
Insider Trading คือ การใช้ข้อมูลภายในที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชนและมีผลต่อราคาหลักทรัพย์ มาใช้ซื้อขายหุ้นเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง ถือเป็นความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์
การกระทำนี้สร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้เอาข้อมูลไปใช้ และทำลายระบบความน่าเชื่อถือของตลาดทุนทั้งหมด บทความนี้อธิบายกลไกของ Insider Trading ข้อกฎหมาย กฎการเปิดเผยข้อมูล และวิธีสังเกตสำหรับนักลงทุนครับ
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- Insider Trading คือการใช้ข้อมูลภายในที่ยังไม่เปิดเผยสาธารณะ (Material Nonpublic Information) มาซื้อขายหุ้นเพื่อเอาเปรียบตลาด
- บุคคลภายในไม่ได้หมายถึงแค่ผู้บริหาร แต่รวมถึงบุคคลภายนอกที่ได้รับข้อมูลลับนั้นมาโดยมิชอบด้วย
- พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ของไทยมีบทลงโทษรุนแรง ทั้งโทษปรับทางแพ่งและโทษจำคุกทางอาญา
- บริษัทจดทะเบียนต้องปฏิบัติตามกฎการเปิดเผยข้อมูล (Information Disclosure Rules) เพื่อให้ผู้ลงทุนทุกคนได้รับข้อมูลอย่างเท่าเทียม นักลงทุนสามารถสังเกตความผิดปกติของราคาและปริมาณการซื้อขายก่อนการประกาศข่าวใหญ่เพื่อระวังความเสี่ยงได้
Insider Trading คืออะไร?
Insider Trading คือ การใช้ข้อมูลภายใน (Inside Information) ที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อประชาชนทั่วไป และเป็นข้อมูลที่มีสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ นำไปใช้ซื้อขาย เข้าผูกพัน หรือบอกกล่าวแก่ผู้อื่นเพื่อซื้อขายหุ้นนั้นก่อนที่ข้อมูลจะถูกเปิดเผยครับ

ข้อมูลภายใน (Material Nonpublic Information) หมายถึง ข้อมูลตัวเลขผลประกอบการ การควบรวมกิจการ การจ่ายปันผลพิเศษ หรือการสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งหากนักลงทุนทั่วไปทราบจะส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนทันที เมื่อมีคนนำข้อมูลนี้ไปใช้ก่อน ตลาดหุ้นจะเสียความเท่าเทียมทันที
การกระทำลักษณะนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงาน ก.ล.ต. ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เพื่อควบคุมให้ตลาดทุนมีความสะอาดและเป็นธรรมแก่ผู้ลงทุนทุกกลุ่ม
ทำไมการใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้นถึงผิดกฎหมาย?
การใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้นถูกกำหนดให้เป็นความผิดทางกฎหมายในตลาดทุนทั่วโลก เพราะการเอาเปรียบเชิงข้อมูลทำลายรากฐานสำคัญของระบบการลงทุนครับ
- ทำลายความเท่าเทียมทางข้อมูล: ตลาดหุ้นทำงานได้ด้วยความเชื่อมั่นว่าทุกคนเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน หากมีกลุ่มคนรู้ผลการดำเนินงานล่วงหน้า คนกลุ่มนั้นจะสร้างกำไรหรือหลบเลี่ยงผลขาดทุนได้เสมอ
- บั่นทอนสภาพคล่องของตลาด: หากนักลงทุนรายย่อยรู้สึกว่าตลาดถูกจัดฉากและมีคนได้เปรียบอยู่ตลอดเวลา รายย่อยจะถอนตัวออกจากตลาด ส่งผลให้สภาพคล่องและการระดมทุนของภาคธุรกิจเสียหาย
- ความผิดต่อหน้าที่ (Fiduciary Duty): ผู้บริหารและพนักงานมีหน้าที่ดูแลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นทุกคน การนำข้อมูลลับไปหาประโยชน์ส่วนตัวถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างร้ายแรง
ใครบ้างที่เข้าข่าย “Insider”?
หลายคนเข้าใจผิดว่า Insider หมายถึงเฉพาะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) หรือกรรมการบริษัทเท่านั้น แต่ในทางกฎหมาย คำว่าบุคคลภายในครอบคลุมกว้างกว่านั้นมากครับ
| ประเภท Insider | ขอบเขตบุคคล | ตัวอย่างตำแหน่ง |
| Primary Insiders | บุคคลภายในโดยตำแหน่งหน้าที่ | กรรมการ, CEO, ผู้จัดการ, ผู้สอบบัญชี, ที่ปรึกษาทางการเงิน |
| Secondary Insiders | บุคคลภายนอกที่ได้รับข้อมูลต่อ | ญาติสนิท, เพื่อน, นอมินี (Nominee), พนักงานสายอื่นที่แอบยินข่าว |
1. บุคคลภายในโดยตำแหน่ง (Primary Insiders)
คือผู้ที่เข้าถึงข้อมูลภายในได้โดยตรงจากตำแหน่งหน้าที่ เช่น กรรมการ, ผู้บริหาร, ผู้จัดการ, ผู้สอบบัญชี, ที่ปรึกษาทางการเงิน, และพนักงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลการเงินหรือยุทธศาสตร์ของบริษัท
2. บุคคลภายนอกผู้รับข้อมูล (Secondary Insiders)
คือบุคคลที่ได้รับข้อมูลภายในต่อมาจากบุคคลภายในอีกที ไม่ว่าจะเป็นญาติสนิท เพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือนอมินี (Nominee) หากนำข้อมูลนั้นไปซื้อขายหุ้นโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลภายใน ก็ถือว่ามีความผิดเท่าเทียมกับบุคคลภายในครับ
กฎการเปิดเผยข้อมูลหุ้น (Information Disclosure Rules)
เพื่อป้องกันปัญหาการใช้ข้อมูลภายใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงวางกฎเกณฑ์ที่เรียกว่า กฎการเปิดเผยข้อมูลหุ้น เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลสำคัญจะถูกส่งถึงทุกคนพร้อมกัน
| ประเภทข้อมูล | กำหนดเวลาเปิดเผย | ตัวอย่างสาระสำคัญ |
| งบการเงินรายไตรมาส/ปี | ภายในระยะเวลาที่กำหนด (45 วัน / 60 วัน) | กำไรสุทธิ, รายได้, รายการตั้งสำรอง |
| เหตุการณ์สำคัญทันที (Immediate Disclosure) | เปิดเผยทันทีหรือก่อนเปิดตลาดรอบถัดไป | การควบรวมกิจการ, การชำระหนี้ผิดนัด, การเปลี่ยนผู้บริหาร |
| ช่วงเวลาห้ามซื้อขาย (Blackout Period) | ห้ามเทรดก่อนเปิดเผยงบ 14-30 วัน | การห้ามกรรมการและผู้บริหารซื้อขายหุ้นตนเอง |
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังบังคับใช้มาตรการ Silent Period หรือ Blackout Period เพื่อห้ามผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องกับการเตรียมงบการเงินทำการซื้อขายหุ้นของบริษัทตนเองในช่วงเวลาก่อนการประกาศงบ เพื่อตัดช่องทางการเกิด Insider Trading
กฎหมาย Insider Trading ในประเทศไทยและบทลงโทษ
พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559 ได้ปรับปรุงบทบัญญัติเรื่องการใช้ข้อมูลภายในให้มีความเด็ดขาดและรวดเร็วขึ้น โดยมาตรา 242 กำหนดห้ามการกระทำ Insider Trading ส่วนบทลงโทษที่เกี่ยวข้องบัญญัติไว้ในมาตรา 296 และมาตรา 296/2 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันครับ
| ประเภทบทลงโทษ | ขอบเขตการลงโทษตามกฎหมาย |
| โทษทางอาญา | จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 500,000 ถึง 2,000,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ) |
| มาตรการลงโทษทางแพ่ง | เรียกเงินคืนเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับ + ปรับเป็นเงินสูงสุด 2 เท่าของผลประโยชน์ + ห้ามเป็นกรรมการ/ผู้บริหารตามระยะเวลาที่กำหนด |
กฎหมายไทยกำหนดข้อสันนิษฐานไว้ด้วยว่า หากกรรมการหรือผู้บริหารมีการซื้อขายหุ้นผิดไปจากปกติก่อนการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้ใช้ข้อมูลภายใน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนเองไม่ได้ใช้ข้อมูลดังกล่าว
ข้อแตกต่างระหว่างการซื้อขายปกติกับการใช้ข้อมูลภายใน
นักลงทุนอาจสงสัยว่าผู้บริหารจะสามารถซื้อหรือขายหุ้นบริษัทตัวเองได้เลยหรือไม่ คำตอบคือ ทำได้ หากเป็นการซื้อขายตามปกติและปฏิบัติตามเกณฑ์
| ประเด็นเปรียบเทียบ | การซื้อขายหุ้นปกติของผู้บริหาร | การซื้อขายที่เข้าข่าย Insider Trading |
| เจตนาและช่วงเวลา | ซื้อขายตามแผนลงทุนระยะยาว นอกช่วง Blackout Period | ซื้อขายก่อนหน้าการประกาศข่าวสำคัญเพียงไม่กี่วัน |
| พฤติกรรมวอลุ่ม | ปริมาณการซื้อขายเป็นไปตามสภาวะปกติ | ปริมาณการซื้อขายสูงผิดปกติจากแนวโน้มเดิม |
| การรายงานกฎหมาย | รายงานการถือครองหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 | มักซ่อนตัวผ่านบัญชีบุคคลอื่น (Nominee) |
หากเป็นการซื้อขายด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ผู้บริหารต้องรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ต่อ ก.ล.ต. ตามมาตรา 59 ภายในระยะเวลาที่กำหนด สรุปได้ว่า การซื้อขายหุ้นของผู้บริหารสามารถทำได้ตามปกติ ตราบใดที่ไม่เข้าเงื่อนไข Insider Trading ตามที่กล่าวมาข้างต้นครับ
นักลงทุนรายย่อยควรสังเกตและรับมืออย่างไร?
แม้ว่านักลงทุนรายย่อยจะไม่ได้เข้าถึงข้อมูลภายใน แต่เราสามารถสังเกตสัญญาณความผิดปกติเพื่อป้องกันตนเองจากความเสี่ยงได้ครับ
- สังเกตวอลุ่มและราคาที่วิ่งผิดปกติก่อนข่าวออก: หากหุ้นตัวหนึ่งไม่มีข่าวสารใด ๆ แต่ราคาขยับขึ้นแรงพร้อมวอลุ่มหนาแน่น แล้วตามมาด้วยข่าวการควบรวมกิจการในอีก 2 วันถัดมา สัญญาณลักษณะนี้มักมีเรื่องข้อมูลภายในเข้ามาเกี่ยวข้อง
- หลีกเลี่ยงการไล่ราคาตามข่าววงใน: ข่าวไลน์หลุด ข่าวลือตามเว็บบอร์ด หรือคำแนะนำประเภท “วงในบอกมา” มักเป็นข้อมูลที่ถูกส่งต่อมาเป็นทอดสุดท้าย การหลงเชื่อข่าวลือประเภทนี้มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นเหยื่อ
- ตรวจสอบประวัติการกำกับดูแลกิจการ (CG Rating): บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลดี จะมีมาตรการเข้มงวดเรื่องการจัดการข้อมูลภายใน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้บริหารจะเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย
บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ Insider Trading
Insider Trading คือ การกระทำผิดกฎหมายที่ทำลายความซื่อตรงของตลาดทุน การเข้าใจกลไกและข้อบังคับเรื่องข้อมูลภายในช่วยให้นักลงทุนอ่านเกมในตลาดได้ชัดเจนขึ้น รู้จักระมัดระวังข่าวลือ และเลือกลงทุนในบริษัทที่มีบรรษัทภิบาลสูง
📢 Traderbobo แนะนำ
ใครที่อยากศึกษาโครงสร้างตลาดทุนเพิ่มเติม สามารถอ่านเนื้อหาภาพรวมและแนวทางการลงทุนต่อได้ที่บทความได้เลยครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Insider Trading
Insider Trading ต่างจากการซื้อขายหุ้นตามปกติของผู้บริหารอย่างไร?
การซื้อขายปกติของผู้บริหารจะทำตามแผนการลงทุนระยะยาวและเปิดเผยข้อมูลต่อ ก.ล.ต. ตามมาตรา 59 ส่วน Insider Trading คือการซื้อขายโดยอาศัยข้อมูลภายในที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อเอาเปรียบตลาดก่อนที่ข่าวสำคัญจะถูกประกาศ
หากได้รับข้อมูลวงในมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วนำไปซื้อขายหุ้นจะผิดกฎหมายหรือไม่?
มีความผิดตามกฎหมายครับ ในทางกฎหมายถือเป็น Secondary Insider หากผู้ซื้อขายรู้อยู่แล้วหรือควรรู้ว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลภายในที่มีสาระสำคัญและยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน
Blackout Period คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรกับการป้องกัน Insider Trading?
Blackout Period คือช่วงเวลาห้ามผู้บริหาร กรรมการ หรือพนักงานที่เกี่ยวข้องทำการซื้อขายหุ้นของบริษัทตนเอง (มักกำหนดไว้ 14-30 วันก่อนการประกาศงบการเงิน) เพื่อป้องกันไม่ให้นำข้อมูลผลประกอบการที่ยังไม่เปิดเผยมาใช้หาประโยชน์
บทลงโทษของการทำ Insider Trading ในประเทศไทยมีอะไรบ้าง?
บทลงโทษแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ โทษทางอาญา (จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 500,000 ถึง 2,000,000 บาท) และมาตรการลงโทษทางแพ่ง (เรียกเงินคืนเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับ ปรับเงินสูงสุด 2 เท่า และห้ามดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร)
นักลงทุนรายย่อยจะสังเกตได้อย่างไรว่าหุ้นกำลังมีการใช้ข้อมูลภายใน?
สังเกตความผิดปกติของราคาและปริมาณการซื้อขาย (Volume) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่มีข่าวสารหรือปัจจัยพื้นฐานรองรับ ก่อนที่จะมีการประกาศข่าวใหญ่หรือผลประกอบการตามมาในอีกไม่กี่วันถัดมา
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











