
ค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้น คือ ต้นทุนรวมทั้งหมดที่นักลงทุนต้องจ่ายให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) และหน่วยงานกำกับดูแลเมื่อมีการส่งคำสั่งซื้อหรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประกอบด้วยค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมตลาดฯ ค่าธรรมเนียมชำระราคา ค่าระบบการชำระเงิน และภาษีมูลค่าเพิ่ม
การเข้าใจโครงสร้างค่าธรรมเนียมอย่างละเอียดช่วยให้นักลงทุนคำนวณจุดคุ้มทุน (Break-even Point) ได้แม่นยำยิ่งขึ้น และป้องกันไม่ให้ต้นทุนแฝงกัดกินผลตอบแทนสุทธิของพอร์ตในระยะยาว คู่มือนี้อธิบายองค์ประกอบทั้งหมดของค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น สูตรคำนวณจริง และการเปรียบเทียบโบรกเกอร์เพื่อบริหารต้นทุนครับ
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นไม่ได้มีเพียงค่าคอมมิชชัน แต่รวมถึงค่าธรรมเนียมกำกับดูแล 3 ส่วนของตลาดฯ และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
- การส่งคำสั่งเทรดหุ้นผ่านระบบออนไลน์ มีอัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าการส่งคำสั่งผ่านเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนเกือบครึ่งหนึ่ง
- นโยบายค่าธรรมเนียมขั้นต่ำรายวันส่งผลกระทบอย่างมากต่อนักลงทุนพอร์ตขนาดเล็ก เพราะทำให้ต้นทุนต่อการเทรดสูงขึ้นเกินจริง
- การขายหุ้นในปัจจุบันยังไม่มีการเก็บภาษีการขายหุ้น (FTT) ส่วนกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา
ค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้น คืออะไร? ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
ค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้น คือ รวมยอดค่าใช้จ่ายในการทำรายการซื้อและขายหลักทรัพย์ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ โดยแบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลัก อ้างอิงตามเกณฑ์ของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ใช้กำกับดูแลโบรกเกอร์และโครงสร้างตลาดทางการเงินครับ

1. ค่าคอมมิชชันโบรกเกอร์ (Brokerage Fee)
ค่าคอมมิชชัน หุ้น คือ ค่าบริการที่บริษัทหลักทรัพย์เรียกเก็บจากการทำหน้าที่เป็นนายหน้าส่งคำสั่งซื้อขาย อัตรานี้ขยับตามช่องทางการส่งคำสั่ง เช่น การเทรดผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยตนเอง หรือการส่งคำสั่งผ่านเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน (Marketing)
2. ค่าธรรมเนียมตลาดและหน่วยงานกำกับดูแล (Regulatory Fees)
นอกจากค่าคอมมิชชันของโบรกเกอร์แล้ว ทุกคำสั่งซื้อขายจะถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมย่อยอีก 3 ส่วนเพื่อนำส่งหน่วยงานกลาง ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อความเป็นธรรมในระบบชำระราคา:
- ค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ (SET Trading Fee): อัตรา 0.005% ของมูลค่าการซื้อขาย
- ค่าธรรมเนียมศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSCC Depository Fee): อัตรา 0.001% ของมูลค่าการซื้อขาย
- ค่าธรรมเนียมระบบการชำระเงิน (Trading System Fee): อัตรา 0.001% ของมูลค่าการซื้อขาย
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)
ภาษีมูลค่าเพิ่มคิดในอัตรา 7% โดยคำนวณจาก “ยอดรวมค่าธรรมเนียมทั้งหมด” (Brokerage Fee + Regulatory Fees) ไม่ได้คิดจากมูลค่าเงินลงทุนซื้อหุ้นครับ
| รายการค่าธรรมเนียม | อัตราค่าธรรมเนียม (เทรดออนไลน์เอง) | ผู้รับค่าธรรมเนียม |
| ค่าคอมมิชชัน (Brokerage Fee) | ~0.157% (ขึ้นอยู่กับแต่ละโบรกเกอร์) | บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) |
| ค่าธรรมเนียมตลาดฯ (SET Fee) | 0.005% | ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย |
| ค่าธรรมเนียมการชำระราคา (TSCC Fee) | 0.001% | บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ฯ |
| ค่าระบบชำระเงิน (Trading System Fee) | 0.001% | ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย |
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) | 7% (คำนวณจากผลรวมค่าธรรมเนียมด้านบน) | กรมสรรพากร |
ค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้น คิดยังไง? สูตรคำนวณและตัวอย่างจริง
ค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้น คิดยังไง สามารถคำนวณได้โดยการนำมูลค่าการซื้อขายจริงคูณกับอัตราค่าธรรมเนียมรวม แล้วบวกด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทั้งในฝั่งซื้อและฝั่งขายครับ
สูตรคำนวณค่าธรรมเนียมฝั่งซื้อและฝั่งขาย
- ค่าธรรมเนียมรวมก่อน VAT = มูลค่าการซื้อขาย × (อัตราค่าคอมมิชชัน + 0.007%)
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) = ค่าธรรมเนียมรวมก่อน VAT × 7%
- ค่าธรรมเนียมสุทธิต้องจ่าย = ค่าธรรมเนียมรวมก่อน VAT + ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)
ตัวอย่างการคำนวณ: เทรดหุ้น 100,000 บาท เสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่?
สมมุติว่าคุณส่งคำสั่งซื้อหุ้น A มูลค่า 100,000 บาท ผ่านระบบออนไลน์ โดยโบรกเกอร์คิดอัตราค่าคอมมิชชัน หุ้น ที่ 0.157%
- คำนวณค่าธรรมเนียมรวมก่อน VAT:
- ค่าคอมมิชชันโบรกเกอร์: 100,000 × 0.157% = 157.00 บาท
- ค่าธรรมเนียม Regulatory Fees (SET+TSCC+Trading System): 100,000 × 0.007% = 7.00 บาท
- ผลรวมค่าธรรมเนียมก่อน VAT: 157.00 + 7.00 = 164.00 บาท
- คำนวณ VAT 7%:
- 164.00 × 7% = 11.48 บาท
- รวมค่าธรรมเนียมฝั่งซื้อสุทธิ:
- 164.00 + 11.48 = 175.48 บาท (คิดเป็นอัตราสุทธิประมาณ 0.1755% ของมูลค่าซื้อ)
เมื่อถึงเวลาขายหุ้นดังกล่าว หากขายได้ที่มูลค่า 100,000 บาทเท่าเดิม คุณจะเสียค่าธรรมเนียมฝั่งขายอีก 175.48 บาท รวมต้นทุนค่าธรรมเนียมไป-กลับในการเทรดครั้งนี้คือ 350.96 บาท ดังนั้น จุดคุ้มทุนของคุณคือต้องขายหุ้นให้ได้กำไรมากกว่า 350.96 บาทขึ้นไปครับ
เปรียบเทียบโบรกเกอร์: มีขั้นต่ำ vs ไม่มีขั้นต่ำ ต่างกันอย่างไร?
ข้อแตกต่างระหว่างโบรกเกอร์ที่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำและไม่มีขั้นต่ำ อยู่ที่การกำหนดภาระขั้นต่ำต่อวัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเทรดของนักลงทุนรายย่อย หากต้องการสลับไปศึกษาแนวทางลงมือจริง สามารถ อ่านคู่มือวิธีซื้อหุ้นและขั้นตอนเปิดพอร์ต เพื่อเลือกประเภทบัญชีให้เหมาะสมได้ครับ
ผลกระทบของค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ (Minimum Commission) ต่อนักลงทุนรายย่อย
โบรกเกอร์บางแห่งกำหนดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำไว้ที่ 50 บาทต่อวัน (ไม่รวม Regulatory Fees และ VAT) หมายความว่า หากวันนั้นคุณทำรายการซื้อหุ้นเพียง 10,000 บาท ซึ่งตามอัตราปกติ 0.157% จะเสียค่าคอมฯ เพียง 15.70 บาท แต่คุณจะถูกปรับขึ้นไปเก็บที่ 50 บาททันที
ผลกระทบคือ อัตราค่าธรรมเนียมจริงของคุณจะพุ่งสูงขึ้นจาก 0.157% กลายเป็น 0.50% ทันที ซึ่งทำให้จุดคุ้มทุนขยับไกลออกไปมากขึ้น
ข้อดีของการเลือกโบรกเกอร์หุ้น ไม่มีขั้นต่ำ
สำหรับนักลงทุนที่เน้นการสะสมหุ้นแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือซื้อครั้งละจำนวนเงินไม่มาก การเลือก โบรกเกอร์ ไม่มีขั้นต่ำ จะช่วยให้คิดค่าธรรมเนียมตามจริงตามสัดส่วนเงินลงทุน ไม่ว่าจะซื้อเพียง 1,000 บาท หรือ 5,000 บาท ก็จะไม่โดนค่าปรับขั้นต่ำรายวันครับ
| มูลค่าการซื้อต่อวัน | ค่าธรรมเนียมสุทธิ (โบรกเกอร์ไม่มีขั้นต่ำ) | ค่าธรรมเนียมสุทธิ (โบรกเกอร์มีขั้นต่ำ 50 บาท/วัน) | ส่วนต่างต้นทุน |
| 5,000 บาท | ~8.77 บาท | ~61.00 บาท | สูงกว่าปกติ ~52.23 บาท |
| 10,000 บาท | ~17.55 บาท | ~61.00 บาท | สูงกว่าปกติ ~43.45 บาท |
| 50,000 บาท | ~87.74 บาท | ~87.74 บาท | เท่ากัน (เกินขั้นต่ำ) |
| 100,000 บาท | ~175.48 บาท | ~175.48 บาท | เท่ากัน (เกินขั้นต่ำ) |
📌 Tip จากพี่โบ้
ตอนผมเริ่มลงทุนใหม่ ๆ ผมเคยกระจายซื้อหุ้น 5 ตัว ตัวละ 2,000 บาทในวันเดียว โดยใช้โบรกเกอร์ที่มีขั้นต่ำ 50 บาท ผลคือวันนั้นเสียค่าคอมฯ ไปมากกว่า 250 บาทโดยไม่จำเป็นครับ หากคุณเป็นสายสะสมหุ้นก้อนเล็ก หรือชอบกระจายไม้ แนะนำให้เลือกใช้โบรกเกอร์ที่ไม่มีขั้นต่ำ เพื่อประหยัดต้นทุนสะสมในระยะยาวครับ
เทรดเองออนไลน์ vs ผ่านมาร์เก็ตติ้ง ต่างกันแค่ไหน?
ช่องทางการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์มีผลโดยตรงต่อ อัตราค่าธรรมเนียม หุ้น ที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ โดยการแบ่งช่องทางบริการหลักมีดังนี้:
อัตราค่าธรรมเนียมการเทรดหุ้นผ่านระบบ Internet (Streaming)
การส่งคำสั่งด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน เช่น Streaming มีอัตราค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด เนื่องจากโบรกเกอร์ไม่มีต้นทุนการจัดการด้านบุคลากรมากนัก อัตราค่าคอมมิชชันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.157% (หรือต่ำกว่าตามนโยบายแข่งขันของแต่ละแห่ง)
อัตราค่าธรรมเนียมการส่งคำสั่งผ่านเจ้าหน้าที่ (Marketing Dealer)
หากนักลงทุนส่งคำสั่งผ่านเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนทางโทรศัพท์ โบรกเกอร์จะคิดอัตราค่าธรรมเนียมสูงขึ้น อยู่ที่ประมาณ 0.257% เนื่องจากมีบริการวิเคราะห์ ให้คำแนะนำ และดำเนินการส่งคำสั่งแทน
ขายหุ้น เสียภาษีอะไรบ้าง? สิ่งที่นักลงทุนต้องเตรียมรับมือ
นักลงทุนไทยจำนวนมากมีความกังวลเรื่องภาระภาษีจากการขายหุ้น ซึ่งในปัจจุบันโครงสร้างภาษีหุ้นไทยยังคงให้สิทธิประโยชน์แก่บุคคลธรรมดาเมื่อ เปรียบเทียบกับกรณีขายกองทุนเสียภาษีไหม ในบางประเภทผลิตภัณฑ์ครับ
ภาษีเงินปันผล (Withholding Tax 10%)
หากหุ้นที่คุณถือครองมีการจ่ายเงินปันผล เงินปันผลนั้นจะถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ทันที 10% โดยนักลงทุนสามารถเลือกนำเงินปันผลนี้ไปยื่นเครดิตภาษีเงินปันผลตอนสิ้นปีเพื่อขอคืนภาษีได้ตามฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
อัปเดตแนวโน้มภาษีการขายหุ้น (Financial Transaction Tax)
กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น (Capital Gain Tax) สำหรับบุคคลธรรมดาในการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังคงได้รับการยกเว้นภาษีตามประกาศของ กรมสรรพากร ในปัจจุบัน ส่วนแนวคิดการจัดเก็บภาษีการขายหุ้น (Financial Transaction Tax หรือ FTT) ในอัตรา 0.11% ยังคงอยู่ระหว่างการชะลอและพิจารณาความเหมาะสมจากภาครัฐครับ
บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ ค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้น
การคำนวณและบริหาร ค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้น ให้เหมาะกับสไตล์การลงทุน ถือเป็นก้าวสำคัญของการวางแผนต้นทุน เพราะทุกบาทของค่าธรรมเนียมที่ลดลงได้ คือกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นของพอร์ต การเลือกช่องทางเทรดออนไลน์ด้วยตนเอง และการพิจารณานโยบายขั้นต่ำของโบรกเกอร์ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนได้ในระยะยาว
หากคุณต้องการศึกษาโครงสร้างตลาดและกลไกหลักทรัพย์ตั้งแต่เริ่มต้น สามาร ปูพื้นฐานตั้งแต่เริ่มต้นว่าหุ้นคืออะไร เพิ่มเติมได้เลยครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้น
ซื้อหุ้นและขายหุ้นในวันเดียวกัน (Day Trade) เสียค่าธรรมเนียมกี่รอบ?
การซื้อและขายหุ้นจบภายในวันเดียวกัน ต้องเสียค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น 2 รอบ คือ ฝั่งซื้อ 1 รอบ และฝั่งขาย 1 รอบตามมูลค่าจริงของแต่ละรายการ โดยคิดอัตราค่าธรรมเนียมเท่ากับการเทรดปกติครับ
ทำไมค่าธรรมเนียมใน Streaming ถึงไม่เท่ากับที่คำนวณมือ?
ยอดค่าธรรมเนียมในหน้าแอปพลิเคชัน Streaming มักจะรวมค่าธรรมเนียม Regulatory Fees (0.007%) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) เข้าไปเรียบร้อยแล้ว หรืออาจเกิดจากการปรับขึ้นตามอัตราค่าธรรมเนียมขั้นต่ำรายวันของโบรกเกอร์นั้น ๆ ครับ
เทรดหุ้นต่างประเทศ เสียค่าธรรมเนียมเหมือนหุ้นไทยไหม?
การเทรดหุ้นต่างประเทศมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ต่างจากหุ้นไทย โดยมักมีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำต่อคำสั่งซื้อขายสูงกว่า มีค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน (FX Fee) ค่าธรรมเนียมการถือครองหลักทรัพย์ และภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินปันผลตามข้อตกลงของประเทศปลายทางครับ
ถ้าเปิดพอร์ตแบบ Cash Balance กับ Credit Balance ค่าธรรมเนียมเท่ากันหรือไม่?
โดยทั่วไปอัตราค่าคอมมิชชันสำหรับการส่งคำสั่งผ่านอินเทอร์เน็ตของพอร์ต Cash Balance และ Credit Balance จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แต่พอร์ต Credit Balance (บัญชีมาร์จิ้น) จะมีต้นทุนเพิ่มเติมในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ครับ
โบรกเกอร์หุ้น ไม่มีขั้นต่ำ มีข้อเสียหรือเงื่อนไขแอบแฝงไหม?
โบรกเกอร์ที่ไม่มีขั้นต่ำอาจมีข้อจำกัดด้านการบริการอื่น ๆ เช่น ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลส่วนตัว (Marketing) ต้องดำเนินการผ่านระบบออนไลน์เองทั้งหมด หรืออาจมีค่าธรรมเนียมการขอเอกสาร/การถอนเงินที่ต่างจากโบรกเกอร์แบบเต็มรูปแบบ นักลงทุนควรตรวจสอบเงื่อนไขบริการให้ครบถ้วนก่อนเปิดบัญชีครับ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











