
Free Float เป็นคำที่หลายคนอาจเคยได้ยินผ่านหูจากการที่นักลงทุนส่วนใหญ่มักพูดกันว่า “หุ้นนี้มี Free Float กี่เปอร์เซ็นต์” ซึ่งเปอร์เซ็นต์นี้จะสามารถบ่งชี้ได้ว่า หุ้นที่เรากำลังสนใจอยู่นั้น ถือเป็นหุ้นที่ดีหรือไม่ โดยบทความนี้จะขออธิบายให้กระจ่าง และเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น รับรองได้ว่า หากเข้าใจมันดีแล้ว เราจะสามารถเลือกหุ้นได้ดีขึ้นด้วยตนเองอย่างแน่นอน
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- Free Float คืออะไร: สัดส่วนหุ้นที่กระจายให้รายย่อย (ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมบริหาร และถือไม่เกิน 5%) ถือครองและซื้อขายในตลาด
- Free Float สูงหรือต่ำดีกว่ากัน: Free Float สูง จะทำให้สภาพคล่องดี ซื้อขายง่าย และปั่นราคาได้ยาก ส่วน Free Float ต่ำ จะทำให้สภาพคล่องน้อย ราคาผันผวนง่าย และอาจถูกปั่นราคาได้ง่ายกว่า
- วิธีเช็คตัวชี้วัดนี้ของหุ้น: สามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ หรือหน้าข้อมูลบริษัทจดทะเบียน เพื่อประเมินสภาพคล่องก่อนตัดสินใจลงทุน
Free Float คืออะไร ?
Free Float คือ สัดส่วนการกระจายการถือหุ้นให้ผู้ถือหุ้นรายย่อย (Minority Shareholders) ซึ่งผู้ถือหุ้นรายย่อย คือ ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหาร (Strategic Shareholders) หรือเรียกง่าย ๆ ว่า คนที่ไม่ได้เป็นผู้บริหารระดับสูงนั่นแหละครับ รวมไปถึงจะต้องมีการถือหุ้นไม่เกิน 5% ของหุ้นตัวนั้น ดังนั้น เรานี่แหละคือผู้ถือหุ้นรายย่อย
ยกตัวอย่างเช่น หาก Free Float หุ้น ตัวนั้นมี Ratio 30% หมายความว่า ทางบริษัทปล่อยหุ้นจำนวน 30% ให้กับรายย่อยอย่างพวกเราซื้อขายกันในตลาด ส่วนอีก 70% จะเป็นในส่วนของนักลงทุนรายใหญ่หรือผู้บริหาร
ฟรีโฟลทสำคัญอย่างไรในตลาดหุ้น ?
โดยปกติแล้วฟรีโฟลทมีความสำคัญแบบหลายมิติ ดังนี้
- มีผลต่อสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้น
- มีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น
- สัดส่วนนี้มีผลต่อราคาหุ้นยังไง: หากหุ้นมีฟรีโฟลทต่ำ จะทำให้เกิดความผันผวนด้านราคาได้ง่าย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กำหนดให้ฟรีโฟลทเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งในการเข้าจดทะเบียน และดำรงสถานะในการเป็นบริษัทจดทะเบียน โดยบริษัทจดทะเบียนจะต้องมีจำนวนผู้ถือหุ้นสามัญรายย่อยไม่น้อยกว่า 150 ราย และผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของทุนชำระแล้ว
การที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดเช่นนี้ เนื่องจากฟรีโฟลทเป็นส่วนสำคัญของการมีสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นของบริษัท เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนที่จะซื้อขายหุ้นได้อย่างคล่องตัว และได้ราคาที่เหมาะสม ดังนั้น บริษัทจะต้องคอยตรวจสอบฟรีโฟลทให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด
Free Float สูงหรือต่ำดีกว่ากัน
หลายคนมักสงสัยว่าสัดส่วนนี้สูงหรือต่ำดีกว่ากัน คำตอบคือขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และเป้าหมายการลงทุนของคุณ แต่โดยทั่วไปแล้ว สามารถสรุปข้อดีข้อเสียได้ดังนี้

| ลักษณะ | สภาพคล่อง | ความผันผวนของราคา | โอกาสถูกบิดเบือนราคา (ปั่นหุ้น) | เหมาะกับใคร |
| สูง | สูง (ซื้อขายง่าย) | ต่ำ (ค่อนข้างมีเสถียรภาพ) | ยาก (ต้องใช้เงินทุนมหาศาล) | นักลงทุนระยะยาวที่ต้องการความมั่นคง |
| ต่ำ | ต่ำ (ซื้อขายยากในปริมาณมาก) | สูง | ง่ายกว่า | นักลงทุนระยะสั้นที่รับความเสี่ยงได้สูง |
หุ้นที่มีฟรีโฟลทสูง มีความผันผวนของราคาหุ้นน้อยกว่าฟรีโฟลทต่ำ และสามารถทำการบิดเบือนราคาหุ้น (ปั่นหุ้น) ได้ยาก เนื่องจากต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อทำให้ราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลง ในทางตรงกันข้าม หุ้นที่มีฟรีโฟลทต่ำ จะทำให้ราคาหุ้นมีความผันผวนมากกว่า และสามารถปั่นราคากันได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม เหรียญมักมีสองด้านเสมอ เพราะยังมีข้อโต้แย้งจากนักลงทุนบางกลุ่มว่า หากหุ้นที่มีฟรีโฟลทสูงนั้นดีจริง เหตุใดผู้ถือหุ้นรายใหญ่จึงถือในจำนวนที่น้อย และเลือกที่จะนำออกมาขายให้นักลงทุนรายย่อยมากกว่า ดังนั้น สิ่งสำคัญก่อนคิดที่จะลงทุน ต้องทำความเข้าใจถึงการบริหารงาน และวิธีการทำกำไรของตัวบริษัทให้ดี ซึ่งฟรีโฟลทเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเลือกหุ้นที่ดีเท่านั้น
วิธีเช็ค Free Float ของหุ้น
สำหรับ วิธีเช็ค Free Float ของหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คุณสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องคำนวณเอง:
- เข้าไปที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
- ค้นหาชื่อย่อหุ้นที่คุณสนใจในช่องค้นหา
- เลือกแท็บ “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” (Major Shareholders)
- เลื่อนลงมาด้านล่าง คุณจะพบหัวข้อ “ข้อมูลผู้ถือหุ้นรายย่อย” (Free Float) ซึ่งจะแสดงสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์อย่างชัดเจน
ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง อย่าลืมนำสัดส่วนนี้ไปพิจารณาประกอบกับปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ ของบริษัทด้วยเสมอ
สรุปเกี่ยวกับ Free Float คืออะไร ทำไมต้องให้ความสำคัญ
Free Float หรือสัดส่วนหุ้นรายย่อย เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนประเมินสภาพคล่องและความเสี่ยงของหุ้นแต่ละตัวได้ หุ้นที่มีตัวชี้วัดนี้สูงมักจะมีความผันผวนของราคาน้อยกว่าและซื้อขายได้ง่ายกว่า ในขณะที่หุ้นที่มีตัวชี้วัดนี้ต่ำอาจมีความผันผวนสูงและเสี่ยงต่อการถูกบิดเบือนราคา อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรใช้ข้อมูลนี้ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ
⚠️ หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นได้ทั้งหมดหรือบางส่วน จึงควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน
บทความนี้จัดทำโดยมีการใช้เครื่องมือ AI เพื่อช่วยในการรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล และผ่านการตรวจสอบความถูกต้องโดยทีมงาน Traderbobo เพื่อให้ข้อมูลที่แม่นยำและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้อ่าน
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: สาระน่ารู้
อ่านรีวิวโบรกเกอร์เพิ่มเติมได้ที่: Review Broker











