ความเสี่ยงในการลงทุน Risk Management คืออะไร? 

Table of Contents
ความเสี่ยงในการลงทุนคืออะไร

ในโลกของการลงทุน “กำไร” มักมาพร้อมกับ “ความเสี่ยง” เสมอ หลายคนเข้าสู่ตลาดการเงินด้วยเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทน แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การลงทุนทุกประเภทมีความไม่แน่นอน ไม่ว่าคุณจะลงทุนในหุ้น คริปโต หรือ Forex หากขาดระบบบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม เงินทุนอาจลดลงได้เร็วกว่าที่คาดไว้ครับ

บทความนี้ เราจะพาคุณทำความเข้าใจเรื่อง ความเสี่ยงในการลงทุน อย่างเป็นระบบ พร้อมแนวคิดในการวางการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ที่ช่วยให้การจัดการพอร์ตมีวินัยมากขึ้น ลดความผันผวนที่ไม่จำเป็น และสร้างแนวทางการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องในระยะยาว และสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับแผนการเทรดของคุณได้ครับ

*หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาเชิญชวนให้ลงทุนแต่อย่างใด เป็นเพียงการให้ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงในการลงทุนเท่านั้น! นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนลงทุนทุกครั้งครับ

บทบาทและความหมายของความเสี่ยงในการลงทุน (Risk Management)

ความเสี่ยงในการลงทุน หมายถึง ความเป็นไปได้ที่เงินทุนอาจลดลง หรือได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าที่คาดไว้ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับสินทรัพย์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ้น คริปโต หรือ Forex โดยความเสี่ยงเหล่านี้ อาจจะมาจากหลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนแปลงของราคา สภาวะตลาด หรือการตัดสินใจที่เกิดจากอารมณ์ส่วนตัว

ในขณะที่การบริหารความเสี่ยง คือ กระบวนการวางแผนและเลือกใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่คุณยอมรับได้ โดยเป้าหมายของ Risk Management ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่เป็นการจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้พอร์ตได้รับผลกระทบเกินความจำเป็นครับ

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของ Risk Management คือ การช่วยจำกัดการขาดทุนและรักษาเงินทุนให้อยู่ในระบบการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง เพราะในตลาดการเงิน ความสามารถในการอยู่รอดและรักษาวินัยในการจัดการความเสี่ยง คือรากฐานของการสร้างผลลัพธ์ในระยะยาวครับ

ความเสี่ยงในการลงทุนมีอะไรบ้าง?

ก่อนที่จะวางแผนบริหารความเสี่ยง คุณควรเข้าใจก่อนว่าความเสี่ยงมีกี่แบบ และแต่ละแบบส่งผลอย่างไร ดังนี้

ประเภทความเสี่ยงรายละเอียด
ความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของตลาด (Market Risk)ความเสี่ยงจากตลาดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากข่าวเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน เหตุการณ์ระดับโลก และสถานการณ์ทางการเมือง ความเสี่ยงรูปแบบนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยตรง แต่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยการตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) หรือใช้การป้องกันความเสี่ยง (Hedging) เพื่อจำกัดผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนครับ
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เกิดขึ้นเมื่อคุณต้องการซื้อหรือขายสินทรัพย์ แต่ไม่สามารถทำรายการได้ตามราคาที่เหมาะสม มักพบในสินทรัพย์ที่มีปริมาณการซื้อขายต่ำ การเลือกสินทรัพย์ที่มีปริมาณการซื้อขาย (Volume) เพียงพอ และมีส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย ที่ไม่กว้างเกินไป (Bid-Ask Spread) จะช่วยลดความเสี่ยงในส่วนนี้ได้ครับ
ความเสี่ยงจากอารมณ์และพฤติกรรม (Psychological Risk)อารมณ์และพฤติกรรม อาจทำให้การตัดสินใจขาดวินัยและเกิดความผิดพลาดได้ง่าย การบริหารความเสี่ยงที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องเงินทุน แต่รวมถึงการควบคุมอารมณ์ การมีกฎการเทรดที่ชัดเจนและปฏิบัติตามแผนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดผลกระทบจากอารมณ์ในการลงทุนได้ครับ
ความเสี่ยงจากการใช้เลเวอเรจ (Leverage Risk)เลเวอเรจ เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไร แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงจากการขาดทุนเช่นกัน หากใช้ไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อพอร์ตในระยะสั้นได้ การใช้เลเวอเรจในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการตั้ง Stop Loss และการคำนวณขนาดการลงทุนให้สอดคล้องกับเงินทุน จะช่วยควบคุมความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบครับ
ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk)ความผันผวนของค่าเงินเกิดจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเมืองของแต่ละประเทศ เมื่อค่าเงินเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลต่อมูลค่าพอร์ตการลงทุน การติดตามข่าวเศรษฐกิจสำคัญ เช่น นโยบายการเงินหรืออัตราดอกเบี้ย และเลือกเทรดคู่เงินที่มีความเหมาะสม จะช่วยให้การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ


ทำไมถึงควรให้ความสำคัญกับ Risk Management?

  • เพราะตลาดไม่แน่นอน – ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำว่าราคาจะเคลื่อนไปทางไหน การมีระบบบริหารความเสี่ยง จะช่วยให้คุณยังคงอยู่ในตลาดได้ แม้ในวันที่ราคาวิ่งสวนทางกับแผนที่วางไว้
  • เพื่อป้องกันการขาดทุนที่ควบคุมไม่ได้ – การจำกัดความเสี่ยงต่อการเทรดในแต่ละครั้ง เช่น ไม่ให้เกิน 1–2% ของพอร์ตลงทุน จะช่วยลดโอกาสที่พอร์ตจะเสียหายหนักจากการตัดสินใจเพียงไม่กี่ครั้ง
  • เพราะความยั่งยืนเริ่มจากการรักษาทุน – แนวคิดสำคัญของการบริหารความเสี่ยงคือ การให้ความสำคัญกับการปกป้องเงินต้นก่อนกำไร เทรดเดอร์ที่เข้าใจหลักนี้จะไม่เร่งรีบทำผลตอบแทน แต่จะโฟกัสที่การอยู่รอดในระยะยาว ซึ่งเป็นแนวทางที่นักลงทุนมืออาชีพทั่วโลกใช้เป็นพื้นฐานครับ

ขั้นตอนการสร้าง Risk Management Plan

การมี Risk Management Plan คือ พื้นฐานสำคัญของการเทรดอย่างเป็นระบบ เพราะจะช่วยให้คุณควบคุมความเสี่ยงได้ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน ต่อไปนี้ คือขั้นตอนหลักที่พี่โบ้แนะนำให้ควรทำความเข้าใจครับ

ขั้นตอนการสร้าง Risk Management Plan

1. ประเมินระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ (Risk Tolerance)
ควรรู้ขอบเขตเงินทุน ประสบการณ์ และเป้าหมายของตนเอง เพื่อกำหนดขนาดการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่รับได้ครับ

2. กำหนดความเสี่ยงต่อการเทรดหนึ่งครั้ง (Risk Per Trade)
ควรกำหนดกรอบความเสี่ยงต่อการเทรดในหนึ่งครั้ง และใช้ Position Sizing เพื่อควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นระบบครับ

3. ตั้งจุดตัดขาดทุนและเป้าหมายกำไรให้สมดุล
กำหนดจุดตัดขาดทุนและเป้าหมายกำไรให้สอดคล้องกัน โดยพิจารณาอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน เพื่อให้การตัดสินใจมีโครงสร้างที่ชัดเจนครับ

4. กระจายความเสี่ยงในการลงทุน (Diversification)
หลีกเลี่ยงการลงทุนกระจุกตัวในสินทรัพย์เดียว ควรกระจายตามความเข้าใจของคุณ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดครับ

5. ทบทวนและปรับแผนอย่างสม่ำเสมอ (Review & Adjust)
ติดตามผลและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับตลาด เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

📢 Traderbobo แนะนำ

เมื่อเข้าใจการบริหารความเสี่ยงแล้ว การรู้ว่า การเทรด Forex คืออะไร จะช่วยให้คุณต่อภาพการเทรดได้ครบมากขึ้นครับ โดยเทรดเดอร์สามารถคลิกอ่านได้ที่นี่เลยครับ 👇

สรุปเกี่ยวกับ Risk Management

การลงทุนทุกประเภทมีความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน และสิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ จึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่คือการวางระบบเพื่อจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับเงินทุนและแผนการเทรดของตนเอง ตั้งแต่การกำหนดความเสี่ยงต่อการเทรดหนึ่งครั้ง (Risk Per Trade) การกระจายพอร์ตการลงทุน ไปจนถึงการควบคุมอารมณ์ในการตัดสินใจ

แผนบริหารความเสี่ยง (Risk Management Plan) ที่ชัดเจน จะช่วยสร้างกรอบการลงทุนที่มีวินัย ลดผลกระทบจากความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น และช่วยรักษาเงินทุนให้อยู่ในระบบการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการขาดทุนได้ทั้งหมด แต่แนวทางนี้ จะช่วยให้คุณมีโอกาสเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาผลลัพธ์ในระยะยาวอย่างเป็นขั้นเป็นตอนครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความเสี่ยงในการลงทุน (Risk Management)

Risk Management Trading ต่างจาก Money Management ยังไง?

Risk Management Trading คือ การควบคุมความเสี่ยงในแต่ละคำสั่งซื้อขาย เช่น การตั้ง Stop Loss และการกำหนดความเสี่ยงต่อครั้ง เพื่อจำกัดผลกระทบต่อพอร์ต ในขณะที่ Money Management คือ การจัดสรรเงินลงทุนทั้งพอร์ตอย่างเหมาะสม เพื่อให้พอร์ตมีความยืดหยุ่นและรองรับความผันผวนของตลาดได้ดีขึ้น ทั้งสองแนวคิดนี้ จึงควรทำงานควบคู่กัน อีกทั้งยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเทรดอย่างมีระบบครับ

การกระจายความเสี่ยง ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนได้จริงไหม?

ช่วยได้ในระดับหนึ่งครับ เพราะเมื่อสินทรัพย์บางรายการที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาด แต่อีกส่วนยังเคลื่อนไหวได้ดี จะช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ต อย่างไรก็ตาม การกระจายความเสี่ยงควรทำอย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพื่อให้ยังสามารถติดตามและบริหารพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

ควรปรับแผนบริหารความเสี่ยงบ่อยแค่ไหน?

ควรทบทวนพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ หรือเมื่อมีเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากสภาวะตลาดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากพบว่าวิธีการเทรดเริ่มไม่สอดคล้องกับตลาด หรือผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ การปรับแผนบริหารความเสี่ยงก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
IUX
Rated 5 out of 5
FXGT.com
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5