง แต่ไม่มีเงินเดือนประจำ และมีความเสี่ยงต่อการขาดทุนเงินต้นได้ตลอดเวลา
- สไตล์การเทรดต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมส่วนตัว: การเลือกระหว่าง Scalping, Day Trade, Swing Trade หรือ Position Trade ขึ้นอยู่กับวินัย กรอบเวลาที่มี และระดับความอดทนต่อความกดดันของแต่ละคน
- การวางแผนภาษีเป็นหน้าที่สำคัญ: สำหรับเทรดเดอร์ไทย กำไรจากการลงทุนในต่างประเทศที่นำกลับเข้ามาในประเทศ มีเกณฑ์การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง
เทรดเดอร์ คืออะไร?
เทรดเดอร์ (Trader) คือ บุคคลที่ทำการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น สกุลเงิน (Forex) หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดครับ
พูดให้เข้าใจง่าย เทรดเดอร์ คือ ผู้ที่เข้าซื้อสินทรัพย์เมื่อราคาอยู่ในจุดที่เหมาะสมตามการวิเคราะห์ของตน และขายออกเมื่อราคาเคลื่อนไหวตามที่คาดการณ์ไว้ หรือในบางกรณีก็อาจใช้วิธีขายก่อนแล้วค่อยซื้อคืนภายหลัง เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดครับ
Tip! สิ่งที่ทำให้เทรดเดอร์ต่างจากนักลงทุนทั่วไป คือ เรื่องของ ระยะเวลา โดยนักลงทุนมักถือสินทรัพย์ระยะยาวเพื่อรับผลตอบแทนจากการเติบโต แต่เทรดเดอร์ซื้อ-ขายบ่อยกว่าและใช้ประโยชน์จากความผันผวนระยะสั้นของตลาดครับ
ประเภทของเทรดเดอร์
หลายคนที่สนใจก้าวเข้าสู่ อาชีพเทรดเดอร์ มักสงสัยว่าประเภทเทรดเดอร์มีอะไรบ้าง และเทรดเดอร์มีกี่ประเภท ในความเป็นจริงเราสามารถจำแนกกลุ่มนักเทรดได้หลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งตามการจัดสรรเวลาทำงาน หรือแบ่งตามสไตล์การถือครองสินทรัพย์ในตลาด โดยมิติพื้นฐานที่สุดในการเริ่มต้นคือการแบ่งตามเวลาทำงาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
Full Time Trader
Full Time Trader คือ เทรดเดอร์ที่ยึดการเทรดเป็นอาชีพหลัก มีรายได้จากการทำกำไรในตลาดการเงินเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีงานประจำหรือธุรกิจอื่นรองรับ
ลักษณะสำคัญของ Full Time Trader:
- อุทิศเวลาเต็มวันให้กับการวิเคราะห์กราฟ ติดตามข่าวเศรษฐกิจ วางแผนกลยุทธ์ และเฝ้าหน้าจอเพื่อหาจังหวะเข้าทำกำไร
- ต้องมีวินัยในการควบคุมความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด เพราะหากพอร์ตลดลงต่อเนื่องจากจุดสูงสุดที่เคยทำได้ (Drawdown) จะกระทบกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันโดยตรง
- ต้องมีเงินทุนขนาดใหญ่พอสมควร เพื่อให้สัดส่วนเปอร์เซ็นต์กำไรที่ทำได้เพียงพอกับค่าครองชีพโดยไม่ต้องโอเวอร์เทรด (Overtrade)
- รายได้ไม่แน่นอน ผันผวนตามสภาวะตลาดในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละเดือน
พี่โบ้อธิบายเพิ่ม: การจะก้าวเข้าสู่การเป็น Full Time Trader ควรเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินแยกต่างหากจากพอร์ตลงทุนอย่างน้อย 6–12 เดือน และควรมีสถิติการเทรดที่ทำกำไรต่อเนื่องได้อย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 1–2 ปีขึ้นไปครับ
Part Time Trader
Part Time Trader คือ ผู้ที่เทรดควบคู่ไปกับงานประจำ ธุรกิจส่วนตัว หรือแหล่งรายได้อื่น โดยใช้เวลาว่างในการศึกษาและบริหารพอร์ตการลงทุน
ช่วงเวลาในการเทรดของ Part Time Trader
Part Time Trader มักใช้เวลาว่างหลังเลิกงานหรือช่วงวันหยุดในการวิเคราะห์ตลาดและส่งคำสั่งซื้อขายครับ
ลักษณะสำคัญของ Part Time Trader:
- มีรายได้ประจำรองรับ ช่วยลดแรงกดดันทางจิตวิทยาและอารมณ์กลัวการขาดทุนได้ดีกว่า
- จำเป็นต้องเลือกสไตล์การเทรดที่ไม่ต้องเฝ้าจอตลอดเวลา เช่น การเทรดระยะกลางถึงยาว
- ต้องวางแผนเวลาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้การติดตามตลาดกระทบต่องานประจำหรือสุขภาพ
- เป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจเหมาะกับผู้เริ่มต้นที่กำลังสะสมประสบการณ์ในตลาด เพราะมีรายได้ประจำรองรับ แต่ยังมีความเสี่ยงจากการขาดทุนเช่นเดียวกับการเทรดรูปแบบอื่น
เมื่อเข้าใจประเภทของเทรดเดอร์ตามเวลาทำงานแล้ว ขั้นต่อไปคือการดูสไตล์การเทรดที่แบ่งตามระยะเวลาการถือสถานะครับ
สไตล์การเทรดและประเภทเทรดเดอร์ตามระยะเวลา
นอกจากเวลาทำงานแล้ว หากถามว่ารูปแบบการเทรดมีกี่แบบ อะไรบ้าง คำตอบมักขึ้นอยู่กับ สไตล์การเทรด และระยะเวลาในการถือครองสถานะ (Holding Period) ซึ่งส่งผลต่อวิธีคิด เครื่องมือวิเคราะห์ และอารมณ์ในการเทรดอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 4 สไตล์หลัก ได้แก่
Scalping (นักเทรดระยะสั้นพิเศษ)
Scalper หรือนักเทรดแบบสเกลป์ปิ้ง คือผู้ที่เปิดและปิดสถานะการซื้อขายภายในเวลาไม่กี่วินาทีจนถึงไม่กี่นาที เพื่อเก็บเกี่ยวส่วนต่างราคาเพียงเล็กน้อย โดยเน้นการเปิดออร์เดอร์จำนวนมากในแต่ละวัน
- กรอบเวลาที่ใช้ (Timeframe): 1 นาที (M1), 5 นาที (M5)
- ข้อดี: จบงานเร็ว ไม่มีความเสี่ยงข้ามคืน (Overnight Risk) จากช่องว่างของราคา (Gap)
- ข้อจำกัด: ต้องอาศัยสมาธิสูงมาก จ้องกราฟตลอดเวลา และแบกรับต้นทุนค่าคอมมิชชันและสเปรด (Spread) สูงกว่าสไตล์อื่น
Day Trade (นักเทรดรายวัน)
Day Trader คือผู้ที่เปิดและปิดออร์เดอร์ทั้งหมดภายในวันเดียวกัน โดยไม่มีการถือครองคำสั่งซื้อขายข้ามคืน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันในระหว่างที่ตลาดปิดทำการ
- กรอบเวลาที่ใช้ (Timeframe): 15 นาที (M15), 1 ชั่วโมง (H1)
- ข้อดี: ไม่มีความเสี่ยงจากปัจจัยกระทบข้ามคืน มีความคล่องตัวสูง
- ข้อจำกัด: มีกรอบเวลาจำกัดในการทำกำไร ต้องตัดสินใจรวดเร็วและเผชิญความเครียดระหว่างวันค่อนข้างสูง
Swing Trade (นักเทรดรอบระยะกลาง)
Swing Trader คือผู้ที่มองหารอบการแกว่งตัวของราคาตามโครงสร้างแนวโน้ม โดยมักจะถือสถานะข้ามวัน ข้ามสัปดาห์ หรือหลายสัปดาห์ เพื่อเก็บกำไรในระยะคลื่นราคาที่กว้างขึ้น
- กรอบเวลาที่ใช้ (Timeframe): 4 ชั่วโมง (H4), 1 วัน (D1)
- ข้อดี: ไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอดทั้งวัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ทำงานประจำ
- ข้อจำกัด: ต้องรับมือกับความเสี่ยงข้ามคืนและอาจเสียค่าธรรมเนียมการถือสถานะข้ามคืน (Swap)
Position Trade (นักเทรดระยะยาว)
Position Trader คือผู้ที่ถือครองสินทรัพย์เป็นระยะเวลานานหลายเดือนไปจนถึงหลายปี โดยอาศัยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคควบคู่ไปกับแนวโน้มทางเทคนิคระยะยาว
- กรอบเวลาที่ใช้ (Timeframe): 1 วัน (D1), 1 สัปดาห์ (W1), 1 เดือน (MN)
- ข้อดี: ความเครียดจากความผันผวนรายวันต่ำมาก ไม่ต้องติดตามกราฟบ่อยครั้ง
- ข้อจำกัด: ต้องใช้เงินทุนค่อนข้างสูง และต้องมีวินัยในการอดทนรอรอบการทำกำไรที่ยาวนาน
Scalping Day Trade Swing Trade ต่างกันยังไง
เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบชัดเจนว่า Scalping Day Trade Swing Trade ต่างกันยังไง สามารถพิจารณาความแตกต่างตามองค์ประกอบสำคัญได้ดังตารางนี้
| คุณลักษณะ | Scalping | Day Trade | Swing Trade | Position Trade |
| ระยะเวลาถือออร์เดอร์ | วินาที – ไม่กี่นาที | ไม่กี่นาที – ไม่กี่ชั่วโมง (ปิดในวัน) | 2–3 วัน – หลายสัปดาห์ | หลายเดือน – หลายปี |
| การเฝ้าหน้าจอ | ต่อเนื่องตลอดเวลา | สูง (ช่วงตลาดเปิดทำการ) | ปานกลาง (ตรวจกราฟวันละ 1–2 ครั้ง) | ต่ำ (ตรวจเป็นรายสัปดาห์) |
| ระดับความเครียด | สูงมาก | สูง | ปานกลาง | ต่ำ |
| กรอบเวลาวิเคราะห์หลัก | M1, M5 | M15, H1 | H4, D1 | D1, W1, MN |
| ผลตอบแทนต่อรอบ | แคบมาก (เน้นรอบถี่) | ปานกลาง | กว้าง | กว้างมาก |
| ต้นทุนค่าสเปรด/คอมมิชชัน | สูงมากเมื่อเทียบกับกำไร | ปานกลาง | ต่ำ | ต่ำมาก |
| ความเหมาะสม | นักเทรดความเร็วสูง สมาธิดี | คนที่มีเวลาว่างช่วงตลาดทำการ | คนทำงานประจำ Part Time | นักลงทุนระยะยาว |
สไตล์การเทรดแบบไหนเหมาะกับเรา
หากคุณกำลังเริ่มต้นและสงสัยว่าสไตล์การเทรดแบบไหนเหมาะกับเรา พี่โบ้แนะนำให้พิจารณาจาก 3 เงื่อนไขหลักของตัวเองดังต่อไปนี้
- เวลาที่คุณสามารถให้กับตลาดได้: หากคุณมีงานประจำที่ต้องทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น การเลือก Scalping หรือ Day Trade อาจสร้างความเครียดจนกระทบกับงานหลัก สไตล์ที่เหมาะสมที่สุดมักจะเป็น Swing Trade หรือ Position Trade ที่ตรวจกราฟเพียงช่วงเช้าหรือค่ำ
- บุคลิกและระดับความอดทนต่อความกดดัน: หากคุณเป็นคนที่ใจร้อน ไม่ชอบการรอคอย และทนเห็นพอร์ตติดลบค้างคืนไม่ได้ Day Trade อาจตอบโจทย์มากกว่า แต่หากคุณชอบการวิเคราะห์ภาพกว้าง มีความใจเย็น และไม่อยากนั่งติดเก้าอี้ตลอดวัน สไตล์รอบระยะกลางจะตอบโจทย์คุณได้ดีกว่า
- ขนาดของเงินทุนและการบริหารพอร์ต: การเทรดระยะสั้นต้องการความคล่องตัวและเครื่องมือส่งคำสั่งที่รวดเร็ว ขณะที่การเทรดระยะกลางถึงยาวต้องมีเงินทุนที่รองรับการแกว่งตัวของราคาและค่าธรรมเนียม Swap ได้โดยไม่ถูกตัดขาดทุนก่อนถึงเป้าหมาย
พี่โบ้แนะนำ: มือใหม่ไม่จำเป็นต้องรีบเลือกสไตล์ใดสไตล์หนึ่งอย่างถาวรตั้งแต่วันแรก ลองทดสอบบันทึกผลการเทรดในบัญชีทดลอง (Demo Account) ด้วยแนวคิดจาก กลยุทธ์การเทรด ต่าง ๆ เพื่อดูว่าระบบใดตรงกับจริตของเรามากที่สุดครับ
พี่โบ้แนะนำ: หากอยากพัฒนาทักษะการเทรด Forex ลองศึกษาแนวคิดจากเทรดเดอร์ระดับโลก ทั้งเรื่องวินัย การบริหารความเสี่ยง และการวางแผนการเทรด เพื่อช่วยให้เข้าใจมุมมองและแนวทางการอยู่รอดในตลาดระยะยาวมากขึ้นครับ
เริ่มต้นเป็นเทรดเดอร์ควรมีทักษะอะไรบ้าง?
ก่อนเริ่มต้นเส้นทางอาชีพเทรดเดอร์ การเทรดในตลาดการเงินมักเกี่ยวข้องกับทั้งการวิเคราะห์ การวางแผน และการบริหารความเสี่ยงควบคู่กันไป เทรดเดอร์หลายคนจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะพื้นฐานในด้านต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจและปรับให้เหมาะกับสไตล์การเทรดของตนเอง
ทักษะสำหรับเทรดเดอร์
ความรู้และการวิเคราะห์
- เข้าใจหลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) เช่น แนวรับ-แนวต้าน และ Indicator พื้นฐาน
- มีความรู้ด้านการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) เช่น ข่าวเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และ GDP
- เข้าใจโครงสร้างของตลาดที่ต้องการเทรด เช่น Forex หุ้น หรือ Crypto
- รู้จักประเภทคำสั่งซื้อขาย เช่น Market Order, Limit Order และ Stop Loss
การบริหารความเสี่ยง
- สามารถกำหนด Risk per Trade ได้ เช่น จำกัดความเสี่ยงต่อครั้งในระดับที่เหมาะสม
- เข้าใจแนวคิด Risk/Reward Ratio และสามารถนำไปปรับใช้กับแผนการเทรด
- มีแนวทางรับมือเมื่อราคาตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
จิตวิทยาการเทรด
- ควบคุมอารมณ์ระหว่างเทรดได้ และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจจากความกลัวหรือความรีบร้อน
- เข้าใจว่าตลาดการเงินมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ
- มีวินัยในการปฏิบัติตาม Trading Plan อย่างต่อเนื่อง
การบันทึกและพัฒนา
- บันทึก Trading Journal เพื่อใช้ทบทวนและปรับปรุงแนวทางการเทรด
- ทดสอบกลยุทธ์ด้วย Backtesting ก่อนนำไปใช้จริง
- ศึกษาและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับตลาดและกลยุทธ์การเทรดใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ
เทคนิคและเครื่องมือ
- สามารถใช้งานแพลตฟอร์มเทรด เช่น MetaTrader หรือ TradingView ได้ในระดับพื้นฐาน
- เข้าใจต้นทุนในการเทรด เช่น Spread, Commission และ Swap
*หมายเหตุ: การมีทักษะพื้นฐานไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมายเสมอไป เนื่องจากตลาดการเงินมีความผันผวนและมีปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ทักษะเหล่านี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถวางแผนและตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
อาชีพเทรดเดอร์รายได้เท่าไหร่?
รายได้ของอาชีพเทรดเดอร์ไม่มีตัวเลขที่แน่นอน เนื่องจากขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาดเงินทุน ประสบการณ์ แนวทางการเทรด การบริหารความเสี่ยง และสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น พี่โบ้จึงยกตัวอย่างการคำนวณแบบสมมติ โดยอ้างอิงจากเป้าหมายผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3% ทั้งในรูปแบบรายเดือนและรายวันในเชิงทฤษฎี ดังนี้
สมมติกำไรเฉลี่ย 3% ต่อเดือน
| ทุนเริ่มต้น | กำไรต่อเดือน (3%) | กำไรต่อปี (แบบ Compound) |
| 10,000 บาท | ~300 บาท | ~4,258 บาท |
| 30,000 บาท | ~900 บาท | ~12,773 บาท |
| 50,000 บาท | ~1,500 บาท | ~21,288 บาท |
| 100,000 บาท | ~3,000 บาท | ~42,576 บาท |
| 300,000 บาท | ~9,000 บาท | ~127,728 บาท |
สมมติกำไรเฉลี่ย 3% ต่อวัน (สำหรับ Day Trader)
| ทุนเริ่มต้น | กำไรต่อวัน (3%) | กำไรต่อเดือน (22 วันทำการ) |
| 10,000 บาท | ~300 บาท | ~6,600 บาท |
| 30,000 บาท | ~900 บาท | ~19,800 บาท |
| 50,000 บาท | ~1,500 บาท | ~33,000 บาท |
| 100,000 บาท | ~3,000 บาท | ~66,000 บาท |
| 300,000 บาท | ~9,000 บาท | ~198,000 บาท |
ข้อควรระวังสำคัญ: ตัวเลขในตารางข้างต้นเป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์เชิงทฤษฎีเท่านั้น ในความเป็นจริง การคาดหวังผลตอบแทน 3% สม่ำเสมอทุกวันเป็นเป้าหมายที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในตลาดการเงินจริง เนื่องจากตลาดมีความผันผวนและมีช่วงเวลาที่ขาดทุนเกิดขึ้นเสมอ หากฝืนตั้งเป้าทำกำไรต่อวันในระดับสูง มักจะนำไปสู่การโอเวอร์เทรด การใช้เลเวอเรจเกินตัว และการล้างพอร์ตในที่สุด
เทรดเดอร์เสียภาษียังไง?
เรื่องภาษีถือเป็นอีกประเด็นที่เทรดเดอร์ควรทำความเข้าใจ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการวางแผนทางการเงินและลักษณะรายได้จากการลงทุน โดยสำหรับเทรดเดอร์ในประเทศไทย แนวทางด้านภาษีอาจแตกต่างกันไปตามประเภทสินทรัพย์และแหล่งที่มาของรายได้ ดังนี้
ภาษีจากรายได้ในประเทศและต่างประเทศ
รายได้จากการเทรดในประเทศ
- กำไรจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปัจจุบันได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ แนวทางหรือกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของภาครัฐ
- เงินปันผลจากหุ้นไทย โดยทั่วไปมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% (ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2569) โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีหรือเลือกเสียภาษีแบบ Final Tax ได้ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
รายได้จากการเทรดต่างประเทศ
- รายได้จากต่างประเทศที่มีการนำเงินได้พึงประเมินกลับเข้ามาในประเทศไทย ต้องปฏิบัติตามแนวทางของกรมสรรพากร โดยตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 และ ป.162/2566 กำหนดว่า บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย (อยู่ในไทยรวมกันถึง 180 วันในปีภาษีนั้น) หากมีเงินได้พึงประเมินจากแหล่งเงินได้นอกประเทศ และนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีใด ให้มีหน้าที่นำเงินได้ดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษีนั้น ไม่ว่าจะนำเข้ามาในปีภาษีเดียวกันหรือปีภาษีถัดไป
- การจัดประเภทเงินได้จากการเทรด Forex ตามประมวลรัษฎากรอาจแตกต่างกันตามลักษณะของรายได้ในแต่ละกรณี จึงควรตรวจสอบประเภทเงินได้ที่ถูกต้องกับกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบแสดงรายการภาษี
- สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Cryptocurrency รายได้หรือกำไรจากการซื้อขายจัดอยู่ในเงินได้ประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40(4) เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ กำไรจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ส่วนกรณีอื่นต้องนำมารวมยื่นแบบแสดงรายการภาษี ภ.ง.ด. 90 (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี) ตามที่กฎหมายกำหนด และควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบ
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2569)
| รายได้สุทธิต่อปี | อัตราภาษี |
| 0 – 150,000 บาท | ยกเว้น |
| 150,001 – 300,000 บาท | 5% |
| 300,001 – 500,000 บาท | 10% |
| 500,001 – 750,000 บาท | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 บาท | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 บาท | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 บาท | 30% |
| 5,000,001 บาทขึ้นไป | 35% |
พี่โบ้แนะนำ: สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องวิธีคำนวณ สิทธิลดหย่อน และการยื่น ภ.ง.ด. สามารถศึกษาต่อได้ที่ ภาษี Forex และตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นทางการได้โดยตรงที่ กรมสรรพากร
สรุปเกี่ยวกับอาชีพเทรดเดอร์
อาชีพเทรดเดอร์เป็นสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินทรัพย์ในตลาดการเงิน เช่น Forex หุ้น ทองคำ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล โดยลักษณะการทำงานมักเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ตลาด การวางแผนการเทรด และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเทรดเดอร์แต่ละคนอาจมีรูปแบบการเทรด เป้าหมาย และระยะเวลาในการติดตามตลาดที่แตกต่างกัน
นอกจากความรู้ด้านการวิเคราะห์แล้ว การจัดการเงินทุน การวางแผนทางการเงิน และการทำความเข้าใจเรื่องภาษี ก็เป็นส่วนสำคัญที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันในสายอาชีพนี้ ผู้ที่เริ่มต้นส่วนใหญ่มักศึกษาพื้นฐานก่อนทดลองใช้งานบัญชี Demo และค่อย ๆ พัฒนาแนวทางการเทรดให้เหมาะกับสไตล์ของตนเอง
ทั้งนี้ การเทรดในตลาดการเงินมีความผันผวนและมีปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้ที่สนใจอาชีพเทรดเดอร์จึงควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงให้รอบคอบก่อนเริ่มใช้เงินจริง
การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินทุกประเภท เช่น Forex, หุ้น, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์ และสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) มีความเสี่ยงสูงจากความผันผวนของราคา เลเวอเรจ และสภาพคล่องในตลาด ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วน การตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ บริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และพิจารณาความพร้อมทางการเงินของตนเอง เนื้อหาในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือการเชิญชวนให้ลงทุนในผลิตภัณฑ์ใดๆ
บทความนี้สร้างสรรค์และเรียบเรียงโดยทีมงาน Traderbobo ร่วมกับการประมวลผลข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง ความสมบูรณ์ และการปรับปรุงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นกลาง และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาตลาดการเงิน
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











