มาร์จิ้น หุ้น คืออะไร? กลไกบัญชี Credit Balance ที่ควรรู้

Table of Contents
มาร์จิ้น หุ้น คือ อะไรและกลไกการกู้ยืมเงินซื้อหุ้นผ่านบัญชี Credit Balance

มาร์จิ้น หุ้น คือ ระบบการกู้ยืมเงินจากบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) เพื่อนำมาใช้เพิ่มอำนาจซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนต้องวางเงินสดหรือหุ้นที่มีอยู่เป็นหลักประกัน และเปิดบัญชีประเภท Credit Balance เพื่อกู้ยืมเงินส่วนที่เหลือจากโบรกเกอร์ครับ

การใช้วงเงินมาร์จิ้นช่วยขยายโอกาสทำกำไรให้สูงขึ้นจากเงินทุนเดิมผ่านพลัง Leverage แต่ในขณะเดียวกันก็ขยายผลขาดทุนให้หนักขึ้นเท่าตัวหากราคาหุ้นเคลื่อนไหวผิดทาง บทความนี้อธิบายกลไกบัญชี Credit Balance อัตราหลักประกัน เกณฑ์ Margin Call และวิธีการบริหารความเสี่ยงอย่างถูกต้องครับ

⚠️ คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • การกู้ยืมซื้อหุ้นผ่านบัญชี Credit Balance ช่วยขยายกำลังซื้อ ทำให้สามารถทำกำไรได้สูงขึ้นจากวงเงินเดิมที่มีอยู่ครับ
  • ผลขาดทุนจะถูกขยายตามอัตราส่วนการกู้ยืมเช่นเดียวกับกำไร ทำให้นักลงทุนมีโอกาสถูกเรียกหลักประกันเพิ่มหากราคาทรุดตัว
  • อัตราส่วนหลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin) เป็นเกณฑ์สำคัญในการเตือนสถานะความเสี่ยงของพอร์ตมาร์จิ้น
  • เมื่อมูลค่าหลักประกันลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ โบรกเกอร์จะส่ง Margin Call ให้เติมเงินสด และบังคับขาย (Force Sell) หากไม่ดำเนินการตามกำหนด

มาร์จิ้น หุ้น คืออะไร? ทำความเข้าใจกลไกบัญชี Credit Balance

มาร์จิ้น หุ้น คือ เครื่องมือทางการเงินที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนใช้เงินลงทุนของตัวเองเพียงบางส่วน ร่วมกับการกู้ยืมเงินจากบริษัทหลักทรัพย์มาซื้อหุ้น ซึ่งคำว่า มาจิ้น หมายถึง วงเงินหลักประกันที่นักลงทุนต้องนำมาวางไว้กับโบรกเกอร์เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ครับ

ในการใช้งานระบบมาร์จิ้นในประเทศไทย นักลงทุนจะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ประเภท บัญชี Credit Balance หรือที่เรียกกันติดปากว่า Credit Balance หุ้น คือ บัญชีที่โบรกเกอร์ให้วงเงินกู้ยืมแก่ผู้ซื้อ โดยนักลงทุนจ่ายเงินสดเป็นหลักประกันเริ่มต้น (Initial Margin) ตามอัตราที่กำหนด เช่น 50% ของมูลค่าหุ้นที่จะซื้อ ส่วนอีก 50% ที่เหลือจะได้รับการสนับสนุนเป็นเงินกู้ยืมจากโบรกเกอร์ โดยคิดดอกเบี้ยตามระยะเวลาการกู้ยืมจริง

การซื้อขายผ่านบัญชีมาร์จิ้นยังคงต้องส่งคำสั่งซื้อขายแข่งขันกันในระบบส่งคำสั่งจับคู่ ซึ่งคำนึงถึง การตั้งราคาตาม Bid Offer เช่นเดียวกับบัญชีประเภทอื่น แต่ต่างกันที่ที่มาของเงินทุนในการส่งคำสั่งครับ

ประเภทบัญชีหุ้นลักษณะการใช้เงินการวางหลักประกันอัตราดอกเบี้ยกู้ยืม
Cash Balanceเงินสดของนักลงทุน 100%วางเงินเต็มจำนวนก่อนซื้อไม่มี
Cash Accountวางหลักประกันบางส่วน (20%) และชำระส่วนที่เหลือในวัน T+2วางหลักประกันเริ่มต้นไม่มี (หากชำระตามกำหนด T+2)
Credit Balance (มาร์จิ้น)เงินสดส่วนตัว + เงินกู้ยืมจากโบรกเกอร์วางหลักประกัน (เช่น 50%) เพื่อรับวงเงินกู้คิดดอกเบี้ยรายวันจากยอดเงินกู้ยืม

ทำไมการใช้มาร์จิ้นถึงเป็นเครื่องมือเร่งทั้งกำไรและความเสี่ยง?

หลักการทำงานของมาร์จิ้นอาศัยพลังทด หรือ Leverage ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นส่งผลต่ออัตราส่วนกำไรและขาดทุนของเงินทุนจริงอย่างมหาศาล หากนักลงทุนวิเคราะห์ทิศทางหุ้นได้ถูกต้อง กำไรที่ได้รับจะคิดจากมูลค่าหุ้นทั้งหมดที่ซื้อไว้ ไม่ใช่คิดเฉพาะส่วนเงินทุนที่วางเป็นหลักประกันครับ

 ตารางเปรียบเทียบผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างการซื้อหุ้นด้วยเงินสดกับการใช้มาร์จิ้น หุ้น คือ

ในทางกลับกัน ถ้าราคาหุ้นปรับตัวลดลง ผลขาดทุนก็จะคำนวณจากมูลค่าเต็มของหุ้นเช่นกัน ทำให้เงินสดหลักประกันของนักลงทุนถูกกัดกร่อนไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีภาระ ดอกเบี้ยกู้ยืมมาร์จิ้น (Credit Balance Interest) ที่โบรกเกอร์จะคำนวณสะสมเป็นรายวัน ซึ่งถือเป็นต้นทุนคงที่ในการถือครองสภาวะหุ้นมาร์จิ้นครับ

สถานการณ์ราคาหุ้นซื้อด้วยเงินสด 100,000 บาทซื้อด้วยมาร์จิ้น (ทุน 100,000 + กู้ 100,000)กำไร/ขาดทุน คิดจากทุนจริง
ราคาหุ้นขึ้น +10%กำไร 10,000 บาทกำไร 20,000 บาทมาร์จิ้นได้กำไร +20% (ขยาย 2 เท่า)
ราคาหุ้นไม่เปลี่ยนแปลงกำไร 0 บาทขาดทุนค่าดอกเบี้ยกู้ยืมติดลบตามอัตราดอกเบี้ย
ราคาหุ้นลง -10%ขาดทุน 10,000 บาทขาดทุน 20,000 บาทมาร์จิ้นขาดทุน -20% (ขยาย 2 เท่า)

📢 Traderbobo แนะนำ: ตอนผมเริ่มลองใช้บัญชี Credit Balance ใหม่ ๆ ข้อผิดพลาดสำคัญคือการใช้วงเงินมาร์จิ้นเต็มสิทธิ์ 100% ตั้งแต่แรกครับ ทำให้เมื่อราคาหุ้นย่อตัวเพียงเล็กน้อย พอร์ตก็เข้าใกล้ระดับเตือนภัยทันที นักลงทุนควรเริ่มจากการใช้วงเงินกู้ยืมเพียง 20–30% เพื่อสำรองสภาพคล่อง และผู้อ่านควรศึกษาและทดสอบด้วยตนเองตามความเหมาะสมและความเสี่ยงที่รับได้ครับ

เกณฑ์หลักประกันและขั้นตอนการทำงานของระบบมาร์จิ้น

การบริหารพอร์ตมาร์จิ้นให้ปลอดภัย นักลงทุนต้องทำความเข้าใจเกณฑ์หลักประกันสำคัญ 2 ระดับ ซึ่งถูกควบคุมภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั้งอุตสาหกรรมครับ

1. หลักประกันเริ่มต้น (Initial Margin: IM)

Initial Margin คือ อัตราส่วนเงินสดหรือหลักประกันที่นักลงทุนต้องมีอยู่ก่อนที่จะเปิดคำสั่งซื้อหุ้นด้วยมาร์จิ้นได้ โดยปกติสถาบันการเงินและโบรกเกอร์จะกำหนดไว้ที่ระดับ 50% หมายความว่า หากต้องการซื้อหุ้นมูลค่า 100,000 บาท นักลงทุนต้องวางเงินสดหรือหลักประกันมูลค่าไม่ต่ำกว่า 50,000 บาทครับ

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การวางหลักประกันสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดของ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบและดูแลเสถียรภาพของตลาดทุน

2. หลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin: MM)

Maintenance Margin คือ อัตราส่วนหลักประกันขั้นต่ำที่ต้องรักษาไว้ตลอดเวลาที่ถือครองหุ้นในพอร์ตมาร์จิ้น เมื่อราคาหุ้นในตลาดผันผวนจนทำให้มูลค่าหลักประกันสุทธิต่ำกว่าเกณฑ์รักษาสภาพ พอร์ตจะเข้าสู่ภาวะเสี่ยงทันทีครับ

โดยทั่วไปโบรกเกอร์จะกำหนดไว้ในช่วง 35%–40% ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ของแต่ละแห่ง ทั้งนี้ อัตราดังกล่าวอาจแตกต่างกันไปตามประกาศของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนควรตรวจสอบเกณฑ์ล่าสุดจากเว็บไซต์โบรกเกอร์ของตนหรือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยตรงครับ

นอกจากนี้ โบรกเกอร์จะไม่ได้อนุญาตให้ใช้มาร์จิ้นซื้อหุ้นได้ทุกตัวในตลาด โดยจะมีการจัดกลุ่มหุ้นมาร์จิ้น (Marginable Securities) ตามเกณฑ์สภาพคล่องและความผันผวน หากหุ้นตัวใดผันผวนสูงมากจนเข้า เงื่อนไขเมื่อหุ้นติด Cash Balance หุ้นตัวนั้นอาจถูกตัดออกจากกลุ่มที่อนุญาตให้ใช้มาร์จิ้นชั่วคราว ทำให้นักลงทุนไม่สามารถใช้เงินกู้ซื้อหุ้นตัวนั้นได้ครับ

นักลงทุนสามารถตรวจสอบรายชื่อหลักทรัพย์ที่อนุญาตให้ซื้อในบัญชีมาร์จิ้นได้จาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งจะมีการประกาศอัปเดตเป็นประจำ

Margin Call คืออะไร? กระบวนการเมื่อพอร์ตติดลบและ Force Sell

เมื่อสภาวะตลาดเป็นใจให้นักลงทุน การใช้มาร์จิ้นจะสร้างผลตอบแทนได้น่าประทับใจ แต่หากราคาทรุดตัวลงจนทำลายมูลค่าหลักประกัน ระบบอัตโนมัติของโบรกเกอร์จะดำเนินการตามกระบวนการเตือนภัยทางกฎหมายครับ

Margin Call คืออะไร และเกิดขึ้นเมื่อไหร่?

Margin Call คือ การที่บริษัทหลักทรัพย์แจ้งเตือนให้นักลงทุนนำเงินสดหรือหลักประกันมาวางเพิ่ม หรือดำเนินการขายหุ้นบางส่วนออกไป เนื่องจากอัตราส่วนหลักประกันสุทธิ (Equity) ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์หลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin) ที่กำหนดครับ

สูตรคำนวณมูลค่าหลักประกันสุทธิเบื้องต้น:

Equity = มูลค่าหุ้นปัจจุบัน – ยอดหนี้เงินกู้ยืม

เมื่อเกิด Margin Call นักลงทุนจะมีทางเลือกในการแก้ไขสถานะพอร์ตภายในระยะเวลาที่กำหนด (ปกติคือ T+1 ถึง T+2 หรือ 1–2 วันทำการหลังจากวันที่เกิดรายการ) ดังนี้:

  1. เติมเงินสด (Deposit Cash): นำเงินสดฝากเข้าบัญชี Credit Balance เพื่อเพิ่มค่า Equity
  2. เติมหลักประกัน (Deposit Securities): นำหุ้นตัวอื่นที่ได้รับอนุญาตมาฝากเข้าพอร์ตเพื่อเพิ่มมูลค่าหลักประกัน
  3. ลดขนาดพอร์ต (Sell Securities): ขายหุ้นมาร์จิ้นบางส่วนในพอร์ตออกไป เพื่อนำเงินมาล้างหนี้และปรับอัตราส่วน Equity ให้กลับมาปกติ

เงื่อนไขการเกิด Force Sell (บังคับขาย)

หากราคายังคงดิ่งลงอย่างรุนแรงจนมูลค่าหลักประกันลดลงต่ำกว่าระดับ Force Sell Level (ส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่อัตราส่วนหลักประกันสุทธิต่ำกว่า 25–30%) หรือนักลงทุนเพิกเฉยต่อคำเตือน Margin Call เมื่อครบกำหนดเวลา Force Sell หุ้น คือ กระบวนการที่โบรกเกอร์จะส่งคำสั่งขายหุ้นในพอร์ตของนักลงทุนออกไปในตลาดทันทีอัตโนมัติ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้กู้ยืมและดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ครับ

ระดับสถานการณ์พอร์ตอัตราส่วน Equity / มูลค่าหุ้นการดำเนินการของโบรกเกอร์สิ่งที่นักลงทุนต้องทำ
ปกติ (Normal)สูงกว่า 50%อนุญาตให้ซื้อขายและกู้ยืมได้ตามปกติบริหารพอร์ตและวางแผนจุดตัดขาดทุน
เตือนภัย (Margin Call)ต่ำกว่า 35% – 40%ออกหนังสือแจ้งเตือน Margin Call ให้เติมหลักประกันเติมเงิน / เติมหุ้น / ขายหุ้นลดหนี้ภายใน T+1
บังคับขาย (Force Sell)ต่ำกว่า 25% – 30%ส่งคำสั่งขายหุ้นมาร์จิ้นในตลาดอัตโนมัติไม่สามารถส่งคำสั่งซื้อเพิ่มได้ จนกว่าจะเคลียร์หนี้

มาร์จิ้น หุ้น ต่างจาก Margin Forex อย่างไร?

แม้จะใช้คำว่า “มาร์จิ้น” เหมือนกัน แต่โครงสร้างระบบมาร์จิ้นในตลาดหุ้นไทยมีความแตกต่างจากตลาดอนุพันธ์ต่างประเทศอย่างชัดเจนครับ การ ทำความเข้าใจ Margin Forex จะช่วยให้นักลงทุนแยกแยะกลไกความเสี่ยงของทั้งสองตลาดได้อย่างถูกต้อง

ความแตกต่างหลักอยู่ที่โครงสร้างการกู้ยืมและประเภทสินทรัพย์ บัญชี Credit Balance ของตลาดหุ้นเป็นการกู้ยืมเงินสดจริงจากบริษัทหลักทรัพย์เพื่อไปครอบครองหุ้นในฐานะเจ้าของ โดยมีอัตรา Leverage ที่ค่อนข้างต่ำ (ประมาณ 1.5x ถึง 2x) และคิดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมจริงเป็นรายวัน

ขณะที่ Margin ในตลาด Forex มักเป็นการใช้ Leverage สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFD) ที่มีอัตราทดสูงมากตั้งแต่ 1:100 ไปจนถึง 1:1000 โดยไม่ได้กู้ยืมเงินไปซื้อสินทรัพย์จริง ทำให้ความเสี่ยงในการโดนล้างพอร์ตของ Forex เกิดขึ้นได้เร็วกว่าตลาดหุ้นหลายเท่าครับ

ประเด็นเปรียบเทียบมาร์จิ้น หุ้น (Credit Balance)Margin Forex (CFD)
สภาพสินทรัพย์ซื้อหุ้นจริง มีสิทธิได้รับปันผลและประชุมผู้ถือหุ้นสัญญาอ้างอิงราคา ไม่ได้ครอบครองสกุลเงินจริง
อัตรา Leverageต่ำ (ปกติประมาณ 1.5x – 2x)สูงมาก (1:100 ถึง 1:1000+)
ต้นทุนการถือครองดอกเบี้ยกู้ยืม Credit Balance (คิดรายวัน)ค่า Swap (ดอกเบี้ยข้ามคืน) และค่า Spread
กลไกความเสี่ยงมีระบบเตือน Margin Call และ Force Sell ตามเกณฑ์เสี่ยงโดน Stop Out ล้างพอร์ตอย่างรวดเร็วหากผันผวนสูง

สรุปมาร์จิ้น หุ้น คืออะไร และควรใช้งานอย่างไร

มาร์จิ้น หุ้น คือ เครื่องมือทางการเงินที่มีสองด้านเสมอ ในด้านหนึ่ง บัญชี Credit Balance ช่วยเพิ่มพลังซื้อและขยายโอกาสทำกำไรให้นักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงจากการถูกขยายผลขาดทุน และเงื่อนไข Margin Call จนถึงขั้น Force Sell ก็สามารถสร้างความเสียหายแก่เงินลงทุนได้อย่างรวดเร็วเช่นกันครับ

📢 Traderbobo แนะนำ

การใช้วงเงินมาร์จิ้นอย่างปลอดภัยจำเป็นต้องอาศัยการวางแผนบริหารความเสี่ยง มีวินัยในการตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเต็มสิทธิ์ เพื่อให้พอร์ตการลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ในทุกสภาวะครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ มาร์จิ้น หุ้น คือ

มาร์จิ้น หุ้น ต่างจากบัญชี Cash Balance อย่างไร?

บัญชี Cash Balance เป็นบัญชีที่นักลงทุนต้องฝากเงินสดเต็ม 100% ก่อนส่งคำสั่งซื้อหุ้น ไม่สามารถกู้ยืมเงินได้ จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องการโดน Margin Call หรือ Force Sell ขณะที่มาร์จิ้นเป็นการกู้ยืมเงินโบรกเกอร์มาซื้อหุ้นบางส่วนผ่านบัญชี Credit Balance ซึ่งมีภาระดอกเบี้ยกู้ยืมและต้องรักษาอัตราส่วนหลักประกันครับ

เมื่อเกิด Margin Call ต้องวางเงินเพิ่มภายในกี่วัน?

ตามมาตรฐานเกณฑ์ของโบรกเกอร์ในประเทศไทย นักลงทุนที่ได้รับแจ้ง Margin Call จะต้องนำเงินสดมาฝากเพิ่ม หรือขายหุ้นในพอร์ตเพื่อปรับอัตราส่วนหลักประกันภายในระยะเวลา T+1 ถึง T+2 วันทำการ (ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์) หากไม่ดำเนินการตามกำหนด โบรกเกอร์มีสิทธิ์บังคับขายหุ้นทันทีครับ

ดอกเบี้ยมาร์จิ้นหุ้นคำนวณอย่างไร และคิดเป็นรายวันหรือไม่?

ดอกเบี้ยมาร์จิ้นคำนวณจากยอดเงินกู้ยืมจริงที่นักลงทุนใช้ซื้อหุ้น โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเป็นต่อปี (เช่น 5%–7% ต่อปี) แต่จะนำมาคำนวณตัดจ่ายสะสมเป็นรายวันตามจำนวนวันที่ถือครองหุ้นนั้นไว้ จนกว่านักลงทุนจะขายหุ้นออกและนำเงินมาชำระหนี้กู้ยืมครบถ้วนครับ

หุ้นติด Cash Balance สามารถใช้บัญชีมาร์จิ้นซื้อได้ไหม?

ไม่ได้ครับ หากตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศให้หุ้นตัวใดเข้าเกณฑ์ Cash Balance หุ้นตัวนั้นจะไม่สามารถใช้เงินกู้ยืมในบัญชีมาร์จิ้นซื้อได้ชั่วคราว นักลงทุนที่ต้องการซื้อหุ้นตัวดังกล่าวจะต้องใช้เงินสดเต็มจำนวนในการชำระเท่านั้นครับ

หุ้นทุกตัวในตลาด SET สามารถซื้อด้วยบัญชี Credit Balance ได้หรือไม่?

ไม่สามารถซื้อได้ทุกตัวครับ บริษัทหลักทรัพย์จะจัดทำรายการ หุ้นมาร์จิ้น (Marginable Securities) โดยเลือกเฉพาะหุ้นที่มีขนาดใหญ่ มีสภาพคล่องสูง และมีความผันผวนต่ำตามเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น หุ้นขนาดเล็กหรือหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เงินกู้มาร์จิ้นซื้อครับ

⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน

ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
FXGT.com
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5