น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล กลั่นได้อะไรบ้าง? สัดส่วนและปริมาณ

  • 12:40 pm
  • Post Views: 4
Table of Contents
น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล กลั่นได้อะไรบ้าง? สัดส่วนและปริมาณ

น้ำมันดิบ 1 บาร์เรลเมื่อผ่านกระบวนการกลั่นในโรงกลั่นมาตรฐาน จะแยกออกเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหลายชนิด ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet A-1) ก๊าซหุงต้ม (LPG) และเคมีภัณฑ์อื่น ๆ

สัดส่วนการผลิตที่ได้จากการกลั่น (Refinement Yield) มีผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และทิศทางเงินเฟ้อระดับโลก การเข้าใจสัดส่วนเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนมีข้อมูลประกอบการติดตามแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในกลุ่มพลังงานได้รอบด้านยิ่งขึ้น บทความนี้สรุปสัดส่วนการกลั่น กลไกการแยกส่วน และผลกระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีกไว้ทั้งหมดครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล เท่ากับ 42 แกลลอน หรือประมาณ 158.98 ลิตร (นิยมปัดเป็น 159 ลิตร)
  • เมื่อนำไปกลั่น ปริมาตรรวมของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ได้มักจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 165-170 ลิตร จากปรากฏการณ์ Refinery Gain
  • น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลเป็นผลิตภัณฑ์หลักจากการกลั่น โดยข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่าโรงกลั่นในสหรัฐฯ ได้ผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดรวมกันราว 70-75% ของปริมาณน้ำมันดิบที่ป้อนเข้า
  • ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบ (Crack Spread) เป็นปัจจัยชี้วัดกำไรของโรงกลั่นและทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก


กระบวนการกลั่นลำดับส่วนน้ำมันดิบในหอกลั่น

น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล กลั่นได้อะไรบ้าง?

น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล ซึ่งเป็นหน่วยวัดมาตรฐานสากลในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ มีปริมาตรเท่ากับ 42 แกลลอนสหรัฐ หรือประมาณ 158.98 ลิตร เมื่อเข้าสู่กระบวนการกลั่นแล้ว ปริมาตรรวมที่ได้จะไม่ได้อยู่แค่ 159 ลิตรเท่าเดิม แต่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 165-170 ลิตร ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบมาตรฐาน สามารถแบ่งสัดส่วนตามประเภทการใช้งานได้ดังนี้

สัดส่วนผลิตภัณฑ์หลักที่ได้จากการกลั่น

  1. น้ำมันดีเซล (Diesel / Distillate Fuel): คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 28-30% (ราว 45-48 ลิตร) ตามค่าเฉลี่ยโรงกลั่นสหรัฐฯ จาก EIA เป็นเชื้อเพลิงหลักในภาคการขนส่ง พาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรม
  2. น้ำมันเบนซิน (Gasoline): เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนมากที่สุดในโรงกลั่นสหรัฐฯ ราว 44-48% (ราว 70-76 ลิตร) ขณะที่โรงกลั่นในเอเชียรวมถึงไทยมักปรับสัดส่วนให้เน้นดีเซลมากกว่า สัดส่วนจริงจึงแตกต่างไปตามโครงสร้างและชนิดน้ำมันดิบของแต่ละโรงกลั่นครับ
  3. น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet Fuel / Kerosene): คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-12% (ราว 16-19 ลิตร) ใช้ในอุตสาหกรรมการบินและการพาณิชย์
  4. ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG): คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3-5% (ราว 5-8 ลิตร) ใช้เป็นก๊าซหุงต้มในครัวเรือนและเชื้อเพลิงในโรงงาน
  5. น้ำมันเตา (Residual Fuel Oil): คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2% (ราว 3 ลิตร) ใช้เป็นเชื้อเพลิงในเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่และโรงงานอุตสาหกรรม
  6. ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ (Other Products): คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-15% (ราว 16-24 ลิตร) เช่น แนฟทา (Naphtha) ที่ใช้ผลิตพลาสติกและสิ่งทอสังเคราะห์ น้ำมันหล่อลื่น ยางมะตอยสำหรับงานก่อสร้างถนน และปิโตรเลียมโค้ก

ทำไมปริมาณรวมหลังการกลั่นจึงมากกว่า 159 ลิตร (Refinery Gain)

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ คิดว่ากลั่นน้ำมันดิบ 159 ลิตร ต้องได้ผลิตภัณฑ์รวมไม่เกิน 159 ลิตร ในความเป็นจริง กระบวนการแปรรูปในโรงกลั่นจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Refinery Gain (หรือที่เรียกอีกชื่อว่า Processing Gain) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะน้ำมันดิบประกอบด้วยโมเลกุลไฮโดรคาร์บอนขนาดใหญ่และหนาแน่น เมื่อผ่านความร้อนและตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการแตกตัว (Cracking Process) โมเลกุลจะถูกตัดให้สั้นลงกลายเป็นผลิตภัณฑ์อย่างเบนซินหรือก๊าซ ซึ่งมีความหนาแน่นต่ำกว่าน้ำมันดิบ น้ำหนักรวมจึงคงเดิม แต่ปริมาตรรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 5-7%

ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นสัดส่วนโดยประมาณ (%)ปริมาณที่ได้ต่อ 1 บาร์เรล (ลิตร)
น้ำมันดีเซล~28-30%~45-48 ลิตร
น้ำมันเบนซิน~44-48%~70-76 ลิตร
น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet A-1)~10-12%~16-19 ลิตร
ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ (แนฟทาปิโตรเคมี น้ำมันหล่อลื่น ยางมะตอย ปิโตรเลียมโค้ก ฯลฯ)~10-15%~16-24 ลิตร
ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)~3-5%~5-8 ลิตร
น้ำมันเตา~2%~3 ลิตร
รวมปริมาตรหลังกลั่น (Refinery Gain)~106-107%~168-170 ลิตร

ที่มา: สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ค่าเฉลี่ยโรงกลั่นสหรัฐฯ สัดส่วนจริงของแต่ละโรงกลั่นเปลี่ยนแปลงตามชนิดน้ำมันดิบและความต้องการของตลาด

การกลั่นน้ำมันดิบ ลำดับส่วน ทำงานอย่างไร?

กระบวนการแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนในน้ำมันดิบอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า การกลั่นลำดับส่วน (Fractional Distillation) ซึ่งเป็นการแยกสารผสมที่มีจุดเดือดแตกต่างกันออกจากกันภายในหอกลั่น

ก่อนที่จะเข้าใจขั้นตอนการกลั่น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างและคุณสมบัติของน้ำมันดิบเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากน้ำมันดิบจากแต่ละแหล่งทั่วโลกมีคุณลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน

กลไกแยกส่วนตามช่วงจุดเดือด (Fractional Distillation Column)

กระบวนการกลั่นจะเริ่มต้นด้วยการให้ความร้อนน้ำมันดิบในเตาเผาจนมีอุณหภูมิประมาณ 350-400 องศาเซลเซียส จนกระทั่งน้ำมันดิบส่วนใหญ่ระเหยกลายเป็นไอ จากนั้นไอน้ำมันจะถูกส่งเข้าไปยังหอกลั่นลำดับส่วนที่มีลักษณะเป็นทรงสูง ภายในมีถาดแยกชั้นเป็นช่วง ๆ

  • ส่วนบนสุดของหอกลั่น (อุณหภูมิต่ำสุด < 40°C): ก๊าซที่มีจุดเดือดต่ำมาก เช่น มีเทน อีเทน โพรเพน และบิวเทน จะลอยขึ้นไปออกทางยอดหอกลั่น โดยโพรเพนและบิวเทนจะถูกแยกไปอัดเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ส่วนมีเทนและอีเทนจะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงกลั่นหรือวัตถุดิบปิโตรเคมี
  • ส่วนบนถึงส่วนกลาง (อุณหภูมิ 40-200°C): สารประกอบที่มีจุดเดือดต่ำถึงปานกลางจะกลั่นตัวเป็นน้ำมันเบนซินและแนฟทา
  • ส่วนกลางของหอกลั่น (อุณหภูมิ 200-300°C): เป็นช่วงจุดเดือดของน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซล
  • ส่วนล่างของหอกลั่น (อุณหภูมิ 300-370°C): ไอน้ำมันที่มีสายโมเลกุลยาวจะกลั่นตัวเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงหนัก และน้ำมันหล่อลื่น (Lubricating Oil)
  • ก้นหอกลั่น (อุณหภูมิ > 370°C): ส่วนที่ไม่ระเหยกลายเป็นไอจะตกอยู่ด้านล่างสุด นำไปทำเป็นน้ำมันเตา ยางมะตอย หรือพาราฟิน

ความแตกต่างระหว่างน้ำมันดิบชนิดเบาและชนิดหนัก

ประเภทของน้ำมันดิบที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นมีผลอย่างมากต่อผลิตภัณฑ์ที่จะได้ หากต้องการ ทำความเข้าใจ WTI จะพบว่าเป็นน้ำมันดิบชนิดเบาและหวาน (Light Sweet Crude) ซึ่งมีสิ่งเจือปนน้อยและให้สัดส่วนน้ำมันเบนซินและดีเซลสูง

ในทางกลับกัน หากเป็นน้ำมันดิบชนิดหนักและเปรี้ยว (Heavy Sour Crude) อย่างน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางบางแหล่ง จะมีกำมะถันสูง และให้สัดส่วนกากน้ำมันเตาหรือยางมะตอยมากกว่า ทำให้โรงกลั่นจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องกลั่นขั้นสูง (Complex Refinery) เพื่อย่อยโมเลกุลหนักให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพิ่มขึ้น


Refinement Yield น้ำมันดิบ และ Crack Spread ส่งผลต่อตลาดการลงทุนอย่างไร?

สัดส่วนการกลั่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคนิคในโรงกลั่นเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญในตลาดการเงิน โดยเฉพาะตลาดฟิวเจอร์ส (Futures) สินค้าโภคภัณฑ์พลังงาน และหุ้นกลุ่มพลังงาน

ทำความเข้าใจ Crack Spread

Crack Spread คืออะไร? คำตอบสั้น ๆ คือ ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับราคาน้ำมันดิบ ซึ่งใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสามารถในการทำกำไรของโรงกลั่น ตัวอย่างเช่น หากราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เมื่อนำไปกลั่นเป็นดีเซลและเบนซินแล้วขายได้มูลค่าเฉลี่ย 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ค่า Crack Spread จะเท่ากับ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

  • Crack Spread กว้างขึ้น: มักสะท้อนว่าอุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปสูงกว่าอุปทาน โรงกลั่นมีแนวโน้มทำกำไรได้มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการหุ้นกลุ่มโรงกลั่น
  • Crack Spread แคบลง: อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปมีมากเกินไป หรือต้นทุนน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นรวดเร็วแต่ราคาขายปลีกปรับขึ้นไม่ทัน โรงกลั่นมีแนวโน้มทำกำไรได้ลดลง

ผลกระทบของสัดส่วนการกลั่นต่อต้นทุนภาคขนส่งและภาวะเงินเฟ้อ

สัดส่วน Refinement Yield กำหนดการกระจายตัวของอุปทานพลังงาน หากช่วงใดช่วงหนึ่งมีความต้องการดีเซลพุ่งสูงในภาคขนส่ง แต่โรงกลั่นไม่สามารถปรับเพิ่ม Yield การผลิตดีเซลได้ทันที จะกดดันให้ราคาดีเซลพุ่งสูงกว่าราคาน้ำมันดิบอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าขนส่งสินค้าและสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ (Cost-Push Inflation) ในระบบเศรษฐกิจ

ปัจจัยในตลาดพลังงานผลกระทบต่อ Crack Spreadความเสี่ยงต่อภาคการลงทุน
ความต้องการขนส่งสูงขึ้นช่วงฤดูร้อนCrack Spread ดีเซลและเบนซินปรับตัวกว้างขึ้นต้นทุนการขนส่งสินค้าแพงขึ้น
ปริมาณสำรองน้ำมันสำเร็จรูปสูงเกินไปCrack Spread แคบลงกำไรหุ้นกลุ่มโรงกลั่นลดลง
โรงกลั่นหยุดซ่อมบำรุงใหญ่นอกแผนCrack Spread กว้างขึ้นอย่างรวดเร็วราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปผันผวนสูง

โครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย

ผู้ใช้รถและนักลงทุนจำนวนมากมักสงสัยว่า ทำไมราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มในประเทศไทยจึงไม่ได้ขยับขึ้นลงในสัดส่วนเท่ากับราคาน้ำมันดิบโลกทันที เหตุผลสำคัญมาจากโครงสร้างราคาที่มีหลายส่วนประกอบ

ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า โครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่

  1. ราคาหน้าโรงกลั่น: อ้างอิงตามราคาตลาดสิงคโปร์ (MOPS: Mean of Platts Singapore) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย ไม่ได้คิดจากต้นทุนการกลั่นจริงของแต่ละโรงกลั่นในประเทศ
  2. ภาษีต่าง ๆ: ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งกำกับดูแลโดย กรมสรรพสามิต และกรมสรรพากร
  3. เงินส่งเข้ากองทุน: ได้แก่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ใช้บริหารจัดการระดับราคาน้ำมันเพื่อลดความผันผวน) และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 
  4. ค่าการตลาด: Margin ของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันสำหรับบริหารจัดการค่าขนส่ง ค่าพนักงาน และค่าดำเนินงาน

สัดส่วนการกลั่นเฉลี่ยของโรงกลั่นในประเทศไทยถูกปรับให้เน้นการผลิตน้ำมันดีเซลมากกว่าน้ำมันเบนซิน เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยพึ่งพาภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์และการเกษตรเป็นหลัก 

📌 Tip จากพี่โบ้

นักลงทุนที่ติดตามราคาน้ำมันดิบ WTI หรือ Brent ไม่ควรนำราคาน้ำมันดิบมาคำนวณเป็นราคาหน้าปั๊มตรง ๆ ให้เช็กค่าการตลาดและสถิติเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกอบด้วย เพราะบ่อยครั้งที่ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลง แต่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอาจเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่มขึ้น เพื่อฟื้นฐานะกองทุนที่ติดลบจากการอุดหนุนราคาในช่วงก่อนหน้า ทำให้ราคาหน้าปั๊มยังไม่ลดลงในทันทีครับ

บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล กลั่นได้อะไรบ้าง

การทำความเข้าใจสัดส่วนการผลิตจากการกลั่นน้ำมันดิบ 1 บาร์เรล ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจกลไกอุปสงค์และอุปทานของตลาดพลังงานได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตั้งแต่กระบวนการกลั่นลำดับส่วน ปรากฏการณ์ Refinery Gain ที่ทำให้ได้ปริมาตรรวมเพิ่มขึ้น ไปจนถึงโครงสร้างราคาน้ำมันปลีกหน้าปั๊มที่มีองค์ประกอบของภาษีและกองทุนน้ำมันเข้ามาเกี่ยวข้อง

สำหรับผู้ที่อยากต่อยอดความรู้ไปยังสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มอื่นนอกเหนือจากน้ำมัน สามารถอ่านบทความพื้นฐานต่อได้ที่


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล กลั่นได้อะไรบ้าง

น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล มีกี่ลิตร กันแน่?

น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล มีปริมาตรมาตรฐานเท่ากับ 42 แกลลอนสหรัฐ ซึ่งเมื่อแปลงเป็นหน่วยลิตรจะเท่ากับ 158.98 ลิตร โดยในทางปฏิบัติและเอกสารอ้างอิงด้านพลังงานทั่วไปนิยมปัดเป็นตัวเลขกลม ๆ คือ 159 ลิตรครับ

น้ำมันดิบชนิดไหนที่ให้สัดส่วนน้ำมันเบนซินและดีเซลสูง?

น้ำมันดิบชนิดเบาและหวาน (Light Sweet Crude) เช่น น้ำมันดิบ WTI หรือ Brent ให้สัดส่วนน้ำมันสำเร็จรูปมูลค่าสูง เช่น เบนซิน ดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน ได้มากกว่าน้ำมันดิบชนิดหนัก และมีสิ่งเจือปนกับกากน้ำมันเตาหลงเหลือน้อยกว่าครับ

ทำไมราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าปั๊มถึงไม่ลดลงเท่ากับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก?

เพราะราคาขายปลีกหน้าปั๊มประกอบด้วยหลายปัจจัย ทั้งราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาด เมื่อราคาน้ำมันดิบโลกลดลง กองทุนน้ำมันฯ อาจลดการชดเชยหรือเรียกเก็บเงินคืนเข้ากองทุน ทำให้ราคาขายปลีกไม่ได้ลดลงทันที

Crack Spread แคบลง หมายถึงอะไรสำหรับหุ้นกลุ่มโรงกลั่น?

Crack Spread ที่แคบลงหมายความว่า ส่วนต่างระหว่างราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปกับต้นทุนน้ำมันดิบมีขนาดลดลง ซึ่งมีแนวโน้มทำให้กำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Gross Refining Margin: GRM) ของโรงกลั่นลดลง และอาจเป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นครับ

ทำไมโรงกลั่นแต่ละแห่งถึงได้ผลิตภัณฑ์ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน?

โรงกลั่นแต่ละแห่งปรับสัดส่วนการกลั่นตามคุณสมบัติของน้ำมันดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบ และตามชนิดของเทคโนโลยีการกลั่นที่มีอยู่ โรงกลั่นที่มีระบบซับซ้อนสูง (Complex Refinery) จะสามารถย่อยสลายน้ำมันดิบชนิดหนักให้กลายเป็นน้ำมันเบนซินหรือดีเซลที่มีมูลค่าสูงได้มากกว่าโรงกลั่นแบบพื้นฐาน


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5