
ภาษีทองคำ ภาษีขายทอง คือ หลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรที่ครอบคลุมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากการซื้อ ขาย ไถ่ถอน หรือเก็งกำไรในทองคำประเภทต่าง ๆ
ในฐานะที่ทองคำจัดเป็นหนึ่งใน สินค้าโภคภัณฑ์ ยอดนิยมที่คนไทยใช้สะสมมูลค่าและลงทุน การทำความเข้าใจภาระ ภาษีขายทอง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุน บทความนี้ครอบคลุมโครงสร้างภาษีทองคำ ทั้งทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ และการออมทองออนไลน์ เพื่อให้คุณวางแผนธุรกรรมได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายครับ
⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงและอาจทำให้สูญเสียเงินต้น ข้อมูลหรือผลลัพธ์ในอดีตไม่ได้เป็นการรับประกันผลลัพธ์ในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- การขายทองคำแท่งบริสุทธิ์หน้าร้าน ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ตามประกาศของกรมสรรพากร
- ค่ากำเหน็จในการซื้อทองรูปพรรณ หรือค่าธรรมเนียมการขึ้นรูปทองคำ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 7%
- กำไรจากการขายทองคำที่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อการออม ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42(9) แห่งประมวลรัษฎากร
- หากกรมสรรพากรประเมินว่าการซื้อขายทองคำมีลักษณะ “มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรเป็นประจำ” กำไรสุทธิจะต้องถูกนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประเภท 40(8)
- การออมทองออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน จะคิดภาระภาษี VAT เมื่อมีการไถ่ถอนทองคำจริงตามประเภททองคำที่ได้รับ
ภาษีทองคำ คืออะไร? รู้จักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำ
ภาษีทองคำ คือ ข้อกำหนดตามประมวลรัษฎากรในการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทองคำ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเพื่อสะสม การขายเพื่อรับเงินสด หรือการเก็งกำไรระยะยาว
กลไกภาษีทองคำไม่ได้ถูกเรียกเก็บเป็นภาษีอัตราเดียวแบบเบ็ดเสร็จ แต่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งการพิจารณาภาระภาษีจะขึ้นอยู่กับรูปแบบทองคำและเจตนาในการทำธุรกรรมของผู้ลงทุนครับ
โครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณภาษีทองคำ
การซื้อขายทองคำในประเทศไทยแบ่งภาษี 2 ประเภทหลัก ได้แก่:
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%): จัดเก็บจากการบริโภคหรือบริการ ซึ่งกฎหมายสรรพากรมีเงื่อนไขยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับทองคำบางประเภท เพื่อสนับสนุนตลาดทองคำแท่งและการลงทุน
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: จัดเก็บจากรายได้หรือกำไรที่เกิดจากการขายทรัพย์สิน ซึ่งต้องพิจารณาตามมาตรา 42(9) แห่งประมวลรัษฎากร เรื่องการขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร
ทำไมรูปแบบทองคำและการได้มาถึงมีภาระภาษีขายทองที่ไม่เท่ากัน
สาเหตุที่ภาระ ภาษีขายทอง แต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน เนื่องจากลักษณะการใช้งานและรูปแบบบริโภคไม่เหมือนกัน:
- ทองคำแท่ง: ถูกมองเป็นสินทรัพย์เพื่อการออมและการลงทุน รัฐจึงมีนโยบายยกเว้น VAT เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ลงทุน
- ทองรูปพรรณ: มีองค์ประกอบของงานศิลปหัตถกรรมและการสวมใส่เป็นเครื่องประดับ ค่าบริการในการทำทองรูปพรรณหรือ “ค่ากำเหน็จ” จึงถือเป็นค่าบริการที่ต้องเสีย VAT 7%
- ความถี่ในการขาย: หากคุณซื้อมาขายไปสม่ำเสมอ กรมสรรพากรจะมองว่าเป็นการประกอบธุรกิจ ซึ่งต่างจากการซื้อทองคำเก็บไว้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวแล้วขายออกเมื่อผ่านไปหลายปี
📢 Traderbobo แนะนำ: ก่อนตัดสินใจลงทุนทองคำ ควรแยกแเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการออมระยะยาวหรือเก็งกำไรระยะสั้น เพราะการเก็งกำไรที่มีความถี่สูงอาจทำให้การทำธุรกรรมถูกจัดอยู่ในหมวด “การค้า” ซึ่งมีภาระภาษีเงินได้เพิ่มเติมครับ
ขายทองคำแท่ง vs ทองรูปพรรณ ต้องเสียภาษีทองคำอย่างไร?
การขายทองคำแท่งและทองรูปพรรณมีเกณฑ์จัดเก็บภาษีที่แตกต่างกันทั้งในมุมของภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือหลายคนคิดว่าการขายทองทุกชนิดต้องเสีย VAT 7% เต็มจำนวน ซึ่งในความเป็นจริง กรมสรรพากรได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ชัดเจนตามประเภทของทองคำครับ
ภาระภาษีจากการขายทองคำแท่ง
การซื้อขาย ภาษีทองคำแท่ง มีจุดเด่นสำคัญด้านภาษีดังนี้:
- การยกเว้น VAT 7%: ทองคำแท่งที่มีความบริสุทธิ์ไม่ต่ำกว่า 96.5% (ตามมาตรฐานสมาคมค้าทองคำ) หรือ 99.99% ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายทองคำแท่งหน้าร้านค้าทองทั่วไป
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: หากเป็นการขายทองคำแท่งที่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่สะสมไว้ เงินได้จากการขายจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีปลายปี
หากคุณสงสัยเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของทองคำ สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ทอง 96.5 กับ 99.99 ต่างกันอย่างไร เพื่อเลือกประเภททองคำที่เหมาะสมกับพอร์ตของคุณได้ครับ
ภาระภาษีจากการขายทองรูปพรรณ และภาษีมูลค่าเพิ่มบนค่ากำเหน็จ
สำหรับ ภาษีทองรูปพรรณ มีหลักเกณฑ์การคำนวณที่ซับซ้อนกว่าเล็กน้อย:
- VAT บนค่ากำเหน็จ: ตัวทองคำรูปพรรณเองจะได้รับยกเว้น VAT ตามมูลค่าทองคำบริสุทธิ์ แต่ค่ากำเหน็จจะถูกเรียกเก็บ VAT 7% เฉพาะจากส่วนที่เป็นค่าแรงหรือค่าบริการแปรรูปรูปพรรณเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากซื้อสร้อยคอทองรูปพรรณที่มีค่ากำเหน็จ 500 บาท ผู้ซื้อจะต้องจ่าย VAT 7% ของ 500 บาท คือ 35 บาทเพิ่มเติม โดยไม่มี VAT เกิดขึ้นกับมูลค่าเนื้อทองคำแต่อย่างใด
- การขายคืนทองรูปพรรณ: เมื่อนำทองรูปพรรณไปขายคืนหน้าร้านทอง ราคารับซื้อคืนจะคำนวณจากน้ำหนักทองคำจริง โดยไม่มีการคิด VAT เพิ่มเติมในฝั่งผู้ขายรายย่อย
ตารางเปรียบเทียบภาษีทองคำในแต่ละรูปแบบทองคำ
| ประเภททองคำ | ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ขายรายย่อย) | หมายเหตุ |
| ทองคำแท่ง (96.5% / 99.99%) | ยกเว้น VAT | ยกเว้น (หากไม่มุ่งในทางการค้า) | เหมาะสำหรับการลงทุนและออมระยะยาว |
| ทองรูปพรรณ | เสีย VAT 7% เฉพาะ “ค่ากำเหน็จ” | ยกเว้น (ถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัว) | มีต้นทุนค่ากำเหน็จเพิ่มเข้ามา |
| การออมทองออนไลน์ | ขึ้นอยู่กับประเภททองเมื่อไถ่ถอน | ยกเว้น (หากเป็นการสะสมส่วนตัว) | ขายคืนเป็นเงินสดไม่มี VAT |
ออมทอง เสียภาษีไหม? ไขข้อสงสัยภาษีเงินได้และ VAT จากการออมทองออนไลน์
คำถามที่ว่า ออมทอง เสียภาษีไหม เป็นประเด็นที่นักลงทุนยุคดิจิทัลให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากบริการออมทองผ่านแอปพลิเคชันได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อย ๆ
หลักการพิจารณาภาษีของการออมทองจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงสะสมเงินออม/ขายคืนเป็นเงินสด และ ช่วงไถ่ถอนทองคำจริง ครับ

ภาระภาษีเมื่อทำการไถ่ถอนทองคำจริง (Physical Delivery)
เมื่อคุณออมทองจนครบตามน้ำหนักที่กำหนด แล้วเลือกสั่งไถ่ถอนเป็นทองคำจริง ภาระภาษีจะเกิดขึ้นดังนี้:
- ไถ่ถอนเป็นทองคำแท่ง: ได้รับยกเว้น VAT 7% สำหรับมูลค่าเนื้อทอง แต่อาจมีค่าธรรมเนียมการบล็อก (ค่าบล็อก) ซึ่งอาจมี VAT 7% บนค่าธรรมเนียมนั้น
- ไถ่ถอนเป็นทองรูปพรรณ: จะต้องเสีย VAT 7% สำหรับค่ากำเหน็จของการแปรรูปรูปพรรณตามน้ำหนักทองที่ไถ่ถอน
ผู้ที่สนใจเริ่มต้นออมทอง สามารถศึกษารายละเอียด วิธีออมทอง เพื่อดูขั้นตอนการเลือกระบบและคำนวณต้นทุนให้รอบคอบครับ
ภาระภาษีเมื่อขายคืนเป็นเงินสดผ่านแอปพลิเคชันหรือระบบออมทอง
หากคุณทำการสะสมทองคำในระบบออมทอง แล้วเลือก ปิดออเดอร์เพื่อรับเงินสด เข้าบัญชีธนาคาร:
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): ไม่มีภาระ VAT 7% เนื่องจากไม่มีการส่งมอบทองคำหรือให้บริการแปรรูป
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: หากเป็นการสะสมทีละเล็กทีละน้อยเพื่อการออม และขายออกเมื่อได้ราคาทีต้องการ รายได้ส่วนนี้ถือเป็นการขายสังหาริมทรัพย์ส่วนตัว ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 42(9)
สำหรับผู้ที่ยังลังเลว่ารูปแบบนี้เหมาะกับตนเองหรือไม่ สามารถอ่าน ออมทองดีไหม ข้อดีข้อเสีย เพื่อประเมินความคุ้มค่าและข้อจำกัดก่อนเริ่มออมจริงได้ครับ
กำไรจากการขายทองคำ ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) หรือไม่?
โดยทั่วไป กำไรจากการขายทองคำของบุคคลธรรมดาจะได้รับยกเว้นภาษี แต่มีข้อยกเว้นสำคัญที่กรมสรรพากรใช้ในการประเมินว่าต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือไม่
เกณฑ์สำคัญอยู่ที่การตีความคำว่า “ทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อการออม” กับ “การมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรเป็นปกติ” ครับ
การตีความสังหาริมทรัพย์: มุ่งในทางการค้า vs ทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อการออม
ตามมาตรา 42(9) แห่งประมวลรัษฎากร เงินได้จากการขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- กรณีได้รับการยกเว้นภาษี: ซื้อทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณมาเก็บไว้เป็นมรดก หรือออมไว้นานหลายปี แล้วนำออกมาขายเมื่อต้องการใช้เงินสด หรือเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์อื่น
- กรณีที่ต้องนำมาคำนวณภาษี (40(8)): ซื้อขายทองคำบ่อยครั้ง มีพฤติกรรมเก็งกำไรเข้า-ออกรายวันหรือรายสัปดาห์ มีปริมาณธุรกรรมสูง และมีเจตนาทำเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักเพื่อหากำไร
เอกสารหลักฐานที่ต้องจัดเก็บและการยื่นแบบประเมินภาษีต่อกรมสรรพากร
หากคุณเข้าข่ายผู้ที่ต้องยื่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ขายทอง เนื่องจากทำธุรกรรมในลักษณะมุ่งทางการค้า คุณต้องเตรียมเอกสารและปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้:
- จัดเก็บหลักฐานการซื้อขาย: ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี สลิปการโอนเงิน และรายงานสรุปการทำธุรกรรมจากแอปพลิเคชันหรือร้านทอง
- คำนวณเงินได้สุทธิ: นำรายได้จากการขายทองคำทั้งหมด หักด้วยต้นทุนการซื้อทองคำและค่าใช้จ่ายจริง (หรือหักค่าใช้จ่ายเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนด)
- ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90: นำกำไรสุทธิไปยื่นแสดงรายการภาษีประจำปีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
สรุปการวางแผนภาษีทองคำเพื่อการลงทุน
การเข้าใจ ภาษีทองคำ และภาระ ภาษีขายทอง ช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนต้นทุนและบริหารพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสรุปหลักการสำคัญคือ ทองคำแท่งได้รับการยกเว้น VAT 7% ในขณะที่ทองรูปพรรณมีภาระ VAT เฉพาะส่วนค่ากำเหน็จ และการขายทองคำที่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อการออมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
📢 Traderbobo แนะนำ
หากคุณต้องการศึกษาภาพรวมของการลงทุนในสินทรัพย์โภคภัณฑ์เพิ่มเติม สามารถอ่านคู่มือในหมวดสินค้าโภคภัณฑ์ และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อราคาสินทรัพย์ในหมวดทองคำเพื่อเสริมสร้างความรู้และวางแผนกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภาษีทองคำ
ขายทองคำแท่งหน้าร้านทอง ต้องเสียภาษีทองคำไหม?
ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มครับ เนื่องจากประมวลรัษฎากรมีประกาศยกเว้น VAT สำหรับการจำหน่ายทองคำแท่งบริสุทธิ์หน้าร้านค้าทอง คุณจะได้รับเงินตามราคารับซื้อทองคำแท่งที่ประกาศโดยสมาคมค้าทองคำเต็มจำนวนโดยไม่ถูกหัก VAT
กำไรจากการขายทองรูปพรรณส่วนตัว ต้องนำไปยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือไม่?
หากทองรูปพรรณนั้นเป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่คุณซื้อมาสวมใส่หรือเก็บสะสมไว้ แล้วนำไปขายคืนภายหลัง กำไรที่ได้รับได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42(9) ไม่จำเป็นต้องนำไปยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ครับ
ออมทองออนไลน์ แล้วขายได้กำไร ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไหม?
หากคุณทำการออมทองเป็นประจำเพื่อสะสมมูลค่าในระยะยาว แล้วขายคืนเป็นเงินสด กำไรที่ได้ถือเป็นการขายสังหาริมทรัพย์ส่วนตัว ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ครับ แต่หากมีพฤติกรรมส่งคำสั่งซื้อขายถี่มากในลักษณะเก็งกำไรรายวัน อาจเข้าข่ายการมุ่งในทางการค้าที่ต้องนำกำไรไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประเภท 40(8)
ซื้อขายทองคำบ่อยแค่ไหน กรมสรรพากร ถึงจะมองว่าเป็น การมุ่งในทางการค้า?
กรมสรรพากรไม่มีการกำหนดจำนวนครั้งที่แน่นอนไว้ในกฎหมาย แต่จะพิจารณาจากข้อเท็จจริงรอบด้าน เช่น ความถี่ในการทำธุรกรรม ปริมาณเงินหมุนเวียน เจตนาในการถือครอง (ถือครองสั้นมากเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือกี่วัน) และการทำเป็นปกติวิสัย หากเข้าลักษณะการประกอบธุรกิจการค้า ก็จะถูกประเมินเป็นเงินได้มาตรา 40(8) ครับ
เอกสารอะไรบ้างที่ควรเก็บไว้เป็นหลักฐานเมื่อต้องยื่นแสดง ภาษีขายทอง?
หลักฐานที่ควรจัดเก็บได้แก่ ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีซื้อทอง, เอกสารยืนยันการรับเงินจากการขายทอง, ใบรับรองน้ำหนักและความบริสุทธิ์ของทองคำ, รวมถึงรายงานสรุปประวัติการทำธุรกรรม (Statement / Trade History) จากแอปพลิเคชันออมทองหรือร้านทองครับ
⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
ข้อมูลด้านภาษีอ้างอิงตามประมวลรัษฎากรและประกาศของกรมสรรพากร ประเทศไทย ผู้ลงทุนควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภาษีอากรจาก กรมสรรพากร หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีโดยตรงก่อนดำเนินธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











