Risk Reward Ratio คืออะไร? สูตรคำนวณอัตราส่วนผลตอบแทนเทรด

Table of Contents
Risk Reward Ratio คืออะไร

หลักการที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในการเทรด นั่นคือ “Risk Reward Ratio” หรือ RRR ที่เทรดเดอร์มักจะใช้เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการกำหนดอัตราความเสี่ยงและผลตอบแทนในการเทรดแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เทรดเดอร์บางคนสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง แม้ผลลัพธ์ของการเทรดไม่ได้มีการชนะทุกครั้งครับ

บทความนี้ พี่โบ้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Risk Reward Ratio คืออะไร? วิธีคำนวณ และวิธีใช้ RR เพื่อสร้างระบบเทรดที่สามารถทำกำไรได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวครับ

*หมายเหตุ :บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาเชิญชวนให้ลงทุนแต่อย่างใด เป็นเพียงการให้ความรู้เกี่ยวกับสูตรคำนวณอัตราส่วนผลตอบแทนเท่านั้น! นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนลงทุนทุกครั้งครับ

Risk Reward Ratio หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า RRR คือ อัตราส่วนที่ใช้ประเมินว่า ในการเทรดหนึ่งครั้ง คุณยอมรับความเสี่ยงได้มากหรือน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่คาดหวังจะได้รับ

การคำนวณ Risk Reward Ratio จึงเป็นการวัดว่า “คุณยอมเสี่ยงด้วยเงินกี่บาท เพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้กลับมา” ซึ่งสามารถเป็นเครื่องมือวัดได้ว่า การเทรดนั้นคุ้มค่าหรือไม่ก่อนตัดสินใจเข้าเทรด ยกตัวอย่างเช่น

หากคุณเสี่ยงขาดทุน 100 บาท เพื่อหวังทำกำไร 200 บาท
RRR = 1:2
หมายความว่า คุณยอมรับความเสี่ยง 1 หน่วย เพื่อแลกกับโอกาสทำกำไร 2 หน่วย
ซึ่งถือเป็นอัตราส่วนที่คุ้มค่าในมุมของการเทรด เพราะผลตอบแทนมากกว่าความเสี่ยงอย่างชัดเจน

บทความนี้ พี่โบ้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า Risk Reward Ratio คืออะไร วิธีคำนวณ และวิธีใช้ RR เพื่อสร้างระบบเทรดที่สามารถทำกำไรได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวครับ

1. ช่วยให้การเทรดไปต่อได้ แม้ไม่ได้ชนะบ่อย

ในการเทรดจริง เทรดเดอร์อาจจะไม่ได้ชนะทุกครั้ง แต่หากวาง Risk Reward Ratio ไว้อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้สามารถเทรดต่อไปได้อย่างมีระบบ แต่เมื่อชนะก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากกว่าที่คาดหวังไว้ครับ

2. ช่วยเพิ่มวินัยในการเทรด

เมื่อมี RR ที่ชัดเจน คุณจะรู้ว่าควรเข้าที่จุดไหนและควรออกที่จุดไหน ซึ่งช่วยลดการตัดสินใจตามอารมณ์ และช่วยให้การเทรดมีแบบแผนมากขึ้นครับ

3. สะท้อนความเป็นจริงของตลาด

ตลาดจริงที่เราเทรดนั้น ไม่ได้เอื้อให้เราชนะ 100% ดังนั้น การตั้ง RR ที่ดี จึงช่วยชดเชยการแพ้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ

Risk Reward Ratio = จำนวนเงินที่ยอมขาดทุน / ผลตอบแทนที่คาดหวัง

ตัวอย่างการคำนวณ Risk Reward Ratio

ตัวอย่างเช่น

สูตร RRR = (ราคาเป้าหมาย – ราคาซื้อ) / (ราคาซื้อ – ราคาจุดตัดขาดทุน)

จากราคาเข้าซื้อที่ 150 บาท และตั้งเป้าเพื่อทำกำไรที่ 180 บาท โดยตั้งจุดตัดขาดทุนที่ 140 บาท

RRR = (180 – 150) / (150 – 140) = 3

หมายความว่ามีโอกาสทำกำไร 30 บาท และยอมเสี่ยงขาดทุน 10 บาท หรือคิดเป็น Risk Reward Ratio = 3:1

การคำนวณแบบนี้จะช่วยให้คุณประเมินความคุ้มค่าได้ก่อนตัดสินใจเข้าเทรดครับ

ลองใช้ RR ดูก่อน! เพื่อฝึกวางระบบเทรดก่อนลงเงินจริง

1. คำนวณ Win Rate ของตัวเอง : บันทึกการเทรดอย่างน้อย 100 ครั้ง หรือ 6 – 12 เดือน แล้วนำมาคำนวณ

2. ระบุ RR ที่ใช้ : ย้อนดูประวัติการเทรดของคุณ เพื่อดูว่าโดยเฉลี่ยแล้ว RR ที่คุณใช้คือเท่าไร ซึ่งจะช่วยให้เห็นรูปแบบการบริหารความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คุณใช้อยู่ในแต่ละออเดอร์ครับ

3. คำนวณค่าความคาดหวัง : หลังจากที่คุณทราบค่า Win Rate และอัตราส่วน RR ของระบบเทรดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการประเมินว่า โดยเฉลี่ยแล้วการเทรดหนึ่งครั้งให้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ซึ่งสามารถดูได้จากค่าความคาดหวัง (Expectancy)

โดยใช้สูตร ค่าความคาดหวัง (Expectancy) = (Win Rate × กำไรเฉลี่ยต่อครั้ง) – (Loss Rate × ขาดทุนเฉลี่ยต่อครั้ง)

ค่าที่ได้จากการคำนวณอาจจะออกมาเป็นตัวเลขใดก็ได้ เช่น -100, +50 หรือ +400 ขึ้นอยู่กับหน่วยที่คุณเลือกใช้คำนวณ (ดอลลาร์ หรือ Pips) ซึ่งหลังจากที่ได้ค่าความคาดหวังแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องนำไปหา “ค่าเฉลี่ยซ้ำ” อีกครั้งครับ

4. ปรับปรุงแผนการเทรด

เมื่อคุณทราบค่าความคาดหวังแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการปรับปรุงให้เหมาะสมกับผลลัพธ์ที่ได้ครับ

  • ถ้าค่าความคาดหวังติดลบ = ต้องปรับปรุง RR หรือ Win Rate
  • ถ้าค่าความคาดหวังใกล้ศูนย์ = ต้องปรับระดับ RR หรือหา Setup ที่แม่นยำขึ้น
  • ถ้าค่าความคาดหวังเป็นบวก = ระบบมีโครงสร้างที่ให้ผลลัพธ์เป็นบวก ซึ่งเป็นผลดีต่อการเทรด

5. ทดสอบบน Demo Account

พี่โบ้อธิบายเพิ่มเติม : ค่าความคาดหวัง หรือ Expectancy คือค่าที่ใช้บอกว่า โดยเฉลี่ยแล้วการเทรดหนึ่งครั้งของระบบที่คุณใช้ มีแนวโน้มให้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร โดยอ้างอิงจากข้อมูลในอดีต ไม่ได้เป็นการรับประกันผลลัพธ์ในอนาคตครับ

วิธีใช้ RR ควบคู่กับการตั้ง Stop Loss และ Take Profit

ก่อนที่คุณจะดำเนินการส่งคำสั่งซื้อขาย และวางกลยุทธ์ในทุก ๆ ครั้ง คุณต้องคำนึงถึง Risk Management ก่อนเสมอ โดยมีขั้นตอนดังนี้ครับ 

1. ระบุจุดเข้าตามกลยุทธ์ที่วางไว้ โดยวิเคราะห์จากความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้

2. ตั้ง Stop Loss ให้เหมาะสมและชัดเจน

3. คำนวณความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ตามขนาดของเงินทุน (1-2% ของเงินทุนทั้งหมด)

4. ตั้ง Take Profit ให้สัมพันธ์กับ RR ที่ดี

การตั้ง Stop Loss/Take Profit ให้สัมพันธ์กับ Risk Reward Ratio

การตั้ง Risk Reward Ratio (RRR) ไม่ได้มีสูตรที่ตายตัว เพราะแต่ละสภาวะตลาดและสไตล์การเทรดมี “จังหวะ” ที่ต่างกัน การรู้จักปรับ RR ให้เข้ากับสถานการณ์ จึงเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของเทรดเดอร์ที่อยู่รอดได้ในระยะยาวครับ

อัตราส่วน Risk Reward ที่แนะนำสำหรับแต่ละประเภทการเทรด

ประเภทการเทรดRR ที่แนะนำเหตุผล
*หมายเหตุ: อ้างอิงจาก RR ทีแนะนำ
การเทรดระยะสั้น
(Scalping)
1:1-1:1.5การเทรดระยะสั้น (Scalping) เป็นการเทรดที่เน้นเข้า – ออกเร็ว และอาศัยโอกาสในการทำกำไรจากการขยับของราคาเพียงเล็กน้อย ดังนั้น หากตั้ง RR สูงเกินไป อาจทำให้ปิดกำไรได้ยาก
การเทรดรายวัน
(Day Trading)
1:1.5-1:2การเทรดรายวัน (Day Trading) เป็นรูปแบบการเทรดที่ต้องการความสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน เพราะเป็นการถือออเดอร์ภายในวันเดียว ดังนั้น การตั้ง RR ระดับนี้อาจจะช่วยให้คุณบริหารความเสี่ยงได้ชัดเจน และยังมีพื้นที่ให้กำไรเติบโตตามการเคลื่อนไหวของราคาในวันนั้นได้ครับ
การเทรดแบบสวิงเทรด
(Swing Trading)
1:2-1:3การเทรดแบบสวิงเทรด (Swing Trading) เป็นการถือออเดอร์หลายวันไปจนถึงหลายสัปดาห์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ราคามีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น การตั้ง RR ที่สูงขึ้น อาจจะช่วยให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับประเภทการเทรด และคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ในแต่ละออเดอร์
การเทรดแบบระยะยาว
(Position Trading)
1:3 ขึ้นไปการเทรดระยะยาว (Position Trading) อาจจะใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ดังนั้น การตั้ง RR สูง อาจจะช่วยให้ผลตอบแทนเหมาะกับระยะเวลาที่ถือออเดอร์ และช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงได้

*หมายเหตุ : ตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด RR ไม่ใช่กฎที่ตายตัวในการเทรด การตั้งค่า RR ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ส่วนบุคคล ประเภทสินทรัพย์ และความเหมาะสม บทความนี้ไม่มีเจตนาชักชวนหรือรับประกันผลตอบแทนแต่อย่างใดครับ

ในความจริงแล้ว Win Rate (อัตราการชนะ) กับ RR (Risk Reward) มักจะเคลื่อนไหวสวนทางกัน ครับ

  • Win Rate สูง = RR ต่ำ

เมื่อต้องการให้การเทรดชนะบ่อย ๆ คุณมักจะต้อง “ปิดกำไรในระยะสั้น” เพื่อให้ราคามีโอกาสไปถึงเป้าหมาย แต่ผลที่ตามมาคือ กำไรต่อครั้งจะไม่สูง ทำให้ RR ลดลง

  • RR สูง = Win Rate ต่ำ

ในทางกลับกัน ถ้าคุณตั้งเป้า RR สูง เช่น 1:4 หรือ 1:5 หมายความว่าคุณจะ “ปล่อยให้ราคาวิ่งยาว” เพื่อหวังทำกำไรต่อ แต่ยิ่งราคาต้องวิ่งไกล โอกาสในการวิ่งผิดทางก่อนถึงเป้าก็ยิ่งมาก ทำให้ Win Rate ลดลงเช่นกัน

วิเคราะห์ผลตอบแทนจาก Win Rate ที่ต่างกัน

ยกตัวอย่างสถานการณ์

สมมติว่ามีเทรดเดอร์ 2 คน คือ เทรดเดอร์ A และเทรดเดอร์ B ซึ่งเทรดในตลาดเดียวกัน มีเงินทุนรวม 10,000 บาทเท่ากัน และมีการเข้าเทรดจำนวน 10 ครั้ง ครั้งละ 1,000 บาท

เทรดเดอร์ A
มี Win Rate 60% และใช้ RR ที่ 1:1
หมายความว่า เมื่อชนะจะได้กำไรครั้งละ 100 บาท และเมื่อแพ้จะขาดทุน 100 บาท
จากการเทรด 10 ครั้ง เทรดเดอร์ A ชนะ 6 ครั้ง ได้กำไร 600 บาท และแพ้ 4 ครั้ง ขาดทุน 400 บาท
เมื่อรวมผลลัพธ์ทั้งหมด จะเหลือกำไรสุทธิ 200 บาท

เทรดเดอร์ B
มี Win Rate เพียง 40% แต่ใช้ RR ที่ 1:3
หมายความว่า เมื่อชนะจะได้กำไรครั้งละ 300 บาท และเมื่อแพ้จะขาดทุน 100 บาท
จากการเทรด 10 ครั้ง เทรดเดอร์ B ชนะ 4 ครั้ง ได้กำไร 1,200 บาท และแพ้ 6 ครั้ง ขาดทุน 600 บาท
เมื่อรวมผลลัพธ์ทั้งหมด จะเหลือกำไรสุทธิ 600 บาท

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า การเทรดไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่ชนะเพียงอย่างเดียว แต่โครงสร้างของ Risk Reward Ratio ก็มีผลต่อผลลัพธ์โดยรวมครับ การวางแผนความเสี่ยงและผลตอบแทนให้เหมาะสม จึงช่วยให้การเทรดมีความเป็นระบบมากขึ้นครับ

พี่โบ้ขอแนะนำ : ถ้าอยากรู้ว่า RR ที่คุณตั้งไว้นั้น “คุ้มความเสี่ยงหรือยัง?” ลองใช้ โปรแกรมคำนวณ Risk Reward Ratio – โดยกรอกราคาซื้อ, จุดตัดขาดทุน และเป้าหมายทำกำไร ระบบจะบอกทันทีว่า RR ของคุณคือเท่าไหร่ เช่น 1:2 หรือ 1:3 ก่อนเทรดจริงครับ!

Risk Reward Ratio ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ ปรัชญาในการเทรดแบบมืออาชีพ การควบคุม RR ได้ อาจจะไม่ได้ตัดสินใจถูกทุกครั้ง แต่จะ “อยู่รอดได้นานกว่า”

Risk Reward Ratio ไม่ใช่เรื่องที่ยาก แต่เป็นเรื่องที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกครั้งครับ และที่สำคัญคือ “วินัย” ในการเทรดตามแผนที่วางไว้ เพราะไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร คุณจะสามารถรับมือและปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ครับ แต่หากคุณเรียนรู้และปฏิบัติตามหลักการ RR ที่ดี คุณจะพบว่าการเทรดจะเปลี่ยนจากการตัดสินใจแบบไม่เป็นระบบ ไปสู่การวางแผนที่มีประสิทธิภาพ และความสำเร็จในการเทรดก็จะตามมาครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
FXGT.com
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5