
sbl คือ ธุรกรรมการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (Securities Borrowing and Lending) ซึ่งเป็นกลไกที่อนุญาตให้นักลงทุนที่มีหุ้นในพอร์ตสามารถปล่อยยืมหุ้นของตนเองเพื่อรับผลตอบแทน ในขณะที่ผู้ยืมสามารถนำหุ้นนั้นไปใช้ตามวัตถุประสงค์ เช่น การนำไปทำการขายชอร์ต (Short Sell)
ในตลาดหุ้นไทย SBL คือเครื่องมือที่สำคัญทั้งสำหรับผู้ถือหุ้นระยะยาวที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดเพิ่ม และนักเทรดที่ต้องการทำกำไรในภาวะตลาดขาลง บทความนี้อธิบายว่า SBL ทำงานอย่างไร ผลตอบแทนที่ผู้ให้ยืมจะได้รับ รวมไปถึงความเสี่ยงที่ต้องระวังมีอะไรบ้าง เพื่อให้คุณวางแผนการลงทุนได้อย่างเหมาะสมครับ
⚠️ คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- ผู้ให้ยืมหุ้น (Lender) จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของค่าธรรมเนียมการยืม และยังคงได้รับเงินชดเชยปันผล (Manufactured Dividend) เทียบเท่ากับเงินปันผลปกติครับ
- ผู้ยืมหุ้น (Borrower) มักใช้กลไกนี้เพื่อยืมหุ้นไปทำการขายชอร์ต (Short Sell) เมื่อคาดการณ์ว่าราคาหลักทรัพย์กำลังจะปรับตัวลดลง
- ความเสี่ยงที่ผู้ให้ยืมต้องรับรู้คือ Recall Risk หรือการถูกเรียกหุ้นคืนก่อนกำหนด รวมถึงการเสียสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นไปชั่วคราว
- ทางฝั่งผู้ยืมมีความเสี่ยงสูงหากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสวนทางกับการคาดการณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) หรือถูกบังคับซื้อคืน (Force Buy-Back)
SBL คืออะไร?
SBL คือระบบที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ที่มีหุ้นและต้องการปล่อยยืม กับผู้ที่ต้องการยืมหุ้นไปใช้ประโยชน์ โดยมีโบรกเกอร์หรือศูนย์รับฝากหลักทรัพย์เป็นตัวกลางในการดำเนินธุรกรรมครับ
ความหมายของ Securities Borrowing and Lending ในตลาดหลักทรัพย์
Securities Borrowing and Lending หรือ SBL คือธุรกรรมทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดหุ้น กลไกนี้ทำให้หุ้นที่ถูกเก็บไว้เฉย ๆ ในพอร์ตของนักลงทุนระยะยาว ถูกนำมาหมุนเวียนในระบบเพื่อตอบสนองความต้องการของเทรดเดอร์ที่มองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น ทั้งนี้ธุรกรรมทั้งหมดจะอยู่ภายใต้เกณฑ์ของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับการกำกับดูแลจาก สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมครับ
โครงสร้างและบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้อง
ระบบ SBL คือกลไกที่มีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่:
- ผู้ให้ยืม (Lender): คือนักลงทุนที่มีหุ้นในพอร์ตและสมัครใจนำหุ้นของตนมาให้ผู้อื่นยืม โดยแลกกับค่าธรรมเนียมดอกเบี้ย
- ผู้ยืม (Borrower): คือนักลงทุนหรือสถาบันที่ต้องการหุ้นเพื่อนำไปทำธุรกรรมอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่มักเป็นการนำไปขายชอร์ต
- ตัวกลาง (Broker/Clearing House): ทำหน้าที่จับคู่ความต้องการ จัดการเรื่องหลักประกัน และดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ระหว่างผู้ให้ยืมและผู้ยืม
ทำไม SBL ถึงสำคัญสำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์?
SBL คือหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุน ทั้งการเปิดช่องทางสร้าง Passive Income สำหรับคนถือยาว และการสร้างโอกาสทำกำไรในตลาดขาลงสำหรับสายเทรดครับ
มุมมองผู้ถือหุ้นระยะยาว: เปลี่ยนหุ้นในพอร์ตเป็น Passive Income
สำหรับสายลงทุนเน้นคุณค่า (VI) หรือผู้ที่ซื้อหุ้นเพื่อรับปันผลและถือยาว การเข้าร่วมโปรแกรม SBL จะช่วยให้หุ้นที่นอนนิ่งอยู่ในพอร์ตสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มออกมาในรูปของ “ค่าธรรมเนียมการให้ยืม” ซึ่งเปรียบเสมือนดอกเบี้ย โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่อนุญาตให้โบรกเกอร์นำหุ้นไปบริหารจัดการต่อ
ตัวอย่างเช่น หากคุณถือหุ้นมูลค่ารวม 100,000 บาท และนำเข้าโปรแกรม SBL ด้วยอัตราค่าธรรมเนียมสมมติ 2% ต่อปี คุณอาจได้รับผลตอบแทนเพิ่มเติมราว 2,000 บาทต่อปี (ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่อความเข้าใจ อัตราจริงขึ้นอยู่กับความต้องการตลาดและเงื่อนไขของแต่ละโบรกเกอร์ครับ)
มุมมองนักเทรด: สร้างโอกาสทำกำไรในภาวะตลาดขาลง
สำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้นถึงระยะกลาง SBL เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้การทำกำไรในสภาวะที่ตลาดปรับตัวลงเป็นไปได้ เพราะคุณไม่สามารถนำหุ้นที่คุณไม่มีมาขายได้ SBL จึงเป็นช่องทางให้คุณยืมหุ้นมาขายล่วงหน้าเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา
| บทบาท | วัตถุประสงค์หลัก | ผลตอบแทนที่ได้รับ | ความเสี่ยงสำคัญ |
| ผู้ให้ยืม (Lender) | เพิ่มอัตราผลตอบแทนจากการถือครองหุ้นระยะยาว | ค่าธรรมเนียมการให้ยืม (Interest) และเงินชดเชยปันผล | เสียสิทธิออกเสียงชั่วคราว, Recall Risk |
| ผู้ยืม (Borrower) | ทำกำไรจากส่วนต่างราคาเมื่อตลาดเป็นขาลง | กำไรส่วนต่างจากกลยุทธ์ Short Sell | ราคาพุ่งสวนทาง, Margin Call, ค่าธรรมเนียมการยืม |
SBL ทำงานอย่างไร และมีขั้นตอนอย่างไร?

กลไกของ SBL คือการทำงานผ่านการจับคู่คำสั่งยืมและให้ยืมในระบบของโบรกเกอร์ โดยผู้ยืมต้องวางหลักประกันไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการผิดนัดชำระครับ
กลไกการส่งคำสั่งยืม-ปล่อยยืมหุ้น และการวางหลักประกัน (Collateral)
เมื่อผู้ให้ยืมเปิดฟังก์ชัน SBL กับทางโบรกเกอร์ หุ้นในบัญชีจะถูกจัดเข้าสู่ “กองหุ้นให้ยืม” เมื่อมีผู้ยืมส่งคำสั่งขอยืมหุ้น โบรกเกอร์จะทำหน้าที่ดึงหุ้นจากกองนี้ไปให้ผู้ยืม
เพื่อความปลอดภัยของระบบ ผู้ยืมจะไม่สามารถยืมหุ้นไปได้เปล่า ๆ แต่จะต้องวาง “หลักประกัน” (Collateral) ซึ่งอาจเป็นเงินสดหรือหลักทรัพย์อื่นที่มีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าหุ้นที่ยืมไปตามเกณฑ์ที่กำหนด หากมูลค่าหลักประกันลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ โบรกเกอร์จะเรียกให้ผู้ยืมนำหลักประกันมาวางเพิ่ม
สิทธิประโยชน์ของหุ้น: เงินชดเชยปันผล (Manufactured Dividend) vs สิทธิออกเสียง (Voting Rights)
หลายคนกังวลว่าถ้าปล่อยให้ยืมหุ้นไปแล้วจะอดได้เงินปันผล ในระบบ SBL ผู้ให้ยืมจะยังคงได้รับผลประโยชน์เทียบเท่าเงินปันผล เรียกว่า “เงินชดเชยปันผล” โดยผู้ยืมมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนนี้คืนกลับมาให้
อย่างไรก็ตาม ในด้านภาษี เงินชดเชยปันผลที่ผู้ให้ยืมได้รับ จะมีภาระภาษีที่เป็นไปตามประกาศของ กรมสรรพากร ผู้ให้ยืมจึงควรตรวจสอบเงื่อนไขเรื่องเครดิตภาษีเงินปันผลกับโบรกเกอร์ให้ชัดเจน นอกจากนี้ สิทธิในการเข้าร่วมประชุมและออกเสียงโหวต (Voting Rights) จะถูกโอนไปยังผู้ถือหุ้นคนใหม่ชั่วคราวตลอดช่วงเวลาที่หุ้นถูกยืมไปครับ
SBL กับการ Short Sell และสินทรัพย์อื่นต่างกันอย่างไร?
SBL คือกลไกการยืมหุ้นเพื่อให้มีของในมือ ส่วน Short Sell คือคำสั่งขายหุ้นที่ยืมมาเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาที่ลดลงครับ สองอย่างนี้ทำงานคู่กันเสมอในตลาดหุ้น
SBL vs Short Sell
จำง่าย ๆ ว่า SBL คือ “กระบวนการจัดหาของ” ส่วน Short Sell เป็น “กลยุทธ์การเทรด” ถ้าไม่มีระบบ SBL เทรดเดอร์ก็จะไม่สามารถทำ Short Sell ในตลาดหุ้นปกติได้ เพราะกฎของตลาดหลักทรัพย์ไม่อนุญาตให้ขายหุ้นที่ตัวเองไม่ได้ครอบครอง (Naked Short) หากใครอยากเจาะลึกลงไปว่ากลไกการทำ Short Sell ในตลาดหุ้น ทำงานและมีข้อกำหนดอย่างไร สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ครับ
การทำ Short Sell หุ้นไทยเทียบกับ Crypto และ Derivative Warrants (DW)
การทำกำไรขาลงไม่ได้มีแค่ในตลาดหุ้นเท่านั้น สำหรับตลาดคริปโตหรือ DW จะมีกลไกที่ต่างออกไป คริปโตมักใช้สัญญา Perpetual Futures หรือระบบยืมเหรียญแบบ Decentralized ส่วน DW จะเป็นสัญญาสิทธิประเภท Put Warrant ที่ไม่ต้องยืมหุ้นจริงเลย และสำหรับผู้ที่สนใจการลงทุนในตลาดอื่น ลองเปรียบเทียบกลไก Short ใน Crypto และ Derivative Warrants ดูว่ามีความเสี่ยงและข้อจำกัดแตกต่างจากการทำ SBL อย่างไรครับ
🐶 คุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การทำ Short Sell หุ้นไทยเทียบกับ Crypto และ Derivative Warrants (DW) ได้ที่
5 วิธีการทำ Short Bitcoin
Derivative Warrant คืออะไร? ทำความเข้าใจ DW ในตลาดหุ้น
| ประเภทสินทรัพย์ | กลไกการยืม (Short Mechanism) | หลักประกัน / Leverage | ข้อจำกัด / ความเสี่ยง |
| หุ้นไทย (ผ่าน SBL) | ยืมหุ้นจริงจากพอร์ตผู้ให้ยืมผ่านโบรกเกอร์ | วางหลักประกันตามเกณฑ์ โบรกเกอร์คุมเข้ม | หุ้นอาจถูกเรียกคืน (Recall) โดนบังคับซื้อคืน |
| Crypto Futures | สัญญาอนุพันธ์ / ยืมผ่าน Liquidity Pool | ใช้ Leverage สูงได้ | ผันผวนรุนแรง เสี่ยงพอร์ตแตก (Liquidation) สูง |
| Put DW | ซื้อสิทธิในการขาย (ไม่ต้องยืมหุ้นจริง) | อัตราทด (Gearing) ในตัว | มีวันหมดอายุ (Time Decay) และราคาอ้างอิงกับ Market Maker |
ความเสี่ยงของ SBL และข้อควรระวังที่ต้องรู้
ความเสี่ยงหลักของ SBL คือเรื่องสภาพคล่องและการถูกเรียกหุ้นคืนสำหรับผู้ให้ยืม และความเสี่ยงจากการขาดทุนไม่จำกัดสำหรับผู้ยืมครับ
ความเสี่ยงของผู้ให้ยืม: Recall Risk และสภาพคล่อง
ต้องย้ำก่อนว่า SBL คือธุรกรรมที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัว แม้ว่าผู้ให้ยืมจะสามารถสั่งขายหุ้นที่ปล่อยยืมไปแล้วได้ตลอดเวลา แต่ก็มีความเสี่ยงที่เรียกว่า Recall Risk หากผู้ให้ยืมสั่งขายหุ้นพร้อมกันจำนวนมาก ระบบอาจต้องใช้เวลาในการดึงหุ้นกลับมาจากผู้ยืม (Recall) ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการเคลียร์ริ่ง
📢 Traderbobo แนะนำ
ตอนผมเริ่มปล่อยยืมหุ้น SBL ใหม่ ๆ สิ่งที่ต้องจำไว้เสมอคือ เราจะเสียสิทธิในการโหวตที่ประชุมผู้ถือหุ้นไปชั่วคราวครับ ถ้าหุ้นตัวนั้นกำลังจะมีการโหวตวาระสำคัญที่คุณอยากมีส่วนร่วม หรือกำลังจะมีการปรับโครงสร้างบริษัท ผมแนะนำให้แจ้งระงับการปล่อยยืมหุ้นตัวนั้นไว้ก่อนชั่วคราว เพื่อรักษาสิทธิในการออกเสียงของเราครับ
ความเสี่ยงของผู้ยืม: การถูก Margin Call และค่าธรรมเนียม
ระบบ SBL และ Short Sell มีลักษณะคล้ายการใช้ Leverage ที่ช่วยเปิดโอกาสทำกำไรในขาลงด้วยการวางเพียงหลักประกัน แต่ในทางกลับกัน ถ้าราคาสวนทางพุ่งสูงขึ้น มันก็ขยายผลขาดทุนให้หนักกว่าปกติและนำไปสู่การถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) ได้เช่นกันครับ นอกจากนี้ผู้ยืมยังมีภาระต้นทุนดอกเบี้ยรายวันที่เดินหน้าไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลาที่ถือสถานะยืมหุ้นไว้
สรุป SBL คืออะไรแนะแนวทางการใช้งาน
SBL คือเครื่องมือที่มีประโยชน์ทั้งในการสร้างกระแสเงินสดสำหรับสายถือยาว และการเพิ่มกลยุทธ์ทำกำไรสำหรับสายเทรดผ่านการ Short Sell แต่ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับเงื่อนไขที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นภาระภาษีจากเงินชดเชยปันผล ความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง หรือความกดดันจากการวางหลักประกัน
กล่าวโดยสรุป SBL คือหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตได้จริง หากคุณพร้อมที่จะเริ่มต้นศึกษาการลงทุนและวางแผนจัดสรรพอร์ต สำหรับใครที่ยังไม่มีบัญชี สามารถดู วิธีซื้อหุ้นและเปิดพอร์ตหุ้นเพื่อเตรียมความพร้อมได้ครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SBL คืออะไร
SBL เหมาะกับนักลงทุนประเภทไหน?
สรุปสั้น ๆ SBL คือทางเลือกที่เหมาะกับนักลงทุน 2 กลุ่มหลักครับ กลุ่มแรกคือนักลงทุนระยะยาว (VI) ที่เน้นถือหุ้นรับปันผลและต้องการเพิ่มผลตอบแทนจากค่าธรรมเนียมการให้ยืม กลุ่มที่สองคือนักเทรดเชิงรุกที่มีประสบการณ์ ซึ่งต้องการยืมหุ้นไปขายชอร์ต (Short Sell) เพื่อทำกำไรในสภาวะตลาดที่ประเมินว่าเป็นแนวโน้มขาลงครับ
ปล่อยให้ยืมหุ้น SBL ได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ และต้องเสียภาษีหรือไม่?
ผลตอบแทนจากการให้ยืมขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและอัตราที่โบรกเกอร์กำหนด โดยทั่วไปดอกเบี้ยจะถูกคำนวณเป็นรายวัน ส่วนเรื่องภาษี เงินค่าธรรมเนียมที่ได้รับมักจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และสำหรับเงินชดเชยปันผลก็มีหลักเกณฑ์การหักภาษีตามที่กรมสรรพากรกำหนด ซึ่งควรปรึกษาโบรกเกอร์เพื่อบริหารเรื่องเครดิตภาษีครับ
SBL กับ Short Sell ต่างกันอย่างไร?
พูดให้เข้าใจง่าย SBL คือระบบหรือธุรกรรมที่อนุญาตให้มีการยืมและให้ยืมหุ้นเกิดขึ้น ในขณะที่ Short Sell คือกลยุทธ์การส่งคำสั่งซื้อขาย โดยนำหุ้นที่ยืมมาจากระบบ SBL ไปขายในตลาดเพื่อเก็งกำไรขาลง สองกลไกนี้จึงทำงานควบคู่กันแยกออกจากกันไม่ได้ในตลาดหุ้นครับ
หากหุ้นที่ปล่อยยืมถูกดึงคืน (Recall Risk) ผู้ให้ยืมต้องทำอย่างไร?
ผู้ให้ยืมไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษครับ ระบบของโบรกเกอร์หรือศูนย์รับฝากหลักทรัพย์จะทำหน้าที่จัดการดึงหุ้นกลับมาให้โดยอัตโนมัติ (Recall) แต่อาจมีข้อควรระวังคือ หากมีการเรียกหุ้นคืนพร้อมกันจำนวนมากจากผู้ให้ยืมหลายราย อาจเกิดความล่าช้าในกระบวนการส่งมอบหุ้นคืนกลับเข้าพอร์ตได้เล็กน้อยครับ
หุ้นทุกตัวในตลาด SET สามารถนำมาทำ SBL ได้ทั้งหมดหรือไม่?
ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่จะทำ SBL ได้ครับ หุ้นที่สามารถนำมาทำ SBL และ Short Sell จะต้องเป็นหุ้นที่อยู่ในรายชื่อที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อนุมัติเท่านั้น ซึ่งมักจะเป็นหุ้นที่มีขนาดมาร์เก็ตแคปใหญ่ สภาพคล่องสูง และมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการปั่นราคาครับ
สิทธิในการรับเงินปันผลจะหายไปไหมถ้าปล่อยยืมหุ้น SBL?
ผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงินจะไม่หายไปครับ ผู้ให้ยืมจะยังคงได้รับเงินจำนวนที่เทียบเท่ากับเงินปันผลปกติ เรียกว่า “เงินชดเชยปันผล” (Manufactured Dividend) ซึ่งผู้ยืมจะเป็นคนจ่ายคืนให้ แต่สิ่งที่หายไปชั่วคราวคือ “สิทธิในการออกเสียง” (Voting Rights) ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงเวลาที่หุ้นนั้นถูกยืมไปครับ
⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











