
มูลค่าตามบัญชี คือ ส่วนของผู้ถือหุ้นที่เหลืออยู่จริงตามงบการเงิน หลังจากนำสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทหักลบด้วยหนี้สินทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว โดยสะท้อนถึงมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ตกเป็นของเจ้าของกิจการตามหลักบัญชีครับ
ในการวิเคราะห์งบการเงินและการประเมินมูลค่าหุ้น มูลค่าตามบัญชีถูกใช้เป็นฐานในการพิจารณาความมั่นคงทางการเงินและการเปรียบเทียบกับราคาตลาด บทความนี้อธิบายว่ามูลค่าตามบัญชีคืออะไร วิธีคำนวณ ความแตกต่างจากราคาตลาด และการใช้อัตราส่วนทางการเงินเพื่อประเมินหุ้นครับ
⚠️ คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- มูลค่าตามบัญชี (Book Value) คือ สินทรัพย์รวม หักด้วย หนี้สินรวม หรือก็คือส่วนของผู้ถือหุ้นในงบแสดงฐานะการเงิน
- มูลค่าตามบัญชีสะท้อนราคาทุนในอดีตตามหลักการบัญชี ต่างจากราคาตลาด (Market Value) ที่สะท้อนความคาดหวังในอนาคตของนักลงทุน
- การหารมูลค่าตามบัญชีด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด จะได้มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS) ซึ่งใช้เปรียบเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบันผ่านอัตราส่วน P/BV
- หุ้นที่เทรดต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี (P/BV < 1) อาจเป็นหุ้นราคาถูกหรือบริษัทที่มีปัญหาซ่อนอยู่ นักลงทุนจึงต้องตรวจสอบคุณภาพสินทรัพย์ร่วมด้วยเสมอ
มูลค่าตามบัญชี คืออะไร?
มูลค่าตามบัญชี (Book Value) คือ มูลค่าสุทธิของบริษัทตามที่บันทึกไว้ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) โดยคิดคำนวณจากตัวเลขทางบัญชีที่เป็นมูลค่าของสินทรัพย์ทั้งหมดหักออกด้วยภาระหนี้สินทั้งหมดที่บริษัทมีอยู่ครับ
📍 สรุปให้เห็นภาพง่าย ๆ มูลค่าตามบัญชี คือ ตัวเลขที่สะท้อนสินทรัพย์สุทธิในอดีต จึงควรใช้คู่กับอัตราส่วนอื่น ๆ เพื่อประเมินมูลค่าหุ้นให้รอบด้านครับ
นิยามและสมการพื้นฐานทางบัญชี
ในทางบัญชี สมการพื้นฐานของงบดุลถูกกำหนดไว้ว่า สินทรัพย์ เท่ากับ หนี้สิน บวก ส่วนของผู้ถือหุ้น ดังนั้น เมื่อเราย้ายข้างสมการเพื่อหาสิ่งที่เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นจะได้รับจริง จะได้สูตรคำนวณพื้นฐาน ดังนี้
มูลค่าตามบัญชี = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม
ตัวเลขที่ได้จากสมการนี้ก็คือ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” (Shareholders’ Equity) ซึ่งเป็นผลรวมของทุนที่ชำระแล้ว ส่วนเกินมูลค่าหุ้น และกำไรสะสมที่บริษัททำได้จากการดำเนินงานตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา หากย้อนมองจุดเริ่มต้นของบริษัท การจดทะเบียนจัดตั้งจะเริ่มจากทุนจดทะเบียนและราคาต่อหุ้น หากต้องการทำความเข้าใจโครงสร้างทุนตั้งแต่แรกเริ่ม
📍 สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เข้าใจจุดเริ่มต้นทุนบริษัทจากราคาพาร์ เพื่อเห็นภาพการสะสมส่วนของผู้ถือหุ้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ
ทำไมมูลค่าตามบัญชี ถึงถูกมองว่าเป็น “มูลค่าขั้นต่ำ” ของบริษัท?
ในทางทฤษฎี มูลค่าตามบัญชีคือจำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นควรจะได้รับ หากบริษัทตัดสินใจเลิกกิจการ นำสินทรัพย์ทั้งหมดที่มีไปขายเปลี่ยนเป็นเงินสด แล้วนำเงินนั้นไปชำระหนี้สินแก่เจ้าหนี้ทุกรายจนครบถ้วน เงินส่วนที่เหลืออยู่ก้อนสุดท้ายนั่นเองคือมูลค่าตามบัญชี
ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนสไตล์เน้นคุณค่า (Value Investor) ในยุคแรกจึงมักใช้นิยามของ book value คือ หลักประกันความปลอดภัย (Margin of Safety) ขั้นพื้นฐาน เพราะหากบริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีสินทรัพย์จับต้องได้จำนวนมาก มูลค่าตามบัญชีจะทำหน้าที่เหมือนเป็น “พื้นรองรับ” ไม่ให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงลึกจนเกินไป
เปรียบเทียบ มูลค่าตามบัญชี (Book Value) vs ราคาตลาด (Market Value)
มูลค่าตามบัญชีและราคาตลาดคือการวัดมูลค่าบริษัทจากคนละมิติ โดยมูลค่าตามบัญชีมองย้อนกลับไปในอดีตตามหลักบันทึกบัญชี ส่วนราคาตลาดมองไปในอนาคตตามความคาดหวังของนักลงทุนครับ
ความแตกต่างเชิงมิติและที่มาของตัวเลข
เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจความหมายเมื่อพบคำเหล่านี้ในบทวิเคราะห์ คำว่า book value คือ ตัวเลขทางบัญชีที่อิงกับ “ราคาทุนเดิม” (Historical Cost) สินทรัพย์บางอย่างอาจบันทึกไว้ด้วยราคาที่ซื้อมาเมื่อสิบปีก่อน จึงไม่ได้สะท้อนราคาปัจจุบันที่อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง
ในทางกลับกัน คำว่า market value คือ มูลค่าที่เกิดจากกลไกราคาซื้อขายในตลาดหุ้น ณ ช่วงเวลานั้น ๆ โดยคำนวณจาก ราคาหุ้นปัจจุบัน คูณด้วย จำนวนหุ้นทั้งหมด ซึ่งหมายถึง มูลค่าบริษัท ตามมุมมองของตลาด (Market Capitalization) ราคาตลาดจึงผันผวนตลอดเวลาตามข่าวสาร ผลประกอบการ อัตราดอกเบี้ย และอารมณ์ของนักลงทุนในตลาด
| ประเด็นเปรียบเทียบ | มูลค่าตามบัญชี (Book Value) | ราคาตลาด (Market Value) |
| ที่มาของข้อมูล | งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) | ราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ |
| เกณฑ์การวัดมูลค่า | ราคาทุนเดิมตามมาตรฐานบัญชี | อุปสงค์และอุปทาน ณ ราคาปัจจุบัน |
| มิติเวลา | บันทึกผลงานและสินทรัพย์ในอดีต | สะท้อนความคาดหวังและการเติบโตในอนาคต |
| ความผันผวน | เปลี่ยนแปลงทุกไตรมาสเมื่อออกงบ | เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามช่วงเวลาทำการ |
| การนำไปใช้งาน | เช็กความมั่นคงทางการเงินและส่วนทุน | เช็กมูลค่าที่ตลาดประเมินให้บริษัท |
วิธีคำนวณ มูลค่าตามบัญชี และการต่อยอดสู่ BVPS

การคำนวณมูลค่าตามบัญชีเริ่มต้นจากการอ่านงบการเงิน จากนั้นจึงนำมาทอนเป็นตัวเลขต่อหุ้นเพื่อให้สามารถนำไปเปรียบเทียบกับราคาหุ้นในตลาดได้ง่ายขึ้นครับ
ขั้นตอนการคำนวณ Book Value จากงบแสดงฐานะการเงิน
การคำนวณมูลค่าตามบัญชีของบริษัทสามารถทำได้โดยการเปิดดูงบแสดงฐานะการเงิน ซึ่งข้อมูลการเงินของบริษัทจดทะเบียนสามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ครับ โดยมีขั้นตอนดังนี้
- หาสินทรัพย์รวม (Total Assets): ดูยอดรวมของสินทรัพย์หมุนเวียนและสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนทั้งหมดที่บริษัทครอบครอง
- หาหนี้สินรวม (Total Liabilities): ดูยอดรวมของหนี้สินหมุนเวียนและหนี้สินไม่หมุนเวียนทั้งหมดที่บริษัทต้องชำระ
- คำนวณส่วนต่าง: นำสินทรัพย์รวม หักด้วย หนี้สินรวม จะได้ผลลัพธ์เป็นส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ มูลค่าตามบัญชีรวม
จาก Book Value รวม สู่ มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น
เนื่องจากตัวเลขมูลค่าตามบัญชีรวมมักจะเป็นตัวเลขหลักหลายร้อยล้านหรือพันล้านบาท ทำให้ยากต่อการนำไปเทียบกับราคาหุ้นซื้อขายต่อหุ้น การทอนตัวเลขลงมาจึงต้องใช้อัตราส่วนที่เรียกว่า Book Value Per Share (BVPS) โดยใช้สูตรดังนี้
BVPS = มูลค่าตามบัญชีรวม / จำนวนหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น บริษัท A มีสินทรัพย์รวม 1,000 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 400 ล้านบาท ดังนั้น มูลค่าตามบัญชีรวมจะเท่ากับ 600 ล้านบาท หากบริษัท A มีจำนวนหุ้นชำระแล้วทั้งหมด 100 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS) จะเท่ากับ 6 บาทต่อหุ้น หากต้องการเจาะลึกขั้นตอนการวิเคราะห์ความคุ้มค่าต่อหุ้น สามารถศึกษาบทความ ประเมินความคุ้มค่าด้วยมูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น เพิ่มเติมได้ครับ
การนำ มูลค่าตามบัญชี ไปประเมินมูลค่าหุ้นด้วย P/BV Ratio
เมื่อเราทราบมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS) แล้ว ขั้นตอนถัดไปของการวิเคราะห์หุ้นคือการนำไปเปรียบเทียบกับราคาตลาดปัจจุบันผ่านอัตราส่วน P/BV ครับ
การอ่านค่า Price to Book Value (P/BV)
อัตราส่วน Price to Book Value หรือที่มักเรียกกันว่า P/BV คือ เครื่องมือที่ใช้วัดว่า ราคาหุ้นในตลาดปัจจุบัน คิดเป็นกี่เท่าของมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น โดยคำนวณจาก ราคาหุ้นปัจจุบัน หารด้วย BVPS
การอ่านค่า P/BV สามารถแบ่งออกเป็นแนวทางพื้นฐานได้ดังนี้
- P/BV < 1 เท่า: ราคาหุ้นเทรด ต่ำกว่า มูลค่าตามบัญชี สะท้อนว่านักลงทุนสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิทางบัญชีของบริษัท
- P/BV = 1 เท่า: ราคาหุ้นเทรด เท่ากับ มูลค่าตามบัญชี พอดี
- P/BV > 1 เท่า: ราคาหุ้นเทรด สูงกว่า มูลค่าตามบัญชี สะท้อนว่าตลาดให้พรีเมียมแก่บริษัท เนื่องจากคาดหวังการเติบโตของกำไรในอนาคต
นักลงทุนที่ต้องการเรียนรู้วิธีสแกนหาหุ้นราคาถูกหรือวิเคราะห์ความเหมาะสมของอัตราส่วนนี้ สามารถอ่านรายละเอียดต่อได้ที่ อ่านสัญญาณหุ้นถูกหุ้นแพงด้วย P/BV เพื่อประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต
📢 Traderbobo แนะนำ
เวลาผมเห็นหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV < 1) ผมจะไม่รีบร้อนเข้าซื้อทันทีครับ เพราะหลายครั้งทรัพย์สินในงบดุลอาจเป็นสินค้าคงเหลือที่เสื่อมสภาพหรือลูกหนี้ที่เก็บเงินไม่ได้ การตรวจสอบคุณภาพสินทรัพย์ในหมายเหตุประกอบงบการเงินจึงสำคัญกว่าการดูตัวเลขบรรทัดเดียวเสมอ ผู้อ่านควรศึกษาและทดสอบด้วยตนเองตามความเหมาะสมครับ
ข้อจำกัดของ มูลค่าตามบัญชี ในยุคเศรษฐกิจใหม่
แม้มูลค่าตามบัญชีจะมีประโยชน์มาก แต่การพึ่งพาตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ประเมินมูลค่าบริษัทคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะในยุคที่โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนไป ตามแนวทางการเปิดเผยข้อมูลที่กำกับดูแลโดย สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อความโปร่งใส นักลงทุนควรตระหนักถึงข้อจำกัดต่อไปนี้
- สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets): บริษัทเทคโนโลยี หรือบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง มีสินทรัพย์สำคัญเป็นซอฟต์แวร์ ลิขสิทธิ์ หรือฐานผู้ใช้งาน ซึ่งมักไม่ได้บันทึกเป็นมูลค่าสูง ๆ ในงบดุล ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มักจะมี P/BV สูงกว่าปกติมาก
- การลงบัญชีด้วยราคาทุนเดิม: อสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินที่บริษัทถือครองมาหลายสิบปีอาจบันทึกด้วยราคาซื้อในอดีต ซึ่งต่ำกว่าราคาประเมินในปัจจุบันอย่างมาก ทำให้มูลค่าตามบัญชีต่ำกว่าความเป็นจริง (Hidden Assets)
- คุณภาพของสินทรัพย์: สินค้าคงเหลือเสื่อมสภาพหรือหนี้เสียที่ยังไม่ได้ตั้งสำรอง อาจทำให้ตัวเลขสินทรัพย์สูงเกินจริง ส่งผลให้มูลค่าตามบัญชีที่เห็นในงบดูดีกว่าความเป็นจริง
สรุปเกี่ยวกับมูลค่าตามบัญชี คืออะไร ใช้ยังไงในการประเมินมูลค่าหุ้น
มูลค่าตามบัญชี คือ เครื่องมือพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการวิเคราะห์งบการเงิน เพราะเป็นตัวเลขที่บอกว่าบริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่จริงเท่าไรหลังจากหักล้างภาระหนี้สินทั้งหมด การเข้าใจความแตกต่างระหว่างมูลค่าตามบัญชีและราคาตลาด จะช่วยให้นักลงทุนมองเห็นช่องว่างของราคาและประเมินความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การประเมินมูลค่าหุ้นให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้อัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น P/E, ROE และการวิเคราะห์กระแสเงินสด เพื่อให้เห็นภาพรวมของธุรกิจทั้งในมิติของฐานะทางการเงินและความสามารถในการทำกำไรในอนาคตครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ มูลค่าตามบัญชี
มูลค่าตามบัญชี ต่างจาก ราคาพาร์ อย่างไร?
ราคาพาร์ (Par Value) คือ มูลค่าที่กำหนดไว้ต่อหุ้น ณ วันจัดตั้งบริษัทเพื่อใช้กำหนดทุนจดทะเบียน ส่วนมูลค่าตามบัญชี (Book Value) คือ มูลค่าสุทธิของส่วนของผู้ถือหุ้นจริงตามงบการเงินปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนสะสมทั้งผลกำไรและขาดทุนจากการดำเนินงานที่ผ่านมาเรียบร้อยแล้ว
ทำไมราคาหุ้นถึงเทรด ต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี (P/BV < 1) ได้?
ราคาหุ้นสามารถต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีได้หากนักลงทุนในตลาดมองว่าบริษัทกำลังประสบปัญหา เช่น มีแนวโน้มขาดทุนต่อเนื่อง สินทรัพย์ในงบดุลเสื่อมค่า หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังถดถอย ตลาดจึงซื้อขายหุ้นโดยหักส่วนลดความเสี่ยงลงมาต่ำกว่าตัวเลขทางบัญชี
สามารถใช้นำ มูลค่าตามบัญชี ประเมินหุ้นได้ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมหรือไม่?
มูลค่าตามบัญชีเหมาะสำหรับใช้ประเมินหุ้นกลุ่มที่มีสินทรัพย์จับต้องได้สูง เช่น ธนาคารพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ โรงงาน และพลังงาน แต่ไม่ค่อยเหมาะกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ หรือธุรกิจบริการที่มีสินทรัพย์หลักเป็นทรัพย์สินทางปัญญาครับ
สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) มีผลต่อ มูลค่าตามบัญชี อย่างไร?
ตามมาตรฐานบัญชี สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ค่าความนิยม (Goodwill) หรือสิทธิบัตร มักถูกบันทึกด้วยเกณฑ์ที่เข้มงวด หากบริษัทมีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนจำนวนมากแต่มูลค่าลดลง อาจต้องมีการตั้งด้อยค่า ซึ่งส่งผลให้มูลค่าตามบัญชีปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วได้
มูลค่าตามบัญชี ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากปัจจัยใดได้บ้าง?
มูลค่าตามบัญชีจะเพิ่มขึ้นเมื่อบริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานแล้วนำสะสมเข้าส่วนของผู้ถือหุ้น หรือมีการเพิ่มทุน ในทางกลับกัน จะลดลงเมื่อบริษัทประสบผลขาดทุน มีการจ่ายเงินปันผลออกไป หรือมีการซื้อหุ้นคืน
⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











