
CFD กับ ฟิวเจอร์ส ต่างกันยังไง สรุปคือแตกต่างกันที่โครงสร้างตลาดและการส่งมอบ โดย CFD เป็นสัญญาซื้อขายส่วนต่างนอกตลาดกลาง (OTC) ที่ไม่มีวันหมดอายุ ขณะที่ ฟิวเจอร์ส (Futures) เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดกลางที่มีวันหมดอายุและมาตรฐานสัญญาชัดเจนครับ
การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองตราสารนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องตัดสินใจเลือกลิขิตกลยุทธ์และบริหารต้นทุนในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ หรือน้ำมันดิบ บทความนี้อธิบายเปรียบเทียบกลไกการทำงาน โครงสร้างค่าธรรมเนียม และระดับความเสี่ยงของทั้งสองตราสารอย่างละเอียด เพื่อให้คุณเลือกใช้ตราสารได้ตรงกับสไตล์การเทรดของคุณครับ
⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงและอาจสูญเสียเงินต้น ผลตอบแทนหรือผลการเทรดในอดีตไม่ได้เป็นการรับประกันผลลัพธ์ในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- CFD ซื้อขายในตลาด OTC กับโบรกเกอร์ ไม่มีวันหมดอายุ แต่มีต้นทุนถือครองข้ามคืน (Overnight Swap)
- Futures ซื้อขายผ่านตลาดกลาง (Centralized Exchange) มีวันหมดอายุชัดเจน และมีความเสี่ยงด้านคู่สัญญาน้อยกว่าเนื่องจากมี Clearing House คุ้มครอง
- การเทรดผ่าน CFD ใช้เงินทุนเริ่มต้นน้อยกว่าเนื่องจากปรับขนาดสัญญาได้ยืดหยุ่น ในขณะที่ Futures มีขนาดสัญญามาตรฐานที่เป็นขนาดใหญ่
- การเลือกระหว่างสองตราสารนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาถือครอง สไตล์การเทรด และเงินทุนเริ่มต้นของเทรดเดอร์ครับ
CFD กับ ฟิวเจอร์ส ต่างกันยังไง?
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง CFD กับ ฟิวเจอร์ส คือ ตลาดที่ใช้ซื้อขายและโครงสร้างของสัญญา โดย CFD เป็นการซื้อขายสัญญาซื้อขายส่วนต่างนอกตลาดกลาง (OTC) ระหว่างเทรดเดอร์กับโบรกเกอร์โดยไม่มีวันหมดอายุ ส่วน Futures เป็นสัญญามาตรฐานที่ซื้อขายผ่านตลาดกลางควบคุมโดยมีวันหมดอายุการส่งมอบที่แน่นอนครับ
สรุปความแตกต่างหลักในเชิงโครงสร้างและกลไก
เมื่อเราพิจารณาในภาพกว้าง ตราสารทั้งสองประเภทจัดเป็น ตราสารอนุพันธ์ เป็นตราสารทางการเงินที่มูลค่าอ้างอิงกับสินทรัพย์หลัก เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น หรือดัชนี แต่กลไกเบื้องหลังมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ:
- โครงสร้างสัญญาและตลาดซื้อขาย: Futures เป็นสัญญามาตรฐาน (Standardized Contract) ที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ทำการซื้อขายบนตลาดกลาง (Centralized Exchange) เช่น CME หรือ TFEX ในขณะที่ CFD ซื้อขายแบบ Over-The-Counter (OTC) ซึ่งเป็นการตกลงราคาระหว่างเทรดเดอร์และโบรกเกอร์โดยตรง
- วันหมดอายุสัญญา: สัญญา Futures มีวันหมดอายุที่ระบุไว้ล่วงหน้า (Expiration Date) หากต้องการถือครองต่อจะต้องทำการ Roll-over ไปยังสัญญาเดือนถัดไป ส่วน CFD ไม่มีวันหมดอายุ ทำให้ถือครองออเดอร์ได้ตราบใดที่มี Margin เพียงพอ
- คู่สัญญาและผู้แต่งตั้งราคา: ในตลาด Futures ตลาดกลางและศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (Clearing House) จะเข้ามาเป็นคู่สัญญากลาง ลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ ในขณะที่ CFD โบรกเกอร์ทำหน้าที่เป็นคู่สัญญา (Counterparty) โดยตรงกับเทรดเดอร์
ตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง CFD และ Futures

ทำไมการเข้าใจความแตกต่างระหว่าง CFD กับ ฟิวเจอร์ส ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์?
การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองตราสารนี้สำคัญเพราะจะช่วยให้เทรดเดอร์บริหารต้นทุนแฝง เลือกกลยุทธ์การเทรดที่สอดคล้องกับระยะเวลาถือครอง และประเมินความเสี่ยงด้านการเงินได้อย่างถูกต้องครับ
ผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนการถือครองและกลยุทธ์การทำกำไร
ต้นทุนในการเทรดไม่ได้มีเพียงแค่ค่าคอมมิชชันหรือสเปรดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงต้นทุนจากการถือออเดอร์ข้ามเวลา ซึ่งหากคุณต้องการวางแผนระบบ Money Management อย่างเหมาะสม การคำนวณต้นทุนเหล่านี้คือสิ่งจำเป็นครับ
หากคุณเป็นสาย Day Trading หรือ Scalping ที่เน้นการจบออเดอร์ภายในวัน การเทรดผ่าน CFD อาจมีความคล่องตัวสูงกว่าเนื่องจากสเปรดแคบและไม่ต้องกังวลเรื่องวันหมดอายุ แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่ต้องการถือครองข้ามเดือนหรือข้ามปี ค่า Swap ของ CFD จะสะสมจนกลายเป็นต้นทุนที่สูงมาก
ในจุดนี้ Futures จึงอาจประหยัดต้นทุนมากกว่าแม้จะมีค่าคอมมิชชันและค่า Roll-over ก็ตาม ซึ่งอาจเกิดผลกระทบจากสภาวะ Contango (ราคาสัญญาล่วงหน้าสูงกว่าราคาปัจจุบัน) หรือ Backwardation (ราคาสัญญาล่วงหน้าต่ำกว่าราคาปัจจุบัน)
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Leverage, วันหมดอายุ และการส่งมอบสินค้า
นักเทรดระดับกลางหลายคนมักมีความเข้าใจผิดใน 3 ประเด็นหลักดังนี้:
- เข้าใจว่า Leverage สูงใน CFD ดีกว่าเสมอ: แม้ CFD จะเสนอ Leverage ที่สูงกว่า ทำให้ใช้เงินทุนเริ่มต้นน้อย แต่ Leverage ที่สูงเกินไปก็ขยายความเสี่ยงในการขาดทุนให้สูงขึ้นด้วยเช่นกัน
- เข้าใจว่า CFD ถือครองได้ฟรีโดยไม่มีต้นทุนเพราะไม่มีวันหมดอายุ: แม้จะไม่มีวันหมดอายุ แต่โบรกเกอร์จะคิดค่าธรรมเนียมดอกเบี้ยถือครองข้ามคืน (Overnight Swap) ซึ่งถือเป็นต้นทุนแฝงที่สำคัญ
- กังวลว่าจะต้องรับมอบสินค้าจริงเมื่อเทรด Futures: ในตลาดปัจจุบัน สัญญา Futures สินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่สำหรับนักลงทุนรายย่อยจะทำการชำระราคาด้วยเงินสด (Cash Settlement) ยกเว้นสัญญาเฉพาะที่ระบุการส่งมอบจริง (Physical Delivery) ซึ่งมักมีแจ้งเตือนให้ปิดสัญญาก่อนวันส่งมอบ
📢 Traderbobo แนะนำ: หลายคนคิดว่าการไม่มีวันหมดอายุของ CFD ทำให้เราถือติดลบไปเรื่อยๆ ได้โดยไม่มีต้นทุน แต่จริงๆ แล้วค่า Swap ข้ามคืนคือสิ่งที่จะค่อยๆ กัดกิน equity ของคุณครับ ถ้าคิดจะถือยาวเกิน 1-2 เดือนขึ้นไป ลองคำนวณเปรียบเทียบค่า Swap ของ CFD กับค่า Roll-over ของ Futures ดูก่อนทุกครั้งครับ
กลไกการทำงานของ CFD และ Futures ในตลาดจริง
กลไกการทำงานของ CFD เน้นการเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาโดยตรงกับโบรกเกอร์นอกตลาดกลาง ส่วน Futures ทำงานโดยการจับคู่คำสั่งซื้อขายล่วงหน้าตามมาตรฐานสัญญาในตลาดกลางที่เป็นสากลครับ
CFD คืออะไร และมีกลไกซื้อขายผ่านตลาด Over-The-Counter (OTC) อย่างไร
ในการเทรด CFD คุณไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์จริง แต่เป็นการทำสัญญากับโบรกเกอร์เพื่อจ่ายส่วนต่างระหว่างราคาเปิดและราคาปิดออเดอร์ เนื่องจากเป็นตลาด OTC ราคาของ CFD จะอ้างอิงจากตลาดจริง (Underlying Asset) แต่วิธีการจับคู่คำสั่งและสเปรดจะถูกบริหารจัดการโดยโบรกเกอร์ ซึ่งทำให้โบรกเกอร์สามารถกำหนดขนาดสัญญาที่เล็กมาก เช่น 0.01 Lot ได้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ที่มีเงินทุนจำกัด
📌 หากต้องการลงลึกในฝั่ง CFD เพิ่มเติม สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: CFD คืออะไร? กลยุทธ์การเทรด CFD มีข้อดีข้อเสียอย่างไร
Futures Trading คืออะไร และทำงานผ่านตลาดกลาง (Centralized Exchange) อย่างไร
ตลาด Futures ซื้อขายผ่านองค์กรตลาดกลางอย่างเป็นทางการ คำสั่งซื้อขายทั้งหมดจะถูกส่งเข้าสู่สมุดคำสั่งกลาง (Central Limit Order Book) ซึ่งช่วยให้เกิดความโปร่งใสเรื่องราคาและปริมาณการซื้อขาย (Volume) นอกจากนี้ ตลาดกลางยังมีการจัดตั้ง Clearing House เข้ามาค้ำประกันสัญญาทั้งสองฝั่ง ทำให้ตัดความเสี่ยงเรื่องคู่สัญญาเบี้ยวชำระเงินออกไปได้อย่างสิ้นเชิง
📌 หากคุณสนใจรายละเอียดกลไกของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สามารถศึกษาสรุปโครงสร้างเพิ่มเติมได้ที่: Futures Trading คืออะไร? มีลักษณะอย่างไร? สรุป ครบ เข้าใจง่าย!
ตราสารอนุพันธ์ คืออะไร ในบริบทของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (ทองคำ, น้ำมัน)
ในบริบทของสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น Gold หรือ Crude Oil ตราสารอนุพันธ์ทั้ง CFD และ Futures ทำหน้าที่สองประการหลัก คือ การประกันความเสี่ยง (Hedging) สำหรับผู้ผลิต/ผู้ใช้วัตถุดิบ และการเก็งกำไร (Speculation) สำหรับนักลงทุน การเลือก เทรดสินค้าโภคภัณฑ์ผ่าน CFD จึงได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักเทรดรายย่อย เพราะช่วยให้เข้าถึงสินทรัพย์โภคภัณฑ์ระดับโลกได้โดยไม่ต้องใช้เงินทุนมหาศาลเหมือนการซื้อสัญญา Futures ในตลาดกลาง
เปรียบเทียบโครงสร้างต้นทุนและความเสี่ยงของ CFD และ Futures
การเปรียบเทียบต้นทุนและความเสี่ยงพบว่า CFD มีต้นทุนในรูปแบบสเปรดและ Swap พร้อมความเสี่ยงด้านคู่สัญญาจากโบรกเกอร์ ส่วน Futures มีต้นทุนในรูปแบบค่าคอมมิชชันและค่า Roll-over โดยมีความเสี่ยงด้านคู่สัญญาต่ำกว่าเพราะมีตลาดกลางคุ้มครองครับ
ค่าธรรมเนียมและการถือออเดอร์: Spread & Overnight Swap ใน CFD vs Commission & Roll-over Spread ใน Futures
เพื่อให้เห็นภาพโครงสร้างต้นทุนชัดเจน พี่โบ้สรุปเปรียบเทียบประเภทค่าธรรมเนียมของทั้งสองตราสารไว้ดังนี้:
- โครงสร้างต้นทุนของ CFD:
- Spread: ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) ซึ่งเป็นรายได้หลักของโบรกเกอร์
- Overnight Swap / Financing Fee: ดอกเบี้ยที่ถูกคิดหรือได้รับเมื่อถือออเดอร์ข้ามคืน คำนวณจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมาร์จิ้น
- Commission: บางประเภทบัญชี (เช่น บัญชี ECN) อาจมีค่าคอมมิชชันแลกกับสเปรดที่แคบลง
- โครงสร้างต้นทุนของ Futures:
- Exchange & Broker Commission: ค่าธรรมเนียมการส่งคำสั่งซื้อขายที่จ่ายให้แก่ตลาดกลางและโบรกเกอร์
- Roll-over Spread: ต้นทุนที่เกิดขึ้นเมื่อทำการปิดสัญญาที่กำลังจะหมดอายุ แล้วเปิดสัญญาใหม่ในเดือนถัดไป ซึ่งอาจเกิดผลกระทบจากสภาวะ Contango หรือ Backwardation
- Clearance Fee: ค่าธรรมเนียมการชำระราคาของตลาดกลาง
Counterparty Risk และการคุ้มครองตามกฎหมาย
ความเสี่ยงด้านคู่สัญญา (Counterparty Risk) เป็นจุดต่างที่สำคัญที่สุดในเชิงการบริหารความเสี่ยง โดยการเทรด Futures มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญาต่ำมาก เนื่องจากมี Clearing House คุ้มครองและจัดให้มีระบบ Mark-to-Market รายวัน ส่วนการเทรด CFD ความเสี่ยงจะตกอยู่กับฐานะความมั่นคงของโบรกเกอร์ที่คุณเลือกใช้ ดังนั้น เทรดเดอร์จึงจำเป็นต้องตรวจสอบใบอนุญาตและการกำกับดูแลของโบรกเกอร์เสมอ
คำเตือนจาก Traderbobo: ในประเทศไทย การให้บริการตราสารอนุพันธ์ทางการเงินจะต้องอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งกำกับดูแลสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในประเทศอย่างเข้มงวด ตามประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตและกำกับดูแลการทำธุรกรรมอนุพันธ์ของธนาคารพาณิชย์ เลขที่ ฝนส1.ว.76/2565
ในขณะที่การเทรด CFD กับโบรกเกอร์ต่างประเทศ เทรดเดอร์ต้องใช้วิจารณญาณในการตรวจสอบการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลระดับสากลด้วยตนเอง
เทรดสินค้าโภคภัณฑ์ผ่าน CFD หรือ Futures เลือกแบบไหนให้เหมาะกับสไตล์ของคุณ?
การเลือกตราสารที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการถือครองออเดอร์ ขนาดของเงินทุนเริ่มต้น และระดับความต้องการความโปร่งใสของตลาดครับ
สไตล์การเทรดระยะสั้น (Day Trading/Scalping) vs การลงทุนระยะยาว (Position Trading)
- สำหรับ Day Trader / Scalper: หากคุณเน้นการเข้าออกเร็วภายในวัน การใช้ CFD มักจะได้เปรียบมากกว่า เพราะสามารถบริหารเงินทุนได้ยืดหยุ่น ซื้อขายสัญญาขนาดเล็กได้ และไม่ต้องเสียค่า Swap หากปิดออเดอร์ก่อนข้ามคืน นอกจากนี้ยังสามารถใช้เทคนิคทางเทคนิคัล
- เช่น การดู แนวรับ แนวต้าน ในการหาจุดเข้าเทรดได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สไตล์นี้มักมาพร้อมกับการใช้ Leverage ที่สูงขึ้นเพื่อให้คุ้มค่าธุรกรรมในการเข้าออกบ่อย ซึ่งขยายความเสี่ยงในการขาดทุนตามไปด้วย และช่วงข่าวสำคัญอาจเจอสเปรดที่กว้างขึ้นกะทันหันจนกระทบจุดเข้า-ออกที่วางแผนไว้
- สำหรับ Position Trader / Swing Trader ระยะยาว: หากคุณต้องการถือครองออเดอร์เป็นเวลาหลายเดือน สัญญา Futures อาจตอบโจทย์มากกว่า เนื่องจากไม่มีค่าธรรมเนียม Swap รายคืนที่บวมขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีขั้นตอนการ Roll-over สัญญาทุกๆ ไตรมาส แต่ต้นทุนโดยรวมสำหรับการถือยาวมักจะต่ำกว่า CFD อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ การถือครองระยะยาวต้องใช้เงินมาร์จิ้นตั้งต้นสูงกว่า และมีความเสี่ยงจากการ Roll-over สัญญาในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะ Contango หรือ Backwardation ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนที่แท้จริงสูงกว่าที่ประเมินไว้ในตอนแรก
ข้อพิจารณาด้านขนาดเงินทุนเริ่มต้นและ Margin Requirement
ข้อจำกัดเรื่องเงินทุนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยตัดสินใจที่สำคัญ:
- เงินทุนเริ่มต้นระดับต่ำถึงปานกลาง: CFD ตอบโจทย์ได้ดีกว่าอย่างชัดเจน เพราะอนุญาตให้เทรดด้วยขนาด Micro Lot (0.01 Lot) ช่วยให้คำนวณ Position Sizing และบริหารความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ
- เงินทุนเริ่มต้นระดับสูง: ตลาด Futures จะเริ่มมีความคุ้มค่ามากกว่า ทั้งในแง่ของความโปร่งใสของราคา ความลึกของตลาด (Market Depth) และโครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบคงที่เมื่อเทรดปริมาณมาก ทั้งนี้ ผู้สนใจควรตรวจสอบเงินมาร์จิ้นขั้นต่ำที่แท้จริงจากเว็บไซต์ตลาดกลางที่เกี่ยวข้อง เช่น CME (Chicago Mercantile Exchange) เนื่องจากมาร์จิ้นแต่ละสัญญาแตกต่างกันตามชนิดสินทรัพย์
สรุปการเลือกตราสารให้เหมาะกับการเทรดของคุณ
การเลือกระหว่าง CFD และ Futures ไม่มีคำตอบที่ผิดหรือถูกอย่างถาวร แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านเงินทุน ระยะเวลาในการถือครอง และสไตล์การเทรดของคุณครับ หากคุณมีทุนเริ่มต้นไม่สูงมากและต้องการความยืดหยุ่นในการเทรดระยะสั้น การเทรดผ่าน CFD ถือเป็นทางเลือกที่คล่องตัว แต่หากคุณมีเงินทุนก้อนใหญ่และต้องการถือตำแหน่งระยะยาวพร้อมความโปร่งใสระดับตลาดกลาง Futures จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า
📢 Traderbobo แนะนำ
หากคุณต้องการศึกษาแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับประเภทสินทรัพย์โภคภัณฑ์ก่อนเริ่มลงสนามจริง สามารถอ่าน Guide ฉบับเต็มได้ที่ ทำความรู้จักสินค้าโภคภัณฑ์ คืออะไร? อ่านจบเริ่มลงทุนได้เลย! เพื่อวางรากฐานการลงทุนอย่างมั่นใจครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CFD กับ ฟิวเจอร์ส ต่างกันยังไง
CFD กับ ฟิวเจอร์ส ต่างกันยังไง ในแง่ของตลาดซื้อขาย?
CFD ซื้อขายในตลาด Over-The-Counter (OTC) ซึ่งเป็นการตกลงราคาระหว่างเทรดเดอร์กับโบรกเกอร์โดยตรง ทำให้ราคาและสเปรดอ้างอิงจากโบรกเกอร์เป็นหลัก ในขณะที่ Futures ทำการซื้อขายบนตลาดกลาง (Centralized Exchange) เช่น CME (Chicago Mercantile Exchange ตลาดล่วงหน้าของสหรัฐฯ) หรือ TFEX (Thailand Futures Exchange ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย) โดยมีสมุดคำสั่งกลางคำนวณราคาและปริมาณการซื้อขายอย่างโปร่งใสครับ
สัญญา Futures มีวันหมดอายุ แต่ CFD ไม่มีวันหมดอายุจริงไหม?
ถูกต้องครับ สัญญา Futures จะมีวันหมดอายุสัญญา (Expiration Date) ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน หากต้องการถือครองตำแหน่งต่อ เทรดเดอร์ต้องทำการ Roll-over ไปยังสัญญาเดือนถัดไป ในขณะที่ CFD ไม่มีวันหมดอายุสัญญา เทรดเดอร์สามารถถือออเดอร์ไว้ได้เรื่อยๆ ตราบใดที่มีเงินมาร์จิ้นเพียงพอ แต่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมถือครองข้ามคืน (Overnight Swap) ครับ
เทรดสินค้าโภคภัณฑ์ผ่าน CFD หรือ Futures อันไหนใช้เงินทุนเริ่มต้นน้อยกว่ากัน?
การเทรดผ่าน CFD ใช้เงินทุนเริ่มต้นน้อยกว่าอย่างมากครับ เนื่องจากโบรกเกอร์ CFD อนุญาตให้แบ่งขนาดสัญญาได้ยืดหยุ่น เช่น ซื้อขายเพียง 0.01 Lot และให้ Leverage สูง ในขณะที่ Futures มีขนาดสัญญามาตรฐานที่เป็นขนาดใหญ่ ทำให้ต้องวางเงินมาร์จิ้นขั้นต่ำหลักพันถึงหลักหมื่นดอลลาร์ต่อสัญญาครับ
ค่าธรรมเนียมการถือครองข้ามคืน (Overnight Swap) ของ CFD เทียบกับ Roll-over ของ Futures ต่างกันอย่างไร?
ค่า Swap ของ CFD คือดอกเบี้ยที่ถูกคิดหรือจ่ายรายวันเมื่อถือออเดอร์ข้ามคืน คำนวณจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายและขนาดตำแหน่ง ส่วนการ Roll-over ของ Futures เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อสัญญาใกล้หมดอายุ โดยเป็นการปิดสัญญาเก่าและเปิดสัญญาใหม่ ซึ่งมีต้นทุนเป็นส่วนต่างราคาระหว่างสองสัญญา (Roll-over spread) และค่าคอมมิชชันครับ
ความเสี่ยงด้านคู่สัญญา (Counterparty Risk) ของ CFD และ Futures ต่างกันอย่างไร?
Futures มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญาต่ำมาก เนื่องจากมีองค์กรตลาดกลางและ Clearing House เป็นคู่สัญญากลาง คอยประกันการชำระเงิน ส่วน CFD มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญาขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ที่คุณใช้บริการโดยตรง หากโบรกเกอร์ขาดสภาพคล่องหรือล้มละลาย อาจส่งผลกระทบต่อเงินทุน เทรดเดอร์จึงต้องเลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตรองรับอย่างถูกต้องครับ
⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











