Market Order คืออะไร? การจับคู่คำสั่ง ความเสี่ยงในคริปโต

Table of Contents
Market Order คืออะไร กลไกการจับคู่คำสั่งซื้อขายในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

Market Order คือ คำสั่งซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลทันที ณ ราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในสมุดคำสั่งซื้อขาย (Order Book) ณ ขณะนั้น คำสั่งประเภทนี้เน้นความเร็วในการส่งคำสั่งเป็นหลัก เพื่อให้ได้สถานะการเทรดทันทีโดยไม่ต้องการตั้งรอราคาครับ

ในการเทรดคริปโตเคอร์เรนซีที่มีความผันผวนของราคาสูง การเลือกใช้ประเภทคำสั่งซื้อขายที่เหมาะสมมีผลต่อต้นทุนและผลตอบแทนอย่างมาก บทความนี้อธิบายโครงสร้างการทำงานของ Market Order กลไกการจับคู่คำสั่ง ความแตกต่างจากคำสั่งประเภทอื่น รวมถึงความเสี่ยงสำคัญที่นักเทรดจำเป็นต้องระมัดระวังครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • Market Order คือคำสั่งที่เน้นการจับคู่ทันที ณ ราคาปัจจุบันที่มีใน Order Book โดยให้ความสำคัญกับความเร็วมากกว่าการล็อกระดับราคา
  • ผู้ส่งคำสั่ง Market Order ทำหน้าที่เป็น Taker ในระบบ จึงต้องจ่ายค่าธรรมเนียม Taker Fee ซึ่งมักจะสูงกว่า Maker Fee
  • สภาวะตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำหรือผันผวนรุนแรง การใช้ Market Order อาจทำให้เกิดราคาคลาดเคลื่อน (Slippage) สูงกว่าปกติ
  • ในการเทรดอนุพันธ์คริปโต การใช้ Market Order ปิดตำแหน่งแบบรีบร้อนอาจขยายผลขาดทุนและเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกล้างพอร์ต

โครงสร้างของ Order Book คริปโต และตำแหน่งการจับคู่คำสั่ง Market Order

Market Order คืออะไร?

Market Order คือคำสั่งซื้อหรือขายสินทรัพย์ ณ ราคาตลาดปัจจุบัน ซึ่งเป็นคำสั่งประเภทที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดในระบบการเทรด ระบบจับคู่คำสั่งของศูนย์ซื้อขายจะนำคำสั่งของคุณไปจับคู่กับคำสั่งซื้อขายที่ตั้งรอไว้ในสมุดคำสั่งซื้อขาย (Order Book) ทันที โดยผู้ส่งคำสั่งไม่ต้องระบุราคาที่ต้องการ แต่ระบบจะดึงราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในขณะนั้นมาจับคู่ให้โดยอัตโนมัติ

จุดเด่นหลักของคำสั่งประเภทนี้คือ การการันตีว่าคำสั่งจะได้รับการจับคู่ (Execution) อย่างแน่นอนเกือบ 100% (ตราบใดที่มีสภาพคล่องเพียงพอในตลาด) แต่นักเทรดจะไม่สามารถล็อกราคาซื้อขายที่แน่นอนได้ เนื่องจากราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ในเสี้ยววินาทีตามสภาวะแรงซื้อแรงขายในขณะนั้นครับ

กลไกการจับคู่คำสั่งกับ Order Book ฝั่งตรงข้าม

เมื่อคุณส่งคำสั่ง Market Order ระบบไม่ได้เสกราคาขึ้นมาใหม่ แต่จะวิ่งไปจับคู่กับคำสั่งฝั่งตรงข้ามที่เสนอราคาไว้ใน Order Book คริปโต

  • ส่งคำสั่งซื้อ (Buy Market Order): ระบบจะนำคำสั่งไปจับคู่กับราคาขายที่ต่ำที่สุด ณ ขณะนั้น (Best Ask)
  • ส่งคำสั่งขาย (Sell Market Order): ระบบจะนำคำสั่งไปจับคู่กับราคาเสนอซื้อที่สูงที่สุด ณ ขณะนั้น (Best Bid)

หากขนาดคำสั่ง (Volume) ของคุณมีขนาดใหญ่กว่าจำนวนที่มีให้จับคู่ ณ ราคาที่ดีที่สุดราคาแรก ระบบจะขยับไปจับคู่กับราคาในลำดับถัดไปใน Order Book จนกว่าคำสั่งของคุณจะถูกจับคู่ครบตามจำนวนที่ส่งไปครับ

การทำหน้าที่เป็น Taker ในตลาดคริปโต

ในโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ร่วมตลาดจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งตามบทบาทในการสร้างหรือลดสภาพคล่อง

  1. Maker (ผู้สร้างสภาพคล่อง): ผู้ที่ตั้งคำสั่งรอไว้ใน Order Book เช่น การวาง Limit Order
  2. Taker (ผู้ดึงสภาพคล่อง): ผู้ที่ส่งคำสั่งเข้ามาจับคู่กับคำสั่งที่มีอยู่เดิมในสมุดคำสั่งทันที

เนื่องจาก Market Order เข้าไปจับคู่และดึงสภาพคล่องออกจาก Order Book ทันที ผู้ส่งคำสั่งประเภทนี้จึงมีสถานะเป็น Taker ส่งผลให้ต้องเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขายในอัตรา Taker Fee ซึ่งโดยทั่วไปศูนย์ซื้อขายจะคิดในอัตราที่สูงกว่า Maker Fee เพื่อจูงใจให้คนมาวางสภาพคล่องในระบบครับ

Market Order ทำงานอย่างไรใน Order Book?

เมื่อเข้าใจแล้วว่า Market Order คือ คำสั่งที่เน้นความเร็วในการจับคู่ การทำงานจริงของมันจะขึ้นอยู่กับความลึกของสภาพคล่อง (Market Depth) ใน Order Book อย่างแนบแน่น เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาการจับคู่คำสั่งในฝั่งซื้อและฝั่งขายดังนี้ครับ

การจับคู่คำสั่งซื้อ (Buy Market Order) กับ Asks

เมื่อนักเทรดต้องการซื้อคริปโตเคอร์เรนซีด้วย Buy Market Order ระบบจะกวาดคำสั่งเสนอขาย (Asks) เริ่มต้นจากราคาที่เสนอขายถูกที่สุดขยับขึ้นไปเรื่อย ๆ หากสภาพคล่องที่ราคาแรกมีไม่พอ เช่น คุณต้องการซื้อ 2 BTC แต่ราคา Ask แรกมีเพียง 1 BTC ระบบจะจับคู่ 1 BTC ที่ราคาแรก และอีก 1 BTC ที่ราคาเสนอขายลำดับถัดไปที่สูงขึ้น

การจับคู่คำสั่งขาย (Sell Market Order) กับ Bids

ในทางกลับกัน เมื่อส่ง Sell Market Order ระบบจะกวาดคำสั่งเสนอซื้อ (Bids) โดยเริ่มจากราคาเสนอซื้อที่สูงที่สุดลดลงมาเรื่อย ๆ หากคำสั่งขายของคุณมีขนาดใหญ่ ระบบจะจับคู่ไล่ลงไปตามลำดับราคาเสนอซื้อที่ต่ำลงเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบตามจำนวน Bitcoins หรือเหรียญที่คุณต้องการขาย

ประเภทคำสั่ง Market Orderฝั่งที่เข้าจับคู่ใน Order Bookผลกระทบต่อราคาเมื่อ Order ขนาดใหญ่
Buy Market Orderจับคู่กับเสนอขาย (Asks) เริ่มจากถูกสุดดันราคาเฉลี่ยที่ได้รับให้ สูงขึ้น
Sell Market Orderจับคู่กับเสนอซื้อ (Bids) เริ่มจากแพงสุดดึงราคาเฉลี่ยที่ได้รับให้ ต่ำลง

ความเสี่ยงสำคัญในการใช้ Market Order ในตลาดคริปโต

แม้ Market Order จะให้ความสะดวกและความเร็ว แต่การใช้งานในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความผันผวนสูงนั้นพ่วงมาด้วยความเสี่ยงที่นักเทรดต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบครับ

Slippage คริปโต หรือราคาคลาดเคลื่อนช่วงตลาดผันผวน

Slippage คือส่วนต่างระหว่างราคาที่คุณเห็นบนหน้าจอก่อนกดส่งคำสั่ง กับราคาเฉลี่ยที่คุณได้รับการจับคู่จริง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยใน 2 สภาวะหลัก คือ ช่วงที่ตลาดมีความผันผวนรุนแรง และช่วงที่เหรียญนั้นมีสภาพคล่องใน Order Book ต่ำ

ตัวอย่างเช่น ในช่วงข่าวสำคัญออก ราคาอาจขยับอย่างรวดเร็ว หากคุณกด Buy Market Order ตอนเห็นราคา BTC ที่ 60,000 ดอลลาร์ แต่กว่าคำสั่งจะส่งถึงระบบและจับคู่ ราคา Best Ask อาจพุ่งไปที่ 60,300 ดอลลาร์ ทำให้คุณได้ต้นทุนที่แพงกว่าที่คิดไว้ครับ

โครงสร้าง Taker Fee ที่สูงกว่า Maker Fee

สำหรับนักเทรดที่ทำรอบการซื้อขายบ่อยครั้ง (High-Frequency Trading หรือ Day Trading) การใช้ Market Order ทุกครั้งจะสร้างต้นทุนสะสมจาก Taker Fee ที่สูงกว่า Maker Fee การวางแผนโครงสร้างค่าธรรมเนียมจึงเป็นสิ่งสำคัญ การตรวจสอบข้อกำหนดและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บบอร์ดทางการของ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อความเข้าใจในกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องครับ

นอกจากนี้ สำหรับนักเทรดในประเทศไทย กำไรที่เกิดขึ้นจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลยังอาจมีภาระด้านภาษีเงินได้ตามหลักเกณฑ์ของ กรมสรรพากร ซึ่งการคำนวณต้นทุนการซื้อขายที่แท้จริงต้องนำค่าธรรมเนียม Taker Fee และ Slippage มารวมเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนด้วย

ความเสี่ยงเมื่อใช้ Market Order ปิดตำแหน่งใน Crypto Derivatives

ในตลาดอนุพันธ์คริปโต (Crypto Derivatives) เช่น สัญญา Futures การใช้ Market Order มีบทบาททั้งในแง่การตัดขาดทุนอย่างรวดเร็วและการเปิดสถานะ แต่หากใช้ในสภาวะที่ตลาดไร้สภาพคล่อง การกด Sell Market Order เพื่อหนีตายอาจขยายผลขาดทุนรุนแรงจนกระทบต่อระดับหลักประกัน และนำไปสู่ ความเสี่ยงของการเกิด liquidation ได้โดยไม่คาดคิด

ยิ่งไปกว่านั้น ในสัญญา Perpetual Futures การถือสถานะข้ามเวลายังมีเรื่องของ ผลกระทบจากอัตรา funding rate ที่ส่งผลต่อต้นทุนถือครอง การส่งคำสั่ง Market Order เข้าออกตำแหน่งบ่อย ๆ โดยไม่คำนวณค่าธรรมเนียมและอัตราจ่ายค้างคืน อาจทำให้พอร์ตการลงทุนถูกกัดกร่อนลงอย่างรวดเร็วครับ


Market Order vs Limit Order ต่างกันอย่างไร?

เพื่อเลือกใช้คำสั่งให้เหมาะกับกลยุทธ์ การเข้าใจ กลไกความแตกต่างของ limit order ซึ่งเป็นคำสั่งพื้นฐานอีกรูปแบบหนึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็น

ประเภทคำสั่งจุดเด่นผลกระทบ
Market Orderเน้นความเร็วในการจับคู่ ได้แมตช์ทันทีไม่ล็อกราคา มีโอกาสเกิด Slippage
Limit Orderเน้นความแน่นอนของราคา ล็อกราคาตามระบุไม่การันตีว่าจะได้รับการจับคู่ทันที

เปรียบเทียบด้านความเร็ว ความแน่นอนของราคา และค่าธรรมเนียม

  • ด้านความเร็ว: Market Order ชนะอย่างเด็ดขาด เพราะได้รับการจับคู่ทันที ในขณะที่ Limit Order ต้องรอให้ราคาตลาดวิ่งมาถึงจุดที่ตั้งไว้
  • ด้านความแน่นอนของราคา: Limit Order ให้ความแน่นอนมากกว่า เพราะคำสั่งจะจับคู่ ณ ราคาที่กำหนดหรือราคาที่ดีกว่าเท่านั้น แต่ Market Order มีความเสี่ยงเรื่อง Slippage
  • ด้านค่าธรรมเนียม: Limit Order มักเสียค่าธรรมเนียมในอัตรา Maker Fee ซึ่งถูกกว่า Taker Fee ของ Market Order

หัวข้อการเปรียบเทียบMarket OrderLimit Order
ความเร็วในการจับคู่ทันที (Instant Execution)ต้องรอราคาตลาดวิ่งมาถึง
การควบคุมราคาควบคุมไม่ได้ (เสี่ยง Slippage)กำหนดราคาได้อย่างแม่นยำ
โอกาสการได้รับการจับคู่สูงมาก (เกือบ 100%)ไม่แน่นอน (หากราคาไปไม่ถึง)
ประเภทค่าธรรมเนียมTaker Fee (มักจะสูงกว่า)Maker Fee (มักจะถูกกว่า)
สภาวะที่เหมาะสมต้องเข้า/ออกตลาดด่วน, ตัดขาดทุนต้องการระบุต้นทุน, ตลาด Sideway

จังหวะการเลือกใช้งานที่เหมาะสมสำหรับนักเทรด

การเลือกใช้ประเภทคำสั่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในขณะนั้นครับ

  • ควรใช้ Market Order เมื่อ: เกิดเหตุการณ์ Panic Sell ที่ต้องตัดขาดทุน (Stop Loss) ทันทีเพื่อรักษาเงินต้น หรือเมื่อเกิด Breakout รุนแรงที่ต้องการเข้าถือสถานะทันทีโดยไม่เกี่ยงราคา
  • ควรใช้ Limit Order เมื่อ: ต้องการตั้งรับซื้อ ณ แนวรับ หรือตั้งขาย ณ แนวต้านที่คำนวณไว้ล่วงหน้า รวมถึงเมื่อมีเวลาในการรอคำสั่งและต้องการประหยัดค่าธรรมเนียม

บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ Market Order

สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ Market Order คือ เครื่องมือส่งคำสั่งซื้อขายที่ทรงประสิทธิภาพในแง่ของความเร็วและความแน่นอนในการจับคู่ แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงด้าน Slippage และต้นทุน Taker Fee ที่สูงขึ้น การใช้งานอย่างปลอดภัยจำเป็นต้องประเมินความลึกของ Order Book และสภาวะความผันผวนของตลาดก่อนส่งคำสั่งเสมอ สำหรับนักเทรดที่สนใจต่อยอดความรู้ไปสู่การเทรดสัญญาอนุพันธ์ สามารถศึกษาบทบาทของคำสั่งประเภทต่างๆ และการบริหารความเสี่ยงเพิ่มเติมได้ครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Market Order

ทำไมส่งคำสั่ง Market Order แล้วได้ราคาแพงกว่าที่เห็นบนหน้าจอ?

ปรากฏการณ์นี้เกิดจาก Slippage หรือความคลาดเคลื่อนของราคา ในช่วงที่ส่งคำสั่ง ราคาตลาดอาจขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือจำนวนเสนอขาย (Ask) ที่ราคาต่ำสุดมีไม่เพียงพอต่อขนาดคำสั่งของคุณ ระบบจึงต้องไปจับคู่กับราคาที่สูงขึ้นใน Order Book ลำดับถัดไปครับ

Market Order เสียค่าธรรมเนียม Taker Fee แพงกว่า Limit Order เสมอไหม?

โดยทั่วไปแล้วในศูนย์ซื้อขายคริปโตส่วนใหญ่ Taker Fee จะมีอัตราสูงกว่า Maker Fee ครับ เนื่องจาก Market Order เป็นคำสั่งที่ดึงสภาพคล่องออกจากระบบ ในขณะที่ Limit Order ช่วยสร้างสภาพคล่องให้สมุดคำสั่ง อย่างไรก็ตาม ศูนย์ซื้อขายบางแห่งอาจมีโปรโมชันหรือโครงสร้างค่าธรรมเนียมตามระดับ VIP ที่ปรับลดลงได้ครับ

ในช่วงตลาด Crash ควรใช้ Market Order หนีตายหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับสภาวะสภาพคล่องครับ หากตลาดเกิด Panic Crash และคุณต้องการออกจากสถานะทันทีเพื่อหยุดผลขาดทุน Market Order การันตีว่าคุณจะปิดสถานะได้ทันที แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิด Slippage สูง หากตลาดขาดสภาพคล่องรุนแรง ราคาขายจริงอาจต่ำกว่าที่คาดไว้มากครับ

Market Order เกี่ยวข้องกับการเกิด Cascading Liquidation อย่างไร?

เมื่อตำแหน่งในตลาดอนุพันธ์ถูกล้างพอร์ต ระบบของศูนย์ซื้อขายจะส่งคำสั่ง Market Order ออกมาปิดสถานะโดยอัตโนมัติ หากมีตำแหน่งถูกล้างพอร์ตพร้อมกันเป็นจำนวนมาก คำสั่ง Sell Market Order มหาศาลจะเข้าไปกวาดฝั่ง Bid ใน Order Book จนราคาดิ่งลงรุนแรง และไปแตะจุด Liquidation ของพอร์ตอื่น ๆ ต่อเนื่องเป็นโดมิโนครับ

มือใหม่ควรเริ่มเทรดคริปโตด้วย Market Order หรือไม่?

มือใหม่สามารถเริ่มใช้ Market Order สำหรับการซื้อขายเหรียญหลักที่มีสภาพคล่องสูงและมีขนาดคำสั่งไม่ใหญ่ได้ เพื่อความสะดวกและเข้าใจกระบวนการจับคู่ แต่ควรเริ่มศึกษาการใช้งาน Limit Order ควบคู่กันไป เพื่อเรียนรู้การวางแผนต้นทุนและประหยัดค่าธรรมเนียมในการเทรดระยะยาวครับ

ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ

สินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูงมาก อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งจำนวนได้ครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ