Treynor Ratio คืออะไร? วัดผลตอบแทนพอร์ตให้คุ้มความเสี่ยง

  • 9:15 am
  • Post Views: 0
Table of Contents
Treynor Ratio คืออะไร ตัวชี้วัดผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยงเชิงระบบของพอร์ตลงทุน

Treynor Ratio คือ อัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-Adjusted Return) โดยพิจารณาเฉพาะความเสี่ยงเชิงระบบ (Systematic Risk) ผ่านค่า Beta เป็นหลัก เพื่อช่วยประเมินว่าพอร์ตลงทุนหรือกองทุนรวมนั้น สร้างผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess Return) คุ้มค่ากับความเสี่ยงของตลาดที่ได้รับหรือไม่ครับ

ตัวชี้วัดนี้ได้รับการพัฒนาโดย Jack L. Treynor ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของพอร์ตลงทุนหลาย ๆ พอร์ต โดยเฉพาะพอร์ตที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเพียงพอจนความเสี่ยงเฉพาะตัวเหลือน้อยมาก บทความนี้จะอธิบายว่าตัวชี้วัดนี้คืออะไร มีสูตรคำนวณอย่างไร และนำไปใช้วิเคราะห์พอร์ตจริงได้อย่างไรครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • ตัวชี้วัดนี้ประเมินผลตอบแทนส่วนเกินต่อหนึ่งหน่วยความเสี่ยงเชิงระบบ (Beta)
  • ต่างจาก Sharpe Ratio ตรงที่ใช้ค่า Beta แทนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
  • เหมาะกับการวัดผลพอร์ตลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างสมบูรณ์ (Well-Diversified Portfolio)
  • ยิ่งค่าที่คำนวณได้เป็นบวกสูง แปลว่าผู้จัดการพอร์ตสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเกินได้คุ้มค่าความเสี่ยงตลาด


Treynor Ratio คืออะไร?

Treynor Ratio คือ อัตราส่วนประเมินผลการดำเนินงานของการลงทุนที่ปรับด้วยความเสี่ยง โดยนำผลตอบแทนส่วนเกินของพอร์ตลงทุน (Portfolio Return ลบด้วย Risk-Free Rate) มาหารด้วยค่า Beta (βp) ซึ่งเป็นตัวแทนความเสี่ยงเชิงระบบหรือความเสี่ยงที่ไม่สามารถกระจายออกไปได้

การวัดผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงอย่างเดียวโดยไม่มองความเสี่ยง อาจทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดว่าพอร์ตที่ได้กำไรสูงคือพอร์ตที่ดีที่สุด ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้จัดการพอร์ตอาจกำลังรับความเสี่ยงในระดับสูงอยู่ หากต้องการสร้างรากฐานที่มั่นคง ควรเริ่มต้นเข้าใจ พื้นฐานการลงทุนคืออะไรสำหรับมือใหม่ ก่อนนำเครื่องมือวัดผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยงอย่างตัวชี้วัดนี้มาใช้วิเคราะห์พอร์ตของตนเองครับ

แผนภาพแสดงส่วนประกอบของสูตร Treynor Ratio และการเปรียบเทียบความเสี่ยงเชิงระบบ

หลักการและแนวคิดพื้นฐานของตัวชี้วัดนี้

แนวคิดหลักของ Jack Treynor ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ความเสี่ยงในการลงทุนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk) ซึ่งสามารถขจัดออกไปได้ด้วยการกระจายความเสี่ยง (Diversification) และความเสี่ยงเชิงระบบ (Systematic Risk) หรือความเสี่ยงของตลาดที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้

เมื่อนักลงทุนจัดพอร์ตจนมีการกระจายความเสี่ยงอย่างดีแล้ว ความเสี่ยงคงเหลือเดียวที่มีผลต่อพอร์ตคือความเสี่ยงของตลาด ดังนั้น Treynor Ratio จึงมุ่งวัดว่าทุก ๆ 1 หน่วยของความเสี่ยงตลาดที่เราต้องเผชิญ พอร์ตนี้สร้างผลตอบแทนชดเชยให้เรามากน้อยเพียงใด

สูตรคำนวณ Treynor Ratio และวิธีแปลความหมาย

สูตรคำนวณของ Treynor Ratio มีโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน โดยนำผลตอบแทนส่วนเกินของพอร์ตมาหารด้วยค่า Beta ซึ่งวัดความผันผวนของพอร์ตเทียบกับดัชนีอ้างอิงครับ

Treynor Ratio = (Rp − Rf) ÷ βp

ส่วนประกอบของสูตร

  1. Rp (Portfolio Return): ผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนหรือกองทุนรวมในช่วงเวลาที่พิจารณา
  2. Rf (Risk-Free Rate): อัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง เช่น อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น
  3. βp (Portfolio Beta): ค่า Beta ของพอร์ตลงทุน ซึ่งบอกว่าพอร์ตเคลื่อนไหวตามตลาดมากน้อยเพียงใด

วิธีแปลผลค่าที่คำนวณได้

การตีความค่าที่คำนวณได้ สามารถดูได้จากทิศทางและขนาดของตัวเลข ดังนี้

ค่าที่คำนวณได้ความหมายนัยสำคัญต่อการจัดการพอร์ต
ค่าบวกยิ่งสูงผลตอบแทนส่วนเกินสูงเมื่อเทียบกับความเสี่ยงตลาดพอร์ตบริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าความเสี่ยง
ค่าบวกต่ำได้ผลตอบแทนชนะดอกเบี้ยไร้ความเสี่ยง แต่น้อยเมื่อเทียบความเสี่ยงสร้างผลตอบแทนได้ไม่คุ้มค่าความเสี่ยงเชิงระบบที่รับมา
ค่าติดลบผลตอบแทนพอร์ตต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยไร้ความเสี่ยง (Rp<Rf)บริหารพอร์ตได้ไม่คุ้มค่า ทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าการฝากเงินไร้ความเสี่ยง

ตัวอย่างเช่น พอร์ต A ทำผลตอบแทนได้ 12% โดยมีค่า Beta 1.2 ขณะที่พอร์ต B ทำผลตอบแทนได้ 10% แต่มีค่า Beta เพียง 0.8 หากอัตราดอกเบี้ยไร้ความเสี่ยงอยู่ที่ 2%

  • Treynor A: (12% – 2%) / 1.2 = 8.33%
  • Treynor B: (10% – 2%) / 0.8 = 10.00%

แม้พอร์ต A จะเห็นตัวเลขกำไรสูงกว่า แต่พอร์ต B ให้ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยงเชิงระบบที่ดีกว่าชัดเจน

ความแตกต่างระหว่าง Treynor Ratio, Sharpe Ratio และ Sortino Ratio

อัตราส่วนประเมินผลการดำเนินงานทั้ง 3 ตัวถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่มีความแตกต่างสำคัญในมิติของ “ตัววัดความเสี่ยง” ที่นำมาใช้คำนวณ

ในการประเมินกองทุนรวม ผู้ลงทุนสามารถดูข้อมูลเปรียบเทียบผลตอบแทนและความผันผวนของกองทุนในประเภทเดียวกันได้จากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ซึ่งจัดกลุ่มกองทุนตามเกณฑ์การจัดประเภทกองทุนรวมของ สำนักงาน ก.ล.ต. โดยตัววัดแต่ละประเภทมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่ต่างกันครับ

อัตราส่วนตัววัดความเสี่ยงที่ใช้ประเภทความเสี่ยงที่พิจารณาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
Treynor RatioBeta (β)ความเสี่ยงเชิงระบบ (Market Risk)พอร์ตที่มีการกระจายความเสี่ยงดีแล้ว (Well-Diversified)
Sharpe RatioStandard Deviation (σ)ความเสี่ยงรวม (Total Risk)พอร์ตที่ไม่ได้กระจายความเสี่ยง หรือหุ้นรายตัว
Sortino RatioDownside Deviationความเสี่ยงช่วงขาลง (Downside Risk)ตลาดผันผวนสูง หรือพอร์ตที่เน้นป้องกันการขาดทุน

สำหรับผู้ที่ต้องการเน้นวัดความเสี่ยงเฉพาะช่วงที่ตลาดปรับตัวลง การเรียนรู้และ เปรียบเทียบการใช้ Sortino Ratio ในการบริหารความเสี่ยง จะช่วยเสริมความครอบคลุมในการวิเคราะห์พอร์ตควบคู่ไปกับตัวชี้วัดนี้ได้เป็นอย่างดี

ข้อจำกัดและข้อควรระวังในการใช้ประเมินพอร์ต

แม้อัตราส่วนนี้จะมีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่นักลงทุนต้องระมัดระวังก่อนนำไปใช้งานจริงครับ

1. มองข้ามความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk)

เนื่องจากสูตรคำนวณใช้เพียงค่า Beta ดังนั้นหากนำอัตราส่วนนี้ไปใช้ประเมินพอร์ตที่มีหุ้นเพียง 2-3 ตัว (กระจายความเสี่ยงไม่ดีพอ) ค่าที่ได้จะสูงเกินจริงและเชื่อถือไม่ได้ เพราะไม่ได้นำความเสี่ยงเฉพาะตัวของบริษัทมาร่วมคำนวณ

2. การพึ่งพาข้อมูลในอดีต

ทั้งผลตอบแทนและค่า Beta คำนวณมาจากข้อมูลสถิติในอดีต ซึ่งไม่สามารถการันตีผลการดำเนินงานในอนาคตได้ หากโครงสร้างตลาดหรือนโยบายของกองทุนเปลี่ยนไป ค่าที่คำนวณได้ในอดีตอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบัน

3. ตัวเลขติดลบอาจสร้างความสับสน

หากพอร์ตลงทุนมีผลตอบแทนติดลบ จนทำให้ค่าที่คำนวณได้ติดลบ การเปรียบเทียบพอร์ตที่มีค่า Beta ต่างกันอาจให้ผลลัพธ์ที่ย้อนแย้งได้ ดังนั้นอัตราส่วนนี้จึงเหมาะที่สุดสำหรับการวิเคราะห์พอร์ตที่มีผลตอบแทนเป็นบวกเท่านั้น

สรุป: กุญแจของการเข้าใจตัวชี้วัดนี้ในการจัดพอร์ต

อัตราส่วนนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยประเมินผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยงเชิงระบบ ช่วยให้นักลงทุนรู้ว่าพอร์ตหรือกองทุนรวมที่มีการกระจายความเสี่ยงดีแล้ว สร้างผลงานได้คุ้มค่ากับความผันผวนของตลาดเพียงใด อย่างไรก็ตาม การบริหารพอร์ตให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว ควรใช้อัตราส่วนนี้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ๆ และหมั่นทบทวนพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Treynor Ratio

Treynor Ratio สูงหรือต่ำแบบไหนดีกว่ากัน?

ค่ายิ่งสูงยิ่งดีครับ เพราะหมายความว่าพอร์ตลงทุนนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเกินได้สูงกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับทุก ๆ หนึ่งหน่วยความเสี่ยงเชิงระบบ (Beta) ที่พอร์ตต้องรับเข้ามา

ตัวชี้วัดนี้เหมาะใช้ประเมินหุ้นรายตัวหรือไม่?

ไม่เหมาะครับ เนื่องจากหุ้นรายตัวมีความเสี่ยงเฉพาะตัว (Unsystematic Risk) สูงมาก การใช้อัตราส่วนนี้ที่วัดเฉพาะค่า Beta จะข้ามความเสี่ยงเฉพาะตัวไป ทำให้ประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง สำหรับหุ้นรายตัวควรใช้ Sharpe Ratio ซึ่งพิจารณาจากส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Total Risk) แทนครับ

ค่า Beta ในสูตรนี้คำนวณมาจากไหน?

ค่า Beta คำนวณจากความสัมพันธ์ทางสถิติ (Regression Analysis) ระหว่างผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนกับผลตอบแทนของดัชนีตลาดอ้างอิง (เช่น SET Index หรือ S&P 500) ในช่วงเวลาที่กำหนดครับ

ถ้าค่าที่ได้ติดลบ หมายความว่าอย่างไร?

หมายความว่าผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนที่ไร้ความเสี่ยง (Rp<Rf) ซึ่งแสดงถึงการบริหารจัดการพอร์ตที่ไม่คุ้มค่า เพราะนักลงทุนควรได้รับผลตอบแทนอย่างน้อยเท่ากับพันธบัตรรัฐบาลโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงตลาดครับ

ทำไมพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงดีแล้วถึงเหมาะกับตัวชี้วัดนี้มากกว่า Sharpe Ratio?

เพราะพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงอย่างสมบูรณ์ได้กำจัดความเสี่ยงเฉพาะตัวออกไปจนเกือบหมดแล้ว ความเสี่ยงที่เหลืออยู่จึงมีเพียงความเสี่ยงเชิงระบบ (Beta) การใช้ตัวชี้วัดนี้จึงเจาะจงวัดประสิทธิภาพในการรับความเสี่ยงตลาดได้ตรงจุดมากกว่า Sharpe Ratio ครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ