คำสั่งซื้อขาย Forex มีอะไรบ้าง? รู้จัก Market Order คืออะไร

  • 3:37 pm
  • Post Views: 596
Table of Contents
คำสั่งซื้อขาย Forex คืออะไร

Market Order คือ คำสั่งซื้อขายทันที ณ ราคาตลาดปัจจุบัน ซึ่งแมตช์ออเดอร์กับราคาเสนอซื้อ (Bid) หรือเสนอขาย (Ask) ที่ดีที่สุดในขณะนั้นทันที คำสั่งนี้ออกแบบมาเพื่อส่งเข้าสู่ตลาดทันที แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ราคาตามที่เห็นบนหน้าจอ และในบางสถานการณ์คำสั่งอาจถูกปฏิเสธหรือเกิด Slippage ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • คำสั่งซื้อขาย Forex แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก คือ คำสั่งพื้นฐาน (Buy/Sell), คำสั่งทันที (Market Orders), คำสั่งล่วงหน้า (Pending Orders) และคำสั่งคุมความเสี่ยง (SL/TP)
  • Market Order คือ การเปิดออเดอร์ทันทีตามราคาปัจจุบัน เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการความเร็วในการเข้าออเดอร์
  • การส่งคำสั่ง Market Order ในช่วงข่าวแรง อาจทำให้เกิด Slippage หรือ Requote ได้จากสภาพคล่องที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
  • การตั้ง Stop Loss และ Take Profit ทุกครั้ง คือสิ่งสำคัญในการควบคุมความเสี่ยงไม่ว่าจะส่งคำสั่งประเภทใด

. . . . . . . . . . . . . . .

คำสั่งซื้อขาย Forex คืออะไร?

คำสั่งซื้อขาย Forex คือ การส่งคำสั่งผ่านแพลตฟอร์มการเทรด เช่น MT4, MT5 และ WebTrader เพื่อทำการเปิดหรือปิดออเดอร์ในการเทรดคู่เงิน โดยคุณสามารถกำหนดราคาหรือเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้ได้ราคาที่ต้องการ

การเทรดในตลาด Forex ไม่ใช่แค่การเลือกคู่เงินแล้วกดซื้อหรือขายเท่านั้น แต่ยังมีคำสั่งอีกหลายประเภทที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไร และจัดการความเสี่ยงให้กับคุณได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งพี่โบ้ได้สรุปเนื้อหาเกี่ยวกับประเภทคำสั่งซื้อขาย Forex พร้อมแนะนำวิธีใช้งาน เพื่อให้คุณก้าวเข้าสู่ตลาดแห่งนี้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้นครับ

ข้อดีในการตั้งคำสั่งซื้อขาย Forex

  • ลดความกดดันในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
  • ไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา เพราะคำสั่งซื้อขายสามารถทำงานได้เองอัตโนมัติตามที่คุณตั้งเงื่อนไขไว้
  • สามารถกำหนดจุดเข้า-ออกได้ล่วงหน้า
  • เพิ่มโอกาสในการทำกำไร

ข้อควรระวังในการตั้งคำสั่งซื้อขาย Forex

  • จำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับคำสั่งซื้อขายแต่ละประเภทอย่างชัดเจน
  • ถึงแม้จะมีการตั้งคำสั่งซื้อขาย แต่บางโบรกเกอร์อาจเกิด Slippage และ Requote ได้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
  • บางโบรกเกอร์อาจมีข้อกำหนดในการตั้งคำสั่งซื้อขาย

ประเภทคำสั่งซื้อขาย Forex

ประเภทคำสั่งเทรด Forex ที่เทรดเดอร์ทุกคนควรทำความเข้าใจแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้:

  1. คำสั่งซื้อขายพื้นฐาน (Basic Forex Orders)
  2. คำสั่งซื้อขายทันที (Market Orders)
  3. คำสั่งซื้อขายล่วงหน้า (Pending Orders)
  4. คำสั่งทำกำไรและป้องกันการขาดทุน (Risk Management Orders)

ตารางเปรียบเทียบประเภทคำสั่งซื้อขาย Forex

ตารางสรุปประเภทคำสั่งซื้อขาย Forex มีอะไรบ้าง สำหรับมือใหม่

คำสั่งซื้อขายพื้นฐาน (Basic Forex Orders)

คำสั่งซื้อขายพื้นฐาน (Basic Forex Orders) คือ คำสั่งเริ่มแรกที่ใช้ในการเทรดฟอเร็กซ์ โดยมีคำสั่งหลัก คือ Buy และ Sell ซึ่งเป็นคำสั่งที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องรู้ เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นในการทำกำไร อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานที่จำเป็นต้องนำไปเชื่อมโยงกับคำสั่งประเภทอื่น ๆ อีกด้วยครับ

ประเภทคำสั่งซื้อขายพื้นฐาน (Basic Forex Orders)

  • Buy: คำสั่ง ซื้อคู่เงิน ใช้ในกรณีที่คุณคาดว่า ราคาจะปรับตัวขึ้นในอนาคต
  • Sell: คำสั่ง ขายคู่เงิน ใช้ในกรณีที่คุณคาดว่า ราคาจะปรับตัวลงในอนาคต

คำสั่งเปิดออเดอร์ Buy คือ การเปิดออเดอร์เพื่อ “ซื้อคู่เงิน” ใช้ในกรณีที่คุณคาดว่า “ราคาจะปรับตัวขึ้นในอนาคต” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Long Position

ตัวอย่างการใช้คำสั่ง Buy: สมมติว่าคุณคาดการณ์ว่าราคา EURUSD จะเพิ่มขึ้นจาก 1.1000 ไปที่ 1.1200 คุณสามารถเปิดออเดอร์ Buy เพื่อหวังทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาที่เพิ่มขึ้นครับ

2. คำสั่งเปิดออเดอร์ Sell คืออะไร?

คำสั่งเปิดออเดอร์ Sell คือ การเปิดออเดอร์เพื่อ “ขายคู่เงิน” ในกรณีที่คุณคาดว่า “ราคาจะปรับตัวลงในอนาคต” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Short Position

ตัวอย่างการใช้คำสั่ง Sell: สมมติว่าคุณคาดการณ์ว่าราคา EURUSD จะลดลงจาก 1.1200 ไปที่ 1.1000 คุณสามารถเปิดออเดอร์ Sell เพื่อหวังทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ลดลงครับ

📢 Traderbobo แนะนำ

ส่วนใหญ่เราจะนิยมใช้คำสั่ง Buy ในกรณีที่ตลาดอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) และใช้คำสั่ง Sell ในกรณีที่ตลาดอยู่ในแนวโน้มขาลง (Downtrend) ครับ ทั้งนี้ คำสั่ง Buy และ Sell สามารถนำไปปรับใช้ได้ในอีกหลายกรณี ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ที่คุณเลือกใช้

Market Order คืออะไร และใช้งานอย่างไร (Market Orders)

Market Order คือ คำสั่งซื้อขายทันที ณ ราคาตลาดปัจจุบัน โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขล่วงหน้า เมื่อเทรดเดอร์ส่งคำสั่ง Market Order ระบบจะทำการจับคู่คำสั่งของคุณกับราคาเสนอซื้อ (Bid) หรือราคาเสนอขาย (Ask) ที่มีอยู่ในสมุดคำสั่งซื้อขาย (Order Book) ของสภาพคล่อง ณ ขณะนั้นทันที

กลไกการจับคู่คำสั่งซื้อขายของ Market Order

เมื่อคุณกดส่งคำสั่งซื้อขายแบบทันที:

  1. หากส่งคำสั่ง Buy ระบบจะจับคู่กับราคา Ask
  2. หากส่งคำสั่ง Sell ระบบจะจับคู่กับราคา Bid

สรุปสั้น ๆ คือ Market Order คือ คำสั่งที่เน้นความเร็วในการเข้าออเดอร์เป็นหลัก ส่วนราคาที่ได้จริงจะขึ้นอยู่กับสภาพคล่อง ณ ขณะนั้นครับ ทั้งนี้ ความรวดเร็วในการส่งคำสั่งมีผลต่อราคาที่ได้ เพราะหากราคาเปลี่ยนระหว่างส่งคำสั่ง อาจเกิด Slippage ได้ครับ

1. Market Execution คืออะไร?

Market Execution คือ การเปิดออเดอร์ทันทีตามราคาตลาดที่โบรกเกอร์เสนอ โดยราคาที่คุณเลือกอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ระหว่างดำเนินการ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เรียกว่า Slippage (ราคาที่เปิดออเดอร์ได้อาจสูง หรือต่ำกว่าราคาที่คุณเลือกในตอนแรก)

ข้อดีของคำสั่ง Market Execution:

  • เปิดออเดอร์ได้อย่างรวดเร็ว
  • โดยทั่วไปหากใช้คำสั่งนี้จะไม่มีการปฏิเสธคำสั่งซื้อขาย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระบบของโบรกเกอร์ที่คุณเลือกใช้
  • เหมาะสำหรับการเทรดระยะสั้น

ข้อเสียของคำสั่ง Market Execution:

  • ราคาที่เปิดออเดอร์อาจไม่ตรงตามที่คุณเลือกไว้ในตอนแรก
  • มีโอกาสเกิด Slippage โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงหรือในช่วงที่มีข่าว
  • ผลกระทบจาก Slippage อาจส่งผลต่อกำไรหรือขาดทุนของคุณ

ตัวอย่างการใช้คำสั่ง Market Execution: สมมติว่า คุณต้องการซื้อคู่เงิน EURUSD ที่ราคา 1.2000 และกดเปิดออเดอร์ Buy ในขณะที่ราคากำลังขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว ราคาที่คุณจะได้รับอาจมีการเปลี่ยนแปลงเป็น 1.2001 หรือ 1.1998 แทนที่จะเป็น 1.2000 ตามที่คุณเห็นในตอนแรกครับ

2. Instant Execution คืออะไร?

Instant Execution คือ การเปิดออเดอร์ทันทีตามราคาตลาดที่โบรกเกอร์เสนอเช่นเดียวกับ Market Execution แต่หากราคามีการเปลี่ยนแปลงระหว่างดำเนินการ ระบบจะไม่มีการเปิดออเดอร์และจะเสนอราคาใหม่ให้กับคุณ โดยคุณต้องกดยืนยันการเปิดออเดอร์ที่ราคาใหม่อีกครั้ง จึงจะสามารถส่งคำสั่งต่อได้ ซึ่งในกรณีนี้เรียกว่า Requote (ปฏิเสธการเปิดออเดอร์ และเสนอราคาใหม่ให้)

ข้อดีของคำสั่ง Instant Execution:

  • สามารถเลือกราคาที่ต้องการเปิดออเดอร์ได้อย่างแม่นยำ
  • หากราคามีการเปลี่ยนแปลง คุณสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเปิดออเดอร์ที่ราคาใหม่ต่อไปหรือไม่

ข้อเสียของคำสั่ง Instant Execution:

  • อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการเปิดออเดอร์
  • มีโอกาสเกิด Requote โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงหรือในช่วงที่มีข่าว
  • อาจทำให้พลาดโอกาสในการทำกำไร โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่ต้องอาศัยความเร็วในการเปิดออเดอร์

ตัวอย่างการใช้คำสั่ง Instant Execution: สมมติว่า คุณต้องการซื้อคู่เงิน EURUSD ที่ราคา 1.2000 และกดเปิดออเดอร์ Buy แต่ในขณะที่คุณกำลังดำเนินการ ราคาของคู่เงิน EURUSD เปลี่ยนไปเป็น 1.2001 หรือ 1.1998 แทน ดังนั้น ราคาที่เลือกไว้ในตอนแรกจะไม่สามารถเปิดออเดอร์ได้ จนกว่าคุณจะกดยืนยันราคาใหม่ที่ทางโบรกเสนอให้ครับ

📢 Traderbobo แนะนำ

คำสั่ง Market Execution เหมาะสำหรับกลยุทธ์ที่ต้องการความเร็ว เช่น Scalping (การเปิด-ปิดออเดอร์ระยะสั้นเพื่อเก็บกำไรจากราคาที่ขยับเล็กน้อย) แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในช่วงตลาดผันผวนสูง เพื่อลดความเสี่ยงจาก Slippage ส่วนคำสั่ง Instant Execution เหมาะสำหรับกลยุทธ์ที่ต้องการราคาที่แม่นยำในการเปิดออเดอร์ เช่น การเทรดที่ใช้แนวรับ-แนวต้าน แต่คุณต้องเตรียมรับมือกับความล่าช้าจาก Requote ครับ

คำสั่งซื้อขายล่วงหน้า (Pending Orders)

คำสั่งซื้อขายล่วงหน้า (Pending Orders) คือ คำสั่งที่ตั้งการซื้อหรือขายคู่เงินไว้ล่วงหน้า เพื่อรอเปิดออเดอร์ตามราคาที่ต้องการในอนาคต ซึ่งแตกต่างจาก Market Orders ที่เปิดทันทีตามราคาปัจจุบัน โดยในกลุ่มนี้ Limit Order คือ คำสั่งที่ตั้งราคาซื้อหรือขายไว้ล่วงหน้าในราคาที่ดีกว่าราคาปัจจุบัน ซึ่งในแพลตฟอร์ม MT4 และ MT5 จะแสดงเป็น Buy Limit และ Sell Limit ส่วน Stop Order คือ คำสั่งที่ตั้งราคาซื้อหรือขายไว้เหนือหรือใต้ราคาปัจจุบัน เพื่อเข้าออเดอร์ตามทิศทางที่ราคาเคลื่อนที่ต่อ ซึ่งในแพลตฟอร์มจะแสดงเป็น Buy Stop และ Sell Stop ครับ

ประเภทคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า (Pending Orders)

คำสั่งซื้อขายล่วงหน้า (Pending Orders) แบ่งออกเป็น 6 คำสั่งหลัก ๆ ดังนี้:

  • Buy Limit: คำสั่ง ซื้อเมื่อราคาลดลง ถึงระดับที่กำหนดไว้ โดยคุณคาดว่า ราคาจะกลับตัวขึ้น หลังจากแตะระดับนั้น
  • Sell Limit: คำสั่ง ขายเมื่อราคาเพิ่มขึ้น ถึงระดับที่กำหนดไว้ โดยคุณคาดว่า ราคาจะกลับตัวลง หลังจากแตะระดับนั้น
  • Buy Stop: คำสั่ง ซื้อเมื่อราคาเพิ่มขึ้น ถึงระดับที่กำหนดไว้ โดยคุณคาดว่า ราคาจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังจากนั้น
  • Sell Stop: คำสั่ง ขายเมื่อราคาลดลง ถึงระดับที่กำหนดไว้ โดยคุณคาดว่า ราคาจะลดลงต่อเนื่อง หลังจากนั้น
  • Buy Stop Limit: คำสั่งที่เริ่มต้นด้วย Buy Stop และเมื่อถึงราคานั้นจะเปลี่ยนเป็น Buy Limit เหมาะสำหรับการตั้งราคาซื้อเฉพาะเจาะจงในกรณีที่ราคาทะลุแนวต้าน
  • Sell Stop Limit: คำสั่งที่เริ่มต้นด้วย Sell Stop และเมื่อถึงราคานั้นจะเปลี่ยนเป็น Sell Limit เหมาะสำหรับการตั้งราคาขายเฉพาะเจาะจงในกรณีที่ราคาทะลุแนวรับ

ข้อดีของคำสั่ง Pending Orders

  • ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา
  • ควบคุมราคาที่ต้องการเข้าเทรดได้
  • เหมาะกับกลยุทธ์ที่รอราคาแตะจุดสำคัญ
  • ลดความเสี่ยงจากการเปิดออเดอร์ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง

ข้อเสียของคำสั่ง Pending Orders

  • หากราคาตลาดไปไม่ถึงระดับที่ตั้งไว้ คำสั่งจะไม่ดำเนินการ
  • คำสั่ง Pending Orders อาจถูกปฏิเสธในโบรกเกอร์ที่ใช้ระบบ Instant Execution
  • สามารถเกิด Slippage หรือ Requote ได้ แม้มีการตั้งคำสั่งซื้อขายไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง

ตัวอย่างการใช้คำสั่ง Pending Orders

  • Buy Limit: ราคา GBPUSD อยู่ที่ 1.4000 และคุณคาดว่า ราคาจะลดลงไปที่ 1.3900 ก่อนที่จะกลับตัวขึ้น คุณสามารถตั้งคำสั่ง Buy Limit ที่ 1.3900 เพื่อซื้อเมื่อราคาลดลงถึงจุดนี้
  • Sell Limit: ราคา EURUSD อยู่ที่ 1.2000 และคุณคาดว่า ราคาจะขึ้นไปถึง 1.2100 ก่อนที่จะเริ่มลดลง คุณสามารถตั้งคำสั่ง Sell Limit ที่ 1.2100 เพื่อขายเมื่อราคาขึ้นถึงระดับนี้
  • Buy Stop: ราคา AUDUSD อยู่ที่ 0.7500 และคุณคาดว่า เมื่อราคาผ่านไปถึง 0.7600 จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณสามารถตั้งคำสั่ง Buy Stop ที่ 0.7600 เพื่อซื้อเมื่อราคาผ่านระดับนี้
  • Sell Stop: ราคา USDJPY อยู่ที่ 110.50 และคุณคาดว่า ราคาจะลดลงไปที่ 110.00 และจะลดลงอย่างต่อเนื่อง คุณสามารถตั้งคำสั่ง Sell Stop ที่ 110.00 เพื่อขายเมื่อราคาลดลงถึงระดับนี้
  • Buy Stop Limit: ราคา USDCHF อยู่ที่ 0.9500 และคุณคาดว่า หากราคาผ่าน 0.9600 ราคาจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คุณสามารถตั้งคำสั่ง Buy Stop Limit โดยกำหนดราคา Stop ที่ 0.9600 และราคา Limit ที่ 0.9580 (ต่ำกว่าราคา Stop) เพื่อควบคุมราคาที่คุณต้องการซื้อ
  • Sell Stop Limit: ราคา NZDUSD อยู่ที่ 0.6900 และคุณคาดว่า หากราคาต่ำกว่า 0.6800 ราคาจะลดลงต่อเนื่อง คุณสามารถตั้งคำสั่ง Sell Stop Limit โดยกำหนดราคา Stop ที่ 0.6800 และราคา Limit ที่ 0.6820 (สูงกว่าราคา Stop)

คำสั่งทำกำไรและป้องกันการขาดทุน (Risk Management Orders)

คำสั่งทำกำไรและป้องกันการขาดทุน (Risk Management Orders) คือ คำสั่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการรักษากำไร

ประเภทคำสั่งทำกำไรและป้องกันการขาดทุน (Risk Management Orders)

คำสั่งทำกำไรและป้องกันการขาดทุน (Risk Management Orders) แบ่งออกเป็น 3 คำสั่งหลัก ๆ ดังนี้:

  • Take Profit (TP): คำสั่ง ปิดออเดอร์ อัตโนมัติ เมื่อ ได้กำไร ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว
  • Stop Loss (SL): คำสั่ง ปิดออเดอร์ อัตโนมัติ เมื่อ ขาดทุน ถึงระดับที่กำหนด
  • Trailing Stop: คำสั่งที่เลื่อนจุด Stop Loss ตามราคาโดยอัตโนมัติ เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เป็นกำไร

ข้อดีของคำสั่ง Risk Management Orders

  • ควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • คำสั่ง Take Profit ช่วยล็อกกำไรเมื่อราคาถึงเป้าหมายที่กำหนด
  • คำสั่ง Trailing Stop ปรับตัวตามการเคลื่อนไหวของราคาที่เป็นบวก ช่วยรักษากำไรในกรณีที่ราคาย้อนกลับ
  • จัดการพอร์ตได้แม้จะไม่ได้ติดตามตลาดแบบเรียลไทม์
  • กำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจนและดำเนินการได้อย่างมีระบบ

ข้อเสียของคำสั่ง Risk Management Orders

  • อาจพลาดโอกาสทำกำไรในบางสถานการณ์
  • การตั้งค่า Stop Loss ใกล้เกินไปอาจทำให้ถูก Stop Out บ่อยครั้ง
  • การตั้ง Take Profit ไกลเกินไปอาจทำให้ราคามาไม่ถึง และกลับตัวจนขาดทุน
  • ต้องอาศัยความเข้าใจและการปรับใช้อย่างเหมาะสม

ตัวอย่างการใช้คำสั่ง Risk Management Orders

  • Take Profit (TP): หากคุณตั้ง TP ที่ 1.2200 เมื่อราคามาถึงระดับนี้ ออเดอร์จะทำการปิดเพื่อทำกำไรโดยอัตโนมัติ
  • Stop Loss (SL): หากคุณตั้ง SL ที่ 1.1800 เมื่อราคามาถึงระดับนี้ ออเดอร์จะทำการปิดเพื่อหยุดขาดทุนโดยอัตโนมัติ
  • Trailing Stop: คุณเปิดออเดอร์ Buy EURUSD ที่ราคา 1.1200 โดยตั้ง TP ที่ 1.2200, SL ที่ 1.1000 และ Trailing Stop ที่ 50 Pips เมื่อราคาขึ้นไปถึง 1.1300 จุด Stop Loss จะเลื่อนจาก 1.1000 ไปที่ 1.1250 (ห่างจากราคาปัจจุบัน 50 Pips) จากนั้นเมื่อราคาขึ้นไปถึง 1.2200 ระบบจะปิดคำสั่งซื้อโดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้คุณได้กำไรตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน TP ครับ

📢 Traderbobo แนะนำ

หลักการบริหารความเสี่ยงที่เทรดเดอร์จำนวนมากใช้เป็นจุดเริ่มต้น คือกำหนดให้ความเสี่ยงต่อ 1 ออเดอร์ไม่เกิน 1-2% ของเงินทุน โดยปรับขนาด Lot ให้สอดคล้องกับระยะ Stop Loss และอาจใช้ Risk-Reward Ratio (อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน เช่น 1:2 คือเสี่ยง 1 ส่วนเพื่อหวังผลตอบแทน 2 ส่วน) เป็นกรอบอ้างอิง ทั้งนี้ตัวเลขที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับแผนการเทรดและความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ครับ ส่วน Trailing Stop มักถูกนำไปใช้ในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มชัดเจนและเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เช่น Breakout (ราคาทะลุแนวรับหรือแนวต้านสำคัญ) หรือ Trend Following (การเทรดตามแนวโน้มราคา) ครับ

เคล็ดลับสำหรับมือใหม่ในการใช้คำสั่งซื้อขาย Forex

  • เริ่มต้นด้วยคำสั่งง่าย ๆ อย่าง Market Orders เพื่อทำความเข้าใจตลาด ก่อนส่งคำสั่งจริง ควรเข้าใจให้ชัดว่า Market Order คือ คำสั่งที่เปิดทันทีตามราคาปัจจุบัน ซึ่งอาจต่างจากราคาที่เห็นบนหน้าจอเล็กน้อยครับ
  • ตั้ง Stop Loss และ Take Profit เสมอ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
  • ทดลองใช้ Pending Orders เพื่อฝึกตั้งคำสั่งล่วงหน้า และพัฒนาทักษะการเทรดของคุณ
  • ศึกษาการใช้งาน Trailing Stop เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการกำไร

สรุป คำสั่งซื้อขายในการเทรด Forex

Market Order คือ คำสั่งพื้นฐานที่เทรดเดอร์มือใหม่มักเริ่มใช้ แต่ควรทำความเข้าใจความเสี่ยงเรื่อง Slippage และใช้ร่วมกับ Stop Loss เพื่อควบคุมความเสี่ยงครับ คำสั่งซื้อขาย Forex เป็นเครื่องมือสำคัญของทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ เนื่องจากเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้คุณบริหารความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสร้างผลกำไรในตลาด Forex

ทั้งนี้ การเลือกโบรกเกอร์ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะไม่ว่าคุณจะเตรียมตัวดีแค่ไหน แต่หากโบรกเกอร์ที่คุณใช้งานมีปัญหาด้านระบบเทรด เช่น Slippage หรือ Requote อาจทำให้คุณพลาดโอกาสในการทำกำไรได้ ดังนั้น โบรกเกอร์ที่ดีจะทำให้คุณมีชัยไปกว่าครึ่งครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Market Order คือ

คำสั่งซื้อขายในตลาด Forex มีกี่ประเภท?

คำสั่งซื้อขายในตลาด Forex มี 4 ประเภท ได้แก่ Basic Forex Orders, Market Orders, Pending Orders และ Risk Management Orders โดยในแต่ละประเภทจะมีคำสั่งย่อยเพิ่มเติมอีกครับ

Market Orders และ Pending Orders ต่างกันอย่างไร?

Market Order คือ การเปิดออเดอร์ทันทีตามราคาปัจจุบัน ในขณะที่ Pending Order คือ การส่งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเปิดออเดอร์อัตโนมัติตอนที่ราคาไปถึงระดับที่กำหนดครับ

การเปิดออเดอร์ Forex คืออะไร?

การเปิดออเดอร์ Forex คือ การส่งคำสั่งซื้อขายเพื่อเริ่มต้นการเทรดคู่เงินผ่านแพลตฟอร์มเทรด เช่น MT4, MT5 หรือ WebTrader วิธีเปิดออเดอร์บน MT4 และ MT5 คือ เลือกคู่เงิน กำหนดขนาด Lot และระดับ Stop Loss/Take Profit แล้วกดปุ่ม Buy หรือ Sell ครับ

การปิดออเดอร์ Forex คืออะไร?

การปิดออเดอร์ Forex คือ การสิ้นสุดคำสั่งซื้อขายที่คุณเปิดไว้ โดยมีเป้าหมายเพื่อล็อกกำไร หรือหยุดการขาดทุนตามแผนที่วางไว้

Market Order เสี่ยงต่อการเกิด Slippage แค่ไหน?

Market Order คือ คำสั่งที่เปิดทันทีตามราคาตลาด จึงมีความเสี่ยงในการเกิด Slippage สูงขึ้นในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือในช่วงที่มีการประกาศตัวเลขข่าวเศรษฐกิจสำคัญ เนื่องจากราคาใน Order Book มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ