
Feeder Fund คือ กองทุนรวมในไทยที่มีนโยบายนำเงินไปลงทุนต่อในกองทุนหลักต่างประเทศ (Master Fund) เพียงกองเดียว โดยตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดให้ต้องนำเงินไปลงทุนในกองทุนหลักไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) รูปแบบนี้ช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงทรัพย์สินและตลาดการลงทุนระดับโลกได้ง่ายขึ้นโดยใช้เงินบาท
ในการจัดพอร์ตการลงทุนยุคปัจจุบัน การจำกัดการลงทุนอยู่แค่ในประเทศไทยอาจทำให้พลาดโอกาสเติบโตจากหุ้นเทคโนโลยี หรือตราสารหนี้ชั้นนำระดับโลก Feeder Fund จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อโอกาสดังกล่าว บทความนี้จะอธิบายโครงสร้างการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด เรื่องค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน และวิธีเลือกกองทุนประเภทนี้อย่างถูกวิธีครับ
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- Feeder Fund ทำหน้าที่ส่งผ่านเงินทุนของนักลงทุนไทยไปลงทุนใน Master Fund ต่างประเทศกองเดียว ช่วยประหยัดเวลาและข้ามขีดจำกัดเรื่องขั้นต่ำการลงทุน
- โครงสร้างแบบ Master-Feeder มีค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ 2 ระดับ นักลงทุนต้องตรวจสอบ Expense Ratio รวมทั้งฝั่งไทยและต่างประเทศเพื่อประเมินความคุ้มค่า
- ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อผลตอบแทน การเลือกนโยบาย FX Hedging ที่เหมาะสมจึงจำเป็นต่อการบริหารความเสี่ยง
- การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานควรพิจารณา Tracking Error เพื่อดูว่ากองทุนไทยสามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับกองทุนหลักเพียงใด
Feeder Fund คืออะไร? กลไกการทำงานของกองทุนส่งผ่านเงินทุน
Feeder Fund คือ กองทุนรวมประเภทส่งผ่านเงินทุน ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund: FIF) โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในไทย จะทำหน้าที่รวบรวมเงินบาทจากนักลงทุน แล้วนำเงินนั้นไปแปลงเป็นเงินตราต่างประเทศเพื่อซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนหลักในต่างประเทศเพียงกองเดียว การลงทุนในลักษณะนี้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อควบคุมมาตรฐานและความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล

Master Fund คืออะไร? ตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลังการบริหารสินทรัพย์ต่างประเทศ
Master Fund คือ กองทุนหลักในต่างประเทศที่รับเงินจาก Feeder Fund หลาย ๆ แห่งทั่วโลกไปบริหารจัดการจริง กล่าวง่าย ๆ คือ Feeder Fund คือ ช่องทางนำเงิน ส่วน Master Fund คือ ผู้บริหารจัดการสินทรัพย์จริง กองทุนหลักนี้จะนำเงินไปคัดเลือกหุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้ ซึ่งบริหารจัดการโดยสถาบันการเงินหรือบริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลก เช่น BlackRock, Vanguard, J.P. Morgan หรือ Wellington Management ผู้จัดการกองทุนฝั่ง Master Fund จะเป็นผู้ทำหน้าที่วิเคราะห์เชิงลึกและปรับสัดส่วนสินทรัพย์โดยตรง
ทำไม บลจ. ไทยถึงนิยมใช้รูปแบบ Feeder Fund
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Feeder Fund คือ ทางเลือกที่ บลจ. ไทยนิยมใช้ เนื่องจากการตั้งกองทุนขึ้นมาบริหารจัดการสินทรัพย์ในต่างประเทศด้วยตนเองนั้น ต้องใช้ทรัพยากร มนุษย์ และข้อมูลมหาศาล บลจ. ในไทยจึงนิยมใช้โครงสร้าง Feeder Fund เพื่อช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการ และสามารถเปิดตัวกองทุนใหม่ ๆ ที่ครอบคลุมธีมการลงทุนระดับโลกได้รวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกัน นักลงทุนไทยที่เปิดบัญชีกองทุนในประเทศก็สามารถเข้าถึงสินทรัพย์คุณภาพสูงระดับโลกได้โดยไม่ต้องยุ่งยากกับการโอนเงินไปต่างประเทศหรือเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในต่างประเทศด้วยตนเอง สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นศึกษาเรื่องการวางแผนพอร์ต การเข้าใจ หลักการเลือกกองทุนรวม จะช่วยให้เห็นภาพรวมของประเภทกองทุนต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ
ความแตกต่างระหว่าง Feeder Fund กับ Fund of Funds และ ETF ต่างประเทศ
นักลงทุนหลายคนมักสับสนระหว่าง Feeder Fund กับกองทุนประเภทอื่น ๆ ที่ลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากมีจุดประสงค์เพื่อกระจายการลงทุนข้ามประเทศเหมือนกัน แต่โครงสร้างและกลไกภายในมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
Fund of Funds คืออะไร? ต่างจาก Feeder Fund อย่างไร
Fund of Funds คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมอื่น ๆ ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยผู้จัดการกองทุนฝั่งไทยจะทำหน้าที่กระจายสัดส่วนการลงทุนไปยังกองทุนต่าง ๆ ตามสภาวะตลาด ข้อแตกต่างหลักคือ Feeder Fund จะส่งเงินไปลงทุนใน Master Fund เพียงกองเดียวเกินกว่า 80% ของ NAV ขณะที่ Fund of Funds มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนและกระจายเงินไปหลายกองทุนหลักเพื่อลดการพึ่งพากองทุนใดกองทุนหนึ่ง
Feeder Fund vs การลงทุนใน ETF ต่างประเทศโดยตรง
จุดเด่นของ Feeder Fund คือ ความสะดวกสบาย เพราะ บลจ. ไทยจัดการเรื่องภาษี การแปลงสกุลเงิน และรายงานเอกสารภาษาไทยให้ทั้งหมด ส่วนการซื้อ ETF ต่างประเทศโดยตรงผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศ นักลงทุนจะต้องรับภาระเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเอง จัดการโอนเงินเอง และต้องคำนึงถึงภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการนำเงินกำไรกลับประเทศ อย่างไรก็ตาม หากใครสนใจ จัดพอร์ตด้วยกองทุนหุ้นต่างประเทศ การศึกษาทางเลือกเหล่านี้ไว้ทั้งหมดจะช่วยให้วางกลยุทธ์ได้เหมาะกับขนาดทุนและความถนัดของตนเอง รวมถึงศึกษาข้อดีของ ETF เพิ่มเติม เพื่อเปรียบเทียบโครงสร้างค่าใช้จ่ายในระยะยาว
| ประเด็นเปรียบเทียบ | Feeder Fund | Fund of Funds | Foreign ETF (ลงทุนตรง) |
| จำนวนกองทุนหลัก | ลงทุนใน Master Fund กองเดียว | ลงทุนในกองทุนรวมอื่นตั้งแต่ 2 กองขึ้นไป | ลงทุนในกองทุน ETF ปลายทางโดยตรง |
| การบริหารจัดการ | บลจ. ไทยส่งผ่านเงิน, Master Fund บริหาร | บลจ. ไทยปรับสัดส่วนการลงทุนหลายกอง | นักลงทุนตัดสินใจซื้อขายและบริหารเอง |
| โครงสร้างค่าธรรมเนียม | ค่าธรรมเนียม 2 ระดับ (Feeder + Master) | ค่าธรรมเนียม 2 ระดับ (อาจมีความซับซ้อน) | ค่าธรรมเนียมซื้อขายของโบรกเกอร์ + Expense Ratio ของ ETF |
| การจัดการภาษีและ FX | บลจ. จัดการให้ มีนโยบายป้องกันความเสี่ยง | บลจ. จัดการให้ มีนโยบายป้องกันความเสี่ยง | นักลงทุนต้องแปลงสกุลเงินและจัดการภาษีเอง |
ข้อดีและข้อจำกัดของ Feeder Fund ที่นักลงทุนต้องรู้
จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ข้อดีของ Feeder Fund คือ การเปิดโอกาสให้เข้าถึงสินทรัพย์ระดับโลก แต่การตัดสินใจลงทุนก็ต้องพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งในมิติของโอกาสและการควบคุมความเสี่ยงอย่างสมดุล
โอกาสทางการลงทุน: กระจายความเสี่ยงระดับโลกด้วยเงินเริ่มต้นหลักร้อย
- เข้าถึงกองทุนระดับโลก: เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยใช้เงินเริ่มต้นเพียงไม่กี่ร้อยบาท เพื่อเข้าถึงกองทุนหลักต่างประเทศที่ปกติอาจกำหนดขั้นต่ำสำหรับนักลงทุนสถาบันไว้สูงมาก
- ความสะดวกในการทำธุรกรรม: สามารถซื้อขายเป็นเงินบาทผ่านแอปพลิเคชันของ บลจ. หรือธนาคารในไทยได้ทันที ไม่ต้องเปิดบัญชีซื้อขายต่างประเทศ
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: กองทุน Feeder Fund ที่ตั้งในไทยและจัดเป็นกองทุนประหยัดภาษี (เช่น กองทุน SSF หรือ Super Savings Fund และกองทุน RMF หรือ Retirement Mutual Fund) ช่วยให้นักลงทุนได้ทั้งการกระจายความเสี่ยงต่างประเทศและสิทธิลดหย่อนภาษีพร้อมกัน
ความเสี่ยงและข้อจำกัด: ค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน และความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk)
- โครงสร้างค่าธรรมเนียม 2 ต่อ (Master-Feeder Fee): นักลงทุนต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการจัดการให้กับทั้ง บลจ. ในไทย และ Master Fund ในต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ค่าใช้จ่ายรวม (Total Expense Ratio) สูงกว่าการลงทุนตรง
- ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: ผลตอบแทนในรูปเงินบาทอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาทเทียบกับสกุลเงินของกองทุนหลัก
- ความเสี่ยงประเทศปลายทาง (Country/Regional Risk): หาก Master Fund เน้นลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง ปัจจัยทางการเมือง นโยบายภาษี หรือเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ จะส่งผลกระทบต่อกองทุนโดยตรง
โครงสร้างค่าธรรมเนียม Feeder Fund (Fee Structure) คิดอย่างไรไม่ให้เสียเปรียบ
สิ่งที่ควรรู้คือ โครงสร้างค่าธรรมเนียมของ Feeder Fund คือ การเก็บค่าธรรมเนียมซ้อนกัน 2 ระดับ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ตัดทอนผลตอบแทนระยะยาว นักลงทุนจึงควรเข้าใจวิธีคิดค่าธรรมเนียมแบบ Master-Feeder เพื่อให้ประเมินต้นทุนที่แท้จริงได้

ค่าธรรมเนียมฝั่ง บลจ. ไทย (Feeder Level)
บลจ. ในไทยจะคิดค่าธรรมเนียมสำหรับการรับคำสั่งซื้อขาย การจัดทำรายงาน การทำการตลาด และการบริหารสภาพคล่องในไทย ค่าธรรมเนียมส่วนนี้ประกอบด้วย:
- Management Fee (ฝั่งไทย): ค่าธรรมเนียมการจัดการที่ บลจ. ไทยเรียกเก็บโดยหักจาก NAV
- Front-end / Back-end Fee: ค่าธรรมเนียมการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่เรียกเก็บเมื่อนักลงทุนทำรายการซื้อหรือขาย
ค่าธรรมเนียมฝั่ง กองทุนหลักต่างประเทศ (Master Level)
Master Fund ต่างประเทศจะคิดค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Management Fee) และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น Custodian Fee, Audit Fee โดยหักออกจาก NAV ของกองทุนหลักโดยตรงก่อนจะส่งมูลค่า NAV มายังกองทุนไทย
นักลงทุนควรตรวจสอบในหนังสือชี้ชวนตรงหัวข้อ “ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุน” โดยให้มองหาตัวเลข Total Expense Ratio (TER) รวม ซึ่งบาง บลจ. อาจมีการเจรจาขอ Rebate ค่าธรรมเนียมบางส่วนจาก Master Fund คืนกลับมาให้กองทุนไทย เพื่อไม่ให้นักลงทุนต้องภาระค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไป
| ระดับการเก็บค่าธรรมเนียม | รายการค่าธรรมเนียมหลัก | วิธีการเรียกเก็บ | ผลกระทบต่อ NAV |
| Feeder Fund (บลจ. ไทย) | Management Fee (ไทย), Trustee Fee, Registrar Fee | หักออกจาก NAV ของกองทุนไทยรายวัน | ลดทอน NAV ของกองทุนไทย |
| Feeder Fund (ฝั่งการซื้อขาย) | Front-end Fee / Back-end Fee | บวกเพิ่มตอนซื้อ หรือหักออกจากเงินที่ขายได้ | ไม่กระทบ NAV แต่กระทบต้นทุนผู้ซื้อ |
| Master Fund (ต่างประเทศ) | Management Fee (ต่างประเทศ), Operating Expenses | หักออกจาก NAV ของกองทุนหลักรายวัน | NAV ของกองทุนหลักลดลง ส่งผลต่อ NAV ไทย |
วิธีเลือก Feeder Fund สำหรับมือใหม่ให้เหมาะกับพอร์ต
หัวใจของการเลือก Feeder Fund คือ การพิจารณาให้ครบทุกมุม ไม่ใช่แค่การดูว่ากองทุนหลักมีชื่อเสียงแค่ไหน แต่ต้องพิจารณากลไกการบริหารจัดการของกองทุนไทยควบคู่ไปด้วย
เช็กนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging)
เนื่องจาก Master Fund ทำการซื้อขายด้วยสกุลเงินต่างประเทศ (เช่น USD, EUR, JPY) เมื่อ บลจ. ไทยนำเงินบาทไปลงทุน ผลตอบแทนจะได้รับผลกระทบจากค่าเงินทันที บลจ. จึงมีนโยบาย FX Hedging 3 รูปแบบหลัก:
- Hedging เต็มจำนวน (Fully Hedged): ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินเกือบทั้งหมด ผลตอบแทนจะสะท้อนการเติบโตของ Master Fund เป็นหลัก
- Hedging ตามดุลยพินิจ (Partially / Discretionary Hedged): ผู้จัดการกองทุนไทยจะปรับสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงตามแนวโน้มค่าเงิน
- Unhedged (ไม่ป้องกันความเสี่ยง): ปล่อยให้ผลตอบแทนผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยนเต็มที่ หากเงินบาทอ่อนค่า จะได้กำไรเพิ่มจาก FX แต่หากเงินบาทแข็งค่า ผลตอบแทนจะลดลง
ตรวจสอบผลการดำเนินงานและ Tracking Error ของกองทุนส่งผ่านเทียบกับกองทุนหลัก
Tracking Error คือ ค่าที่บอกว่าผลตอบแทนของ Feeder Fund เบี่ยงเบนไปจาก Master Fund มากน้อยเพียงใด ในความเป็นจริง NAV ของ Feeder Fund อาจไม่ได้วิ่งขนานไปกับ Master Fund แบบ 100% เนื่องจากมีปัจจัยเรื่องค่าธรรมเนียมฝั่งไทย ต้นทุนการทำ FX Hedging และเงินสดสภาพคล่องที่ บลจ. ไทยต้องถือไว้ กองทุน Feeder Fund ที่ดีควรมีค่า Tracking Error ต่ำ ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพในการส่งผ่านผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
📌 Tip จากพี่โบ้
ตอนผมเริ่มเลือก Feeder Fund ใหม่ ๆ ผมเคยพิจารณาแค่ชื่อเสียงของ Master Fund แล้วเข้าซื้อทันที โดยไม่ได้ดูสัดส่วนค่าธรรมเนียมรวม (TER) ของกองทุนไทย ผลคือ แม้ผลตอบแทนของ Master Fund จะทำได้ดี แต่ NAV ฝั่งไทยกลับโตช้ากว่าที่คิดเพราะโดนค่าธรรมเนียมฝั่งไทยและต้นทุนการ Hedging ค่าเงินตัดทอนไป ผู้อ่านควรศึกษาและทดสอบตรวจสอบสเปกค่าธรรมเนียมและนโยบาย FX Hedging ก่อนตัดสินใจลงทุนตามความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ครับ
บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ Feeder Fund
สรุปแล้ว Feeder Fund คือ เครื่องมือการลงทุนที่ช่วยทลายกำแพงเรื่องการลงทุนต่างประเทศ ทำให้การกระจายความเสี่ยงข้ามประเทศเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญคือการมองให้ออกว่า Master Fund ที่กองทุนไทยนำเงินไปลงทุนนั้นมีสินทรัพย์และสไตล์การลงทุนแบบใด พร้อมทั้งตรวจสอบโครงสร้างค่าธรรมเนียมรวมและนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนของตนเอง
หมายเหตุ : บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Feeder Fund
Feeder Fund เสียภาษีซ้ำซ้อนไหม?
โดยทั่วไป กองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม Master Fund ต่างประเทศอาจโดนภาษี หัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) จากประเทศที่ไปลงทุนตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ก่อนจะส่งผลตอบแทนกลับมาให้ Feeder Fund ในไทย นักลงทุนรายย่อยที่รับเงินปันผลจาก Feeder Fund ในไทย จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือสามารถเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีตามเกณฑ์ของ กรมสรรพากร
Feeder Fund มีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหน?
ระดับการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นอยู่กับนโยบาย FX Hedging ของกองทุน หากเป็นกองทุนประเภท Unhedged แล้วค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างประเทศที่กองทุนไปลงทุน ผลตอบแทนในรูปเงินบาทจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าราคาของ Master Fund ในต่างประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม
จะรู้ได้อย่างไรว่า Feeder Fund กองไหนลงทุนใน Master Fund กองใด?
นักลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จาก “หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ” (Fund Factsheet) ของกองทุนนั้น ๆ โดย บลจ. จะระบุชื่อของ Master Fund สัดส่วนการลงทุน ชื่อบริษัทจัดการสินทรัพย์ต่างประเทศ รวมถึงมีลิงก์ให้เข้าไปดู Fund Factsheet ของ Master Fund ต้นทางได้อย่างชัดเจน
Feeder Fund เหมาะกับการออมระยะยาวหรือการเก็งกำไรระยะสั้น?
Feeder Fund เหมาะกับการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น เนื่องจากมีระยะเวลาในการคำนวณและประกาศ NAV ที่ช้ากว่ากองทุนในประเทศ (โดยทั่วไปตามหนังสือชี้ชวนของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) จะใช้เวลาประมาณ T+3 ถึง T+5 ในการรับเงินค่าขายคืน) รวมถึงมีต้นทุนค่าธรรมเนียมการซื้อขายและการบริหารที่ออกแบบมาสำหรับการสะสมมูลค่าในระยะยาว
Master Fund เปลี่ยนนโยบายการลงทุน บลจ. ไทยจะทำอย่างไร?
หาก Master Fund มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ บลจ. ไทยในฐานะผู้บริหาร Feeder Fund จะทำการประเมินว่านโยบายใหม่ยังสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนไทยหรือไม่ หากไม่สอดคล้อง บลจ. อาจขอมติผู้ถือหน่วยลงทุนเพื่อเปลี่ยนไปลงทุนใน Master Fund กองใหม่ หรือดำเนินการปิดกองทุนและคืนเงินให้นักลงทุนตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต.
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











