Prop Firm Challenge คืออะไร กฎเหล็กที่ต้องรู้ก่อนสอบ

  • 10:57 am
  • Post Views: 0
Table of Contents
โครงสร้างการสอบประเมินผล Prop Firm Challenge และระบบบริหารความเสี่ยงพอร์ตจำลอง

Prop Firm Challenge คือ กระบวนการสอบประเมินทักษะการเทรดผ่านบัญชีจำลอง (Demo Account) ที่บริษัท Prop Firm จัดขึ้น เพื่อคัดเลือกเทรดเดอร์ที่มีวินัยการบริหารความเสี่ยงตามเงื่อนไขที่กำหนด ระบบนี้กำหนดให้ผู้สมัครต้องทำกำไรถึงเป้าหมายโดยห้ามขาดทุนเกินขีดจำกัดสูงสุดที่ระบุไว้ในสัญญาจำลองครับ

ในตลาดการเงินปัจจุบัน เทรดเดอร์รายย่อยจำนวนมากมองหาโอกาสบริหารพอร์ตขนาดใหญ่โดยใช้เงินทุนส่วนตัวเพียงค่าธรรมเนียมสมัครสอบ แต่ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การเร่งทำกำไร หากอยู่ที่ความเข้าใจในกฎเกณฑ์จำกัดการขาดทุน คู่มือนี้ครอบคลุมโครงสร้างการสอบ กฎเหล็กควบคุมความเสี่ยง ข้อจำกัดทางจิตวิทยา และประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจสมัครครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • บททดสอบของ Prop Firm ออกแบบมาเพื่อวัดความสามารถในการรักษาเงินต้นมากกว่าอัตราเร่งของการสร้างกำไรครับ
  • การคำนวณขีดจำกัดการขาดทุนรายวันของหลายบริษัทจะนับรวมยอดขาดทุนที่ยังไม่ปิดสถานะ (Floating Loss) ด้วย จึงเป็นกฎที่เทรดเดอร์มือใหม่มักมองข้ามครับ
  • ค่าสมัครสอบเป็นค่าบริการประเมินผลที่ไม่สามารถขอรับเงินคืนได้หากทำผิดกฎแม้เพียงข้อเดียว
  • ผู้ให้บริการบางแห่งมีรายได้ส่วนสำคัญจากค่าสมัครสอบของผู้ที่ไม่ผ่านบททดสอบ ซึ่งเป็นประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ควรรู้ก่อนสมัครครับ


Prop Firm Challenge คืออะไร?

Prop Firm Challenge คือ ระบบคัดกรองความสามารถของนักเทรดด้วยแบบทดสอบภาคปฏิบัติบนพอร์ตเสมือน เพื่อพิสูจน์ว่าผู้เทรดสามารถทำผลตอบแทนได้สม่ำเสมอภายใต้กรอบการคุมความเสี่ยงที่เข้มงวดครับ

กระบวนการนี้เริ่มจากการที่เทรดเดอร์จ่ายค่าธรรมเนียมการประเมิน (Evaluation Fee) ให้แก่ผู้ให้บริการ จากนั้นระบบจะจัดสรรบัญชีทดลองพร้อมยอดเงินเสมือน เช่น 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้เทรดเดอร์ส่งคำสั่งซื้อขายในสภาวะตลาดจริง หากเทรดเดอร์สามารถทำกำไรแตะเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ โดยไม่ละเมิดเงื่อนไขการขาดทุนรายวันและยอดขาดทุนรวม ผู้ให้บริการจะพิจารณาให้สถานะเป็นผู้บริหารเงินทุนจำลองขั้นถัดไปครับ

แผนผังเปรียบเทียบขั้นตอน One Step และ Two Step ของการสอบ Prop Firm Challenge

โครงสร้างการสอบแบบ One-Step เทียบกับ Two-Step Evaluation

ระบบการสอบ ณ ปี 2026 แบ่งออกเป็นสองโมเดลหลักตามจำนวนรอบที่ต้องพิสูจน์ผลงานครับ

การสอบแบบ One-Step Evaluation เป็นการสอบรอบเดียวจบ เทรดเดอร์ต้องทำเป้าหมายกำไรให้ถึงเกณฑ์ เช่น 8–10% ภายในระยะเวลาที่ไม่ได้จำกัดวัน แต่แลกมาด้วยกฎควบคุมความเสี่ยงที่ตึงตัวกว่า โดยเฉพาะการใช้ขีดจำกัดขาดทุนแบบตามยอดกำไร (Trailing Drawdown) ซึ่งทำให้พื้นที่หายใจของพอร์ตแคบลงตามระดับกำไรที่ขยับขึ้นครับ

ขณะที่โมเดล Two-Step Evaluation จะแบ่งการทดสอบออกเป็นสองเฟสต่อเนื่องกัน เฟสแรกมักตั้งเป้าหมายกำไรไว้ที่ 8–10% เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของระบบเทรด ส่วนเฟสสองจะปรับลดเป้าหมายกำไรลงเหลือราว 5% เพื่อพิสูจน์ความสม่ำเสมอและยืนยันว่าผลงานรอบแรกไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญหรือการใช้ขนาดสัญญาที่เสี่ยงเกินตัวครับ

สภาพแวดล้อมการเทรดและสัญญาการจัดสรรกำไร (Profit Split)

บัญชีที่ใช้ในการสอบเกือบทั้งหมดยังคงทำงานอยู่บนสภาพแวดล้อมเสมือน (Demo Environment) ที่เชื่อมสัญญาณราคาจากผู้ให้บริการสภาพคล่องภายนอกครับ

เมื่อผ่านเกณฑ์การทดสอบครบทุกเฟส เทรดเดอร์จะเข้าสู่สัญญาจำลองการแบ่งกำไร (Profit Split) โดยบริษัทจะตกลงจัดสรรเงินรางวัลจากผลกำไรที่เทรดเดอร์ทำได้บนพอร์ตจำลองในสัดส่วนตั้งแต่ 70% ถึง 90% ซึ่งรูปแบบนี้ไม่มีการจ่ายผลตอบแทนคงที่หรือการันตีรายได้ใด ๆ ทั้งสิ้น หากเดือนใดพอร์ตไม่มีกำไร เทรดเดอร์ก็จะไม่ได้รับส่วนแบ่ง และหากละเมิดขีดจำกัดความเสี่ยง สัญญาดังกล่าวจะสิ้นสุดลงทันทีครับ

กฎเหล็ก 3 ข้อของการสอบ Prop Firm ที่ห้ามละเมิด

กฎเหล็กในการสอบคัดเลือกประกอบด้วยเป้าหมายกำไร ขีดจำกัดการขาดทุนรายวัน และขีดจำกัดการขาดทุนสูงสุด ซึ่งผู้ให้บริการส่วนใหญ่ตรวจสอบเงื่อนไขเหล่านี้ด้วยระบบอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ครับ

หากระบบตรวจพบว่าพอร์ตแตะระดับความเสี่ยงที่ระบุไว้ในสัญญาเพียงเสี้ยววินาที สิทธิ์การเทรดมักถูกระงับทันที การทำความเข้าใจวิธีคิดคำนวณของแต่ละกฎจึงเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดครับ

1. Profit Target (เป้าหมายกำไร)

Profit Target คือ อัตรากำไรสุทธิที่เทรดเดอร์ต้องสร้างให้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อผ่านการประเมินครับ

โดยทั่วไปเป้าหมายในเฟสแรกจะอยู่ที่ประมาณ 8% ถึง 10% ของเงินต้นจำลอง แม้ว่าผู้ให้บริการส่วนใหญ่ ณ ปี 2026 จะยกเลิกการจำกัดเวลาสอบ ทำให้เทรดเดอร์ถือครองสถานะได้โดยไม่มีวันหมดอายุ แต่แรงกดดันทางจิตวิทยาในการอยากได้ทุนเร็วมักผลักดันให้เกิดการเปิดสัญญาขนาดใหญ่เกินขนาด (Overleveraging) ซึ่งนำไปสู่การผิดพลาดตั้งแต่ต้นสัปดาห์แรกครับ

2. Daily Drawdown Limit (ขีดจำกัดขาดทุนรายวัน)

Daily Drawdown Limit คือ เพดานการขาดทุนสูงสุดที่ระบบอนุญาตให้เกิดขึ้นได้ภายในวันทำการเดียว โดยทั่วไปจะตั้งไว้ที่ 4% ถึง 5% ของพอร์ตครับ

จุดที่เทรดเดอร์มักเข้าใจผิดคือฐานที่ใช้คำนวณ หลายบริษัทคิดฐานจากยอดคงเหลือของบัญชี (Balance) ณ เวลาปิดวันตามเวลาเซิร์ฟเวอร์ แต่หลายแห่งคิดเทียบกับมูลค่าพอร์ตสุทธิแบบเรียลไทม์รวมผลกำไรขาดทุนของสัญญาที่ยังไม่ปิด (Equity) หากในระหว่างวันคุณเปิดสถานะแล้วราคาแกว่งติดลบ (Floating Loss) จนส่วนของทุนลดลงเกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้ บัญชีจะถูกตัดสิทธิ์ทันที แม้ว่าท้ายที่สุดราคาจะตีกลับมาบวกก็ตามครับ

3. Maximum Drawdown (ขีดจำกัดขาดทุนสูงสุดของพอร์ต)

Maximum Drawdown คือ มูลค่าขาดทุนสะสมรวมทั้งหมดที่พอร์ตจะลดลงได้นับจากยอดเงินเริ่มต้นครับ

ระบบขีดจำกัดสูงสุดแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก:

  • Static Drawdown (ขีดจำกัดคงที่): เพดานขาดทุนจะถูกตรึงไว้กับยอดเงินเริ่มต้น เช่น พอร์ต 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ กำหนด Max Drawdown ไว้ที่ 10% หมายความว่าส่วนของทุนจะต้องไม่ลดลงต่ำกว่า 90,000 ดอลลาร์สหรัฐตลอดการสอบ
  • Trailing Drawdown (ขีดจำกัดแบบเลื่อนตาม): ระดับตัดสิทธิ์จะขยับขึ้นตามจุดสูงสุดของยอดเงินในพอร์ต หากพอร์ตโตขึ้นเป็น 105,000 ดอลลาร์สหรัฐ จุดตัดสิทธิ์จะเลื่อนขึ้นตามทันที ทำให้การสะสมกำไรไม่ได้ช่วยเพิ่มพื้นที่การยอมรับความเสี่ยงเสมอไปครับ

ตารางด้านล่างสรุปช่วงตัวเลขโดยทั่วไป ณ ปี 2026 ซึ่งแต่ละบริษัทอาจกำหนดเงื่อนไขต่างกัน ผู้อ่านควรตรวจสอบกับเงื่อนไขล่าสุดของบริษัทที่สนใจก่อนสมัครทุกครั้งครับ

เกณฑ์การประเมินรูปแบบ Two-Step Challenge ทั่วไปรูปแบบ One-Step Challengeผลกระทบเมื่อละเมิดเงื่อนไข
Profit Targetเฟสแรก: 8–10% / เฟสสอง: 5%8–10%สอบไม่ผ่าน (ไม่ได้สิทธิ์รับพอร์ต)
Daily Drawdown Limit4–5% (คิดเทียบ Balance หรือ Equity)3–4% (มักคิดเทียบ Equity)ระบบปิดคำสั่งและตัดสิทธิ์ทันที
Maximum Drawdown8–10% (ส่วนใหญ่เป็นแบบคงที่)6–8% (ส่วนใหญ่เป็นแบบเลื่อนตาม)ยุติสัญญาและริบบัญชีทันที
Minimum Trading Days0–5 วันทำการ0–3 วันทำการต้องเปิดคำสั่งเพิ่มจนครบวัน

ทางเลือกไม่ต้องสอบ: Instant Funding แตกต่างจาก Challenge อย่างไร?

Instant Funding คือ โมเดลการให้บริการที่ให้เทรดเดอร์เข้าถึงพอร์ตเงินทุนจำลองพร้อมรับส่วนแบ่งกำไรทันทีหลังชำระค่าธรรมเนียม โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการสอบประเมินผลครับ

สำหรับเทรดเดอร์ที่ไม่อยากเผชิญแรงกดดันจากการทำเป้าหมายกำไรแข่งกับกฎข้อบังคับ การพิจารณา ทางเลือกรับพอร์ตทันทีกับ Instant Funding Prop Firm ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ได้รับความนิยม ทว่าจุดแลกเปลี่ยนสำคัญคืออัตราค่าธรรมเนียมแรกเข้ามักสูงกว่าการสอบแบบปกติ และมักมาพร้อมกับเพดาน Maximum Drawdown ที่แคบกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ให้ขีดจำกัดขาดทุนรวมเพียง 5% ถึง 6% ซึ่งเรียกร้องการวางแผนขนาดสัญญาที่รัดกุมอย่างยิ่ง ควรเทียบราคาจริงจากหน้าเว็บของแต่ละบริษัทก่อนตัดสินใจครับ

ทำไมเทรดเดอร์หลายคนสอบไม่ผ่าน? ถอดบทเรียนพฤติกรรมและปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

บทความนี้ไม่มีตัวเลขอัตราการสอบผ่านจากแหล่งที่ตรวจสอบได้ครับ ผู้อ่านจึงไม่ควรตีความว่าการสอบผ่านเป็นเรื่องง่าย เพราะกฎขาดทุนรายวันและขาดทุนสูงสุดมีความเข้มงวดตามที่อธิบายไว้ข้างต้นครับ

สาเหตุหลักที่ทำให้เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จมาจากทั้งอคติเชิงพฤติกรรมของตัวผู้เทรดเอง และโครงสร้างทางธุรกิจของผู้ให้บริการที่ออกแบบมาเพื่อคัดกรองอย่างเข้มงวดครับ

กับดักทางจิตวิทยา (Overleveraging และ Revenge Trading)

อุปสรรคอันดับแรกคือความอยากผ่านให้เร็วที่สุดเพื่อเอาค่าสมัครสอบคืน ทำให้หลายคนเปิดไม้ใหญ่เกินกว่าที่ความเสี่ยงของตัวเองรับไหว (Overleveraging) ครับ

เมื่อไม้แรกเกิดผลขาดทุน เทรดเดอร์มักตกหลุมพรางทางอารมณ์แบบเทรดล้างแค้น (Revenge Trading) เพื่อพยายามดึงยอดติดลบกลับคืนมาภายในวันเดียว การเปิดสถานะหลาย ๆ ไม้ติดต่อกันในสภาวะที่ตลาดผันผวนจะกระตุ้นให้ส่วนของทุนสุทธิลดลงแตะระดับ Daily Drawdown อย่างรวดเร็ว การบริหารตำแหน่งสัญญา (Position Sizing) โดยคำนวณจากความเสี่ยงต่อไม้เทียบกับระยะ Daily Loss จึงเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนอย่างละเอียดครับ

โครงสร้างธุรกิจและปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน (Principal-Agent Problem)

ผมมองว่ารูปแบบธุรกิจของบริษัทจัดสอบมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ผู้สมัครควรรู้ไว้ก่อนครับ ในทางเศรษฐศาสตร์ปัญหานี้ใกล้เคียงกับ Principal-Agent Problem

ผู้ให้บริการบางแห่งมีรายได้ส่วนสำคัญจากค่าธรรมเนียมการประเมินที่ผู้สมัครชำระ ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมแบบไม่คืนเงิน (Non-Refundable) เทรดเดอร์จึงเป็นฝ่ายแบกรับความเสี่ยงจากต้นทุนค่าสอบ ขณะที่บัญชีสอบรันอยู่บนสภาพแวดล้อมเสมือน ผู้ให้บริการจึงอาจไม่ต้องรับความเสี่ยงต่อเงินทุนจริงโดยตรงในช่วงสอบ แต่โครงสร้างนี้แตกต่างกันไปในแต่ละบริษัทครับ เมื่อเทรดเดอร์ละเมิดกฎและกลับมาจ่ายค่ารีเซ็ต (Reset Fee) ผู้ให้บริการบางแห่งก็อาจมีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้อ่านจึงควรตระหนักถึงโครงสร้างแรงจูงใจนี้ก่อนตัดสินใจจ่ายค่าสอบครับ

ข้อควรระวังด้านกฎหมายไทยและภาระภาษี

บริษัทผู้ให้บริการประเมินผลการเทรดส่วนใหญ่จดทะเบียนจัดตั้งในต่างประเทศ และไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ สำนักงาน ก.ล.ต. แต่อย่างใดครับ

ดังนั้น สถานะของผู้เข้าร่วมโครงการจึงไม่ใช่การระดมทุนหรือการเปิดบัญชีลงทุนกับสถาบันการเงินที่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ตามกฎหมายไทย หากเกิดข้อพิพาทเรื่องการระงับบัญชีหรือการจ่ายส่วนแบ่งกำไร เทรดเดอร์ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดของสัญญาบริการต่างประเทศ นอกจากนี้ เงินรางวัลหรือส่วนแบ่งรายได้ที่โอนกลับเข้ามาในประเทศไทย ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้รับมีหน้าที่ต้องยื่นแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ของ กรมสรรพากร ให้ถูกต้องครบถ้วนครับ 

ข้อควรระวังเพิ่มเติม: ในวงการ Prop Firm บางบริษัทอาจมีปัญหาเรื่องการจ่ายเงินหรือเปลี่ยนกฎระหว่างทาง ก่อนจ่ายค่าสอบควรอ่านสัญญาและเงื่อนไขการจ่ายเงินให้ครบ ตรวจสอบประวัติการจ่ายเงินจากหลายแหล่งที่เป็นอิสระ และระวังบริษัทที่โฆษณาว่ารับประกันผลตอบแทนหรือรับประกันว่าสอบผ่านครับ

📌 Tip จากพี่โบ้

ในช่วงที่ผมเริ่มทดสอบระบบกับการสอบ Prop Firm ใหม่ ๆ ข้อผิดพลาดที่ทำให้พอร์ตปลิวบ่อยที่สุดคือการคำนวณ Risk per Trade จากขนาดเงินต้นรวม เช่น คิด 1% จากพอร์ต 100,000 เท่ากับยอมเสี่ยง 1,000 ดอลลาร์ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเรามีขีดจำกัดขาดทุนรายวันเพียง 5,000 ดอลลาร์เท่านั้น การเสีย 1,000 ดอลลาร์หมายถึงเราเผาพื้นที่ปลอดภัยของวันนั้นไปแล้วถึง 20% ผมจึงแนะนำให้คำนวณเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงโดยอิงจากขอบเขตของ Daily Loss แทน โดยผู้อ่านควรศึกษาและทดสอบด้วยตนเองตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ครับ

บทสรุป: กุญแจสำคัญสู่การพิชิต Prop Firm Challenge

การทำความเข้าใจข้อกำหนดของบททดสอบ Prop Firm ไม่ได้เป็นเรื่องของการมองหาช่องทางลัดสู่เงินก้อนโต หากแต่เป็นกระบวนการฝึกฝนทักษะการคุมความเสี่ยงภายใต้สภาวะกดดันครับ

หัวใจสำคัญของการสอบให้มีเสถียรภาพคือการเคารพกฎ Daily Drawdown ยิ่งกว่าเป้าหมายกำไร การมองค่าธรรมเนียมสอบเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ที่พร้อมจะสูญเสีย และการเลือกขนาดสัญญาที่เปิดโอกาสให้ระบบเทรดทำงานตามสถิติโดยไม่ถูกตัดสิทธิ์ไประหว่างทาง สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาภาพรวมของโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้เพิ่มเติม สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้จากคู่มือหลักครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Prop Firm Challenge

ถ้าสอบ Prop Firm Challenge ไม่ผ่าน จะได้เงินค่าสมัครสอบคืนหรือไม่?

ไม่ได้เงินคืนครับ ค่าธรรมเนียมการสอบถือเป็นค่าบริการระบบประเมินผลการเทรด ซึ่งระบุไว้ชัดเจนในสัญญาว่าเป็นแบบไม่สามารถเรียกคืนได้ (Non-Refundable) หากเทรดเดอร์ละเมิดกฎข้อใดข้อหนึ่ง บัญชีจะถูกปิดและยุติการสอบทันที เว้นแต่ว่าผู้สมัครจะเลือกชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเพื่อรีเซ็ตบัญชีและเริ่มต้นการประเมินใหม่อีกครั้งครับ

การนับ Daily Drawdown คิดจากยอด Balance หรือ Equity กันแน่?

ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท แต่ส่วนใหญ่จะตรวจจับจากทั้งสองยอดควบคู่กันครับ โดยระบบจะยึดตัวเลขที่ต่ำกว่าเป็นหลัก หากยอดเงินคงเหลือ (Balance) ยังไม่ลด แต่สถานะคำสั่งซื้อขายที่เปิดค้างอยู่แกว่งติดลบ (Floating Loss) จนส่งผลให้ส่วนของทุนสุทธิ (Equity) ติดลบเกินเพดานที่กำหนดไว้สำหรับวันนั้น ระบบจะตัดสิทธิ์บัญชีทันทีครับ

การสอบในปัจจุบันยังมีการกำหนดเวลาให้ต้องผ่านภายใน 30 วันหรือไม่?

ผู้ให้บริการส่วนใหญ่ ณ ปี 2026 ยกเลิกการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด (No Time Limit) ไปแล้วครับ เทรดเดอร์สามารถใช้เวลาในการเปิดสถานะตามกลยุทธ์ของตนเองได้โดยไม่ต้องเร่งรีบ อย่างไรก็ตาม บริษัทบางแห่งอาจมีเงื่อนไขเรื่องจำนวนวันที่มีการซื้อขายขั้นต่ำ (Minimum Trading Days) เช่น ต้องมีการเปิดและปิดออเดอร์อย่างน้อย 3 ถึง 5 วันทำการก่อนจะผ่านเกณฑ์ครับ

เทรดเดอร์สามารถใช้ Expert Advisor (EA) หรือระบบเทรดอัตโนมัติในการสอบได้ไหม?

สามารถใช้ได้ในบางบริษัท แต่มีข้อห้ามสำหรับรูปแบบที่เอาเปรียบระบบจำลองราคาครับ บริษัทส่วนใหญ่จะแบนระบบการซื้อขายความถี่สูง (High-Frequency Trading), การเก็งกำไรส่วนต่างความเร็วของเซิร์ฟเวอร์ (Latency Arbitrage) และกลยุทธ์ Grid หรือ Martingale แบบไร้ขอบเขต ซึ่งคือการเปิดไม้เพิ่มหรือเพิ่มขนาดสัญญาถัวขาดทุนต่อเนื่อง ส่วนบางบริษัทยังห้ามการเปิดสถานะสวนทางกันข้ามบัญชี (Cross-Account Hedging) ด้วย ผู้เทรดจึงต้องตรวจสอบข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละแห่งอย่างละเอียดก่อนใช้งานครับ

ส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับหลังสอบผ่าน มาจากเงินทุนในตลาดจริงใช่หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทครับ บัญชีส่วนใหญ่ที่เทรดเดอร์ได้รับยังเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อมเสมือนของโบรกเกอร์พันธมิตร และบางบริษัทอาจคัดลอกคำสั่งบางส่วนออกสู่ตลาดจริง แหล่งที่มาของเงินรางวัลจึงต่างกันไปตามโครงสร้างธุรกิจของแต่ละบริษัท และมักไม่มีการเปิดเผยอย่างครบถ้วน ผู้อ่านควรตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาก่อนสมัครทุกครั้งครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ