
น้ำมันดิบ 1 บาร์เรลเมื่อผ่านกระบวนการกลั่นในโรงกลั่นมาตรฐาน จะแยกออกเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหลายชนิด ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet A-1) ก๊าซหุงต้ม (LPG) และเคมีภัณฑ์อื่น ๆ
สัดส่วนการผลิตที่ได้จากการกลั่น (Refinement Yield) มีผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และทิศทางเงินเฟ้อระดับโลก การเข้าใจสัดส่วนเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนมีข้อมูลประกอบการติดตามแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในกลุ่มพลังงานได้รอบด้านยิ่งขึ้น บทความนี้สรุปสัดส่วนการกลั่น กลไกการแยกส่วน และผลกระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีกไว้ทั้งหมดครับ
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล เท่ากับ 42 แกลลอน หรือประมาณ 158.98 ลิตร (นิยมปัดเป็น 159 ลิตร)
- เมื่อนำไปกลั่น ปริมาตรรวมของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ได้มักจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 165-170 ลิตร จากปรากฏการณ์ Refinery Gain
- น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลเป็นผลิตภัณฑ์หลักจากการกลั่น โดยข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่าโรงกลั่นในสหรัฐฯ ได้ผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดรวมกันราว 70-75% ของปริมาณน้ำมันดิบที่ป้อนเข้า
- ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบ (Crack Spread) เป็นปัจจัยชี้วัดกำไรของโรงกลั่นและทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก

น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล กลั่นได้อะไรบ้าง?
น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล ซึ่งเป็นหน่วยวัดมาตรฐานสากลในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ มีปริมาตรเท่ากับ 42 แกลลอนสหรัฐ หรือประมาณ 158.98 ลิตร เมื่อเข้าสู่กระบวนการกลั่นแล้ว ปริมาตรรวมที่ได้จะไม่ได้อยู่แค่ 159 ลิตรเท่าเดิม แต่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 165-170 ลิตร ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบมาตรฐาน สามารถแบ่งสัดส่วนตามประเภทการใช้งานได้ดังนี้
สัดส่วนผลิตภัณฑ์หลักที่ได้จากการกลั่น
- น้ำมันดีเซล (Diesel / Distillate Fuel): คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 28-30% (ราว 45-48 ลิตร) ตามค่าเฉลี่ยโรงกลั่นสหรัฐฯ จาก EIA เป็นเชื้อเพลิงหลักในภาคการขนส่ง พาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรม
- น้ำมันเบนซิน (Gasoline): เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนมากที่สุดในโรงกลั่นสหรัฐฯ ราว 44-48% (ราว 70-76 ลิตร) ขณะที่โรงกลั่นในเอเชียรวมถึงไทยมักปรับสัดส่วนให้เน้นดีเซลมากกว่า สัดส่วนจริงจึงแตกต่างไปตามโครงสร้างและชนิดน้ำมันดิบของแต่ละโรงกลั่นครับ
- น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet Fuel / Kerosene): คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-12% (ราว 16-19 ลิตร) ใช้ในอุตสาหกรรมการบินและการพาณิชย์
- ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG): คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3-5% (ราว 5-8 ลิตร) ใช้เป็นก๊าซหุงต้มในครัวเรือนและเชื้อเพลิงในโรงงาน
- น้ำมันเตา (Residual Fuel Oil): คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2% (ราว 3 ลิตร) ใช้เป็นเชื้อเพลิงในเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่และโรงงานอุตสาหกรรม
- ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ (Other Products): คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-15% (ราว 16-24 ลิตร) เช่น แนฟทา (Naphtha) ที่ใช้ผลิตพลาสติกและสิ่งทอสังเคราะห์ น้ำมันหล่อลื่น ยางมะตอยสำหรับงานก่อสร้างถนน และปิโตรเลียมโค้ก
ทำไมปริมาณรวมหลังการกลั่นจึงมากกว่า 159 ลิตร (Refinery Gain)
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ คิดว่ากลั่นน้ำมันดิบ 159 ลิตร ต้องได้ผลิตภัณฑ์รวมไม่เกิน 159 ลิตร ในความเป็นจริง กระบวนการแปรรูปในโรงกลั่นจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Refinery Gain (หรือที่เรียกอีกชื่อว่า Processing Gain) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะน้ำมันดิบประกอบด้วยโมเลกุลไฮโดรคาร์บอนขนาดใหญ่และหนาแน่น เมื่อผ่านความร้อนและตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการแตกตัว (Cracking Process) โมเลกุลจะถูกตัดให้สั้นลงกลายเป็นผลิตภัณฑ์อย่างเบนซินหรือก๊าซ ซึ่งมีความหนาแน่นต่ำกว่าน้ำมันดิบ น้ำหนักรวมจึงคงเดิม แต่ปริมาตรรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 5-7%
| ผลิตภัณฑ์จากการกลั่น | สัดส่วนโดยประมาณ (%) | ปริมาณที่ได้ต่อ 1 บาร์เรล (ลิตร) |
| น้ำมันดีเซล | ~28-30% | ~45-48 ลิตร |
| น้ำมันเบนซิน | ~44-48% | ~70-76 ลิตร |
| น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet A-1) | ~10-12% | ~16-19 ลิตร |
| ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ (แนฟทาปิโตรเคมี น้ำมันหล่อลื่น ยางมะตอย ปิโตรเลียมโค้ก ฯลฯ) | ~10-15% | ~16-24 ลิตร |
| ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) | ~3-5% | ~5-8 ลิตร |
| น้ำมันเตา | ~2% | ~3 ลิตร |
| รวมปริมาตรหลังกลั่น (Refinery Gain) | ~106-107% | ~168-170 ลิตร |
ที่มา: สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ค่าเฉลี่ยโรงกลั่นสหรัฐฯ สัดส่วนจริงของแต่ละโรงกลั่นเปลี่ยนแปลงตามชนิดน้ำมันดิบและความต้องการของตลาด
การกลั่นน้ำมันดิบ ลำดับส่วน ทำงานอย่างไร?
กระบวนการแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนในน้ำมันดิบอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า การกลั่นลำดับส่วน (Fractional Distillation) ซึ่งเป็นการแยกสารผสมที่มีจุดเดือดแตกต่างกันออกจากกันภายในหอกลั่น
ก่อนที่จะเข้าใจขั้นตอนการกลั่น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างและคุณสมบัติของน้ำมันดิบเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากน้ำมันดิบจากแต่ละแหล่งทั่วโลกมีคุณลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน
กลไกแยกส่วนตามช่วงจุดเดือด (Fractional Distillation Column)
กระบวนการกลั่นจะเริ่มต้นด้วยการให้ความร้อนน้ำมันดิบในเตาเผาจนมีอุณหภูมิประมาณ 350-400 องศาเซลเซียส จนกระทั่งน้ำมันดิบส่วนใหญ่ระเหยกลายเป็นไอ จากนั้นไอน้ำมันจะถูกส่งเข้าไปยังหอกลั่นลำดับส่วนที่มีลักษณะเป็นทรงสูง ภายในมีถาดแยกชั้นเป็นช่วง ๆ
- ส่วนบนสุดของหอกลั่น (อุณหภูมิต่ำสุด < 40°C): ก๊าซที่มีจุดเดือดต่ำมาก เช่น มีเทน อีเทน โพรเพน และบิวเทน จะลอยขึ้นไปออกทางยอดหอกลั่น โดยโพรเพนและบิวเทนจะถูกแยกไปอัดเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ส่วนมีเทนและอีเทนจะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงกลั่นหรือวัตถุดิบปิโตรเคมี
- ส่วนบนถึงส่วนกลาง (อุณหภูมิ 40-200°C): สารประกอบที่มีจุดเดือดต่ำถึงปานกลางจะกลั่นตัวเป็นน้ำมันเบนซินและแนฟทา
- ส่วนกลางของหอกลั่น (อุณหภูมิ 200-300°C): เป็นช่วงจุดเดือดของน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซล
- ส่วนล่างของหอกลั่น (อุณหภูมิ 300-370°C): ไอน้ำมันที่มีสายโมเลกุลยาวจะกลั่นตัวเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงหนัก และน้ำมันหล่อลื่น (Lubricating Oil)
- ก้นหอกลั่น (อุณหภูมิ > 370°C): ส่วนที่ไม่ระเหยกลายเป็นไอจะตกอยู่ด้านล่างสุด นำไปทำเป็นน้ำมันเตา ยางมะตอย หรือพาราฟิน
ความแตกต่างระหว่างน้ำมันดิบชนิดเบาและชนิดหนัก
ประเภทของน้ำมันดิบที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นมีผลอย่างมากต่อผลิตภัณฑ์ที่จะได้ หากต้องการ ทำความเข้าใจ WTI จะพบว่าเป็นน้ำมันดิบชนิดเบาและหวาน (Light Sweet Crude) ซึ่งมีสิ่งเจือปนน้อยและให้สัดส่วนน้ำมันเบนซินและดีเซลสูง
ในทางกลับกัน หากเป็นน้ำมันดิบชนิดหนักและเปรี้ยว (Heavy Sour Crude) อย่างน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางบางแหล่ง จะมีกำมะถันสูง และให้สัดส่วนกากน้ำมันเตาหรือยางมะตอยมากกว่า ทำให้โรงกลั่นจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องกลั่นขั้นสูง (Complex Refinery) เพื่อย่อยโมเลกุลหนักให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพิ่มขึ้น
Refinement Yield น้ำมันดิบ และ Crack Spread ส่งผลต่อตลาดการลงทุนอย่างไร?
สัดส่วนการกลั่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคนิคในโรงกลั่นเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญในตลาดการเงิน โดยเฉพาะตลาดฟิวเจอร์ส (Futures) สินค้าโภคภัณฑ์พลังงาน และหุ้นกลุ่มพลังงาน
ทำความเข้าใจ Crack Spread
Crack Spread คืออะไร? คำตอบสั้น ๆ คือ ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับราคาน้ำมันดิบ ซึ่งใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสามารถในการทำกำไรของโรงกลั่น ตัวอย่างเช่น หากราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เมื่อนำไปกลั่นเป็นดีเซลและเบนซินแล้วขายได้มูลค่าเฉลี่ย 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ค่า Crack Spread จะเท่ากับ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- Crack Spread กว้างขึ้น: มักสะท้อนว่าอุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปสูงกว่าอุปทาน โรงกลั่นมีแนวโน้มทำกำไรได้มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการหุ้นกลุ่มโรงกลั่น
- Crack Spread แคบลง: อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปมีมากเกินไป หรือต้นทุนน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นรวดเร็วแต่ราคาขายปลีกปรับขึ้นไม่ทัน โรงกลั่นมีแนวโน้มทำกำไรได้ลดลง
ผลกระทบของสัดส่วนการกลั่นต่อต้นทุนภาคขนส่งและภาวะเงินเฟ้อ
สัดส่วน Refinement Yield กำหนดการกระจายตัวของอุปทานพลังงาน หากช่วงใดช่วงหนึ่งมีความต้องการดีเซลพุ่งสูงในภาคขนส่ง แต่โรงกลั่นไม่สามารถปรับเพิ่ม Yield การผลิตดีเซลได้ทันที จะกดดันให้ราคาดีเซลพุ่งสูงกว่าราคาน้ำมันดิบอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าขนส่งสินค้าและสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ (Cost-Push Inflation) ในระบบเศรษฐกิจ
| ปัจจัยในตลาดพลังงาน | ผลกระทบต่อ Crack Spread | ความเสี่ยงต่อภาคการลงทุน |
| ความต้องการขนส่งสูงขึ้นช่วงฤดูร้อน | Crack Spread ดีเซลและเบนซินปรับตัวกว้างขึ้น | ต้นทุนการขนส่งสินค้าแพงขึ้น |
| ปริมาณสำรองน้ำมันสำเร็จรูปสูงเกินไป | Crack Spread แคบลง | กำไรหุ้นกลุ่มโรงกลั่นลดลง |
| โรงกลั่นหยุดซ่อมบำรุงใหญ่นอกแผน | Crack Spread กว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว | ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปผันผวนสูง |
โครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย
ผู้ใช้รถและนักลงทุนจำนวนมากมักสงสัยว่า ทำไมราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มในประเทศไทยจึงไม่ได้ขยับขึ้นลงในสัดส่วนเท่ากับราคาน้ำมันดิบโลกทันที เหตุผลสำคัญมาจากโครงสร้างราคาที่มีหลายส่วนประกอบ
ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า โครงสร้างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่
- ราคาหน้าโรงกลั่น: อ้างอิงตามราคาตลาดสิงคโปร์ (MOPS: Mean of Platts Singapore) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย ไม่ได้คิดจากต้นทุนการกลั่นจริงของแต่ละโรงกลั่นในประเทศ
- ภาษีต่าง ๆ: ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งกำกับดูแลโดย กรมสรรพสามิต และกรมสรรพากร
- เงินส่งเข้ากองทุน: ได้แก่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ใช้บริหารจัดการระดับราคาน้ำมันเพื่อลดความผันผวน) และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
- ค่าการตลาด: Margin ของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันสำหรับบริหารจัดการค่าขนส่ง ค่าพนักงาน และค่าดำเนินงาน
สัดส่วนการกลั่นเฉลี่ยของโรงกลั่นในประเทศไทยถูกปรับให้เน้นการผลิตน้ำมันดีเซลมากกว่าน้ำมันเบนซิน เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยพึ่งพาภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์และการเกษตรเป็นหลัก
📌 Tip จากพี่โบ้
นักลงทุนที่ติดตามราคาน้ำมันดิบ WTI หรือ Brent ไม่ควรนำราคาน้ำมันดิบมาคำนวณเป็นราคาหน้าปั๊มตรง ๆ ให้เช็กค่าการตลาดและสถิติเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกอบด้วย เพราะบ่อยครั้งที่ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลง แต่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอาจเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่มขึ้น เพื่อฟื้นฐานะกองทุนที่ติดลบจากการอุดหนุนราคาในช่วงก่อนหน้า ทำให้ราคาหน้าปั๊มยังไม่ลดลงในทันทีครับ
บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล กลั่นได้อะไรบ้าง
การทำความเข้าใจสัดส่วนการผลิตจากการกลั่นน้ำมันดิบ 1 บาร์เรล ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจกลไกอุปสงค์และอุปทานของตลาดพลังงานได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตั้งแต่กระบวนการกลั่นลำดับส่วน ปรากฏการณ์ Refinery Gain ที่ทำให้ได้ปริมาตรรวมเพิ่มขึ้น ไปจนถึงโครงสร้างราคาน้ำมันปลีกหน้าปั๊มที่มีองค์ประกอบของภาษีและกองทุนน้ำมันเข้ามาเกี่ยวข้อง
สำหรับผู้ที่อยากต่อยอดความรู้ไปยังสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มอื่นนอกเหนือจากน้ำมัน สามารถอ่านบทความพื้นฐานต่อได้ที่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล กลั่นได้อะไรบ้าง
น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล มีกี่ลิตร กันแน่?
น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล มีปริมาตรมาตรฐานเท่ากับ 42 แกลลอนสหรัฐ ซึ่งเมื่อแปลงเป็นหน่วยลิตรจะเท่ากับ 158.98 ลิตร โดยในทางปฏิบัติและเอกสารอ้างอิงด้านพลังงานทั่วไปนิยมปัดเป็นตัวเลขกลม ๆ คือ 159 ลิตรครับ
น้ำมันดิบชนิดไหนที่ให้สัดส่วนน้ำมันเบนซินและดีเซลสูง?
น้ำมันดิบชนิดเบาและหวาน (Light Sweet Crude) เช่น น้ำมันดิบ WTI หรือ Brent ให้สัดส่วนน้ำมันสำเร็จรูปมูลค่าสูง เช่น เบนซิน ดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน ได้มากกว่าน้ำมันดิบชนิดหนัก และมีสิ่งเจือปนกับกากน้ำมันเตาหลงเหลือน้อยกว่าครับ
ทำไมราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าปั๊มถึงไม่ลดลงเท่ากับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก?
เพราะราคาขายปลีกหน้าปั๊มประกอบด้วยหลายปัจจัย ทั้งราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาด เมื่อราคาน้ำมันดิบโลกลดลง กองทุนน้ำมันฯ อาจลดการชดเชยหรือเรียกเก็บเงินคืนเข้ากองทุน ทำให้ราคาขายปลีกไม่ได้ลดลงทันที
Crack Spread แคบลง หมายถึงอะไรสำหรับหุ้นกลุ่มโรงกลั่น?
Crack Spread ที่แคบลงหมายความว่า ส่วนต่างระหว่างราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปกับต้นทุนน้ำมันดิบมีขนาดลดลง ซึ่งมีแนวโน้มทำให้กำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Gross Refining Margin: GRM) ของโรงกลั่นลดลง และอาจเป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นครับ
ทำไมโรงกลั่นแต่ละแห่งถึงได้ผลิตภัณฑ์ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน?
โรงกลั่นแต่ละแห่งปรับสัดส่วนการกลั่นตามคุณสมบัติของน้ำมันดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบ และตามชนิดของเทคโนโลยีการกลั่นที่มีอยู่ โรงกลั่นที่มีระบบซับซ้อนสูง (Complex Refinery) จะสามารถย่อยสลายน้ำมันดิบชนิดหนักให้กลายเป็นน้ำมันเบนซินหรือดีเซลที่มีมูลค่าสูงได้มากกว่าโรงกลั่นแบบพื้นฐาน
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











