Volatility คืออะไร? เข้าใจความผันผวนและจังหวะในตลาด Forex

Table of Contents
Volatility คืออะไร

ในตลาด Forex ที่เต็มไปด้วย Volatility หรือความผันผวนของราคา ซึ่งบางช่วงตลาดอาจนิ่งจนแทบไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่บางช่วงกลับแกว่งแรงจนคาดเดาทิศทางได้ยาก ซึ่งทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับความผันผวนโดยตรง

เพราะการทำความเข้าใจ Volatility คือ จุดเริ่มต้นที่ดีในการประเมินสภาพตลาด และวางแผนการเทรดให้มีโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้น 

บทความนี้พี่โบ้จะพาคุณไปเรียนรู้ตั้งแต่ความหมาย ประเภทของความผันผวน เครื่องมือวัดความผันผวน รวมถึงข้อควรระวังก่อนนำไปใช้งานจริงครับ

*หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาความเหมาะสมก่อนตัดสินใจทุกครั้งครับ

Volatility คืออะไร?

Volatility คือ ระดับการแกว่งตัวของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง ยิ่งราคาเคลื่อนไหวเร็ว แรง หรือไกลมากเท่าไร ก็อาจจะหมายถึง Volatility ที่สูง ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยในตลาด Forex เนื่องจากเป็นตลาดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง และมีปัจจัยจากทั่วโลกเข้ามากระทบราคาอย่างต่อเนื่องครับ

ดังนั้น Volatility ในตลาด Forex จึงมีที่มา ซึ่งนั่นสะท้อนว่าตลาดกำลังตอบสนองต่อปัจจัยสำคัญ เช่น ข่าวเศรษฐกิจ การประชุมธนาคารกลาง วิกฤตการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนระหว่างประเทศครับ

ประเภทของ Volatility

Volatility ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเดียวกันเสมอไปครับ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งให้มุมมองที่แตกต่างกันในการวิเคราะห์ตลาดครับ

Historical Volatility (HV)

HV คือ ความผันผวนที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีต ซึ่งคำนวณจากการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ข้อมูลนี้จะช่วยให้เห็นพฤติกรรมราคาที่เคยเกิดขึ้น เช่น ช่วงที่ตลาดแกว่งแรงที่สุด หรือช่วงที่ตลาดนิ่งที่สุด และใช้เป็นฐานในการประเมินว่าระดับความผันผวนปัจจุบันอยู่สูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตครับ

Implied Volatility (IV)

IV คือ ความผันผวนที่ตลาดคาดการณ์ล่วงหน้า มักจะใช้ในตลาด Options และให้สัญญาณว่าตลาดประเมินว่าราคาจะผันผวนมากหรือน้อยในช่วงเวลาข้างหน้า IV จึงสะท้อนความคาดหวังของตลาด ณ ขณะนั้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

จุดต่างของ Historical Volatility และ Implied Volatility

จุดที่แตกต่างของ Historical Volatility (HV) และ Implied Volatility (IV)

  • Historical Volatility (HV) คือ การเคลื่อนไหวของราคาในอดีต โดยสะท้อนระดับความผันผวนที่เคยเกิดขึ้นจริง
  • Implied Volatility (IV) คือ มุมมองของตลาด ณ ปัจจุบัน ที่สะท้อนถึงความผันผวนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

พี่โบ้อธิบายเพิ่ม: ข้อมูลทั้งสองแบบมีข้อจำกัดในตัวเอง และไม่สามารถบอกทิศทางตลาดได้อย่างแม่นยำเสมอไปครับ ควรศึกษาและทำความเข้าใจเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

ความผันผวนส่งผลต่อบรรยากาศตลาด Forex อย่างไร?

ตลาด Forex ได้รับผลกระทบจากปัจจัยสำคัญทั่วโลกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ตัวเลขการจ้างงาน หรือสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้แค่ทำให้ราคาแกว่ง แต่ยังกำหนดบรรยากาศของตลาดในแต่ละช่วงเวลาด้วยครับ โดยสามารถสังเกตได้จากระดับ Volatility ที่เปลี่ยนแปลงไปใน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่

ความผันผวนส่งผลต่อบรรยากาศตลาด Forex อย่างไร

  • Vol สูงต่อเนื่อง = สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของตลาด หรือมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ส่งผลให้ราคามักเคลื่อนไหวแรงและผันผวนผิดปกติ
  • Vol ต่ำ = บ่งบอกว่าตลาดอาจอยู่ในช่วงนิ่ง ซึ่งอาจเป็นเพราะกำลังรอการประกาศข่าว หรือรอสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม
  • Vol เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน = มักเกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ หรือถ้อยแถลงของธนาคารกลางที่ออกมาแตกต่างจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้

*หมายเหตุ: ระดับความผันผวนที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแนวโน้มที่พบได้บ่อย ไม่ใช่กฎที่ตายตัว ตลาดอาจเคลื่อนไหวแตกต่างจากที่คาดไว้ได้เสมอครับ

ตัวอย่างการเปรียบเทียบความผันผวนของทองคำกับ Forex

ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่ตลาดมองว่าเป็นที่พักพิงในช่วงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความผันผวนของทองคำเป็นตัวสะท้อนอารมณ์ของนักลงทุนได้ดี ไม่ว่าจะเป็นความกังวลด้านเศรษฐกิจ ภาวะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามหรือความตึงเครียดระหว่างประเทศ หรือแรงซื้อขายของสถาบันการเงินขนาดใหญ่

ทั้งนี้ จึงทำให้ Gold Volatility และ Volatility Forex มีความเชื่อมโยงกันในหลายแง่มุมครับ

ยกตัวอย่าง หากความผันผวนของราคาทองคำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มักเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ซึ่งมักส่งผลให้ USD เคลื่อนไหวสัมพันธ์ตามไปด้วย

ดังนั้น เทรดเดอร์ Forex จึงมักใช้ความผันผวนของทองคำเป็นข้อมูลเสริมในการประเมินทิศทางคู่เงินสำคัญ เช่น XAU/USD, EUR/USD และ USD/JPY ครับ

พี่โบ้อธิบายเพิ่ม: เนื่องจากทองคำและ USD มีความสัมพันธ์ในเชิงผกผันโดยทั่วไป กล่าวคือ เมื่อ USD แข็งค่าขึ้น ราคาทองคำมักปรับตัวลง และในทางกลับกัน เมื่อ USD อ่อนค่า ราคาทองคำมักปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไป ในบางสถานการณ์ เช่น ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง ทั้งสองสินทรัพย์อาจเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันได้

เครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้วัดความผันผวน มีอะไรบ้าง?

ในการประเมินระดับความผันผวนในตลาด มี Indicator ที่นิยมนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ ดังนี้

ใช้ ATR วัดความผันผวน

Average True Range (ATR) คือ Indicator ที่ใช้วัดว่าราคาในแต่ละแท่งเทียนมีการแกว่งเฉลี่ยมากน้อยเพียงใด โดยคำนวณจากแท่งราคาย้อนหลังตามกรอบเวลา (Time Frame) ที่เลือกครับ

  • ค่า ATR สูง = ตลาดมีความผันผวนสูงในช่วงนั้น
  • ค่า ATR ต่ำ = ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบแคบ

พี่โบ้แนะนำ: ศึกษา ATR เพื่อช่วยให้กำหนด Stop Loss และ Take Profit ได้สอดคล้องกับสภาพตลาดจริง เพื่อควบคุมการเทรดให้มีระบบและรอบคอบมากขึ้น

ใช้ MACD ประกอบการอ่านความผันผวน

MACD (Moving Average Convergence Divergence) เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้วัดแรงขับเคลื่อนและทิศทางของราคาเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การสังเกตขนาดของ Histogram และระยะห่างระหว่างเส้น MACD กับเส้นสัญญาณ สามารถใช้ประกอบการประเมินได้ว่าตลาดกำลังเร่งตัวหรือชะลอตัว ซึ่งสัมพันธ์กับระดับความผันผวนในช่วงนั้นโดยตรง

  • Histogram กว้างขึ้น = แรงขับเคลื่อนของตลาดเพิ่มขึ้น มักสอดคล้องกับช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
  • Histogram แคบลง = ตลาดชะลอตัว มักสอดคล้องกับช่วงที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ

ข้อควรระวังของ Volatility

การนำข้อมูล Volatility ไปประกอบการเทรดนั้นอาจจะมีประโยชน์ แต่ก็ยังมีบางประเด็นที่ควรทราบไว้ก่อนนำไปใช้ เพื่อให้การใช้งานมีความรอบคอบมากขึ้นครับ ได้แก่

ข้อควรระวังรายละเอียด
Slippage และ Requoteในช่วงที่ตลาดแกว่งแรง ราคาคู่เงินที่เทรดเดอร์ได้รับจริงอาจแตกต่างจากราคาที่ตั้งใจเข้าออเดอร์ไว้ เนื่องจากราคาเคลื่อนไหวเร็วเกินกว่าที่ระบบจะประมวลผลได้ทัน เช่น ในช่วงประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่าง NFP ราคาอาจกระโดดข้ามระดับที่ตั้งไว้ในเสี้ยววินาที ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการเทรดและทำให้จุด Stop Loss ที่ตั้งไว้ทำงานในราคาที่ไม่ตรงตามที่คาดไว้ได้
Volatility สูงไม่ได้การันตีทิศทางการที่ราคาคู่เงินแกว่งแรงอาจเป็นสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้ม หรืออาจเป็นเพียงความผันผวนชั่วคราวจากข่าวเศรษฐกิจ ควรรอให้ทิศทางราคามีความชัดเจนก่อน จึงค่อยตัดสินใจเข้าออเดอร์
ตลาดนิ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้กะทันหันตลาดที่ดูนิ่งอาจจะสามารถเกิดการเคลื่อนไหวรุนแรงแบบกะทันหันจากข่าวหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด การประเมินว่าตลาดนิ่งแล้วลดความระมัดระวังลง อาจทำให้การบริหารความเสี่ยงขาดความรอบคอบได้
Historical Volatility ไม่ใช่การรับประกันอนาคตพฤติกรรมที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอาจไม่ซ้ำรอยในลักษณะเดิมเสมอ การนำ Historical Volatility ไปใช้จึงควรพิจารณาร่วมกับบริบทของตลาดในช่วงนั้นด้วย
การบริหารความเสี่ยงยังคงสำคัญเสมอไม่ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงความผันผวนสูงหรือต่ำ การกำหนดขนาดออเดอร์และตั้งจุด Stop Loss ที่เหมาะสมเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ เพราะความผันผวนเป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่สัญญาณที่การันตีว่าตลาดจะเป็นไปตามแผนเสมอไป

สรุปเกี่ยวกับความผันผวน Volatility

Volatility หรือความผันผวน เป็นอีกปัจจัยที่ใช้ในการช่วยอ่านสถานการณ์ของตลาด Forex ซึ่งการเข้าใจว่า ตลาดกำลังอยู่ในช่วงผันผวนมากหรือน้อย จะช่วยให้ประเมินจังหวะการเข้าเทรด การวางแผนความเสี่ยง และจัดการออเดอร์ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ทั้งนี้ Volatility เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ตลาดโดยรวม หากคุณเข้าใจมากขึ้น ก็อาจจะช่วยให้การวางแผนเทรดมีเหตุผลและรอบคอบมากยิ่งขึ้นครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Volatility

Volatility Forex คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?

Volatility หรือความผันผวน คือ ระดับการแกว่งตัวของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อนำมาใช้ในบริบทของตลาด Forex จะหมายถึงการเคลื่อนไหวของราคาคู่เงิน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ นโยบายดอกเบี้ย หรือสถานการณ์ทางการเมือง และเนื่องจากตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจัยจากทั่วโลกจึงส่งผลต่อความผันผวนได้ตลอดเวลา

ความผันผวนสูงในตลาด Forex ส่งผลต่อค่า Spread อย่างไร?

ในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง เช่น ช่วงประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ ค่า Spread ของคู่เงินมักจะกว้างขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องลดลงชั่วคราว ซึ่งหมายถึงต้นทุนการเทรดที่สูงขึ้นและอาจส่งผลต่อจุด Stop Loss ที่ตั้งไว้ ดังนั้น การติดตาม Volatility และเลือกช่วงเวลาเข้าออเดอร์จึงเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงควบคู่กับการวิเคราะห์ทิศทางราคาครับ

ช่วงเวลาไหนที่เกิดความผันผวน ในตลาด Forex สูงที่สุด?

ช่วงที่เกิดความผันผวนในตลาด Forex สูงที่สุด คือ ช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทำการคาบเกี่ยวกัน ซึ่งตรงกับช่วงเวลา 13:00-17:00 น. หรือประมาณ 20:00-00:00 น. ตามเวลาไทย เนื่องจากนักลงทุนจากทั้งสองฝั่งเข้าซื้อขายพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดความผันผวนพุ่งสูงที่สุดของวัน

ข่าวเศรษฐกิจส่งผลต่อความผันผวนในตลาด Forex อย่างไร?

ข่าวเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ตัวเลข Non-Farm Payrolls, CPI หรือถ้อยแถลงของธนาคารกลาง ที่มักจะทำให้เกิดความผันผวนในตลาด Forex สูงขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดเดาทิศทางได้ยาก การติดตามปฏิทินข่าวเศรษฐกิจล่วงหน้าจึงช่วยให้คุณเตรียมแผนรับมือกับช่วงตลาดผันผวนได้รอบคอบมากขึ้นครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ