P/E คืออะไร? เทคนิคการประเมินมูลค่าหุ้นฉบับเข้าใจง่าย

Table of Contents
P/E คืออะไร? เทคนิคการประเมินมูลค่าหุ้นฉบับเข้าใจง่าย

P/E คือ อัตราส่วนทางการเงินที่เปรียบเทียบระหว่างราคาหุ้นปัจจุบันกับกำไรต่อหุ้น (EPS) เพื่อใช้วิเคราะห์ว่าหุ้นตัวนั้นมีราคาถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไร โดยตัวเลข P/E Ratio จะสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกำลังจ่ายเงินเป็นกี่เท่าของกำไร และต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะคืนทุนหากบริษัทมีกำไรคงที่ครับ

ในโลกของการลงทุน หุ้นที่ราคาถูกอาจไม่ได้น่าซื้อเสมอไป ขณะเดียวกันหุ้นที่มี P/E สูงก็อาจไม่ใช่หุ้นที่แพงเกินไปหากธุรกิจมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด บทความนี้พี่โบ้จะพามาเจาะลึกว่า P/E Ratio คืออะไร ย่อมาจากอะไร สูตรคำนวณพื้นฐาน ความแตกต่างระหว่าง Trailing P/E และ Forward P/E พร้อมกับดักจิตวิทยาการลงทุนเรื่อง Anchoring Bias เพื่อให้คุณประเมินมูลค่าหุ้นได้อย่างแม่นยำขึ้นครับ

⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือคำชี้นำให้ซื้อขายหลักทรัพย์ใด ๆ การลงทุนในหุ้นและตราสารทางการเงินทุกประเภทมีความเสี่ยงและมีความผันผวนของราคา ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ ผลตอบแทนหรือผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันหรือรับประกันผลลัพธ์ในอนาคตแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • P/E Ratio คืออัตราส่วนเปรียบเทียบราคาหุ้นกับกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ช่วยสะท้อนระยะเวลาคืนทุนในเชิงเปรียบเทียบ
  • หุ้นที่มีค่า P/E ต่ำไม่ได้แปลว่าน่าซื้อเสมอไป เพราะอาจเป็นกับดักหุ้น P/E ต่ำ (Value Trap) จากธุรกิจที่กำลังถดถอย
  • Trailing P/E ใช้กำไรในอดีต 4 ไตรมาสล่าสุดในการคำนวณ ขณะที่ Forward P/E ใช้ประมาณการกำไรในอนาคต 12 เดือนข้างหน้า
  • การตัดสินใจประเมินมูลค่าหุ้นให้รอบด้าน ไม่ควรดู P/E เพียงตัวเดียว แต่ต้องวิเคราะห์ร่วมกับ P/BV, ROE และการเติบโตของธุรกิจ

P/E คืออะไร?

P/E คือ อัตราส่วนเปรียบเทียบราคาหุ้นบนกระดานกับกำไรต่อหุ้นของบริษัท เพื่อใช้วิเคราะห์ว่าราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน คิดเป็นกี่เท่าของกำไรที่บริษัททำได้ในรอบระยะเวลาหนึ่งปีครับ

การวิเคราะห์ อัตราส่วนทางการเงิน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการประเมินมูลค่าหุ้นแบบปัจจัยพื้นฐาน โดย P/E Ratio เป็นตัวเลขแรก ๆ ที่นักลงทุนใช้คัดกรองหุ้น เพื่อตอบคำถามพื้นฐานที่สุดว่า “หุ้นตัวนี้ตั้งราคาขายไว้สมเหตุสมผลหรือไม่เมื่อเทียบกับเงินที่บริษัทหาได้จริง”

PE ย่อมาจากอะไร และกลไกพื้นฐานของการประเมินมูลค่า

ในการวิเคราะห์หุ้น คำว่า PE หรือ P/E ย่อมาจาก ย่อมาจาก Price-to-Earnings Ratio (หรือ Price to Earnings Ratio) ซึ่งเป็นการจับเอาปัจจัยสองฝั่งมารวมกัน:

  1. Price (P): ราคาตลาดของหุ้น 1 หุ้นในขณะนั้น
  2. Earnings (E): กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ที่บริษัททำได้ในรอบ 12 เดือน

กลไกพื้นฐานของการประเมินมูลค่าด้วย P/E สามารถมองได้ในรูปแบบของ “ระยะเวลาคืนทุน” ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณซื้อหุ้นของบริษัทหนึ่งที่ราคา 50 บาท และบริษัทมีกำไรต่อหุ้นปีละ 5 บาท ค่า P/E Ratio จะเท่ากับ 10 เท่า หมายความว่า หากบริษัทสามารถรักษาการทำกำไรได้เท่านี้ไปเรื่อย ๆ คุณจะต้องใช้เวลา 10 ปีถึงจะคืนทุนจากกำไรสุทธิที่บริษัททำได้ครับ

สูตรคำนวณ P/E Ratio และตัวอย่างการคิดคำนวณ

สูตรการคำนวณ P/E Ratio สามารถคิดได้ 2 รูปแบบหลัก ซึ่งให้ผลลัพธ์เท่ากันเสมอ:

  • สูตรที่ 1 (ระดับต่อหุ้น): P/E Ratio = ราคาหุ้นปัจจุบัน ÷ กำไรต่อหุ้น (EPS)
  • สูตรที่ 2 (ระดับภาพรวมบริษัท): P/E Ratio = มูลค่าแคปตลาด (Market Capitalization) ÷ กำไรสุทธิรวมของบริษัท

📢 Traderbobo แนะนำ

เพื่อความเข้าใจ การอ่านค่า EPS (Earnings Per Share) เป็นสิ่งจำเป็น เพราะ EPS คือกำไรสุทธิทั้งหมดของบริษัทหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด การเข้าใจที่มาของ EPS จะทำให้คุณเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของกำไรส่งผลโดยตรงต่อค่า P/E อย่างไร

ลองมาดูตัวอย่างการเปรียบเทียบหุ้นสองตัวในอุตสาหกรรมเดียวกัน:

รายการหุ้น Aหุ้น B
ราคาหุ้นปัจจุบัน (Price)100 บาท40 บาท
กำไรต่อหุ้น (EPS)10 บาท2 บาท
สูตรการคำนวณ P/E100 ÷ 1040 ÷ 2
ค่า P/E Ratio10 เท่า20 เท่า
ระยะเวลาคืนทุนเชิงเปรียบเทียบ10 ปี20 ปี

จากตารางจะเห็นว่า แม้ หุ้น A จะมีราคาหุ้น 100 บาท ซึ่งสูงกว่า หุ้น B ที่ราคา 40 บาท แต่เมื่อพิจารณาผ่าน P/E Ratio แล้ว หุ้น A กลับมีอัตราส่วนการทำกำไรที่คุ้มค่ากว่า เพราะใช้เวลาคืนทุนเพียง 10 เท่าของกำไร ในขณะที่ หุ้น B มีราคาแพงกว่าเมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไรของตัวเองครับ


ทำไม P/E Ratio ถึงสำคัญในการประเมินมูลค่าหุ้น?

P/E Ratio มีความสำคัญเพราะช่วยให้นักลงทุนแปลงราคาหุ้นที่เป็นตัวเลขบาท ให้กลายเป็น “ตัววัดความคุ้มค่า” ที่สามารถนำไปเปรียบเทียบระหว่างหุ้นต่างบริษัทหรือต่างขนาดกันได้อย่างมีมาตรฐานครับ

หากเราดูเฉพาะราคาหุ้นบนกระดานเพียงอย่างเดียว เราจะไม่สามารถบอกได้เลยว่าหุ้นราคา 10 บาท ถูกกว่าหุ้นราคา 100 บาทหรือไม่ เพราะหุ้นราคา 10 บาทอาจจะมีกำไรต่อหุ้นเพียง 0.1 บาท (P/E = 100 เท่า) ในขณะที่หุ้นราคา 100 บาทอาจทำกำไรได้ถึง 20 บาท (P/E = 5 เท่า) ตัวเลข P/E จึงเป็นดั่งตราชั่งที่ทำให้นักลงทุนเห็นภาพความคุ้มค่าที่แท้จริง

การเปรียบเทียบระยะเวลาคืนทุนของการลงทุน

การใช้ P/E Ratio เปรียบเทียบระยะเวลาคืนทุน ช่วยให้นักลงทุนสามารถตั้งสมมติฐานการลงทุนในเบื้องต้นได้ว่า หากเราซื้อหุ้นตัวนี้ทั้งบริษัทด้วยราคาปัจจุบัน โดยที่บริษัทไม่ได้เติบโตเลยและไม่ขาดทุนเพิ่ม เราจะได้รับเงินลงทุนทั้งหมดคืนในกี่ปี

อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริง กำไรของบริษัทไม่ได้คงที่อยู่ตลอดเวลา ตัวเลข P/E จึงไม่ได้เป็นตัวการันตีระยะเวลาคืนทุนจริง แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสเติบโตในอนาคต

การมองเห็นความคาดหวังของตลาดที่มีต่อหุ้น

ระดับของ P/E Ratio ยังเป็นตัวสะท้อน “มุมมองและความคาดหวัง” ของนักลงทุนในตลาดต่อหุ้นตัวนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน โดยเราสามารถแบ่งระดับความคาดหวังได้ดังนี้:

ระดับ P/E Ratioความหมายเชิงมูลค่าสิ่งที่ตลาดกำลังคาดหวัง
P/E ต่ำ (ต่ำกว่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม)หุ้นราคาถูก (Undervalued) หรือธุรกิจถดถอยตลาดมองว่าธุรกิจโตช้า หรือมีความเสี่ยงสูง
P/E ปานกลาง (ใกล้เคียงเฉลี่ย)มูลค่าเหมาะสม (Fair Value)ตลาดคาดหวังการเติบโตตามปกติของอุตสาหกรรม
P/E สูง (สูงกว่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม)หุ้นราคาแพง (Overvalued) หรือหุ้นเติบโตตลาดคาดหวังว่ากำไรในอนาคตจะเติบโตสูงมาก

ค่า P/E สูง vs P/E ต่ำ แปลว่าอะไร?

ค่า P/E สูง บ่งบอกว่าตลาดกำลังให้มูลค่าพรีเมียมและคาดหวังการเติบโตสูงในอนาคต ขณะที่ P/E ต่ำ หมายถึงตลาดให้มูลค่าDiscount หรือมองว่าบริษัทมีการเติบโตต่ำครับ

นักลงทุนส่วนใหญ่มักมีความเข้าใจผิดว่า หุ้น P/E ต่ำคือหุ้นที่ดีเสมอ และหุ้น P/E สูงคือหุ้นที่ไม่ควรรักษาไว้ แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองฝั่งต่างมีบริบทที่ต้องพิจารณาลึกซึ้งกว่าตัวเลขเชิงเดี่ยว

หุ้น P/E สูง แพงเสมอไปจริงหรือ (Growth Stock vs Overvalued)

หุ้นที่มี P/E Ratio สูง มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม หุ้นเติบโต (Growth Stock) เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม ตลาดเต็มใจจ่ายซื้อหุ้นที่ P/E 30–50 เท่า เพราะเชื่อมั่นว่าในอีก 2–3 ปีข้างหน้า กำไรสุทธิของบริษัทจะโตเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งจะส่งผลให้ค่า P/E ในอนาคตลดต่ำลงมาเอง

ในทางกลับกัน หากหุ้นตัวนั้นมี P/E สูง แต่บริษัทกลับไม่สามารถทำกำไรเติบโตได้ตามที่ตลาดคาดหวัง ราคาหุ้นก็พร้อมที่จะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเนื่องจากการถูกลดมูลค่าพรีเมียม (De-rating) ดังนั้น หุ้น P/E สูงจึงไม่ได้แปลว่าแพงเสมอไป หากมีอัตราการเติบโตของกำไรที่สูงพอมาสนับสนุน

กับดักหุ้น P/E ต่ำ (Value Trap) และ Anchoring Bias ในจิตวิทยาการลงทุน

ในทางตรงกันข้าม หุ้น P/E ต่ำ อาจไม่ได้หมายความว่าเป็นของดีราคาถูกเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณของ กับดักหุ้น P/E ต่ำ (Value Trap) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบริษัทมีกำไรในอดีตดี แต่กำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง Disruption หรือเป็นธุรกิจช่วงขาลง ทำให้ราคาหุ้นร่วงลงมาจน P/E ดูต่ำ แต่ในอนาคตกำไรจะลดลงเรื่อย ๆ จนทำให้ P/E กลับมาสูงขึ้นในที่สุด

นักลงทุนมักตกกับดักนี้เนื่องจากอคติทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Anchoring Bias หรือการยึดติดกับตัวเลข P/E ต่ำ โดยคิดไปเองว่าตัวเลขต่ำแปลว่าปลอดภัยและไม่มีความเสี่ยง ทั้งที่ในความเป็นจริง ตัวเลข P/E ที่ต่ำอาจเป็นสิ่งที่ตลาดสะท้อนความเสี่ยงของธุรกิจไปเรียบร้อยแล้ว

📢 Traderbobo แนะนำ: เวลาพี่วิเคราะห์หุ้น P/E ต่ำ พี่จะไม่มองแค่ตัวเลขว่ามันต่ำแค่ไหน แต่จะถามตัวเองเสมอว่า “ทำไมตลาดถึงให้ P/E หุ้นตัวนี้แค่นี้?” ลองไปเช็กงบการเงินย้อนหลัง 4–8 ไตรมาสดูครับว่า กำไรที่เห็นว่าเยอะจนทำให้ P/E ต่ำ มาจากธุรกิจหลักจริง หรือมาจากกำไรพิเศษขายที่ดินนัดเดียวจบ ถ้ามาจากกำไรพิเศษ ให้ตัดออกก่อนคำนวณเสมอครับ


ประเภทของ P/E Ratio: Trailing P/E vs Forward P/E

Trailing P/E คือการใช้กำไรต่อหุ้นในอดีต 12 เดือนล่าสุดมาคำนวณ ส่วน Forward P/E คือการใช้ประมาณการกำไรต่อหุ้นในอนาคต 12 เดือนข้างหน้าจากนักวิเคราะห์ครับ

การเลือกใช้ประเภทของ P/E ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ถือเป็นทักษะสำคัญที่แยกนักลงทุนมือใหม่ออกจากนักลงทุนที่มีประสบการณ์

แผนภาพแสดงความแตกต่างระหว่าง Trailing P/E และ Forward P/E

Trailing P/E (กำไรในอดีต) ข้อดีและข้อจำกัด

Trailing P/E คือค่า P/E ทั่วไปที่คุณเห็นตามเว็บไซต์รายงานราคาหุ้น โดยใช้ราคาปัจจุบันหารด้วยกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุดที่เกิดขึ้นจริง (Historical Earnings)

  • อ้างอิงจากตัวเลขงบการเงินที่เกิดขึ้นจริง ผ่านการตรวจสอบบัญชีแล้ว จึงไม่มีการคาดเดาหรือมโนตัวเลขขึ้นเอง

ข้อควรระวัง

  • เป็นข้อมูลที่มองไปในอดีต (Lagging Indicator) หากบริษัทกำลังจะเจอปัญหาในไตรมาสหน้า ตัวเลข Trailing P/E จะยังคงดูดีและไม่ได้เตือนนักลงทุนล่วงหน้า

Forward P/E (ประมาณการกำไรอนาคต) และการนำไปใช้ประเมินจริง

Forward P/E คำนวณโดยใช้ราคาหุ้นปัจจุบันหารด้วย “ประมาณการกำไรต่อหุ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า” (Estimated EPS) ซึ่งประเมินโดยนักวิเคราะห์หรือการทำประมาณการงบการเงินของนักลงทุนเอง

  • สะท้อนอนาคตและความคาดหวังที่แท้จริง เหมาะสำหรับการประเมินมูลค่าหุ้นในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

ข้อควรระวัง

  • มีความเสี่ยงจากอคติหรือความผิดพลาดในการทำประมาณการ หากบริษัททำกำไรได้ไม่ถึงตามที่ประมาณการไว้ ค่า Forward P/E จริงก็จะสูงกว่าที่คิด

ข้อจำกัดของ P/E Ratio และการใช้อัตราส่วนอื่นร่วมประเมิน

ข้อจำกัดสำคัญของ P/E Ratio คือไม่สามารถใช้คำนวณหุ้นที่ขาดทุนได้ และมักบิดเบือนเมื่อเจอกับหุ้นวัฏจักรหรือบริษัทที่มีกำไรพิเศษชั่วคราวครับ

แม้ P/E Ratio จะเป็นเครื่องมือประเมินมูลค่าที่นิยมมากที่สุด แต่การพึ่งพา P/E เพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูบริบทอื่น อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

ข้อจำกัดเมื่อเจอกับหุ้นขาดทุน หุ้นวัฏจักร หรือกำไรพิเศษ

  1. หุ้นขาดทุน (Negative Earnings): บริษัทที่ยังไม่มีกำไรสุทธิ หรืออยู่ในช่วงเริ่มต้นตั้งไข่ จะมีค่า EPS ติดลบ ทำให้ไม่สามารถคำนวณค่า P/E ได้ (มักจะขึ้นว่า N/A หรือ -)
  2. หุ้นวัฏจักร (Cyclical Stocks): เช่น หุ้นเดินเรือ หุ้นปิโตรเคมี หุ้นเหล่านี้จะมี P/E ต่ำที่สุดในช่วงที่จุดสูงสุดของวัฏจักร (เพราะกำไรโตพีคสุด) และมี P/E สูงที่สุดในช่วงตกต่ำที่สุด การใช้ P/E ต่ำเข้าซื้อหุ้นวัฏจักรจึงอันตรายมาก
  3. กำไรพิเศษ (One-time Gain): หากบริษัทขายสินทรัพย์ใหญ่ได้ในไตรมาส นั้น จะทำให้กำไรพุ่งสูงขึ้นชั่วคราวและดันให้ P/E ต่ำลงอย่างมาก ซึ่งไม่ได้สะท้อนความสามารถในการทำกำไรตามปกติ

การวิเคราะห์ร่วมกับ P/BV, ROE และ EPS เพื่อภาพรวมที่สมบูรณ์

เพื่อให้การประเมินมูลค่ารอบด้าน นักลงทุนควรนำ P/E Ratio ไปวิเคราะห์ร่วมกับอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ดังนี้:

  • P/BV Ratio: สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคารหรือหุ้นที่มีสินทรัพย์เยอะ การวิเคราะห์ว่า P/BV คืออะไร จะช่วยให้เห็นมูลค่าทางบัญชีเทียบกับราคาหุ้นได้ชัดเจนกว่า
  • ROE (Return on Equity): การทำความเข้าใจว่า ROE คืออะไร จะช่วยตอบคำถามว่าบริษัทนำเงินของผู้ถือหุ้นไปสร้างผลตอบแทนได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน หุ้นที่มี P/E สูงแต่มี ROE สูงต่อเนื่อง มักจะเป็นบริษัทที่ดี
  • ตราสารหนี้และดอกเบี้ย: การเปรียบเทียบผลตอบแทนกำไร (Earning Yield = 1 ÷ P/E) กับอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ หรือพันธบัตรรัฐบาล จะช่วยให้นักลงทุนประเมิน risk premium ของตลาดได้

หากคุณเพิ่งเริ่มต้นทำความเข้าใจภาพรวมการลงทุนในตราสารทุน การกลับไปปูพื้นฐานว่าหุ้นคืออะไรจะช่วยให้มองเห็นภาพการเชื่อมโยงระหว่างงบการเงินกับราคาหุ้นบนกระดานได้ดียิ่งขึ้นครับ


สรุปการประเมินมูลค่าหุ้นด้วย P/E Ratio

P/E คือ เครื่องมือพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสูงในการช่วยให้นักลงทุนประเมินความคุ้มค่าและระยะเวลาคืนทุนของการลงทุนในหุ้น อย่างไรก็ตาม การดูเพียงตัวเลข P/E ต่ำหรือสูงแบบโดด ๆ โดยไม่เข้าใจที่มาของกำไร อาจทำให้ตกกับดัก Value Trap ได้ง่าย

ในการลงทุนจริง ควรนำ P/E Ratio ไปประเมินร่วมกับทิศทางเติบโตของ EPS, คุณภาพงบการเงินผ่าน ROE และโครงสร้างสินทรัพย์ เพื่อให้เห็นภาพรวมของธุรกิจอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอครับ

🔎 หากคุณต้องการศึกษาอัตราส่วนการเงินตัวอื่นเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับ อัตราส่วนทางการเงิน บนเว็บไซต์ของเราได้เลยครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ P/E คือ

PE ย่อมาจากอะไร และสะท้อนอะไรในคำเดียว?

คำว่า PE ย่อมาจาก Price-to-Earnings Ratio ซึ่งหากสรุปความหมายในคำเดียว P/E คืออัตราส่วนที่สะท้อน “ระยะเวลาคืนทุนเชิงเปรียบเทียบ” ของการซื้อหุ้นตัวนั้น โดยแสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังจ่ายเงินเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิต่อหุ้นที่บริษัททำได้ในรอบปีครับ

ค่า P/E เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าหุ้นถูกหรือหุ้นแพง?

ไม่มีตัวเลข P/E ที่เป็นเกณฑ์ตัดสินแน่นอนสำหรับทุกหุ้น ค่า P/E จะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับการนำไปเปรียบเทียบกับ 3 ปัจจัย คือ 1) ค่า P/E เฉลี่ยในอดีตของตัวมันเอง 2) ค่า P/E เฉลี่ยของหุ้นคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และ 3) อัตราการเติบโตของกำไร หรือ PEG Ratio (Price/Earnings to Growth Ratio) หุ้นที่มี P/E 20 เท่าอาจถือว่าถูกหากบริษัทโตปีละ 30% ครับ

หุ้นไม่มีค่า P/E หรือ P/E ติดลบ เกิดจากสาเหตุอะไร?

หุ้นไม่มีค่า P/E หรือแสดงผลเป็น N/A เกิดจากบริษัทมีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) มีค่าติดลบ ในทางคณิตศาสตร์จึงไม่สามารถนำตัวเลขติดลบมาหาอัตราส่วน P/E ที่มีความหมายได้ นักลงทุนจึงต้องไปใช้อัตราส่วนอื่น เช่น P/BV หรือ P/S ในการประเมินมูลค่าแทน

Trailing P/E ต่างจาก Forward P/E อย่างไร และควรใช้อันไหน?

Trailing P/E คำนวณจากกำไรในอดีต 4 ไตรมาสล่าสุดที่เกิดขึ้นจริง จึงมีความน่าเชื่อถือสูงแต่ช้ากว่าสถานการณ์จริง ส่วน Forward P/E คำนวณจากประมาณการกำไรในอีก 12 เดือนข้างหน้า จึงสะท้อนอนาคตได้ดีกว่าแต่มีความเสี่ยงที่จะคาดการณ์ผิด ในการใช้งานจริงควรใช้ Trailing P/E เป็นฐาน และใช้ Forward P/E ประเมินทิศทางประกอบครับ

P/E Ratio ต่างจาก P/BV และ ROE อย่างไรในการประเมินมูลค่า?

P/E Ratio วัดความคุ้มค่าของราคาหุ้นเทียบกับ “กำไรสุทธิ” ขณะที่ P/BV (Price to Book Value) วัดราคาหุ้นเทียบกับ “มูลค่าทางบัญชีหรือสินทรัพย์สุทธิ” ส่วน ROE (Return on Equity) เป็นตัววัด “ความสามารถในการทำกำไร” ของผู้บริหาร P/E และ P/BV จึงใช้มองฝั่งราคาถูกแพง ส่วน ROE ใช้มองฝั่งคุณภาพของธุรกิจครับ

⚠️ หมายเหตุ: ทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง และผลงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
FXGT.com
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5