
Bid Offer คือ โครงสร้างราคาซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่แสดงการเสนอซื้อ (Bid) และการเสนอขาย (Offer) ณ ช่วงเวลานั้น ๆ โดยฝั่ง Bid คือราคาสูงสุดที่มีคนต้องการซื้อ ส่วนฝั่ง Offer คือราคาต่ำสุดที่มีคนต้องการขาย
ในการลงทุน การอ่านตารางราคาเพื่อวิเคราะห์ปริมาณและทิศทางคำสั่งซื้อขายถือเป็นพื้นฐานสำคัญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Stock Exchange of Thailand: SET) จึงออกแบบตาราง Bid-Offer 5 ช่องเพื่อให้นักลงทุนประเมินสภาพคล่องและสภาวะตลาดได้ทันท่วงที บทความนี้จะอธิบายโครงสร้าง กลไกการทำงาน คำศัพท์การเทรด และเทคนิคการอ่าน Bid-Offer อย่างละเอียดครับ
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- Bid คือราคาเสนอซื้อสูงสุด ณ ตอนนั้น ส่วน Offer (หรือ Ask) คือราคาเสนอขายต่ำสุด ณ ตอนนั้น
- การเคาะขวา (Buy at Market) คือการซื้อทันทีที่ราคา Offer ส่วนการเคาะซ้าย (Sell at Market) คือการขายทันทีที่ราคา Bid
- ช่องว่างระหว่าง Bid และ Offer เรียกว่าค่าสเปรด (Spread) ซึ่งจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับสภาพคล่องและ Tick Size ของหุ้น
- ปริมาณ Volume ในตาราง Bid-Offer สามารถถูกใช้ตั้งเป็นคำสั่งหลอก (Bid-Offer ขวาง) จึงต้องวิเคราะห์ร่วมกับ Volume จริงที่เกิดขึ้น
Bid Offer คืออะไร?
Bid Offer คือ ตารางแสดงข้อมูลคำสั่งซื้อขายหุ้นที่รอการจับคู่ในระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ โดยแบ่งออกเป็นสองฝั่งหลักคือ ฝั่ง Bid (เสนอซื้อ) และฝั่ง Offer (เสนอขาย) ซึ่งตารางนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในแอปพลิเคชัน Streaming ที่ใช้วิเคราะห์สภาวะตลาดจริง ณ เวลาปัจจุบัน

ในการจับคู่คำสั่ง ระบบจะเรียงลำดับตามเกณฑ์ ราคาและเวลาที่ดีที่สุด (Price then Time Priority) โดยราคา Bid ที่สูงที่สุดจะถูกจัดไว้อันดับแรกสุดของฝั่งซื้อ และราคา Offer ที่ต่ำที่สุดจะถูกจัดไว้อันดับแรกสุดของฝั่งขายเพื่อจับคู่การซื้อขายก่อนตามกฎเกณฑ์ของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โครงสร้างตารางราคาฝั่ง Bid (เสนอซื้อ) และ Offer (เสนอขาย)
ตารางราคามาตรฐานในแอปพลิเคชันเทรดหุ้นมักแสดงผลแบบ 5 ช่องราคา (5 Bids / 5 Offers) โดยฝั่งซ้ายคือฝั่งเสนอซื้อ และฝั่งขวาคือฝั่งเสนอขาย ดังนี้
- ฝั่ง Bid (เสนอซื้อ): ช่องราคาฝั่งซ้าย เรียงลำดับจากราคาสูงสุดลงไปต่ำสุด (Bid 1 คือราคาสูงที่สุดที่พร้อมซื้อ)
- ฝั่ง Offer (เสนอขาย): ช่องราคาฝั่งขวา เรียงลำดับจากราคาต่ำสุดขึ้นไปสูงสุด (Offer 1 คือราคาต่ำที่สุดที่พร้อมขาย)
ความหมายของราคาและปริมาณเสนอซื้อขายในแอป Streaming
ปริมาณหุ้นที่แสดงในตารางเรียกว่า Volume หรือจำนวนหุ้นที่มีนักลงทุนส่งคำสั่งเข้ามาตั้งรอไว้ในระบบ ณ ระดับราคานั้น ๆ การอ่านตารางอย่างถูกต้องช่วยให้นักลงทุนทราบว่า ณ ระดับราคานั้น มีความต้องการซื้อหรือความต้องการขายรองรับอยู่มากน้อยเพียงใด
| ฝั่ง Bid (เสนอซื้อ) | Volume (เสนอซื้อ) | ราคา (Price) | Volume (เสนอขาย) | ฝั่ง Offer (เสนอขาย) |
| Bid 1 | 100,000 | 10.00 | 50,000 | Offer 1 |
| Bid 2 | 250,000 | 9.95 | 150,000 | Offer 2 |
| Bid 3 | 500,000 | 9.90 | 300,000 | Offer 3 |
| Bid 4 | 1,200,000 | 9.85 | 800,000 | Offer 4 |
| Bid 5 | 2,000,000 | 9.80 | 1,500,000 | Offer 5 |
จากตารางตัวอย่าง หากนักลงทุนต้องการซื้อหุ้นทันทีในราคาต่ำสุดที่มีคนยอมขาย จะต้องซื้อที่ราคา Offer 1 คือ 10.00 บาท โดยมีปริมาณหุ้นรองรับอยู่ที่ 50,000 หุ้น พอเข้าใจโครงสร้างแล้ว ทีนี้มาดูกันว่าความรู้ตรงนี้มีความสำคัญอย่างไรในการเทรดจริงครับ
ทำไม Bid-Offer ถึงสำคัญสำหรับนักลงทุนหุ้น?
Bid-Offer มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นเครื่องมือสะท้อนสภาพคล่อง (Liquidity) และอารมณ์ของตลาด (Market Sentiment) ในช่วงเวลานั้น ๆ การศึกษาตารางราคาควบคู่ไปกับการเรียนรู้ วิธีอ่านกราฟหุ้นเบื้องต้น จะช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพรวมทั้งปัจจัยทางเทคนิคและปริมาณคำสั่งซื้อขายจริง
การตรวจสอบโครงสร้างราคายังช่วยให้ผู้ลงทุนปฏิบัติตามแนวทางการบริหารความเสี่ยงภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งเน้นย้ำให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงจากสภาพคล่องก่อนส่งคำสั่งซื้อขายทุกครั้ง
การประเมินสภาพคล่อง (Liquidity) และความเสี่ยงจาก Slippage
หุ้นที่มีสภาพคล่องสูงมักจะมี ปริมาณการเสนอซื้อขาย (Volume) ในฝั่ง Bid และ Offer จำนวนมากในทุกระดับราคา ทำให้สามารถส่งคำสั่งซื้อขายจำนวนมากได้โดยไม่กระทบต่อราคาหุ้นมากนัก
ในทางกลับกัน หุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำจะมี Volume ในแต่ละช่องราคาน้อย หากนักลงทุนส่งคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ อาจเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Slippage หรือการได้ราคาซื้อขายจริงที่แย่กว่าราคาที่ตั้งใจไว้ เนื่องจากปริมาณหุ้นในช่อง Offer 1 หรือ Bid 1 ไม่เพียงพอจนระบบต้องเขยิบไปจับคู่ในช่องราคาถัดไป
การอ่านสภาวะตลาดและทิศทางแรงซื้อแรงขายเบื้องต้น
การสังเกตการเปลี่ยนแปลงของ Volume ในฝั่ง Bid และ Offer ช่วยบอกแนวโน้มสภาวะตลาดได้เบื้องต้น เช่น
- แรงซื้อถอดถอน (Bid หาย): ปริมาณฝั่ง Bid ลดลงเรื่อย ๆ หรือถูกเคาะขายจนเกลี้ยง บ่งชี้ว่าฝั่งขายกำลังควบคุมตลาด
- แรงขายถูกไล่ซื้อ (Offer หาย): ปริมาณฝั่ง Offer ถูกเคาะซื้อหมดอย่างรวดเร็ว บ่งชี้ว่าฝั่งซื้อมีความต้องการหุ้นสูงและยอมซื้อในราคาที่แพงขึ้น
การพิจารณาปริมาณคำสั่งอย่างรอบคอบเป็นเพียงก้าวแรก นักลงทุนยังจำเป็นต้องเข้าใจคำศัพท์ปฏิบัติการเทรดเพิ่มเติมเพื่อส่งคำสั่งได้อย่างถูกต้องครับ
การดู Bid Offer และศัพท์การเทรดที่ต้องรู้
ในการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้น นักลงทุนมักจะได้ยินคำศัพท์เฉพาะทางเกี่ยวกับการขยับของตารางราคา โดยศัพท์สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจประกอบด้วย การเคาะขวา การเคาะซ้าย และค่าสเปรด
นักลงทุนบางท่านที่ต้องการเพิ่มกำลังซื้ออาจพิจารณาการใช้ มาร์จิ้นในการซื้อขายหุ้น ซึ่งการเทรดด้วยมาร์จิ้นนั้น ความแม่นยำในการดูราคา Bid และ Offer ยิ่งมีความสำคัญสูงขึ้นเนื่องจากมีเรื่องของอัตราทดเข้ามาเกี่ยวข้อง
การเคาะขวา (Buy At Market) vs การเคาะซ้าย (Sell At Market)
- การเคาะขวา (Buy at Market): คือการส่งคำสั่ง “ซื้อ” ในราคาฝั่ง Offer (ฝั่งขวา) ทันที นักลงทุนที่เคาะขวาคือคนที่ต้องการได้หุ้นทันทีโดยไม่ต้องการตั้งรอคิวฝั่ง Bid
- การเคาะซ้าย (Sell at Market): คือการส่งคำสั่ง “ขาย” ในราคาฝั่ง Bid (ฝั่งซ้าย) ทันที นักลงทุนที่เคาะซ้ายคือคนที่ต้องการขายหุ้นออกทันทีโดยไม่ต้องการตั้งรอคิวฝั่ง Offer
ความสัมพันธ์ระหว่าง ออฟเฟอร์ (Offer) และ Bid กับค่าสเปรด (Spread)
ออฟเฟอร์ (Offer) และ Bid จะมีระยะห่างระหว่างกันซึ่งเรียกว่า สเปรด (Spread) หรือช่วงต่างราคา ในตลาดหุ้นไทย ระยะห่างต่ำสุดระหว่าง Bid 1 และ Offer 1 จะถูกกำหนดโดยเกณฑ์ขั้นต่ำของการเปลี่ยนแปลงราคา (Tick Size) ของตลาดหลักทรัพย์ฯ
เพื่อให้นักลงทุนมองเห็นภาพกว้างของโครงสร้างราคา หากลองเปรียบเทียบกับการทำความเข้าใจ ค่าสเปรดในตลาด Forex จะพบว่าแม้ตลาดต่างกัน แต่แนวคิดเรื่องความกว้างของสเปรดที่สะท้อนสภาพคล่องนั้นใช้หลักการเดียวกันครับ
| สภาวะตาราง Bid-Offer | ลักษณะของค่าสเปรด (Spread) | สภาพคล่อง (Liquidity) | ผลกระทบต่อการซื้อขาย |
| สเปรดแคบ (Narrow Spread) | Bid และ Offer ห่างกันเพียง 1 Tick Size | สภาพคล่องสูงมาก | ซื้อขายง่าย ได้ราคาใกล้เคียงที่ต้องการ ต้นทุนการเข้าออกต่ำ |
| สเปรดกว้าง (Wide Spread) | Bid และ Offer ห่างกันหลาย Tick Size | สภาพคล่องต่ำ | เกิด Slippage ได้ง่าย มีต้นทุนจากการก้าวข้ามช่องราคาที่สูง |
นอกจากสเปรดแล้ว การสังเกตพฤติกรรมคำสั่งหลอกในตารางก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องระมัดระวังครับ
เทคนิคการวิเคราะห์ Bid-Offer และข้อควรระวัง
สรุปแล้ว การเข้าใจว่า bid offer คือ อะไรเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญก่อนจะไปดูเทคนิคการวิเคราะห์ในหัวข้อนี้ครับ การดูปริมาณ Bid และ Offer เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ประเมินสภาวะตลาดผิดพลาดได้ เพราะคำสั่งที่ตั้งรออยู่ในตารางยังไม่ได้เกิดการจับคู่ซื้อขายจริง (Unexecuted Orders)

การสังเกต Bid-Offer ขวาง และการตั้งคำสั่งหลอกในตลาด
ในบางสภาวะ อาจมีการตั้งคำสั่งซื้อหรือขายปริมาณมากๆ ขวางไว้ในตารางราคา ซึ่งเรียกว่า Bid ขวาง หรือ Offer ขวาง เพื่อสร้างผลทางจิตวิทยา
- Bid ขวางหนาผิดปกติ: การตั้ง Volume ฝั่ง Bid ไว้จำนวนมาก เพื่อให้ผู้เล่นอื่นรู้สึกว่ามีแรงรับแข็งแกร่ง หุ้นจะไม่ตก ทำให้คนอื่นกล้าตามไปเคาะขวาซื้อหุ้น แต่เมื่อราคาขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง ผู้ตั้ง Bid ขวางอาจยกเลิกคำสั่งซื้อออกทันที
- Offer ขวางหนาผิดปกติ: การตั้ง Volume ฝั่ง Offer ไว้จำนวนมาก เพื่อกดราคาให้ดูเหมือนมีแรงขายเยอะ ทำให้นักลงทุนตกใจยอมเคาะซ้ายขายหุ้นออกมาในราคาต่ำ
📌 Tip จากพี่โบ้
ตอนผมเริ่มสังเกตตาราง Bid-Offer ใหม่ ๆ ผมเคยหลงเชื่อ Bid ขวางหนา ๆ แล้วรีบเคาะขวาตาม พอเราซื้อเสร็จ คำสั่ง Bid หนา ๆ นั้นกลับหายไปทันทีเพราะถูกถอนคำสั่งออก ดังนั้น อย่าดูแค่ตารางตั้งรอครับ ให้ดูตาราง Ticker (รายการจับคู่จริง) ควบคู่กันไปเสมอ หากมีการเคาะขวาจริง Ticker จะวิ่งเป็นสีเขียว แต่ถ้ามีแต่ Bid หนาแต่ไม่มีคนเคาะซื้อจริง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นคำสั่งหลอกครับ
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) ในสภาวะตลาดผันผวน
สภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง คำสั่งในตาราง Bid-Offer สามารถถูกยกเลิกได้ตลอดเวลา นักลงทุนจึงต้องตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องเสมอ การประเมิน Volume ที่ตั้งรอควบคู่กับ Volume การซื้อขายสะสมจริงของวันจะช่วยลดความเสี่ยงในการเข้าเทรดผิดจังหวะได้ครับ
บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ Bid Offer
การเข้าใจกลไก Bid Offer คือ ทักษะพื้นฐานที่นักลงทุนทุกคนต้องมี การอ่านราคาเสนอซื้อและเสนอขายช่วยให้ประเมินสภาพคล่อง จังหวะการส่งคำสั่ง และอ่านแรงซื้อแรงขายในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ควรนำการวิเคราะห์ Bid-Offer ไปใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Bid Offer คือ
Bid Offer คืออะไร และดูตรงไหนในแอป Streaming?
Bid Offer คือ ตารางแสดงราคาเสนอซื้อสูงสุด (Bid) และราคาเสนอขายต่ำสุด (Offer) สามารถดูได้ในแอปพลิเคชัน Streaming ในหน้า Realtime หรือ Quote ของหุ้นแต่ละตัว โดยจะแสดงผล 5 ช่องราคาพร้อมปริมาณคำสั่งซื้อขายที่รอการจับคู่
การเคาะขวาต่างจากการตั้งรอในฝั่ง Bid อย่างไร?
การเคาะขวาคือการซื้อทันทีที่ราคาฝั่ง Offer ทำให้ได้หุ้นทันทีโดยไม่ต้องรอคิว ส่วนการตั้งรอฝั่ง Bid คือการตั้งราคาซื้อที่ต่ำกว่า Offer 1 คำสั่งจะถูกนำไปต่อคิวและจะจับคู่ได้ก็ต่อเมื่อมีผู้เล่นอื่นเคาะซ้ายขายหุ้นมาถึงคิวของเรา
ออฟเฟอร์ (Offer) หายไปอย่างรวดเร็วหมายความว่าอย่างไร?
การที่ปริมาณในฝั่ง Offer ลดลงหรือหายไปอย่างรวดเร็วเกิดได้จากสองกรณี คือ มีนักลงทุนส่งคำสั่งเคาะขวาซื้อหุ้นปริมาณมากจนหมดช่อง หรือผู้ตั้งขายถอนคำสั่งออก ซึ่งหากเกิดจากการเคาะซื้อจริง มักจะตามมาด้วยการขยับขึ้นของราคาหุ้น
ตาราง Bid-Offer บอกความแม่นยำของทิศทางราคาหุ้นได้ 100% หรือไม่?
ตาราง Bid-Offer ไม่สามารถบอกทิศทางราคาหุ้นได้แม่นยำ 100% เนื่องจากปริมาณที่เห็นในตารางเป็นเพียงคำสั่งที่ตั้งรอ ซึ่งสามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา นักลงทุนจึงต้องดูปริมาณการซื้อขายจริง (Ticker) และปัจจัยอื่นประกอบด้วยเสมอ
สเปรด (Spread) ในตลาดหุ้นไทยต่างจากสเปรดในตลาด Forex อย่างไร?
ในตลาดหุ้นไทย สเปรดคือระยะห่างระหว่างราคา Bid และ Offer ที่กำหนดขยับตาม Tick Size ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และไม่มีการบวกเพิ่มจากโบรกเกอร์ ส่วนในตลาด Forex สเปรดคือส่วนต่างราคาซื้อขายที่โบรกเกอร์มักใช้เป็นค่าธรรมเนียมในการให้บริการ
หมายเหตุ : หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











