
Liquidation คือ กระบวนการที่กระดานเทรดคริปโตเคอร์เรนซีทำการบังคับปิดสถานะการซื้อขาย (Forced Liquidation) ของนักเทรดโดยอัตโนมัติ เมื่อเงินหลักประกัน (Margin) ในบัญชีลดลงจนไม่เพียงพอที่จะรองรับผลขาดทุนจากความผันผวนของราคาในตลาด
ในตลาดคริปโตอนุพันธ์และการใช้ Leverage การโดนล้างพอร์ตเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลให้เงินลงทุนสูญหายอย่างรวดเร็ว การเข้าใจกลไก Liquidation Price ระดับหลักประกัน และสภาวะตลาดจึงเป็นหัวใจสำคัญ บทความนี้อธิบายโครงสร้างการทำงานของการถูกล้างพอร์ตและแนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบครับ
⚠️ คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- Liquidation คือ การล้างพอร์ต เกิดขึ้นเมื่อ Margin Balance ต่ำกว่า Maintenance Margin จนระบบต้องบังคับปิดสถานะอัตโนมัติ
- กระดานเทรดใช้ Mark Price ในการคำนวณ Liquidation Price เพื่อป้องกันการล้างพอร์ตผิดพลาดจากราคาลากสปิกลอยในระยะสั้น
- การใช้ Leverage สูงเกินไปจะยิ่งทำให้ Liquidation Price ขยับเข้าใกล้ราคาปัจจุบัน ส่งผลให้พอร์ตรับความผันผวนได้น้อยลง
- การตั้ง Stop Loss และการเลือกใช้ Isolated Margin ช่วยจำกัดขอบเขตความเสียหายไม่ให้ลามไปยังหลักประกันส่วนอื่นในบัญชี
Liquidation คืออะไร ในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี?
Liquidation คือ การถูกบังคับชำระบัญชีหรือบังคับปิดสถานะการเทรดโดยระบบอัตโนมัติของกระดานเทรด เมื่อมูลค่าหลักประกันในพอร์ตไม่เพียงพอต่อการแบกรับผลขาดทุนครับ
เมื่อเราพูดถึงคำศัพท์ทางการเงิน หากจะแปลความหมายตรงตัว liquidation แปลว่า การชำระบัญชี หรือการเปลี่ยนสินทรัพย์ให้กลายเป็นเงินสด แต่เมื่อนำมาใช้ในบริบทของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล คำนี้จะหมายถึง forced liquidation คริปโต หรือที่นักเทรดไทยนิยมเรียกว่า “การโดนล้างพอร์ต” นั่นเอง

ความหมายของการถูกบังคับปิดสถานะ (Forced Liquidation) และการล้างพอร์ต
การเกิด Forced Liquidation คือ กลไกความปลอดภัยของศูนย์ซื้อขายสัญญาอนุพันธ์ (Crypto Derivatives Exchange) ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องทั้งระบบไม่ให้เกิดหนี้สูญ เมื่อนักเทรดเปิดสถานะการเทรดด้วยการยืมเงินจากกระดานเทรดผ่าน Leverage แล้วราคาสินทรัพย์ขยับไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คาดการณ์ไว้ หากผลขาดทุนเริ่มเข้าใกล้จำนวนเงินหลักประกันที่วางไว้ ระบบจะเข้าตัดออเดอร์ทันทีเพื่อนำเงินหลักประกันส่วนที่เหลือไปชำระคืนระบบ
คำเตือนจาก Traderbobo: หน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงาน ก.ล.ต. ได้เน้นย้ำถึงการเตือนความเสี่ยงในผลิตภัณฑ์อนุพันธ์สินทรัพย์ดิจิทัลเสมอ เนื่องจากอัตราทดที่สูงสามารถขยายทั้งผลกำไรและผลขาดทุนได้อย่างทวีคูณ
ความแตกต่างระหว่างการปิดออเดอร์ปกติ กับ Forced Liquidation
การปิดออเดอร์ปกติ (Normal Closure) คือการที่นักเทรดเป็นผู้ส่งคำสั่งปิดสถานะด้วยตนเอง ไม่ว่าจะปิดเพื่อรับกำไร (Take Profit) หรือตัดขาดทุน (Stop Loss) โดยสามารถกำหนดราคาและเวลาได้ตามกลยุทธ์ แต่ในกรณีของ Forced Liquidation ระบบจะเป็นผู้เข้ายึดการทำงานและปิดสถานะให้เองโดยที่นักเทรดไม่สามารถปฏิเสธได้ อีกทั้งในการถูกล้างพอร์ต นักเทรดมักจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการถูกล้างพอร์ต (Liquidation Fee) เพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมการเทรดตามปกติอีกด้วย
ทำไม Liquidation ถึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักเทรด Crypto Futures ต้องรู้?
Liquidation คือหนึ่งในปัจจัยชี้นำความเสี่ยงหลักในตลาดสัญญาอนุพันธ์คริปโต เพราะหากขาดการบริหารจัดการที่ดี อาจส่งผลให้สูญเสียเงินทุนหลักประกันทั้งหมดในออเดอร์นั้นได้ทันทีครับ
ในการเทรดตลาดซื้อขายทันที (Spot Trading) หากราคาคริปโตเคอร์เรนซีดิ่งลง นักเทรดยังคงถือครองจำนวนเหรียญจริงไว้ในกระเป๋า และสามารถถือรอการฟื้นตัวของราคาในอนาคตได้ แต่สำหรับตลาดอนุพันธ์และ Margin Trading การโดนล้างพอร์ตหมายความว่าสถานะการเทรดถูกยกเลิก และเงินหลักประกันถูกริบไปจริง ทำให้ไม่มีโอกาสถือเหรียญรอราคากลับมาอีกต่อไป
ผลกระทบต่อเงินทุนหลักประกันและการสูญเสียสภาวะการควบคุมพอร์ต
ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดของการเกิด Liquidation คือการสูญเสียทุนอย่างฉับไว หากนักเทรดใช้ Cross Margin ผลขาดทุนอาจลุกลามไปดึงเอาเงินยอดคงเหลือทั้งหมดในบัญชีมาถัวเฉลี่ย จนทำให้พอร์ตเงินลงทุนทั้งหมดกลายเป็นศูนย์ในชั่วข้ามคืน การสูญเสียสภาวะการควบคุมพอร์ตเช่นนี้มักสร้างแรงกดดันทางอารมณ์ ทำให้นักเทรดตัดสินใจผิดพลาดซ้ำซ้อน
ปรากฏการณ์ Liquidation Cascade ที่ส่งผลกระทบต่อราคาตลาดคริปโตภาพรวม
เมื่อตลาดคริปโตเกิดความผันผวนรุนแรง และมีสถานะ Long หรือ Short จำนวนมากถูกล้างพอร์ตพร้อม ๆ กัน คำสั่งบังคับปิดสถานะเหล่านั้นจะกลายเป็นคำสั่งเทขายหรือซื้อคืนในตลาดทันที ส่งผลให้ราคาขยับไปในทิศทางนั้นแรงขึ้นอีก จนไปแตะจุด Liquidation Price ของนักเทรดรายอื่น ๆ ต่อเนื่องกันเป็นห่วงโซ่ ปรากฏการณ์นี้ เรียกว่า Liquidation Cascade ซึ่งเคยสร้างคลื่นความผันผวนมหาศาลให้กับตลาด Bitcoin และ Ethereum มาแล้วหลายครั้ง
| มิติการเปรียบเทียบ | Spot Trading | Crypto Derivatives Trading (Futures/Margin) |
| การถือครองสินทรัพย์ | ได้ถือครองเหรียญจริงใน Wallet | ถือครองสัญญาอิงราคา ไม่ได้เหรียญจริง |
| การใช้ Leverage | ไม่สามารถใช้ Leverage ได้ (1x) | เลือกใช้ Leverage ได้ตั้งแต่ 2x ถึง 125x |
| ความเสี่ยงการเกิด Liquidation | ไม่มีทางโดน Liquidation (เหรียญไม่หาย) | มีความเสี่ยงโดน Liquidation หากราคาผิดทาง |
| ผลกระทบเมื่อราคาดิ่งลง | ขาดทุนทางบัญชี (Unrealized Loss) แต่เหรียญครบ | เสียเงินหลักประกันจริงทันทีเมื่อแตะราคาล้างพอร์ต |
กลไกการเกิด Liquidation ในตลาดคริปโตทำงานอย่างไร?
กลไกการเกิด Liquidation คือการทำงานผ่านการตรวจสอบสัดส่วนเงินหลักประกันคงเหลือเทียบกับระดับหลักประกันขั้นต่ำที่ระบบกำหนดไว้ตลอดเวลาครับ
เพื่อเข้าใจการเกิดล้างพอร์ตในระบบ liquidation crypto คือ การที่ระบบอัลกอริทึมของ Exchange คํานวณตัวเลขสำคัญ 4 ตัวประกอบกันเสมอ ได้แก่ Initial Margin, Maintenance Margin, Margin Balance และ Mark Price
องค์ประกอบสำคัญ: Margin, Leverage และ Maintenance Margin
- Initial Margin (หลักประกันเริ่มต้น): จำนวนเงินที่นักเทรดต้องใช้วางเพื่อเปิดสถานะการเทรด
- Leverage (อัตราทด): เครื่องมือเพิ่มอำนาจเงินทุน เช่น ใช้ Leverage 10x วางเงิน $100 สามารถเปิดสถานะได้มูลค่า $1,000
- Maintenance Margin (หลักประกันขั้นต่ำ): จำนวนเงินหลักประกันขั้นต่ำสุดที่ต้องรักษาไว้ในบัญชีเพื่อประคองสถานะออเดอร์ หาก Margin Balance ต่ำกว่าระดับนี้ ระบบจะเริ่มกระบวนการ Liquidation ทันที
Liquidation Price คืออะไร? หลักการคำนวณราคาจุดล้างพอร์ตเบื้องต้น
คำตอบของคำถามที่ว่า Liquidation Price คือ อะไร สรุปได้ว่ามันคือ ระดับราคาสินทรัพย์ที่ทำให้เงินหลักประกันของคุณลดลงจนเท่ากับ Maintenance Margin พอดี
ตัวอย่างหลักการคำนวณราคาจุดล้างพอร์ตเบื้องต้น:
สมมติว่าคุณเปิดสถานะ Long ใน Bitcoin ที่ราคา $50,000 โดยใช้ Leverage 10x (วางเงินหลักประกัน 10% หรือเท่ากับ $5,000 สำหรับสัญญา $50,000) หากกำหนดให้ Maintenance Margin อยู่ที่ 0.5%
เมื่อราคา Bitcoin ร่วงลงมาประมาณ 9.5% หรือลงมาที่ระดับราคาประมาณ $45,250 เงินหลักประกันคงเหลือจะเหลือเพียงแค่ 0.5% ของมูลค่าสัญญา ทำให้จุด $45,250 กลายเป็น Liquidation Price ทันที
Mark Price vs Last Price ทำไมกระดานเทรดถึงใช้ Mark Price ตัด Liquidation?
- Last Price: ราคาที่มีการจับคู่ซื้อขายล่าสุดบนกระดานนั้น ๆ ซึ่งอาจผันผวนจากออเดอร์ขนาดใหญ่
- Mark Price: ราคาอ้างอิงที่คำนวณมาจากราคา Spot ของหลาย ๆ กระดานเทรดรวมกัน ผสมกับข้อมูลค่า Funding Rate
กระดานเทรดชั้นนำเลือกใช้ Mark Price ในการตัดสินจุดเกิด Liquidation เพื่อป้องกันปัญหาสภาพคล่องชั่วคราวบนกระดานตนเอง (Wick/Spike) ไม่ให้นักเทรดถูกล้างพอร์ตโดยไม่เป็นธรรม ทั้งที่ราคาตลาดรวมไม่ได้ร่วงลงจริง
ความสัมพันธ์ระหว่าง Liquidation กับ Funding Rate และประเภทคำสั่งซื้อขาย
นอกจากราคาที่วิ่งผิดทางแล้ว ค่าธรรมเนียมการถือสถานะก็มีส่วนสำคัญในการดึงเงินหลักประกันให้ลดลง นักเทรดควรรู้จัก เช็กต้นทุนถือสถานะผ่านค่า Funding Rate อยู่เสมอ เพราะหากค่า Funding Rate เป็นบวกสูงแล้วคุณถือสถานะ Long เงินหลักประกันจะถูกหักออกไปเรื่อย ๆ ทุก 8 ชั่วโมง จนอาจดันให้ Liquidation Price ขยับเข้าใกล้ราคาปัจจุบันโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ การเลือกใช้ประเภทคำสั่งซื้อขายก็มีผลต่อสภาวะ Liquidation เช่น การ ตั้งราคาซื้อขายแบบระบุเงื่อนไขด้วย Limit Order จะช่วยควบคุมราคาเข้าซื้อไม่ให้เกิด Slippage ในขณะที่คำสั่งบังคับปิดสถานะของระบบ Liquidation เอง มักจะถูกส่งเข้าตลาดด้วยการ จับคู่สัญญาโดยตรงผ่าน Market Order เพื่อให้ปิดสถานะได้เร็วที่สุด ซึ่งมักได้ราคาที่ไม่ดีนัก
รูปแบบการโดน Liquidation และประเภทของ Margin
รูปแบบของการโดน Liquidation ในระบบ Liquidation Crypto คือ การที่ระบบเลือกว่าจะล้างพอร์ตบางส่วนหรือทั้งหมด ขึ้นอยู่กับประเภท Margin ที่นักเทรดเลือกใช้ครับ

Partial Liquidation vs Full Liquidation ในแต่ละ Exchange
- Full Liquidation: การที่ระบบทำการยกเลิกคำสั่งซื้อขายทั้งหมดและปิดสถานะออเดอร์นั้น 100% ในทันทีเมื่อแตะ Liquidation Price พบได้บ่อยในกระดานเทรดทั่วไปสำหรับออเดอร์ขนาดเล็ก
- Partial Liquidation: ระบบจะค่อย ๆ ปิดสถานะออกไปเพียงบางส่วน เพื่อลดขนาดของ Position และลดระดับ Maintenance Margin ที่ต้องการลง ทำให้สถานะส่วนที่เหลือสามารถรอดพ้นการถูกล้างพอร์ตไปได้ มักใช้ในกระดานเทรดระดับสถาบันสำหรับออเดอร์ขนาดใหญ่
Isolated Margin vs Cross Margin ต่างกันอย่างไรต่อโอกาสการเกิด Liquidation?
การเลือกโหมด Margin มีผลโดยตรงต่อระดับความเสี่ยงของเงินในกระเป๋าของคุณ:
- Isolated Margin: แยกเงินหลักประกันออกจากบัญชีหลักอย่างเด็ดขาด หากออเดอร์นั้นโดน Liquidation คุณจะเสียเงินเฉพาะเท่าที่วางไว้ในออเดอร์นั้น
- Cross Margin: ใช้เงินคงเหลือทั้งหมดในบัญชีเป็นหลักประกันร่วมกัน หากออเดอร์ติดลบ ระบบจะดึงเงินส่วนอื่นในบัญชีมาค้ำไว้เรื่อย ๆ ทำให้จุด Liquidation Price อยู่ไกลขึ้น แต่ถ้าดิ่งแรงจริง ๆ เงินทั้งพอร์ตจะหายไปทั้งหมด
| คุณลักษณะ | Isolated Margin | Cross Margin |
| การจัดการหลักประกัน | แยกหลักประกันเฉพาะรายออเดอร์ | ใช้หลักประกันร่วมกันทั้งบัญชี |
| ระยะ Liquidation Price | อยู่ใกล้ราคาปัจจุบันมากกว่า | อยู่ไกลกว่าเพราะใช้ทุนทั้งพอร์ตช่วยค้ำ |
| ความเสียหายสูงสุดเมื่อล้างพอร์ต | เสียเฉพาะเงินที่ลงในออเดอร์นั้น | เสียเงินทุนทั้งหมดในบัญชี Derivatives |
| ความเหมาะสม | เหมาะกับการเทรดความเสี่ยงสูง / Leverage สูง | เหมาะกับสาย Hedging / พอร์ตคุม Risk สม่ำเสมอ |
5 วิธีป้องกันและบริหารความเสี่ยงไม่ให้โดน Liquidation
การป้องกัน Liquidation สามารถทำได้ด้วยการสร้างระบบควบคุมความเสี่ยงอย่างรัดกุมเพื่อรักษาเงินหลักประกันให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยเสมอครับ
เพื่อให้อยู่รอดในตลาดอนุพันธ์คริปโตได้อย่างยั่งยืน นักเทรดสามารถนำ 5 เทคนิคนี้ไปปรับใช้ในแผนการเทรดได้ทันที:
1. การวาง Stop Loss อย่างแม่นยำ
การตั้ง Stop Loss คือการกำหนดจุดยอมตัดขาดทุนด้วยตัวเองเสมอ จุด Stop Loss จะต้องถูกวางไว้ ก่อน ถึง Liquidation Price เสมอ เช่น หาก Liquidation Price อยู่ที่ $40,000 คุณควรตั้ง Stop Loss ไว้ที่ $42,000 เพื่อรักษาทุนส่วนใหญ่เอาไว้ ไม่ให้ระบบเข้ามาทำการ Forced Liquidation
2. การควบคุมอัตรา Leverage ไม่ให้สูงเกินไปตามสภาวะ Volatility
ยิ่งใช้ Leverage สูง ระยะห่างระหว่างราคาปัจจุบันกับ Liquidation Price จะยิ่งแคบลง สำหรับตลาดคริปโตที่มีความผันผวนสูง การลด Leverage ลงมาเหลือระดับ 2x–5x จะช่วยเพิ่มพื้นที่ Margin Buffer ทำให้พอร์ตทนต่อสวิงของราคาได้ดีขึ้นมาก
3. การเลือกใช้ Isolated Margin เพื่อจำกัดขอบเขตความเสียหาย
หากคุณกำลังทดสอบแผนการเทรดใหม่ ๆ หรือเทรดในเหรียญ Altcoin ที่มีความผันผวนสูงมาก ควรเลือกใช้โหมด Isolated Margin เสมอ เพราะแม้ว่าจะวิเคราะห์ผิดทาง ความเสียหายก็จะหยุดอยู่แค่หลักประกันของออเดอร์นั้น ไม่ลามมาทำลายเงินส่วนใหญ่ในพอร์ต
4. การคำนวณ Position Sizing และ Maintenance Margin Buffer
คำนวณขนาดไม้การเข้าเทรดให้เหมาะสมกับขนาดพอร์ต (Position Sizing) โดยไม่ควรลงเงินเกิน 1%–3% ของพอร์ตรวมในออเดอร์เดียว และต้องคอยเช็กให้ระดับ Margin Ratio อยู่ในเขตสีเขียว (ปลอดภัย) ตลอดเวลา
5. การบริหารการเปิดสถานะฝั่ง Short/Long ตามสภาวะตลาดคริปโต
การเข้าใจทิศทางของเทรนด์ใหญ่จะช่วยลดโอกาสโดนล้างพอร์ต หากตลาดอยู่ในช่วงขาลงรุนแรง การศึกษาเทคนิค เปิดมุมมองการทำกำไรฝั่งขาลงผ่าน Short Bitcoin จะช่วยสร้างกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง (Hedging) หรือเก็งกำไรตามเทรนด์ได้อย่างปลอดภัยมากกว่าการฝืนสวนเทรนด์ Long
นอกจากเรื่องการบริหารพอร์ตแล้ว นักเทรดต้องคำนึงถึงภาระภาษีจากการเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลตามเกณฑ์ของ กรมสรรพากร ด้วยเช่นกันครับ
📢 Traderbobo แนะนำ
ตอนผมเริ่มเทรด Futures ใหม่ ๆ ข้อผิดพลาดที่ผมทำบ่อยที่สุดคือการไม่เผื่อ Margin Buffer ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ทำให้โดน Liquidation Price ลากไปแตะอย่างรวดเร็ว ผมแนะนำว่าให้คำนวณจุดตัดขาดทุนให้กว้างกว่าระยะ Liquidation เสมอ และควรศึกษาทดสอบในพอร์ตจำลองจนเข้าใจจังหวะตลาดตามความเสี่ยงที่รับได้ครับ
สรุป Liquidation คืออะไร และวิธีบริหารความเสี่ยง
Liquidation คือหนึ่งในสิ่งที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจ การเข้าใจกลไก Liquidation ไม่ใช่เรื่องของการหลีกเลี่ยงตลาดอนุพันธ์ แต่เป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่จะควบคุมและใช้เครื่องมืออย่างมีวินัย หัวใจสำคัญของการรอดพ้นจากการล้างพอร์ตคือการใช้ Leverage ที่เหมาะสม การตั้ง Stop Loss ล่วงหน้า และการเลือกใช้โหมด Isolated Margin เพื่อจำกัดความเสี่ยง นักเทรดที่อยู่รอดในระยะยาวไม่ใช่คนที่ทำกำไรได้สูงสุดในไม้เดียว แต่คือคนที่รักษาทุนไว้เล่นในรอบถัดไปได้เสมอครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Liquidation
Liquidation คืออะไร แปลว่าอะไรในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี?
Liquidation แปลว่า การถูกบังคับชำระบัญชี หรือการถูกล้างพอร์ตในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีครับ หมายถึงกระบวนการที่ระบบกระดานเทรดทำการปิดสถานะสัญญาอนุพันธ์ของนักเทรดโดยอัตโนมัติ เมื่อผลขาดทุนลากจนเงินหลักประกันในบัญชีเหลือต่ำกว่าระดับหลักประกันขั้นต่ำ (Maintenance Margin) ที่กำหนดไว้
Liquidation Price คำนวณอย่างไร?
Liquidation Price คำนวณจากปัจจัยหลัก ได้แก่ ราคาที่เปิดสถานะ (Entry Price), อัตราทด (Leverage), จำนวนเงินหลักประกัน (Margin), ประเภท Margin (Isolated หรือ Cross) และอัตรา Maintenance Margin ของกระดานเทรด โดยระบบจะคำนวณหาจุดราคาที่ทำให้เงินหลักประกันคงเหลือเท่ากับ Maintenance Margin พอดีครับ
โดน Liquidation แล้วเงินในพอร์ตจะเหลือ 0 เลยใช่ไหม?
ไม่จำเป็นต้องเหลือ 0 เสมอไปครับ ขึ้นอยู่กับโหมด Margin ที่ใช้ หากใช้ Isolated Margin คุณจะเสียเงินเฉพาะหลักประกันที่วางไว้ในออเดอร์นั้น ส่วนเงินอื่นในพอร์ตยังคงปลอดภัย แต่หากใช้ Cross Margin แล้วปล่อยให้ลากยาวจนล้างพอร์ต เงินคงเหลือทั้งหมดในบัญชี Derivatives อาจกลายเป็นศูนย์ได้ครับ
การโดน Liquidation ต่างจากการโดน Stop Loss อย่างไร?
การโดน Stop Loss เกิดจากการตั้งคำสั่งตัดขาดทุนด้วยตัวนักเทรดเอง เพื่อควบคุมความเสียหายให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้และมักเหลือทุนกลับมาเสมอ ส่วนการโดน Liquidation เกิดจากระบบของกระดานเทรดเป็นผู้บังคับปิดออเดอร์เนื่องจากหลักประกันหมด ซึ่งมักตามมาด้วยค่าธรรมเนียมการล้างพอร์ตเพิ่มเติมครับ
ทำไมราคาพุ่งดิ่งแรง ๆ ถึงเกิด Liquidation ชนวนล้างพอร์ตพร้อมกันหลายบัญชี?
สภาวะราคาที่ดิ่งแรงมากกระทันหันจะไปแตะจุด Liquidation Price ของนักเทรดหลายบัญชีพร้อมกัน เมื่อระบบบังคับปิดสถานะออเดอร์ Long เหล่านั้น คำสั่งจะถูกส่งเป็น Market Order ขายออกมาทันที ทำให้ราคายิ่งดิ่งลงไปแตะจุดล้างพอร์ตของบัญชีถัด ๆ ไป เกิดเป็นปรากฏการณ์ Liquidation Cascade นั่นเองครับ
⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง สุดท้ายสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูงมาก อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งจำนวนได้ครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











