
ความเสี่ยงคืออะไร ในบริบททางการเงินและการลงทุน หมายถึง ความไม่แน่นอนของผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นจริง ซึ่งอาจแตกต่างไปจากผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังไว้ รวมถึงโอกาสที่จะสูญเสียเงินลงทุนส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดในอนาคตครับ
การเข้าใจเรื่องความเสี่ยงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำให้เรากลัวจนไม่กล้าลงเงิน แต่เป็นการสร้างความเข้าใจเพื่อประเมินความผันผวนและวางแผนตั้งรับได้อย่างเหมาะสม บทความนี้ครอบคลุมตั้งแต่นิยามพื้นฐาน ประเภทความเสี่ยง จิตวิทยาที่มีผลต่อการตัดสินใจ ไปจนถึงกระบวนการประเมินและบริหารความเสี่ยงอย่างถูกวิธีครับ
⚠️ คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- ความเสี่ยงคือความผันผวนและความไม่แน่นอนของผลตอบแทน ไม่ใช่เพียงแค่โอกาสในการขาดทุนเพียงอย่างเดียว
- หลักคิด Risk-Return Trade-off ชี้ว่าสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคาดหวังสูง ย่อมแลกมาด้วยความผันผวนที่สูงขึ้นเสมอ
- การจำแนกความเสี่ยงออกเป็นความเสี่ยงที่เป็นระบบและความเสี่ยงไม่เป็นระบบ ช่วยให้เลือกวิธีรับมือได้อย่างตรงจุด
- อารมณ์และอคติทางพฤติกรรม เป็นปัจจัยแฝงที่ทำให้นักลงทุนรับความเสี่ยงเกินระดับที่ตนเองแบกรับไหวโดยไม่รู้ตัว
- การประเมินความเสี่ยงและการกระจายความเสี่ยงอย่างมีวินัย คือเกราะป้องกันเงินทุนที่ยั่งยืนที่สุดในทุกสภาวะตลาด
ความเสี่ยงคืออะไร ในโลกการลงทุน?

ความเสี่ยงในโลกการลงทุน คือ ระดับความผันผวนของผลตอบแทนที่มีโอกาสเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งในทางบวกและทางลบครับ
นักลงทุนมือใหม่หลายคนมักมองว่าความเสี่ยงหมายถึง “การขาดทุน” เพียงอย่างเดียว แต่ในทางทฤษฎีการเงิน ความเสี่ยงครอบคลุมถึง “ความไม่แน่นอน” ทั้งหมด หากคุณลงทุนในสินทรัพย์หนึ่งโดยหวังผลตอบแทน 5% ต่อปี แต่ผลลัพธ์จริงอาจออกมาเป็น +15% หรือ -10% ความกว้างของกรอบผลตอบแทนที่แกว่งตัวอยู่นี้แหละครับคือสิ่งที่เรียกว่าความเสี่ยง ยิ่งความผันผวนกว้างมาก เท่ากับความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
นิยามความเสี่ยงทางการเงินและความไม่แน่นอนของผลตอบแทน
ในทางปฏิบัติต้องแยกแยะระหว่างความเสี่ยง (Risk) และความไม่แน่นอน (Uncertainty) ออกจากกัน ความเสี่ยงคือสถานการณ์ที่เรายังสามารถประเมินโอกาสหรือความน่าจะเป็นของผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การคาดการณ์ความผันผวนของหุ้นจากสถิติในอดีต
ในขณะที่ความไม่แน่นอนคือเหตุการณ์ที่ไม่สามารถประเมินตัวเลขหรือความน่าจะเป็นได้เลย เช่น วิกฤตโรคระบาดใหม่ หรือเหตุการณ์สงครามที่ไม่คาดคิด การลงทุนที่ดีจึงเป็นการบริหารจัดการกับ “ความเสี่ยงที่วัดผลได้” เพื่อลดผลกระทบจาก “ความไม่แน่นอนที่ควบคุมไม่ได้” ครับ
ความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk-Return Trade-off)
หลักการพื้นฐานที่สุดของการลงทุนคือ High Risk, High Expected Return หรือการแลกเปลี่ยนระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน สินทรัพย์ที่ให้โอกาสสร้างผลตอบแทนสูง ย่อมต้องแลกมาด้วยความผันผวนและการเสี่ยงสูญเสียเงินต้นที่สูงขึ้นเสมอ
ไม่มีการลงทุนใดในโลกที่ให้ผลตอบแทนสูงลิบลิ่วโดยไร้ความเสี่ยง หากพบข้อเสนอที่อ้างผลตอบแทนสูงแต่บอกว่าไม่มีความเสี่ยง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนทันทีว่าเป็นข้อเสนอที่บิดเบือนข้อเท็จจริงครับ การบริหารพอร์ตที่ชาญฉลาดไม่ใช่การพยายามลบความเสี่ยงให้เหลือศูนย์ แต่เป็นการหาจุดสมดุลที่ผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้จริง ๆ
ประเภทความเสี่ยงทางการลงทุนที่นักลงทุนต้องเจอ
ประเภทความเสี่ยงทางการลงทุนแบ่งออกได้เป็นหลายมิติ แต่มิติที่สำคัญที่สุดคือการแบ่งตามสเกลกระทบต่อภาพรวมและสินทรัพย์เฉพาะตัวครับ
การที่คุณเข้าใจว่าความเสี่ยงที่กำลังเผชิญมาจากปัจจัยภายนอกหรือปัจจัยภายใน จะช่วยให้วางกลยุทธ์ตั้งรับได้อย่างถูกต้อง เพราะความเสี่ยงบางประเภทสามารถลดทอนลงได้ด้วยการกระจายความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงบางประเภทก็เป็นสิ่งที่กระจายออกไปไม่ได้ ต้องใช้วิธีป้องกันด้วยการปรับสัดส่วนเงินทุนแทน
ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk) vs ความเสี่ยงไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk)
ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk) หรือ Market Risk คือความเสี่ยงที่กระทบต่อตลาดทั้งหมดโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นภาวะอัตราดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อ วิกฤตเศรษฐกิจ หรือการเมือง ความเสี่ยงประเภทนี้ไม่สามารถขจัดให้หมดไปได้ด้วยการกระจายหุ้นในตลาดเดียวกัน
ในทางกลับกัน ความเสี่ยงไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk) หรือ Specific Risk คือความเสี่ยงเฉพาะตัวของบริษัทหรือสินทรัพย์นั้น ๆ เช่น การบริหารงานผิดพลาดของฝ่ายผู้บริหาร หรือสินค้าถูกฟ้องร้อง ซึ่งความเสี่ยงประเภทนี้สามารถลดทอนให้เหลือน้อยลงได้จากการกระจายการลงทุนในหลาย ๆ สินทรัพย์ครับ
ความเสี่ยงหลักในตลาด: Market Risk, Credit Risk และ Liquidity Risk
นอกจากนี้ในตลาดการเงินยังจำแนกความเสี่ยงออกเป็น 3 ด้านหลักที่ต้องพบเจออยู่เสมอ:
- Market Risk (ความเสี่ยงด้านตลาด): ความผันผวนของราคาอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานในตลาด
- Credit Risk (ความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้): โอกาสที่ผู้ออกตราสารหนี้ หรือลูกหนี้จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ตามกำหนด
- Liquidity Risk (ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง): ความยากง่ายในการเปลี่ยนสินทรัพย์กลับมาเป็นเงินสด โดยนักลงทุนควรทำความเข้าใจเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน ก่อนตัดสินใจถือสินทรัพย์ระยะยาว เพราะหากสินทรัพย์ขาดสภาพคล่อง คุณอาจต้องยอมขายขาดทุนในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงเพื่อนำเงินสดออกมา
| ประเภทความเสี่ยง | ปัจจัยการเกิดความเสี่ยง | ตัวอย่างผลกระทบต่อพอร์ต | ระดับการรับมือและป้องกัน |
| Systematic Risk | ปัจจัยมหภาค เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย สงคราม | หุ้นทั้งตลาดปรับตัวลดลงพร้อมกัน | ปรับสัดส่วนการถือเงินสด หรือใช้สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง |
| Unsystematic Risk | ปัจจัยเฉพาะบริษัท ผลประกอบการ | ราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งตกต่ำลงเฉพาะตัว | กระจายการลงทุนไปในหลายอุตสาหกรรม |
| Credit Risk | ผู้ออกหุ้นกู้ขาดสภาพคล่อง ชำระหนี้ไม่ได้ | ไม่ได้รับดอกเบี้ย หรือสูญเสียเงินต้นในหุ้นกู้ | เลือกลงทุนในตราสารที่มี Credit Rating ระดับ Investment Grade |
| Liquidity Risk | ปริมาณการซื้อขายในตลาดต่ำ | ขายสินทรัพย์ไม่ได้ทันทีตามราคาที่ต้องการ | ถือครองสินทรัพย์ที่มีปริมาณการซื้อขายสม่ำเสมอ |
อารมณ์และจิตวิทยาการลงทุนที่มีผลต่อความเสี่ยง
อารมณ์และจิตวิทยาของนักลงทุนเป็นปัจจัยแฝงที่ยกระดับความเสี่ยงให้สูงขึ้นโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวครับ
แม้เราจะมีแผนการลงทุนหรือสูตรคำนวณที่แม่นยำแค่ไหน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสภาวะตลาดจริง สัญชาตญาณความกลัวและความโลภมักเข้ามาบดบังกระบวนการคิดเชิงตรรกะ ส่งผลให้นักลงทุนตัดสินใจมองข้ามความเสี่ยงที่เคยประเมินไว้
ภาวะ FOMO และความกลัวตกขบวนที่พาไปสู่การรับความเสี่ยงเกินตัว
ภาวะ FOMO (Fear of Missing Out) หรือความกลัวที่จะพลาดโอกาส ทำให้เกิดพฤติกรรมแห่ซื้อสินทรัพย์ที่กำลังปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงโดยไม่ได้วิเคราะห์พื้นฐาน การอัดเงินทุนตามกระแสเพียงเพราะเห็นคนอื่นได้กำไรมักทำให้คุณ รู้เท่าทันอาการ FOMO ในตลาด ได้ช้าไป และเผลอไล่ราคาในจุดที่ราคาสูงเกินจริง ซึ่งเป็นการขยับเข้าไปรับความเสี่ยงสูงสุดโดยไม่มีแผนรองรับการย่อตัวเลยแม้แต่น้อย
อคติทางพฤติกรรม (Herding & Anchoring Bias)
อคติทางพฤติกรรมที่พบบ่อยอีกสองประการคือ Herding Behavior (การทำตามฝูงชน) และ Anchoring Bias (อคติการยึดติด) การแห่ซื้อขายตามคนส่วนใหญ่เพราะคิดว่า “คนอื่นน่าจะรู้ดีกว่าเรา” มักนำไปสู่ภาวะฟองสบู่
ในขณะที่อคติการยึดติด ทำให้เรานำราคาในอดีตมาเป็นตัวตั้ง เช่น ไม่ยอมตัดขาดทุนเพราะยึดติดกับราคาเป้าหมายเดิม การข้ามผ่านอคติเหล่านี้จำเป็นต้อง พัฒนาจิตวิทยาการเทรดให้มั่นคง เพื่อรักษาตัวเลือกและวินัยในการตัดกรอบความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่วางแผนไว้ตั้งแต่แรกครับ
📢 Traderbobo แนะนำ
ตอนผมเริ่มลงทุนใหม่ ๆ ผมเคยเผลอถือน้อยลงในแผนเดิม แล้วไปเพิ่มน้ำหนักตามข่าวลือเพราะกลัวตกขบวน ผลคือพอร์ตผันผวนหนักจนนอนไม่หลับ บทเรียนสำคัญคือ อย่ายอมเปลี่ยนระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับไหว เพียงเพราะความตื่นเต้นชั่วคราวในตลาดครับ
การประเมินความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงเบื้องต้น

การประเมินและการบริหารความเสี่ยงเบื้องต้น คือ กระบวนการระบุและวัดผลความเสี่ยงล่วงหน้าเพื่อสร้างแผนรับมือที่รัดกุมครับ
ก่อนที่จะตัดสินใจนำเงินไปวางในสินทรัพย์ใด ๆ คุณต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองอย่างเป็นระบบ เพื่อให้แน่ใจว่าความเสี่ยงของสินทรัพย์นั้นไม่ได้เกินขีดความสามารถในการรับความเสี่ยงของคุณเอง
Risk Assessment คืออะไร และมีขั้นตอนการประเมินความเสี่ยงอย่างไร
คำว่า Risk Assessment คือ กระบวนการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ:
- การระบุความเสี่ยง (Risk Identification): สำรวจว่าสินทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงด้านใดบ้าง เช่น ผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยน หรือมีRisk ด้านสภาพคล่อง
- การวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis): ประเมินระดับความรุนแรงและโอกาสที่จะเกิดขึ้น หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะส่งผลกระทบกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต
- การจัดลำดับความเสี่ยง (Risk Prioritization): เรียงลำดับว่าความเสี่ยงใดต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และความเสี่ยงใดพอรับได้
- การวางแผนรับมือ (Risk Treatment): กำหนดวิธีจัดการ เช่น การตั้งจุดตัดขาดทุน การประกันความเสี่ยง หรือการลดขนาดพอร์ต
ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรทำแบบประเมินความเหมาะสมในการลงทุน (Suitability Test) ตามเกณฑ์ของ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อให้ทราบระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ก่อนเลือกซื้อกองทุนหรือหุ้นเสมอครับ
เครื่องมือสำคัญ: Asset Allocation และ Risk Reward Ratio
เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช่การคาดเดาทิศทางตลาด แต่เป็นเรื่องการสร้างโครงสร้างพอร์ตและการจำกัดความเสี่ยงต่อไม้:
- Asset Allocation: การจัดสรรเงินลงทุนไปในสินทรัพย์หลากหลายประเภท (หุ้น, ตราสารหนี้, ทองคำ, เงินสด) ที่มีความสัมพันธ์ของราคาไม่ไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ใครที่สนใจแนวทางนี้สามารถวางแผนจัดพอร์ตด้วย Asset Allocation เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดแรงกระแทกยามตลาดผันผวนรุนแรง
- Risk Reward Ratio: อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้ง นักลงทุนควรเรียนรู้การคำนวณ Risk Reward Ratio ในการเทรด เพื่อคัดกรองเฉพาะโอกาสที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า เช่น วางแผนรับความเสี่ยงขาดทุน 1 ส่วน เพื่อแลกกับโอกาสทำกำไร 2 ส่วนขึ้นไป (1:2)
| กรอบการบริหารความเสี่ยง | ขั้นตอนการดำเนินการ | เครื่องมือหรือกลยุทธ์ที่ใช้ | ผลลัพธ์ที่ต้องการ |
| ประเมินตนเอง | ทำแบบทดสอบเพื่อหา Risk Tolerance | แบบประเมิน Suitability Test | รู้ระดับความเสี่ยงที่รับได้อย่างแท้จริง |
| จัดสรรเงินทุน | กระจายเงินไปยังสินทรัพย์ต่างประเภท | Asset Allocation / Rebalancing | ลดความผันผวนรวมของพอร์ตการลงทุน |
| คัดเลือกโอกาส | คำนวณความคุ้มค่าก่อนลงเงินแต่ละครั้ง | Risk Reward Ratio (เช่น 1:2 หรือ 1:3) | พอร์ตเติบโตได้แม้อัตราชนะไม่ถึง 100% |
| จำกัดความเสียหาย | กำหนดจุดตัดขาดทุนชัดเจนล่วงหน้า | Stop Loss / Position Sizing | ป้องกันไม่ให้การขาดทุนครั้งเดียวทำพอร์ตเสียหายหนัก |
สรุปความเสี่ยงคืออะไรและวิธีป้องกันความเสี่ยง
กุญแจสำคัญของการเข้าใจความเสี่ยงคืออะไร ไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงให้เป็นศูนย์ เพราะนั่นจะทำให้คุณเสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ แต่คือการ “เข้าใจ รู้จัก และควบคุม” ความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่คุณรับไหวอย่างมีวินัย
เมื่อคุณสามารถแยกแยะประเภทความเสี่ยง ควบคุมอารมณ์จากอคติทางพฤติกรรม และมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงที่ถูกต้อง การลงทุนก็จะไม่ใช่เรื่องของการเสี่ยงโชค แต่เป็นกระบวนการบริหารจัดการความไม่แน่นอนอย่างเป็นระบบครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ความเสี่ยงคืออะไร?
ความเสี่ยงกับการขาดทุนเหมือนกันหรือไม่?
ความเสี่ยงและการขาดทุนไม่เหมือนกันครับ การขาดทุน (Loss) คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อมูลค่าสินทรัพย์ลดลงและมีการรับรู้ผลนั้นแล้ว แต่ความเสี่ยง (Risk) คือ “โอกาสหรือความไม่แน่นอน” ที่อาจจะเกิดการขาดทุนหรือเกิดผลตอบแทนเบี่ยงเบนไปจากที่คาดหวัง ความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องของความน่าจะเป็นในอนาคตที่สามารถวางแผนป้องกันได้ ในขณะที่การขาดทุนคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้วครับ
รับมือกับความเสี่ยงอย่างไรหากเป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มลงทุน?
สำหรับมือใหม่ จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการทำแบบประเมินความเสี่ยงเพื่อรู้จักตัวเอง จากนั้นเริ่มลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยที่สามารถยอมรับการสูญเสียได้โดยไม่กระทบชีวิตประจำวัน เน้นการกระจายการลงทุนผ่านกองทุนรวมหลากหลายสินทรัพย์ แทนการทุ่มเงินทั้งหมดไปที่หุ้นหรือสินทรัพย์ผันผวนสูงเพียงตัวเดียว พร้อมทั้งศึกษาหาความรู้อย่างสม่ำเสมอครับ
Risk Assessment คืออะไร ทำไมต้องประเมินก่อนเลือกกองทุนหรือหุ้น?
Risk Assessment คือ กระบวนการวิเคราะห์และประเมินระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์เปรียบเทียบกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน สาเหตุที่ต้องประเมินก่อนลงทุนเสมอ เพราะสินทรัพย์แต่ละประเภทมีความผันผวนไม่เท่ากัน หากคุณเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเกินระดับที่ตนเองรับไหว เมื่อราคาผันผวนหนัก คุณอาจเกิดความตื่นตกใจและตัดสินใจขายขาดทุนในจังหวะที่ไม่เหมาะสมครับ
การกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation) สามารถลดความเสี่ยงได้ 100% ไหม?
การกระจายความเสี่ยงไม่สามารถลดความเสี่ยงให้เหลือ 0% หรือลดความเสี่ยงได้ 100% ครับ เพราะ Asset Allocation ช่วยลดได้เฉพาะความเสี่ยงไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk) หรือความเสี่ยงเฉพาะตัวของสินทรัพย์เท่านั้น แต่ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk) เช่น วิกฤตเศรษฐกิจโลก หรือภาวะดอกเบี้ยได้ อย่างไรก็ตาม การจัดสรรพอร์ตที่ดีจะช่วยลดแรงกระแทกให้พอร์ตโดยรวมผันผวนน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทำไมการเข้าใจจิตวิทยาการลงทุนถึงช่วยลดความเสี่ยงได้?
เพราะความเสี่ยงส่วนใหญ่ในตลาดไม่ได้เกิดจากตัวสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “พฤติกรรมของผู้ลงทุน” เองครับ เมื่อคุณเข้าใจจิตวิทยาการลงทุน คุณจะรู้เท่าทันอารมณ์ความโลภ ความกลัว (FOMO) และอคติต่าง ๆ ทำให้สามารถตัดสินใจตามแผนการและกลยุทธ์ที่วางไว้ได้ มากกว่าการใช้อารมณ์ชั่ววูบในการซื้อขาย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาดได้เป็นอย่างดีครับ
⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











