
กราฟ Pattern คือ รูปแบบการจัดเรียงตัวของแท่งเทียนบนกราฟราคาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตซ้ำ ๆ จนกลายเป็นพฤติกรรมสะสมที่นักลงทุนสามารถจดจำได้ แพทเทิร์นเหล่านี้ช่วยให้เรามองเห็นร่องรอยของแรงซื้อและแรงขาย (Demand & Supply) ที่กำลังต่อสู้กันในตลาด ทำให้สามารถคาดการณ์ทิศทางราคาในอนาคตได้อย่างมีหลักการ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสที่ราคาจะกลับตัว (Reversal) หรือไปต่อในทิศทางเดิม (Continuous)
ตลาด Forex เป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงและคาดเดาได้ยาก การเทรดด้วยความรู้สึกหรืออาศัยดวงมักนำไปสู่ความสูญเสีย ดังนั้น การทำความเข้าใจโครงสร้างราคาผ่านแพทเทิร์นกราฟจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่เทรดเดอร์ควรมี ไม่เพียงแต่ช่วยลดการพึ่งพาอินดิเคเตอร์ที่อาจให้สัญญาณช้า (Lagging) แต่ยังช่วยให้คุณกำหนดจุดเข้าซื้อ (Entry), จุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และจุดทำกำไร (Take Profit) ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น บทความนี้รวบรวม Chart Pattern ที่พบบ่อย 16 รูปแบบ พร้อมเทคนิคการวัดระยะเป้าหมายทำกำไร (Target Price) เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ในแผนการเทรดของตัวเองได้ครับ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- กราฟ Pattern คือพฤติกรรมราคาที่เกิดซ้ำ ๆ ในอดีต ช่วยให้เทรดเดอร์คาดการณ์แนวโน้มและกำหนดจุดเข้า-ออกได้อย่างมีหลักการ
- แพทเทิร์นกราฟแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ รูปแบบกลับตัว (Reversal Patterns) และ รูปแบบไปต่อ (Continuous Patterns)
- การเทรดด้วย Chart Pattern ต้องอาศัยการตีเส้น Neckline (แนวรับ/แนวต้าน) ให้แม่นยำ เพื่อยืนยันสัญญาณ Breakout
- ควรใช้อินดิเคเตอร์ เช่น Volume หรือ RSI ควบคู่กับการวิเคราะห์กราฟ เพื่อคัดกรองสัญญาณหลอก (False Breakout)
กราฟ Pattern (Price Pattern) คืออะไร?

กราฟ Pattern (Price Pattern หรือ Chart Pattern) คือ พฤติกรรมราคาที่มีการเคลื่อนที่สะสมมาจากอดีต และถูกสะท้อนออกมาผ่านรูปแบบแท่งเทียน จึงทำให้มีการเรียงต่อกันเป็นแพทเทิร์นกราฟ ซึ่งในแต่ละรูปแบบจะบ่งบอกถึงทิศทางการไปต่อของราคา หรือการย้อนกลับที่แตกต่างกันออกไป พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่เป็นผลรวมของจิตวิทยาฝูงชน (Mass Psychology) ความกลัว (Fear) และความโลภ (Greed) ของนักลงทุนในตลาด ณ ขณะนั้น เมื่อเหตุการณ์เดิมเกิดซ้ำ กราฟก็จะสร้างรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ ทำให้เราสามารถหาความน่าจะเป็นของทิศทางราคาได้
📢 Traderbobo แนะนำ: แพทเทิร์นที่เทรดเดอร์รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ Double Top, Double Bottom และ Head and Shoulder ซึ่งเป็นรูปแบบกราฟคลาสสิก หากเข้าใจโครงสร้างของแพทเทิร์นเหล่านี้ จะช่วยให้ประเมินโอกาสการกลับตัวได้อย่างมีหลักการมากขึ้นครับ
เส้น Neckline สิ่งสำคัญในการดูกราฟ Pattern
เส้น Neckline คือ เส้นที่ทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านของ Price Pattern (ขึ้นอยู่กับรูปแบบนั้น ๆ) ซึ่งหากราคาทะลุเส้น Neckline ไปในทิศทางใด หมายความว่า มีโอกาสสูงที่ราคาจะเคลื่อนที่ไปยังทิศทางนั้น ๆ การลากเส้น Neckline สามารถตีเป็นเส้นแนวนอน (Horizontal Line) หรือเส้นแนวเฉียง (Trendline) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับจุดต่ำสุดหรือจุดสูงสุดที่เชื่อมต่อกัน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการรีบเข้าออเดอร์ทันทีที่ราคาแตะเส้น Neckline ควรรอให้ราคา Breakout ทะลุเส้นและปิดแท่งเทียน (Close Price) เหนือหรือใต้เส้นอย่างชัดเจนเสียก่อน เพื่อยืนยันสัญญาณ (Confirmation) และหลีกเลี่ยง False Breakout ครับ
หลักการทำงานของแท่งเทียน Price Pattern คืออะไร?
Price Pattern เป็นเหมือนการจดสถิติในการเคลื่อนที่ของราคาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และตามธรรมชาติของพฤติกรรมราคามักจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทำให้เทรดเดอร์นิยมนำเทคนิคนี้มาคาดการณ์แนวโน้มของราคาในอนาคต ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค มีแนวคิดพื้นฐานข้อหนึ่งว่าพฤติกรรมราคามักมีรูปแบบคล้ายเดิมเกิดซ้ำได้ เพราะสะท้อนพฤติกรรมของผู้เล่นในตลาด แต่ไม่ได้หมายความว่าอนาคตจะเป็นเหมือนอดีตเสมอไปครับ
นอกจากนี้ พฤติกรรมของราคาที่เกิดขึ้นในอดีตยังสามารถสะท้อนถึงการปะทะระหว่างแรงซื้อ (Demand) และแรงขาย (Supply) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการขึ้นลงของราคาสินทรัพย์อีกด้วย การก่อตัวของแพทเทิร์นคือช่วงเวลาที่ตลาดกำลังสะสมพลัง (Consolidation) ก่อนที่จะเลือกทิศทางอย่างชัดเจน
ศัพท์ที่ควรรู้: Higher High คือจุดสูงสุดใหม่ที่สูงกว่าจุดสูงสุดเดิม, Higher Low คือจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงกว่าจุดต่ำสุดเดิม และ Rebound คือการที่ราคาดีดกลับขึ้นหลังจากลดลงครับ
ข้อดีของ Price Pattern ในการเทรด Forex และหุ้น
| ข้อดีของการเทรดด้วย Price Pattern |
| ช่วยวิเคราะห์กราฟอย่างแม่นยำจากพฤติกรรมราคาจริง ลดสัญญาณล้าหลัง (Lagging) |
| ลดการพึ่งพาเครื่องมือทางเทคนิค (Indicator) อื่น ๆ ทำให้กราฟสะอาดตา (Naked Chart) |
| สามารถใช้หาจุดกลับตัว (Reversal) ของราคาได้ค่อนข้างดี |
| มีโครงสร้างชัดเจน ช่วยให้คำนวณอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk/Reward Ratio) และจุดตั้ง Stop Loss ได้ง่าย |
ข้อจำกัดของ Price Pattern ในการเทรด Forex และหุ้น
| ข้อจำกัดของการเทรดด้วย Price Pattern |
| ต้องอาศัยการจดจำรูปแบบแพทเทิร์นกราฟต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้สับสนในระยะแรก |
| ค่อนข้างใช้งานยากสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ เนื่องจากต้องอาศัยประสบการณ์ในการมองกราฟ (Screen Time) |
| การวิเคราะห์ด้วย Price Pattern สามารถมองได้หลายรูปแบบ (Subjective) ทำให้การวิเคราะห์อาจเกิดการคลาดเคลื่อนได้ |
| เสี่ยงต่อการเกิด False Breakout (สัญญาณหลอก) หากใช้เดี่ยว ๆ โดยไม่ดูปัจจัยอื่นประกอบ |
⚠ Price Pattern เป็นเพียงผลลัพธ์ของการวิเคราะห์ลักษณะของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สะท้อนออกมาจากรูปแบบกราฟเท่านั้น ยังไม่สามารถจำแนกปัจจัยของการเกิดราคาเหล่านั้นได้ลึกมากพอ ดังนั้น ในบางครั้งการพุ่งขึ้นหรือต่ำลงของกราฟราคาอาจเกิดจากหลายปัจจัย รวมไปถึงการปั่นราคาด้วยเช่นกัน
ประเภทของ Price Pattern มีกี่รูปแบบ? (Chart Pattern)

Price Pattern เป็นรูปแบบการเรียงตัวของกราฟแท่งเทียนในลักษณะต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงพฤติกรรมราคาในอดีตจนถึงปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันแพทเทิร์นกราฟมาตรฐานที่นิยมใช้มีประมาณ 16 รูปแบบหลัก โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:
- รูปแบบกลับตัว (Reversal Patterns): บอกสัญญาณว่าแนวโน้มเดิมกำลังจะสิ้นสุดและเปลี่ยนทิศทาง
- รูปแบบการไปต่อ (Continuous Patterns): บอกสัญญาณว่าราคาแค่พักตัวชั่วคราว ก่อนจะวิ่งไปในทิศทางเดิมต่อ
นอกจาก 2 ประเภทหลักนี้ ยังมีกลุ่ม Bilateral Patterns (สามเหลี่ยมรอเลือกทาง) เช่น Symmetrical Triangle ซึ่งราคาสามารถทะลุเบรกออกไปได้ทั้งสองทาง ขึ้นอยู่กับว่าฝั่ง Demand หรือ Supply จะชนะ
Reversal Pattern คืออะไร? : รูปแบบ Price Pattern กลับตัว

Reversal Pattern คือ Price Pattern รูปแบบกลับตัว โดยบ่งบอกถึงสัญญาณของแนวโน้มที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สัญญาณหลัก ๆ คือ รูปแบบที่กลับตัวเป็นขาขึ้น และรูปแบบที่กลับตัวเป็นขาลง
หมายเหตุ: การดูแพทเทิร์นกราฟรูปแบบ Reversal Pattern จำเป็นต้องวิเคราะห์ควบคู่กับปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อการเทรดที่มีความแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ การตั้ง TP และ SL ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันความเสี่ยง
Bullish Reversal Patterns คืออะไร?

Bullish Reversal Pattern คือ Price Pattern ที่เกิดขึ้นโซน “แนวรับ” และมีโอกาสสูงที่ราคาจะกลับตัวจากแนวโน้มขาลง (Downtrend) เป็นแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)
- เกิดขึ้นที่โซน “แนวรับ”
- กลับตัวจาก “ขาลง” เป็น “ขาขึ้น”
กราฟจะมีการพักตัวและย่อลงมา ซึ่งควรรอดูว่า ราคาจะทำการย่อลงมาถึงโซนแนวรับสำคัญหรือไม่ และหากไม่สามารถทะลุลงไปได้ หมายความว่า มีโอกาสสูงที่ราคาจะกลับตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้น และเมื่อราคาทะลุแนวต้าน (Neckline) เทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Buy ตามแผนการเทรดของตนเอง โดยควรกำหนด Stop Loss ไว้ล่วงหน้าเสมอครับ
Bearish Reversal Patterns คืออะไร?

Bearish Reversal Pattern คือ Price Pattern ที่เกิดขึ้นโซน “แนวต้าน” และมีโอกาสสูงที่ราคาจะกลับตัวจากแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) เป็นแนวโน้มขาลง (Downtrend)
- เกิดขึ้นที่โซน “แนวต้าน”
- กลับตัวจาก “ขาขึ้น” เป็น “ขาลง”
กราฟจะทำ Higher High และ Higher Low ต่อเนื่องมาก่อนแล้ว แต่เมื่อขึ้นไปทดสอบแนวต้านเดิมอีกครั้ง ไม่สามารถทำ Higher High ใหม่ได้ หมายความว่า มีโอกาสสูงที่ราคาจะกลับตัวเป็นแนวโน้มขาลงจากแรงขายที่เพิ่มขึ้น และเมื่อราคาหลุดแนวรับ เทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Sell ตามแผนการเทรดของตนเอง โดยควรกำหนด Stop Loss ไว้ล่วงหน้าเสมอครับ
รวมกราฟแท่งเทียน Price Pattern กลับตัวที่พบบ่อย
สำหรับตัวอย่างรูปแบบ Price Pattern ประเภท Reversal Pattern ที่คุณสามารถพบได้บ่อย และมีโอกาสกลับตัวสูง จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ Bullish Reversal Pattern และ Bearish Reversal Pattern โดยมีอยู่ 4 ตัวอย่างในแต่ละประเภท ดังนี้

| กลุ่ม | แพทเทิร์นยอดนิยม |
| Bullish Reversal | Double Bottom, Triple Bottom, Inverted Head and Shoulder, Falling Wedge |
| Bearish Reversal | Double Top, Triple Top, Head and Shoulder, Rising Wedge |
หมายเหตุ: ควรดูแนวโน้ม ณ ตอนนั้น และรูปแบบ Price Action ที่ทะลุแนวต้านขึ้นไปควบคู่ด้วย เพื่อคอนเฟิร์มสัญญาณอีกที
ตัวอย่างกราฟ Bullish Reversal Patterns
ในแพทเทิร์นกราฟที่พบบ่อยสำหรับ Bullish Reversal Pattern มีอยู่ 4 ประเภท ที่มักส่งสัญญาณการสิ้นสุดของเทรนด์ขาลง ดังนี้:
1. แพทเทิร์นกราฟ Double Bottom คืออะไร?

Double Bottom คือ Pattern ที่ให้สัญญาณการกลับตัวเป็นขาขึ้น โดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นรูป W และมีการย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับ 2 ครั้ง ทำให้เกิดจุดต่ำสุดอยู่ 2 จุด ในราคาใกล้เคียงกัน จากนั้นกราฟจะมีการ Rebound ขึ้นไปทดสอบแนวต้านอีกครั้ง ดังนั้น หากราคาสามารถทะลุผ่านเส้น Neckline (แนวต้าน) ขึ้นไปได้ เทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Buy ตามแผนการเทรดของตนเอง โดยควรกำหนด Stop Loss ไว้ล่วงหน้าเสมอครับ
วิธีเทรดและวัดเป้าหมาย (Target Price): สามารถวัดจากความลึกของก้นตัว W (จุดต่ำสุดถึง Neckline) แล้วนำไปบวกเพิ่มจากจุดที่ Breakout จะได้ระยะ Take Profit คร่าว ๆ ส่วน Stop Loss ควรวางไว้ใต้ก้นหลุมของตัว W เล็กน้อย
2. แพทเทิร์นกราฟ Triple Bottom คืออะไร?

Triple Bottom คือ หนึ่งใน Pattern ที่ให้สัญญาณการกลับตัวเป็นขาขึ้นเช่นกัน โดยมีลักษณะคล้ายกับ Double Bottom แต่จะมีการย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับ 3 ครั้ง และไม่สามารถทะลุลงไปได้ ทำให้ Pattern นี้มีจุดต่ำสุดอยู่ 3 จุด ในราคาใกล้เคียงกัน จากนั้นกราฟจะมีการ Rebound กลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านอีกครั้ง ซึ่งหากราคาสามารถทะลุขึ้นเส้น Neckline (แนวต้าน) ไปได้ เทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Buy ตามแผนการเทรดของตนเอง โดยควรกำหนด Stop Loss ไว้ล่วงหน้าเสมอครับ
การที่ราคาทดสอบแนวรับถึง 3 ครั้งอาจสะท้อนว่าโซนนี้มีแรงซื้อรองรับค่อนข้างมาก แต่ไม่ได้ยืนยันว่าราคาจะกลับตัวเสมอไป จึงควรรอสัญญาณยืนยันก่อนตัดสินใจครับ
3. แพทเทิร์นกราฟ Inverted Head and Shoulder คืออะไร?

Inverted Head and Shoulder คือ Pattern ที่อาจให้สัญญาณการกลับตัวเป็นขาขึ้น และเป็นหนึ่งในรูปแบบที่เทรดเดอร์รู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยมีลักษณะเหมือนหัวคนและมีไหล่ 2 ข้าง ซึ่งเส้น Neckline จะทำหน้าที่เป็นแนวต้านครับ
จุดที่ต้องเฝ้าระวัง คือ ไหล่ขวา เนื่องจากมีการลงมาทดสอบแนวรับถึง 3 ครั้ง แต่ครั้งสุดท้ายไม่สามารถทะลุลงไปได้ (ทำ Lower Low แล้วกลับมาทำ Higher Low) จากนั้นกราฟจะมีการ Rebound ขึ้นไปทดสอบแนวต้านอีกครั้ง ถ้าหากสามารถทะลุขึ้นไปได้ หมายความว่า มีโอกาสสูงที่แนวโน้มจะกลับตัวเป็นขาขึ้น และเทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Buy ตามแผนการเทรดของตนเอง โดยควรกำหนด Stop Loss ไว้ล่วงหน้าเสมอครับ
การหาเป้าหมายทำกำไร ให้วัดระยะจากจุดต่ำสุดของหัว (Head) ลากไปถึง Neckline แล้วนำระยะนั้นไปทาบต่อจากจุด Breakout
4. แพทเทิร์นกราฟ Falling Wedge คืออะไร?

Falling Wedge คือ Pattern ราคาที่บ่งบอกถึงการกลับตัวของแนวโน้มจากขาลงเปลี่ยนเป็นขาขึ้น สังเกตง่าย ๆ จากเส้นแนวรับแนวต้านของกราฟจะบรรจบกันคล้ายรูปกรวย การเคลื่อนไหวของราคาในจุดต่ำสุดทั้ง 3 จุด จะคล้ายทางลาดลง และหากราคาทะลุแนวต้านขึ้นไปก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเปิดออเดอร์ Buy เพื่อทำกำไรครับ ข้อสังเกตคือ Falling Wedge ที่เกิดปลายเทรนด์ขาลงมักเป็นสัญญาณเตือนว่าโมเมนตัมฝั่งขายกำลังอ่อนแรงลง
ตัวอย่างกราฟ Bearish Reversal Patterns
Price Pattern ในแพทเทิร์นกราฟที่พบบ่อยสำหรับ Bearish Reversal Pattern มีอยู่ 4 ประเภท ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนฝั่งซื้อให้ระวังการทุบราคา ดังนี้:
1. แพทเทิร์นกราฟ Double Top คืออะไร?

Double Top คือ Pattern ที่ให้สัญญาณการกลับตัวเป็นขาลง ซึ่งจะมีลักษณะตรงข้ามกับ Double Bottom โดยกราฟรูปแบบนี้จะคล้ายตัว M และมีการขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถทะลุขึ้นไปได้ ทำให้ Pattern นี้มีจุดสูงสุดอยู่ 2 จุด ในราคาใกล้เคียงกัน จากนั้นกราฟจะกลับตัวลงมาทดสอบแนวรับอีกครั้ง ดังนั้น หากกราฟสามารถทะลุผ่านเส้น Neckline (แนวรับ) ลงไปได้ เทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Sell ตามแผนการเทรดของตนเอง โดยควรกำหนด Stop Loss ไว้ล่วงหน้าเสมอครับ
วิธีเทรดและวัดเป้าหมาย: ส่วน Stop Loss อาจวางเหนือยอด High (ตัว M) เล็กน้อย โดยระยะห่างขึ้นอยู่กับคู่เงิน กรอบเวลา และความผันผวนของตลาด (เช่น พิจารณาร่วมกับค่า ATR) ตัวเลข 10–15 Pips เป็นเพียงตัวอย่างประกอบเท่านั้นครับ
2. แพทเทิร์นกราฟ Triple Top คืออะไร?

Triple Top คือ หนึ่งใน Pattern ที่ให้สัญญาณการกลับตัวเป็นขาลงเช่นกัน โดยมีลักษณะคล้ายกับ Double Top แต่จะมีการขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 3 ครั้ง และไม่สามารถทะลุขึ้นไปได้ ทำให้ Pattern นี้มีจุดสูงสุดอยู่ 3 จุด ในราคาใกล้เคียงกัน จากนั้นกราฟจะมีการ Rebound กลับลงมาทดสอบแนวรับ ดังนั้น หากกราฟสามารถทะลุเส้น Neckline (แนวรับ) ลงมาได้ เทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Sell ตามแผนการเทรดของตนเอง โดยควรกำหนด Stop Loss ไว้ล่วงหน้าเสมอครับ
สิ่งที่มักสังเกตเห็นร่วมด้วยคือ ปริมาณการซื้อขาย (Volume) มักจะลดลงในรอบการทดสอบครั้งที่ 2 และ 3 บ่งบอกถึงแรงซื้อที่หมดลง
3. แพทเทิร์นกราฟ Head and Shoulder คืออะไร?

Head and Shoulder คือ Pattern ที่อาจให้สัญญาณการกลับตัวเป็นขาลง และเป็นหนึ่งในรูปแบบที่เทรดเดอร์รู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยมีลักษณะคล้ายกับ Inverted Head and Shoulder แต่กลับหัวครับ
จุดที่ต้องเฝ้าระวัง คือ บริเวณไหล่ขวาเช่นเดิม เนื่องจากกราฟจะมีการขึ้นไปทดสอบแนวต้าน แต่ไม่สามารถทะลุขึ้นไปได้ จึงลงมาทดสอบแนวรับอีกครั้ง ดังนั้น ถ้าหากสามารถทะลุเส้น Neckline (แนวรับ) ลงไปได้ หมายความว่า มีโอกาสสูงที่แนวโน้มจะกลับตัวเป็นขาลง และเทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Sell ตามแผนการเทรดของตนเอง โดยควรกำหนด Stop Loss ไว้ล่วงหน้าเสมอครับ
เป้าหมายราคาขาลงวัดจากความสูงของจุดยอด Head ถึง Neckline
4. แพทเทิร์นกราฟ Rising Wedge คืออะไร?

Rising Wedge คือ Pattern รูปแบบคล้ายสามเหลี่ยมที่เอียงตัวขึ้น โดยราคามักเคลื่อนที่ในกรอบที่แคบลงเรื่อย ๆ และมีเส้นแนวรับแนวต้านที่สบเข้าหากันเป็นขาขึ้น เมื่อราคาทะลุเส้นแนวรับด้านล่างจะถือเป็นสัญญาณกลับตัวลงที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง เมื่อราคาทะลุเส้นแนวรับด้านล่าง เทรดเดอร์บางส่วนอาจใช้เป็นจุดพิจารณาเปิดออเดอร์ Sell ส่วนผู้ที่ถือ Buy อยู่ก่อนหน้าอาจทบทวนแผนปิดออเดอร์หรือเลื่อน Stop Loss ตามแผนการเทรดของตนเอง เพื่อคัดกรองสัญญาณหลอก ควรดู RSI ร่วมด้วย หากพบสัญญาณขัดแย้ง (Bearish Divergence) ร่วมกับ Rising Wedge อาจช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของสัญญาณได้ครับ
Continuous Patterns คืออะไร? : รูปแบบ Price Pattern ไปต่อ

Continuous Patterns คือ Price Pattern รูปแบบไปต่อ โดยบ่งบอกถึงสัญญาณของแนวโน้มที่แข็งแกร่งจนราคาไม่มีการเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งอาจเป็นการไปต่ออย่างต่อเนื่องหรือหยุดพักเพื่อไปต่อ การเทรดรูปแบบนี้มีข้อดีคือการไหลไปตามน้ำหรือตามเทรนด์หลัก (Trend Following) ซึ่งเทรดเดอร์บางส่วนมองว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าการพยายามหาจุดกลับตัว แต่ยังมีความเสี่ยงขาดทุนได้เสมอครับ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สัญญาณ ดังนี้
- Bullish Continuous Patterns
- Bearish Continuous Patterns
หมายเหตุ: การดูกราฟแพทเทิร์น รูปแบบ Continuous Patterns จำเป็นต้องวิเคราะห์ควบคู่กับปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อการเทรดที่มีความแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ การตั้ง TP และ SL ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันความเสี่ยง
Bullish Continuous Patterns คืออะไร?

Bullish Continuation Patterns คือรูปแบบกราฟที่เกิดขึ้นใน “แนวโน้มขาขึ้น” โดยมีโอกาสสูงที่ราคาจะไม่เปลี่ยนแปลง และไปต่อในแนวโน้มขาขึ้น
- เกิดขึ้นใน “แนวโน้มขาขึ้น”
- ราคาจะไม่เปลี่ยนทิศทาง
- ราคาไปต่อในแนวโน้มขาขึ้น
กราฟจะมีการทำ High และ Low ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อกราฟมีการย่อตัวลงมาที่ High เก่า และไม่สามารถทะลุลงไปได้ หมายความว่า มีโอกาสสูงที่ราคาจะไปต่อในแนวโน้มขาขึ้น ดังนั้น เทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Buy ตามแผนการเทรดของตนเอง และควรทบทวนแผนเมื่อกราฟเสียโครงสร้าง
ไม่ทำ High ที่สูงกว่าเดิม หรือ Low ที่สูงกว่าเดิม รูปแบบนี้เหมาะมากสำหรับการหาจังหวะย่อซื้อ (Buy on Dip) ในช่วงที่ราคาพักตัวสร้างฐาน
Bearish Continuous Patterns คืออะไร?

Bearish Continuation Patterns คือรูปแบบกราฟที่เกิดขึ้นใน “แนวโน้มขาลง” โดยมีโอกาสสูงที่ราคาจะไม่เปลี่ยนแปลง และไปต่อในแนวโน้มขาลง
Bearish Continuous Patterns คือ รูปแบบกราฟที่เกิดขึ้นใน “แนวโน้มขาลง” โดยมีโอกาสสูงที่ราคาจะไม่เปลี่ยนแปลง และไปต่อในแนวโน้มขาลง
- เกิดขึ้นใน “แนวโน้มขาลง”
- ราคาจะไม่เปลี่ยนทิศทาง
- ราคาไปต่อในแนวโน้มขาลง
กราฟจะมีการทำ Low และ Lower Low ต่ำลงเรื่อย ๆ ซึ่งจะมีการ Rebound กลับขึ้นไปทดสอบแนวต้าน แต่ไม่สามารถทะลุขึ้นไปได้ จากนั้นราคาจะกลับตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Sell ตามแผนการเทรดของตนเอง โดยควรกำหนด Stop Loss ไว้ล่วงหน้าเสมอครับ
หมายเหตุ: ไม่ควรทำการเทรดสวนเทรนด์ (Counter-Trend) หากเจอ Bearish Continuous Patterns เนื่องจากแรงขายเป็นฝั่งคุมตลาดอย่างชัดเจน
รวมกราฟแท่งเทียน Price Pattern ไปต่อที่พบบ่อย
สำหรับตัวอย่างรูปแบบกราฟ Pattern ประเภท Continuous Patterns ที่คุณสามารถพบได้บ่อย และมีโอกาสไปต่อสูง จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ Bullish Continuous Patterns และ Bearish Continuous Patterns โดยมีอยู่ 4 ตัวอย่างในแต่ละประเภท ดังนี้
| กลุ่ม | แพทเทิร์นยอดนิยม |
| Bullish Continuous | Ascending Triangle, Bullish Symmetrical Triangle, Bullish Flag, Bullish Pennant |
| Bearish Continuous | Descending Triangle, Bearish Symmetrical Triangle, Bearish Flag, Bearish Pennant |
หมายเหตุ: ควรดูแนวโน้ม ณ ตอนนั้น และรูปแบบ Price Action ที่ทะลุแนวรับลงมาควบคู่ด้วย เพื่อคอนเฟิร์มสัญญาณอีกที
ตัวอย่างกราฟ Bullish Continuous Patterns
Price Pattern ในแพทเทิร์นกราฟที่พบบ่อยสำหรับ Bullish Continuous Patterns มีอยู่ 4 ประเภท ที่แสดงถึงแรงซื้อที่กำลังสะสมพลัง ดังนี้:
1. แพทเทิร์นกราฟ Ascending Triangle คืออะไร?

Ascending Triangle คือ Pattern ที่ให้สัญญาณการไปต่อในแนวโน้มขาขึ้น โดยมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมที่มีเส้นแนวต้านเป็นแนวนอน และเส้น Uptrend Line ตีขึ้นไปในแนวทแยงมุม เมื่อกราฟสามารถทะลุแนวต้านขึ้นไปได้ หมายความว่า เทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Buy ตามแนวโน้ม และควรทบทวนแผนเมื่อมีสัญญาณกลับตัวใหม่เกิดขึ้นครับ
หมายเหตุ: โดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไป จึงจะสามารถเห็น Ascending Triangle ที่ชัดเจน
2. แพทเทิร์นกราฟ Bullish Symmetrical Triangle คืออะไร?

Bullish Symmetrical Triangle คือ Pattern ที่ให้สัญญาณการไปต่อในแนวโน้มขาขึ้นเช่นกัน โดยมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมที่บีบเข้าหากัน เปรียบเสมือนการสะสมแรงซื้อและแรงขาย เพื่อรอเลือกทิศทางไปต่อ ซึ่งหากกราฟสามารถทะลุผ่านเส้นแนวต้านขึ้นไปได้ หมายความว่า มีโอกาสสูงที่ราคาจะไปต่อในแนวโน้มขาขึ้น เป้าหมายราคาสามารถวัดได้จากความกว้างของฐานสามเหลี่ยม นำไปวางต่อจากจุดเบรกเอาท์
3. แพทเทิร์นกราฟ Bullish Flag คืออะไร?

Bullish Flag คือ Pattern ที่ให้สัญญาณการไปต่อในแนวโน้มขาขึ้นเช่นกัน โดยราคาจะมีการสวิงขึ้นลงในกรอบ รวมถึงทำ High และ Low ที่ต่ำลงเรื่อย ๆ เปรียบเสมือนการพักตัว (รูปธง) จากนั้นกราฟจะกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญอีกครั้ง ซึ่งหากกราฟสามารถทะลุขึ้นไปได้ หมายความว่า เทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Buy ตามแผนการเทรดของตนเอง
การหาเป้าหมายให้วัดจากความยาวของด้ามธง (Flagpole) หรือช่วงที่ราคาวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนเข้ากรอบธง มาทาบต่อจากจุดที่เบรก
4. แพทเทิร์นกราฟ Bullish Pennant คืออะไร?

Bullish Pennant คือ Pattern ที่มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรง แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้นที่มีการพักตัวชั่วคราวก่อนที่ราคาจะเคลื่อนที่ทะลุผ่านเส้นแนวต้าน ซึ่งเป็นสัญญาณยืนยันว่า แนวโน้มราคาจะไปในทิศทางขาขึ้น ซึ่งเทรดเดอร์บางส่วนอาจใช้เป็นจุดพิจารณาเปิดออเดอร์ Buy ตามแนวโน้ม โดยต้องวางแผน Stop Loss ควบคู่เสมอครับ
ข้อแตกต่างจาก Flag คือ Pennant จะเป็นกรอบสามเหลี่ยมชายธงที่บีบตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ทำให้จุดเบรกเอาท์สังเกตได้ง่ายกว่า
ตัวอย่างกราฟ Bearish Continuous Patterns
Price Pattern ในแพทเทิร์นกราฟที่พบบ่อยสำหรับ Bearish Continuous Patterns มีอยู่ 4 ประเภท ที่แสดงถึงการพักตัวในเทรนด์ขาลง ดังนี้:
1. แพทเทิร์นกราฟ Descending Triangle คืออะไร?

Descending Triangle คือ Pattern ที่ให้สัญญาณการไปต่อในแนวโน้มขาลง โดยมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมที่มีเส้นแนวรับเป็นแนวนอน และเส้น Downtrend Line ตีลงมาในแนวทแยงมุม ซึ่งจะมีรูปแบบตรงข้ามกับ Ascending Triangle เมื่อกราฟสามารถทะลุแนวรับลงมาได้ หมายความว่า เทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Sell ตามแนวโน้ม และควรทบทวนแผนเมื่อมีสัญญาณกลับตัวใหม่เกิดขึ้นครับ
*หมายเหตุ: โดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไป จึงจะสามารถเห็น Descending Triangle ที่ชัดเจน
2. แพทเทิร์นกราฟ Bearish Symmetrical Triangle คืออะไร?

Bearish Symmetrical Triangle คือ Pattern ที่ให้สัญญาณการไปต่อในแนวโน้มขาลงเช่นกัน โดยมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมที่บีบเข้าหากัน เปรียบเสมือนการสะสมแรงซื้อและแรงขาย เพื่อรอเลือกทิศทางไปต่อ ซึ่งหากกราฟสามารถทะลุผ่านเส้นแนวรับลงมาได้ หมายความว่า มีโอกาสสูงที่ราคาจะไปต่อในแนวโน้มขาลง และเทรดเดอร์บางส่วนอาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Sell ตามแนวโน้ม และควรทบทวนแผนเมื่อมีสัญญาณกลับตัวใหม่เกิดขึ้น
จังหวะเข้าออเดอร์ควรพิจารณาเมื่อ Volume เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญขณะที่เบรกดาวน์
3. แพทเทิร์นกราฟ Bearish Flag คืออะไร?

Bearish Flag คือ Pattern ที่ให้สัญญาณการไปต่อในแนวโน้มขาลง โดยราคาจะสวิงขึ้นลงในกรอบ รวมถึงราคาจะทำจุด High และ Low ในตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ (กรอบธงเฉียงขึ้น) แต่เมื่อกราฟลงมาทดสอบแนวรับอีกครั้งจนสามารถทะลุแนวดังกล่าวลงมาได้ หมายความว่า แนวโน้มอาจยังคงไปต่อในขาลง ซึ่งเทรดเดอร์บางส่วนอาจใช้เป็นจุดพิจารณาเปิดออเดอร์ Sell ตามแผนการเทรดของตนเอง โดยอาจตั้ง Stop Loss ไว้เหนือขอบบนของกรอบธงเล็กน้อยครับ
4. แพทเทิร์นกราฟ Bearish Pennant คืออะไร?

Bearish Pennant คือ Pattern รูปแบบที่คล้ายกันกับ Bearish Flag แต่มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้ราคาเคลื่อนที่ในกรอบที่ไล่ระดับแคบลงไปเรื่อย ๆ คล้ายรูปธงตามภาพ โดย Pattern รูปแบบนี้ มักเกิดขึ้นหลังจากการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรง (ร่วงแรง) และแสดงถึงการพักตัวในระยะสั้น ๆ ก่อนที่จะเคลื่อนที่ต่อเนื่องในแนวโน้มขาลง ซึ่งเทรดเดอร์บางส่วนอาจใช้เป็นจุดพิจารณาเปิดออเดอร์ Sell ตามแนวโน้ม โดยต้องวางแผน Stop Loss ควบคู่เสมอครับ เป้าหมายระยะ Take Profit สามารถวัดได้จากความยาวของด้ามธงฝั่งลง
สรุป Price Pattern คืออะไร และแนวทางการใช้งาน
กราฟ Pattern (Price Pattern) คือ พฤติกรรมราคาที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถูกสะท้อนออกมาผ่านแท่งเทียน และทำการเรียงต่อกันเป็นแพทเทิร์นกราฟ โดยเทรดเดอร์ส่วนใหญ่นิยมใช้ในการคาดการณ์แนวโน้มราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเทรดเดอร์ส่วนใหญ่นิยมใช้ในการประเมินแนวโน้มราคาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากพฤติกรรมราคาบางช่วงมักมีรูปแบบคล้ายเดิมเกิดซ้ำได้ แต่ผลลัพธ์ในแต่ละครั้งอาจไม่เหมือนเดิมเสมอไปครับ
โดยประเภทของ Price Pattern แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ รูปแบบกลับตัว (Reversal Patterns) เช่น Double Top, Head and Shoulder และรูปแบบการไปต่อ (Continuous Patterns) เช่น Flag, Triangle ซึ่งเราได้ยกตัวอย่างรูปแบบกราฟที่เกิดขึ้นได้บ่อยในแต่ละประเภทไปในบทความแล้วครับ
อย่างไรก็ตาม รูปแบบกราฟที่ได้กล่าวมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สามารถพบได้บ่อยในการเทรด Forex และหุ้นด้วย Price Pattern แต่ในความเป็นจริงยังมีรูปแบบอีกมากที่คุณอาจต้องเผชิญเมื่อทำการเทรดจริง ดังนั้น กฎเหล็กของการเทรดด้วยกราฟ Pattern คือการรอคอยสัญญาณยืนยัน (Confirmation) เสมอ และการใช้ Price Pattern เพียงอย่างเดียวในการวิเคราะห์ อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์ (เช่น RSI, MACD, Volume) ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมด ผลการดำเนินงานในอดีตของ Strategy หรือโบรกเกอร์/กองทุนใด ๆ ไม่ได้รับประกันผลในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาและทดสอบด้วยบัญชี Demo หรือตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดก่อนใช้งานจริง
นอกจากการตั้ง Stop Loss แล้ว ควรกำหนดขนาดสถานะ (Position Size) ให้ความเสี่ยงต่อการเทรดแต่ละครั้งอยู่ในระดับที่รับได้เมื่อเทียบกับเงินทุนของตนเองครับ
📢 Traderbobo แนะนำ
ไขความลับตลาด Forex ด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิค พร้อมเจาะลึกทุกกลยุทธ์ ที่จะช่วยจับจังหวะที่เหมาะสมในการเปิดออเดอร์ คลิกอ่านเลย 👇
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Price Pattern กราฟแท่งเทียน
Price Pattern กลับตัว มีอะไรบ้าง?
Price Pattern กลับตัว สามารถแบ่งได้เป็น Bullish Reversal Pattern และ Bearish Reversal Pattern
Price Pattern กลับตัว ที่เกิดบ่อยมีอะไรบ้าง?
Price Pattern กลับตัว รูปแบบ Bullish Reversal Pattern
- Double Bottom
- Triple Bottom
- Inverted Head and Shoulder
- Falling Wedge
Price Pattern กลับตัว รูปแบบ Bearish Reversal Pattern
- Double Top
- Triple Top
- Head and Shoulder
- Rising Wedge
กราฟแท่งเทียน Price Pattern คืออะไร?
กราฟแท่งเทียน Price Pattern คือ พฤติกรรมราคาที่มีการเคลื่อนที่สะสมมาจากอดีต และถูกสะท้อนออกมาผ่านรูปแบบแท่งเทียนที่เรียงต่อกันเป็นแพทเทิร์นกราฟ
แพทเทิร์นกราฟ คืออะไร?
แพทเทิร์นกราฟ คือ กราฟที่มีการเคลื่อนไหวเป็นแบบแผนซ้ำ ๆ ไปมา
Price Pattern Forex คืออะไร?
Price Pattern Forex คือ เทคนิคที่ใช้ในการเทรดกราฟเปล่าในตลาด Forex โดย Price Pattern มาจากพฤติกรรมราคาส่วนใหญ่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผลการดำเนินงานในอดีตของ strategy หรือโบรกเกอร์/กองทุนใด ๆ ไม่ได้รับประกันผลในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาและทดสอบด้วยบัญชี demo หรือตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดก่อนใช้งานจริงครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











