Beta หุ้น คืออะไร? วิธีอ่านความผันผวน ประเมินความเสี่ยงพอร์ต 

  • 6:51 am
  • Post Views: 1
Table of Contents
รูปแสดงแนวคิด Beta หุ้น และการวัดระดับความผันผวนของราคาเทียบกับตลาด

Beta หุ้น คือ ค่าสัมประสิทธิ์ทางสถิติที่ใช้วัดระดับความผันผวนของราคาหุ้นเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นโดยรวม ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงเชิงระบบ (Systematic Risk) เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจว่าหุ้นตัวนั้นมีความไวต่อสภาวะตลาดมากน้อยเพียงใด

ในการบริหารพอร์ตการลงทุนอย่างมืออาชีพ การเลือกหุ้นไม่ได้ดูเพียงแค่ปัจจัยพื้นฐานหรือผลกำไรของบริษัทเท่านั้น การอ่านค่า Beta ช่วยให้นักลงทุนสามารถจัดสัดส่วนสินทรัพย์ วางแผนรับมือความผันผวน และปรับแต่งความเสี่ยงของพอร์ตให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินได้อย่างเหมาะสมครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • Beta หุ้น เป็นตัวเลขสถิติที่วัดความผันผวนของราคาหุ้นเทียบกับดัชนีอ้างอิง เช่น SET Index
  • ค่า Beta มากกว่า 1 หมายถึง หุ้นมีความผันผวนสูงกว่าตลาด ส่วน Beta น้อยกว่า 1 หมายถึง ความผันผวนต่ำกว่าตลาด
  • ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systematic Risk) ไม่สามารถลดลงได้ด้วยการกระจายหุ้น แต่รับมือได้ด้วยการเลือกค่า Beta ที่เหมาะสม
  • การคำนวณ Beta อิงจากข้อมูลสถิติในอดีต นักลงทุนจึงต้องใช้ร่วมกับปัจจัยพื้นฐานและเครื่องมือวัดความเสี่ยงอื่น ๆ


Beta หุ้น คืออะไร?

Beta หุ้น คือ ตัวเลขทางสถิติที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนของหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง กับอัตราผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นอ้างอิง (เช่น SET Index ในประเทศไทย) ค่า Beta ทำหน้าที่เป็นตัววัดว่า เมื่อตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ราคาของหุ้นตัวนั้นมีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันด้วยขนาดเท่าใด

การทำความเข้าใจค่า Beta ช่วยให้นักลงทุนประเมินพฤติกรรมราคาหุ้นในสภาวะตลาดต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งหลักเกณฑ์และการเผยแพร่ข้อมูลการลงทุนในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงที่ถูกต้องก่อนการตัดสินใจลงทุนครับ

หลักการและแนวคิดพื้นฐานเรื่องความผันผวนเทียบกับตลาด

โดยทั่วไป ค่า Beta ของดัชนีตลาดหุ้นทั้งหมดจะถูกกำหนดให้มีค่าเท่ากับ 1.0 เสมอ หากหุ้นตัวใดมีค่า Beta เท่ากับ 1.0 พอดี หมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้วราคาหุ้นตัวนั้นจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวและมีขนาดความผันผวนเท่ากับตลาดพอดี เช่น หาก SET Index ปรับตัวขึ้น 10% ราคาหุ้นก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นประมาณ 10% เช่นกัน

แต่ถ้า Beta ไม่ใช่ 1.0 ก็แปลว่าหุ้นตัวนั้นตอบสนองต่อตลาดไม่เท่ากับตลาดแล้วครับ อาจแกว่งแรงกว่า หรือนิ่งกว่าตลาดก็ได้ ซึ่งเดี๋ยวเราจะไปดูกันว่าแต่ละช่วงตัวเลขบอกอะไรเรา

การแบ่งประเภทความเสี่ยง: Systematic Risk vs Unsystematic Risk

ในการลงทุนในตลาดหุ้น ความเสี่ยงรวม (Total Risk) แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีบทบาทและแนวทางรับมือที่แตกต่างกันสิ้นเชิง:

  1. Systematic Risk (ความเสี่ยงเชิงระบบ): ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยระดับมหภาค เช่น อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ หรือวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นความเสี่ยงที่กระทบหุ้นทุกตัวในตลาด และไม่สามารถกำจัดให้หมดไปได้ด้วยการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ซึ่งค่า Beta หุ้น คือ เครื่องมือที่ใช้วัดความเสี่ยงประเภทนี้โดยตรง
  2. Unsystematic Risk (ความเสี่ยงไม่เป็นระบบ): ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะตัวของบริษัท เช่น การบริหารจัดการ ยอดขาย หรือการฟ้องร้อง ความเสี่ยงส่วนนี้สามารถลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ได้ด้วยการจัดพอร์ตกระจายหุ้นหลาย ๆ ตัว

ประเภทความเสี่ยงสาเหตุหลักการกระจายความเสี่ยง (Diversification)เครื่องมือวัดความเสี่ยง
Systematic Riskดอกเบี้ย, เงินเฟ้อ, วิกฤตเศรษฐกิจไม่สามารถ กำจัดได้หมดค่า Beta
Unsystematic Riskการบริหาร, ผลประกอบการบริษัทสามารถ ลดลงได้ด้วยการเพิ่มจำนวนหุ้นความผันผวนเฉพาะตัว (Idiosyncratic Volatility)

อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Systematic Risk และ Unsystematic Risk

วิธีอ่านค่า Beta หุ้น และการตีความตัวเลข

เมื่อเข้าใจแล้วว่า Beta หุ้น คือ ตัววัดความไวของราคาหุ้นต่อตลาด ขั้นต่อไปคือการอ่านตัวเลขให้ถูก เพราะค่า Beta ไม่ได้บอกแค่ว่าสูงหรือต่ำ แต่ตัวเลขแต่ละระดับยังบอกพฤติกรรมราคาหุ้นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ การเช็กข้อมูลราคาและสถิติรายตัวสามารถดูได้จากระบบของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีข้อมูลค่า Beta อัปเดตให้นักลงทุนใช้วิเคราะห์

Beta > 1, Beta = 1, Beta < 1 และ Beta < 0 หมายถึงอะไร

นักลงทุนสามารถตีความหมายของค่า Beta หุ้น ได้ตามกลุ่มตัวเลขหลัก ๆ ดังนี้:

  • Beta > 1.0 (หุ้นผันผวนสูงกว่าตลาด): เช่น ค่า Beta เท่ากับ 1.5 หมายความว่า หากตลาดปรับตัวขึ้น 10% ราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นประมาณ 15% แต่ในทางกลับกัน หากตลาดปรับตัวลง 10% ราคาหุ้นก็มีโอกาสร่วงลงถึง 15% เช่นกัน หุ้นกลุ่มนี้มักเป็นหุ้นเติบโตสูง (Growth Stock) หุ้นเทคโนโลยี หรือหุ้นกลุ่มวัฏจักร
  • Beta = 1.0 (หุ้นผันผวนเท่ากับตลาด): ราคาหุ้นเคลื่อนไหวตามดัชนีตลาดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน มักเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากในดัชนี (SET50)
  • Beta ระหว่าง 0 ถึง 1.0 (หุ้นผันผวนต่ำกว่าตลาด): เช่น ค่า Beta เท่ากับ 0.6 หากตลาดปรับขึ้นหรือลง 10% ราคาหุ้นจะขยับเพียงแค่ 6% โดยประมาณ หุ้นกลุ่มนี้มักเป็นหุ้นตั้งรับ (Defensive Stock) เช่น หุ้นโรงพยาบาล หุ้นสาธารณูปโภค หรือหุ้นที่มีปันผลสม่ำเสมอ
  • Beta = 0 (ราคาไม่ผันผวนตามตลาด): สินทรัพย์ที่แทบไม่มีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น ตัวอย่างที่ใช้ในทางทฤษฎีคือเงินสด หรือตั๋วเงินคลังระยะสั้น (T-Bill) ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยงในโมเดล CAPM ส่วนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวมักมีค่า Beta ต่ำ แต่ไม่ได้เท่ากับศูนย์เสมอไปครับ
  • Beta < 0 (ราคาเคลื่อนไหวสวนทางกับตลาด): เช่น ค่า Beta เท่ากับ -0.5 หากตลาดปรับตัวลง ราคาหุ้นกลับปรับตัวขึ้น สินทรัพย์ประเภทนี้หาได้ยากในหุ้นรายตัว แต่อาจพบในกองทุนอินเวิร์ส (Inverse Fund) หรือสินทรัพย์หลบภัยบางชนิด

ระดับค่า Betaลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาระดับความเสี่ยงตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรม/สินทรัพย์
Beta > 1.5ผันผวนสูงมาก ขยับแรงกว่าตลาดสูงเทคโนโลยี, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
Beta 1.0 – 1.5ผันผวนมากกว่าตลาดเล็กน้อยปานกลาง-สูงการเงิน, พาณิชย์, พลังงาน
Beta = 1.0เคลื่อนไหวไปตามดัชนีตลาดปานกลางหุ้นบิ๊กแคปขนาดใหญ่ใน SET50
Beta 0 – 0.9ผันผวนน้อยกว่าตลาด ทนทานช่วงตลาดหมีต่ำ-ปานกลางโรงพยาบาล, โรงไฟฟ้า, สินค้าอุปโภคบริโภค
Beta < 0เคลื่อนไหวทิศทางตรงข้ามกับตลาดเฉพาะตัวInverse ETF, สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นตัวอย่างเชิงแนวคิดเพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น ค่า Beta จริงของหุ้นแต่ละตัวในกลุ่มเดียวกันอาจแตกต่างกันมาก และเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาและดัชนีอ้างอิงที่ใช้คำนวณ ควรตรวจสอบค่าล่าสุดของหุ้นรายตัวจากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อนใช้งานครับ

สูตรคำนวณ Beta หุ้น และวิธีหาค่าในเชิงสถิติ

ในทางสถิติ Beta หุ้น คือ ผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของผลตอบแทนหุ้นรายตัวกับผลตอบแทนของดัชนีตลาดอ้างอิงในช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น ย้อนหลัง 2 ปี หรือ 5 ปี โดยใช้ข้อมูลรายวันหรือรายสัปดาห์)

สูตรคำนวณ Beta จาก Covariance และ Variance

สูตรทางสถิติพื้นฐานในการหาค่า Beta เขียนได้ดังนี้:

Beta = Covariance(Ri, Rm) / Variance(Rm)

โดยมีองค์ประกอบดังนี้:

  • Covariance(Ri, Rm): ความแปรปรวนร่วมระหว่างอัตราผลตอบแทนของหุ้น (Ri) และอัตราผลตอบแทนของตลาด (Rm) ซึ่งวัดว่าทั้งสองสิ่งเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากน้อยเพียงใด
  • Variance(Rm): ความแปรปรวนของอัตราผลตอบแทนของตลาด ซึ่งวัดระดับการกระจายตัวของผลตอบแทนตลาด

นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติ ค่า Beta สามารถหาได้จากค่าความสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) คูณด้วยอัตราส่วนของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ดังนี้:

Beta = Correlation(i, m) × (Standard Deviation of Stock / Standard Deviation of Market)

ข้อจำกัดของการคำนวณ Beta จากข้อมูลในอดีต

สูตรอาจดูแม่นเป๊ะ แต่ผมอยากให้จำไว้ข้อหนึ่งครับ ค่า Beta ที่เราเห็นในแอปหรือเว็บไซต์ คำนวณจากราคาในอดีตทั้งหมด เวลาเอามาใช้จึงต้องรู้ข้อจำกัดเหล่านี้ไว้ด้วย:

  1. โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนไป: หากบริษัทเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ มีการควบรวมกิจการ หรือเปลี่ยนโครงสร้างหนี้สิน ค่า Beta ในอดีตอาจใช้ทำนายอนาคตไม่ได้
  2. ความยาวของช่วงเวลาที่ใช้คำนวณ: การใช้ข้อมูลย้อนหลัง 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี อาจให้ค่า Beta ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
  3. การเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาด: ในช่วงวิกฤต หุ้น Beta ต่ำบางตัวอาจมีความผันผวนพุ่งสูงขึ้นกะทันหันเนื่องจากขาดสภาพคล่อง

การประเมินความเสี่ยงพอร์ตด้วย Modern Portfolio Theory และ Sharpe Ratio

การใช้ค่า Beta หุ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การวิเคราะห์หุ้นรายตัว แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดพอร์ตการลงทุนโดยรวม

บทบาทของ Beta ใน Modern Portfolio Theory (MPT) และ CAPM

ในทฤษฎีพอร์ตการลงทุนสมัยใหม่ หรือแนวคิด Modern Portfolio Theory นั้น Beta หุ้น คือ หัวใจสำคัญของแบบจำลองการประเมินราคาสินทรัพย์ทุน (Capital Asset Pricing Model หรือ CAPM) ซึ่งใช้คำนวณผลตอบแทนที่คาดหวังของสินทรัพย์จากระดับความเสี่ยงเชิงระบบ

ตามโมเดล CAPM หากนักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่า Beta สูง นักลงทุนควรได้รับผลตอบแทนชดเชยที่สูงขึ้นตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เพื่อความคุ้มค่าในการถือครองสินทรัพย์นั้น

การใช้ค่า Beta ร่วมกับ Sharpe Ratio ในการประเมินผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง

ถ้าดู Beta อย่างเดียว เราจะรู้แค่ว่าหุ้นตัวนั้นแกว่งแรงแค่ไหน แต่ยังไม่รู้ว่าแกว่งแรงแล้วคุ้มหรือเปล่าครับ ดังนั้น นักลงทุนจึงนิยมใช้ Beta ควบคู่ไปกับ Sharpe Ratio เพื่อประเมินว่า พอร์ตการลงทุนสร้างผลตอบแทนส่วนเกินได้ดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงรวมที่ได้รับ

  • Beta: บอกว่าพอร์ตผันผวนตามตลาดแค่ไหน (วัดเฉพาะ Systematic Risk)
  • Sharpe Ratio: บอกว่าทุก ๆ 1 หน่วยความเสี่ยงที่รับ พอร์ตสร้างผลตอบแทนได้เท่าไหร่ (วัดจากความเสี่ยงรวม)

การประเมินพอร์ตด้วย Sharpe Ratio ช่วยให้นักลงทุนเปรียบเทียบได้ว่า หุ้น Beta สูงสองตัว ตัวไหนบริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนได้มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน

การปรับความสมดุลพอร์ต (Portfolio Rebalancing) ตามสภาวะตลาด

นักลงทุนมืออาชีพมักใช้ค่า Beta ในการทำ Portfolio Rebalancing เพื่อปรับความไวของพอร์ตให้เข้ากับมุมมองตลาด:

  • ช่วงที่ประเมินว่าตลาดมีแนวโน้มขาขึ้น (Bull Market): นักลงทุนบางส่วนเพิ่มน้ำหนักหุ้น Beta สูง (Beta > 1.2) เพื่อเปิดโอกาสให้พอร์ตเคลื่อนไหวแรงกว่าดัชนี แต่หากประเมินทิศทางตลาดผิด หุ้นกลุ่มนี้ก็อาจทำให้พอร์ตขาดทุนมากกว่าตลาดได้เช่นกันครับ
  • ช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มขาลงหรือผันผวนสูง (Bear Market): ปรับลดหุ้น Beta สูง แล้วโยกไปยังหุ้น Beta ต่ำ (Beta < 0.8) หรือสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกจากความผันผวน แม้วิธีนี้จะไม่ได้ป้องกันการขาดทุนได้ทั้งหมดครับ

อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ล่วงหน้าว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นหรือขาลงทำได้ยาก และการซื้อขายเพื่อปรับพอร์ตแต่ละครั้งมีค่าคอมมิชชัน ภาษี และส่วนต่างราคาเสนอซื้อขายที่ต้องนำมาคิดด้วย การปรับพอร์ตบ่อยเกินไปจึงอาจกินผลตอบแทนโดยไม่รู้ตัวครับ

ข้อจำกัดของ Beta หุ้น ที่นักลงทุนควรรู้ก่อนใช้งาน

แม้ Beta หุ้น คือ เครื่องมือที่มีประโยชน์มาก แต่หากใช้อย่างไม่เข้าใจอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

ความผันผวนอดีตไม่ได้การันตีความเสี่ยงอนาคต

นอกจากข้อจำกัดด้านข้อมูลย้อนหลังที่อธิบายไว้ในหัวข้อสูตรคำนวณแล้ว อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ Beta วัดได้แค่ความผันผวนของราคาเทียบกับตลาด ไม่ได้วัดความเสี่ยงทุกด้าน เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงข้อมูลที่ใช้คำนวณ เช่น เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ธุรกิจเดิมล้าสมัย กฎหมายใหม่ หรือวิกฤตสภาพคล่อง จะไม่สะท้อนอยู่ในตัวเลข Beta เลย หุ้นที่มี Beta ต่ำจึงอาจกลายเป็นหุ้นเสี่ยงสูงได้ทันทีหากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนไปครับ

ข้อควรระวังในการเลือกใช้ Benchmark เปรียบเทียบ

การคำนวณ Beta จะสมบูรณ์ต่อเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ที่เหมาะสมเท่านั้น เช่น การหาค่า Beta ของหุ้นไทยขนาดเล็ก แต่ไปใช้ SET50 Index เป็นดัชนีอ้างอิง อาจทำให้ค่า Beta คลาดเคลื่อนได้ เพราะหุ้นขนาดเล็กไม่ได้เคลื่อนไหวตามหุ้นใหญ่ 50 ตัวแรกเสมอไป

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่มีเงินก้อนใหญ่และกำลังตัดสินใจว่าจะลงทุนครั้งเดียวทั้งก้อน (Lump Sum) หรือทยอยลงทุนเป็นงวด (DCA) การดูค่า Beta ของหุ้นที่จะซื้อประกอบด้วย อาจช่วยให้ประเมินได้ว่าพอร์ตจะได้รับแรงกระแทกจากความผันผวนของตลาดมากน้อยแค่ไหนครับ

บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ Beta หุ้น เพื่อบริหารความเสี่ยง

Beta หุ้น คือ เครื่องมือสำคัญทางสถิติที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจระดับความผันผวนและความเสี่ยงเชิงระบบของหุ้นเทียบกับตลาดอย่างเป็นรูปธรรม การอ่านค่า Beta ช่วยให้เราจัดพอร์ตลงทุนได้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ ไม่ว่าจะเป็นการเน้นตั้งรับด้วยหุ้น Beta ต่ำ หรือเน้นสร้างผลตอบแทนด้วยหุ้น Beta สูง

อย่างไรก็ตาม Beta เป็นเพียงมิติหนึ่งของการวัดความเสี่ยง นักลงทุนควรประเมินปัจจัยพื้นฐาน วิเคราะห์งบการเงิน และใช้งานร่วมกับเครื่องมือวัดผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Beta หุ้น (FAQ)

Beta หุ้น สูง หรือ Beta ต่ำ แบบไหนดีกว่ากัน?

ไม่มีแบบไหนดีกว่ากันอย่างเด็ดขาด ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่รับได้ หุ้น Beta สูงอาจเหมาะกับผู้ที่รับความผันผวนได้มากและเข้าใจว่าหุ้นกลุ่มนี้ขยายทั้งกำไรและขาดทุน ส่วนหุ้น Beta ต่ำอาจเหมาะกับผู้ที่ต้องการให้พอร์ตแกว่งตัวน้อยลงในช่วงตลาดขาลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ขาดทุนหรือปกป้องเงินต้นได้ครับ

Beta หุ้น เปลี่ยนแปลงได้ไหม และควรเช็กบ่อยแค่ไหน?

ค่า Beta สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามพฤติกรรมราคาหุ้นและปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่เปลี่ยนไป แนะนำให้นักลงทุนทบทวนและเช็กค่า Beta ของหุ้นในพอร์ตทุก ๆ 3 ถึง 6 เดือน หรือเมื่อมีการประกาศผลประกอบการไตรมาสใหญ่เพื่อปรับพอร์ตให้เหมาะสมครับ

ค่า Beta หุ้น สามารถติดลบได้หรือไม่?

สามารถติดลบได้ครับ ค่า Beta ที่ติดลบหมายความว่า ราคาหุ้นตัวนั้นมักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับดัชนีตลาด เช่น เมื่อตลาดลง ราคาหุ้นกลับปรับตัวขึ้น แต่มักพบได้ยากในหุ้นรายตัวทั่วไป และมักปรากฏในกองทุนดัชนีประเภท Inverse ETF หรือสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเฉพาะกลุ่มครับ

หุ้น Beta ต่ำ แปลว่าไม่มีความเสี่ยงเลยใช่หรือไม่?

ไม่จริงครับ เพราะ Beta หุ้น คือ ตัววัดเฉพาะความเสี่ยงเชิงระบบ หุ้น Beta ต่ำจึงเพียงแค่มีความผันผวนตามตลาดน้อยกว่าปกติ แต่ยังคงมีความเสี่ยงไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk) เช่น ความเสี่ยงด้านการบริหาร ผลประกอบการที่ลดลง หรือปัญหาหนี้สินของบริษัท นักลงทุนจึงยังต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานควบคู่ไปด้วยเสมอครับ

สามารถหาค่า Beta หุ้น ได้จากช่องทางไหนบ้าง?

นักลงทุนสามารถหาค่า Beta หุ้น ได้ง่าย ๆ จากเว็บไซต์ทางการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในหน้าสรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน แอปพลิเคชัน Streaming หรือจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งมักจะมีการคำนวณและอัปเดตให้อยู่แล้วครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ