อาชีพเทรดเดอร์ คืออะไร รู้จักสไตล์การเทรดแนวทางสร้างรายได้

  • 8:53 am
  • Post Views: 725
Table of Contents
อาชีพเทรดเดอร์ คืออะไร

อาชีพเทรดเดอร์ เป็นหนึ่งในสายอาชีพด้านการเงินที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นและเกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินทรัพย์ในตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจยังสงสัยว่าเทรดเดอร์มีหน้าที่อย่างไร รายได้มาจากไหน และจำเป็นต้องมีทักษะแบบใดบ้าง 

บทความนี้พี่โบ้ได้รวบรวมข้อมูลสำคัญไว้ ตั้งแต่ความหมายของอาชีพเทรดเดอร์ ประเภทของการเทรด ทักษะที่จำเป็น แนวทางการสร้างรายได้ ไปจนถึงเรื่องภาษีที่เทรดเดอร์ไทยควรรู้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษาเกี่ยวกับสายอาชีพนี้ครับ

*หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาชีพเทรดเดอร์เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน รายได้และผลลัพธ์จากการเทรดอาจแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ ความรู้ และการบริหารความเสี่ยงของแต่ละบุคคล

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • อาชีพเทรดเดอร์ คือ ผู้สร้างผลตอบแทนจากการเก็งกำไร: ทำกำไรจากส่วนต่างราคาของสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น Forex หุ้น ทองคำ หรือคริปโทเคอร์เรนซี โดยเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นหัวใจหลัก
  • ความยืดหยุ่นที่แลกมาด้วยความเสี่ยงสูง: รายได้ขึ้นอยู่กับผลการเทรดของแต่ละคนและไม่มีตัวเลขที่แน่นอน รวมถึงสามารถจัดสรรเวลาทำงานได้เอง แต่ไม่มีเงินเดือนประจำ และมีความเสี่ยงต่อการขาดทุนเงินต้นได้ตลอดเวลา
  • สไตล์การเทรดต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมส่วนตัว: การเลือกระหว่าง Scalping, Day Trade, Swing Trade หรือ Position Trade ขึ้นอยู่กับวินัย กรอบเวลาที่มี และระดับความอดทนต่อความกดดันของแต่ละคน
  • การวางแผนภาษีเป็นหน้าที่สำคัญ: สำหรับเทรดเดอร์ไทย กำไรจากการลงทุนในต่างประเทศที่นำกลับเข้ามาในประเทศ มีเกณฑ์การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง

เทรดเดอร์ คืออะไร?

เทรดเดอร์ (Trader) คือ บุคคลที่ทำการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น สกุลเงิน (Forex) หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดครับ

พูดให้เข้าใจง่าย เทรดเดอร์ คือ ผู้ที่เข้าซื้อสินทรัพย์เมื่อราคาอยู่ในจุดที่เหมาะสมตามการวิเคราะห์ของตน และขายออกเมื่อราคาเคลื่อนไหวตามที่คาดการณ์ไว้ หรือในบางกรณีก็อาจใช้วิธีขายก่อนแล้วค่อยซื้อคืนภายหลัง เพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดครับ

Tip! สิ่งที่ทำให้เทรดเดอร์ต่างจากนักลงทุนทั่วไป คือ เรื่องของ ระยะเวลา โดยนักลงทุนมักถือสินทรัพย์ระยะยาวเพื่อรับผลตอบแทนจากการเติบโต แต่เทรดเดอร์ซื้อ-ขายบ่อยกว่าและใช้ประโยชน์จากความผันผวนระยะสั้นของตลาดครับ

ประเภทของเทรดเดอร์

หลายคนที่สนใจก้าวเข้าสู่ อาชีพเทรดเดอร์ มักสงสัยว่าประเภทเทรดเดอร์มีอะไรบ้าง และเทรดเดอร์มีกี่ประเภท ในความเป็นจริงเราสามารถจำแนกกลุ่มนักเทรดได้หลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งตามการจัดสรรเวลาทำงาน หรือแบ่งตามสไตล์การถือครองสินทรัพย์ในตลาด โดยมิติพื้นฐานที่สุดในการเริ่มต้นคือการแบ่งตามเวลาทำงาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

Full Time Trader

Full Time Trader คือ เทรดเดอร์ที่ยึดการเทรดเป็นอาชีพหลัก มีรายได้จากการทำกำไรในตลาดการเงินเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีงานประจำหรือธุรกิจอื่นรองรับ

ลักษณะสำคัญของ Full Time Trader:

  • อุทิศเวลาเต็มวันให้กับการวิเคราะห์กราฟ ติดตามข่าวเศรษฐกิจ วางแผนกลยุทธ์ และเฝ้าหน้าจอเพื่อหาจังหวะเข้าทำกำไร
  • ต้องมีวินัยในการควบคุมความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด เพราะหากพอร์ตลดลงต่อเนื่องจากจุดสูงสุดที่เคยทำได้ (Drawdown) จะกระทบกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันโดยตรง
  • ต้องมีเงินทุนขนาดใหญ่พอสมควร เพื่อให้สัดส่วนเปอร์เซ็นต์กำไรที่ทำได้เพียงพอกับค่าครองชีพโดยไม่ต้องโอเวอร์เทรด (Overtrade)
  • รายได้ไม่แน่นอน ผันผวนตามสภาวะตลาดในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละเดือน

พี่โบ้อธิบายเพิ่ม: การจะก้าวเข้าสู่การเป็น Full Time Trader ควรเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินแยกต่างหากจากพอร์ตลงทุนอย่างน้อย 6–12 เดือน และควรมีสถิติการเทรดที่ทำกำไรต่อเนื่องได้อย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 1–2 ปีขึ้นไปครับ

Part Time Trader

Part Time Trader คือ ผู้ที่เทรดควบคู่ไปกับงานประจำ ธุรกิจส่วนตัว หรือแหล่งรายได้อื่น โดยใช้เวลาว่างในการศึกษาและบริหารพอร์ตการลงทุน

ช่วงเวลาในการเทรดของ Part Time Trader

Part Time Trader มักใช้เวลาว่างหลังเลิกงานหรือช่วงวันหยุดในการวิเคราะห์ตลาดและส่งคำสั่งซื้อขายครับ

ลักษณะสำคัญของ Part Time Trader:

  • มีรายได้ประจำรองรับ ช่วยลดแรงกดดันทางจิตวิทยาและอารมณ์กลัวการขาดทุนได้ดีกว่า
  • จำเป็นต้องเลือกสไตล์การเทรดที่ไม่ต้องเฝ้าจอตลอดเวลา เช่น การเทรดระยะกลางถึงยาว
  • ต้องวางแผนเวลาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้การติดตามตลาดกระทบต่องานประจำหรือสุขภาพ
  • เป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจเหมาะกับผู้เริ่มต้นที่กำลังสะสมประสบการณ์ในตลาด เพราะมีรายได้ประจำรองรับ แต่ยังมีความเสี่ยงจากการขาดทุนเช่นเดียวกับการเทรดรูปแบบอื่น

เมื่อเข้าใจประเภทของเทรดเดอร์ตามเวลาทำงานแล้ว ขั้นต่อไปคือการดูสไตล์การเทรดที่แบ่งตามระยะเวลาการถือสถานะครับ

สไตล์การเทรดและประเภทเทรดเดอร์ตามระยะเวลา

นอกจากเวลาทำงานแล้ว หากถามว่ารูปแบบการเทรดมีกี่แบบ อะไรบ้าง คำตอบมักขึ้นอยู่กับ สไตล์การเทรด และระยะเวลาในการถือครองสถานะ (Holding Period) ซึ่งส่งผลต่อวิธีคิด เครื่องมือวิเคราะห์ และอารมณ์ในการเทรดอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 4 สไตล์หลัก ได้แก่

Scalping (นักเทรดระยะสั้นพิเศษ)

Scalper หรือนักเทรดแบบสเกลป์ปิ้ง คือผู้ที่เปิดและปิดสถานะการซื้อขายภายในเวลาไม่กี่วินาทีจนถึงไม่กี่นาที เพื่อเก็บเกี่ยวส่วนต่างราคาเพียงเล็กน้อย โดยเน้นการเปิดออร์เดอร์จำนวนมากในแต่ละวัน

  • กรอบเวลาที่ใช้ (Timeframe): 1 นาที (M1), 5 นาที (M5)
  • ข้อดี: จบงานเร็ว ไม่มีความเสี่ยงข้ามคืน (Overnight Risk) จากช่องว่างของราคา (Gap)
  • ข้อจำกัด: ต้องอาศัยสมาธิสูงมาก จ้องกราฟตลอดเวลา และแบกรับต้นทุนค่าคอมมิชชันและสเปรด (Spread) สูงกว่าสไตล์อื่น

Day Trade (นักเทรดรายวัน)

Day Trader คือผู้ที่เปิดและปิดออร์เดอร์ทั้งหมดภายในวันเดียวกัน โดยไม่มีการถือครองคำสั่งซื้อขายข้ามคืน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันในระหว่างที่ตลาดปิดทำการ

  • กรอบเวลาที่ใช้ (Timeframe): 15 นาที (M15), 1 ชั่วโมง (H1)
  • ข้อดี: ไม่มีความเสี่ยงจากปัจจัยกระทบข้ามคืน มีความคล่องตัวสูง
  • ข้อจำกัด: มีกรอบเวลาจำกัดในการทำกำไร ต้องตัดสินใจรวดเร็วและเผชิญความเครียดระหว่างวันค่อนข้างสูง

Swing Trade (นักเทรดรอบระยะกลาง)

Swing Trader คือผู้ที่มองหารอบการแกว่งตัวของราคาตามโครงสร้างแนวโน้ม โดยมักจะถือสถานะข้ามวัน ข้ามสัปดาห์ หรือหลายสัปดาห์ เพื่อเก็บกำไรในระยะคลื่นราคาที่กว้างขึ้น

  • กรอบเวลาที่ใช้ (Timeframe): 4 ชั่วโมง (H4), 1 วัน (D1)
  • ข้อดี: ไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอดทั้งวัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ทำงานประจำ
  • ข้อจำกัด: ต้องรับมือกับความเสี่ยงข้ามคืนและอาจเสียค่าธรรมเนียมการถือสถานะข้ามคืน (Swap)

Position Trade (นักเทรดระยะยาว)

Position Trader คือผู้ที่ถือครองสินทรัพย์เป็นระยะเวลานานหลายเดือนไปจนถึงหลายปี โดยอาศัยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคควบคู่ไปกับแนวโน้มทางเทคนิคระยะยาว

  • กรอบเวลาที่ใช้ (Timeframe): 1 วัน (D1), 1 สัปดาห์ (W1), 1 เดือน (MN)
  • ข้อดี: ความเครียดจากความผันผวนรายวันต่ำมาก ไม่ต้องติดตามกราฟบ่อยครั้ง
  • ข้อจำกัด: ต้องใช้เงินทุนค่อนข้างสูง และต้องมีวินัยในการอดทนรอรอบการทำกำไรที่ยาวนาน

Scalping Day Trade Swing Trade ต่างกันยังไง

เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบชัดเจนว่า Scalping Day Trade Swing Trade ต่างกันยังไง สามารถพิจารณาความแตกต่างตามองค์ประกอบสำคัญได้ดังตารางนี้

คุณลักษณะScalpingDay TradeSwing TradePosition Trade
ระยะเวลาถือออร์เดอร์วินาที – ไม่กี่นาทีไม่กี่นาที – ไม่กี่ชั่วโมง (ปิดในวัน)2–3 วัน – หลายสัปดาห์หลายเดือน – หลายปี
การเฝ้าหน้าจอต่อเนื่องตลอดเวลาสูง (ช่วงตลาดเปิดทำการ)ปานกลาง (ตรวจกราฟวันละ 1–2 ครั้ง)ต่ำ (ตรวจเป็นรายสัปดาห์)
ระดับความเครียดสูงมากสูงปานกลางต่ำ
กรอบเวลาวิเคราะห์หลักM1, M5M15, H1H4, D1D1, W1, MN
ผลตอบแทนต่อรอบแคบมาก (เน้นรอบถี่)ปานกลางกว้างกว้างมาก
ต้นทุนค่าสเปรด/คอมมิชชันสูงมากเมื่อเทียบกับกำไรปานกลางต่ำต่ำมาก
ความเหมาะสมนักเทรดความเร็วสูง สมาธิดีคนที่มีเวลาว่างช่วงตลาดทำการคนทำงานประจำ Part Timeนักลงทุนระยะยาว

สไตล์การเทรดแบบไหนเหมาะกับเรา

หากคุณกำลังเริ่มต้นและสงสัยว่าสไตล์การเทรดแบบไหนเหมาะกับเรา พี่โบ้แนะนำให้พิจารณาจาก 3 เงื่อนไขหลักของตัวเองดังต่อไปนี้

  1. เวลาที่คุณสามารถให้กับตลาดได้: หากคุณมีงานประจำที่ต้องทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น การเลือก Scalping หรือ Day Trade อาจสร้างความเครียดจนกระทบกับงานหลัก สไตล์ที่เหมาะสมที่สุดมักจะเป็น Swing Trade หรือ Position Trade ที่ตรวจกราฟเพียงช่วงเช้าหรือค่ำ
  2. บุคลิกและระดับความอดทนต่อความกดดัน: หากคุณเป็นคนที่ใจร้อน ไม่ชอบการรอคอย และทนเห็นพอร์ตติดลบค้างคืนไม่ได้ Day Trade อาจตอบโจทย์มากกว่า แต่หากคุณชอบการวิเคราะห์ภาพกว้าง มีความใจเย็น และไม่อยากนั่งติดเก้าอี้ตลอดวัน สไตล์รอบระยะกลางจะตอบโจทย์คุณได้ดีกว่า
  3. ขนาดของเงินทุนและการบริหารพอร์ต: การเทรดระยะสั้นต้องการความคล่องตัวและเครื่องมือส่งคำสั่งที่รวดเร็ว ขณะที่การเทรดระยะกลางถึงยาวต้องมีเงินทุนที่รองรับการแกว่งตัวของราคาและค่าธรรมเนียม Swap ได้โดยไม่ถูกตัดขาดทุนก่อนถึงเป้าหมาย

พี่โบ้แนะนำ: มือใหม่ไม่จำเป็นต้องรีบเลือกสไตล์ใดสไตล์หนึ่งอย่างถาวรตั้งแต่วันแรก ลองทดสอบบันทึกผลการเทรดในบัญชีทดลอง (Demo Account) ด้วยแนวคิดจาก กลยุทธ์การเทรด ต่าง ๆ เพื่อดูว่าระบบใดตรงกับจริตของเรามากที่สุดครับ

พี่โบ้แนะนำ: หากอยากพัฒนาทักษะการเทรด Forex ลองศึกษาแนวคิดจากเทรดเดอร์ระดับโลก ทั้งเรื่องวินัย การบริหารความเสี่ยง และการวางแผนการเทรด เพื่อช่วยให้เข้าใจมุมมองและแนวทางการอยู่รอดในตลาดระยะยาวมากขึ้นครับ

เริ่มต้นเป็นเทรดเดอร์ควรมีทักษะอะไรบ้าง?

ก่อนเริ่มต้นเส้นทางอาชีพเทรดเดอร์ การเทรดในตลาดการเงินมักเกี่ยวข้องกับทั้งการวิเคราะห์ การวางแผน และการบริหารความเสี่ยงควบคู่กันไป เทรดเดอร์หลายคนจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะพื้นฐานในด้านต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจและปรับให้เหมาะกับสไตล์การเทรดของตนเอง

ทักษะสำหรับเทรดเดอร์

ความรู้และการวิเคราะห์

  • เข้าใจหลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) เช่น แนวรับ-แนวต้าน และ Indicator พื้นฐาน
  • มีความรู้ด้านการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) เช่น ข่าวเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และ GDP
  • เข้าใจโครงสร้างของตลาดที่ต้องการเทรด เช่น Forex หุ้น หรือ Crypto
  • รู้จักประเภทคำสั่งซื้อขาย เช่น Market Order, Limit Order และ Stop Loss

การบริหารความเสี่ยง

  • สามารถกำหนด Risk per Trade ได้ เช่น จำกัดความเสี่ยงต่อครั้งในระดับที่เหมาะสม
  • เข้าใจแนวคิด Risk/Reward Ratio และสามารถนำไปปรับใช้กับแผนการเทรด
  • มีแนวทางรับมือเมื่อราคาตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

จิตวิทยาการเทรด

  • ควบคุมอารมณ์ระหว่างเทรดได้ และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจจากความกลัวหรือความรีบร้อน
  • เข้าใจว่าตลาดการเงินมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ
  • มีวินัยในการปฏิบัติตาม Trading Plan อย่างต่อเนื่อง

การบันทึกและพัฒนา

  • บันทึก Trading Journal เพื่อใช้ทบทวนและปรับปรุงแนวทางการเทรด
  • ทดสอบกลยุทธ์ด้วย Backtesting ก่อนนำไปใช้จริง
  • ศึกษาและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับตลาดและกลยุทธ์การเทรดใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ

เทคนิคและเครื่องมือ

  • สามารถใช้งานแพลตฟอร์มเทรด เช่น MetaTrader หรือ TradingView ได้ในระดับพื้นฐาน
  • เข้าใจต้นทุนในการเทรด เช่น Spread, Commission และ Swap

*หมายเหตุ: การมีทักษะพื้นฐานไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมายเสมอไป เนื่องจากตลาดการเงินมีความผันผวนและมีปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ทักษะเหล่านี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถวางแผนและตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

อาชีพเทรดเดอร์รายได้เท่าไหร่?

รายได้ของอาชีพเทรดเดอร์ไม่มีตัวเลขที่แน่นอน เนื่องจากขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาดเงินทุน ประสบการณ์ แนวทางการเทรด การบริหารความเสี่ยง และสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น พี่โบ้จึงยกตัวอย่างการคำนวณแบบสมมติ โดยอ้างอิงจากเป้าหมายผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3% ทั้งในรูปแบบรายเดือนและรายวันในเชิงทฤษฎี ดังนี้

สมมติกำไรเฉลี่ย 3% ต่อเดือน

ทุนเริ่มต้นกำไรต่อเดือน (3%)กำไรต่อปี
(แบบ Compound)
10,000 บาท~300 บาท~4,258 บาท
30,000 บาท~900 บาท~12,773 บาท
50,000 บาท~1,500 บาท~21,288 บาท
100,000 บาท~3,000 บาท~42,576 บาท
300,000 บาท~9,000 บาท~127,728 บาท

สมมติกำไรเฉลี่ย 3% ต่อวัน (สำหรับ Day Trader)

ทุนเริ่มต้นกำไรต่อวัน (3%)กำไรต่อเดือน (22 วันทำการ)
10,000 บาท~300 บาท~6,600 บาท
30,000 บาท~900 บาท~19,800 บาท
50,000 บาท~1,500 บาท~33,000 บาท
100,000 บาท~3,000 บาท~66,000 บาท
300,000 บาท~9,000 บาท~198,000 บาท

ข้อควรระวังสำคัญ: ตัวเลขในตารางข้างต้นเป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์เชิงทฤษฎีเท่านั้น ในความเป็นจริง การคาดหวังผลตอบแทน 3% สม่ำเสมอทุกวันเป็นเป้าหมายที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในตลาดการเงินจริง เนื่องจากตลาดมีความผันผวนและมีช่วงเวลาที่ขาดทุนเกิดขึ้นเสมอ หากฝืนตั้งเป้าทำกำไรต่อวันในระดับสูง มักจะนำไปสู่การโอเวอร์เทรด การใช้เลเวอเรจเกินตัว และการล้างพอร์ตในที่สุด

เทรดเดอร์เสียภาษียังไง?

เรื่องภาษีถือเป็นอีกประเด็นที่เทรดเดอร์ควรทำความเข้าใจ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการวางแผนทางการเงินและลักษณะรายได้จากการลงทุน โดยสำหรับเทรดเดอร์ในประเทศไทย แนวทางด้านภาษีอาจแตกต่างกันไปตามประเภทสินทรัพย์และแหล่งที่มาของรายได้ ดังนี้

ภาษีจากรายได้ในประเทศและต่างประเทศ

รายได้จากการเทรดในประเทศ

  • กำไรจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปัจจุบันได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ แนวทางหรือกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของภาครัฐ
  • เงินปันผลจากหุ้นไทย โดยทั่วไปมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% (ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2569) โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีหรือเลือกเสียภาษีแบบ Final Tax ได้ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

รายได้จากการเทรดต่างประเทศ

  • รายได้จากต่างประเทศที่มีการนำเงินได้พึงประเมินกลับเข้ามาในประเทศไทย ต้องปฏิบัติตามแนวทางของกรมสรรพากร โดยตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 และ ป.162/2566 กำหนดว่า บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย (อยู่ในไทยรวมกันถึง 180 วันในปีภาษีนั้น) หากมีเงินได้พึงประเมินจากแหล่งเงินได้นอกประเทศ และนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีใด ให้มีหน้าที่นำเงินได้ดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษีนั้น ไม่ว่าจะนำเข้ามาในปีภาษีเดียวกันหรือปีภาษีถัดไป 
  • การจัดประเภทเงินได้จากการเทรด Forex ตามประมวลรัษฎากรอาจแตกต่างกันตามลักษณะของรายได้ในแต่ละกรณี จึงควรตรวจสอบประเภทเงินได้ที่ถูกต้องกับกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบแสดงรายการภาษี
  • สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Cryptocurrency รายได้หรือกำไรจากการซื้อขายจัดอยู่ในเงินได้ประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40(4) เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ กำไรจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ส่วนกรณีอื่นต้องนำมารวมยื่นแบบแสดงรายการภาษี ภ.ง.ด. 90 (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี) ตามที่กฎหมายกำหนด และควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบ

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2569)

รายได้สุทธิต่อปีอัตราภาษี
0 – 150,000 บาทยกเว้น
150,001 – 300,000 บาท5%
300,001 – 500,000 บาท10%
500,001 – 750,000 บาท15%
750,001 – 1,000,000 บาท20%
1,000,001 – 2,000,000 บาท25%
2,000,001 – 5,000,000 บาท30%
5,000,001 บาทขึ้นไป35%

พี่โบ้แนะนำ: สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องวิธีคำนวณ สิทธิลดหย่อน และการยื่น ภ.ง.ด. สามารถศึกษาต่อได้ที่ ภาษี Forex และตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นทางการได้โดยตรงที่ กรมสรรพากร

สรุปเกี่ยวกับอาชีพเทรดเดอร์

อาชีพเทรดเดอร์เป็นสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินทรัพย์ในตลาดการเงิน เช่น Forex หุ้น ทองคำ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล โดยลักษณะการทำงานมักเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ตลาด การวางแผนการเทรด และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเทรดเดอร์แต่ละคนอาจมีรูปแบบการเทรด เป้าหมาย และระยะเวลาในการติดตามตลาดที่แตกต่างกัน

นอกจากความรู้ด้านการวิเคราะห์แล้ว การจัดการเงินทุน การวางแผนทางการเงิน และการทำความเข้าใจเรื่องภาษี ก็เป็นส่วนสำคัญที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันในสายอาชีพนี้ ผู้ที่เริ่มต้นส่วนใหญ่มักศึกษาพื้นฐานก่อนทดลองใช้งานบัญชี Demo และค่อย ๆ พัฒนาแนวทางการเทรดให้เหมาะกับสไตล์ของตนเอง

ทั้งนี้ การเทรดในตลาดการเงินมีความผันผวนและมีปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้ที่สนใจอาชีพเทรดเดอร์จึงควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงให้รอบคอบก่อนเริ่มใช้เงินจริง


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5