หุ้นคืออะไร? ปูพื้นฐานการลงทุน ผลตอบแทน และความเสี่ยง

  • 6:03 am
  • Post Views: 26
Table of Contents
หุ้นคืออะไร? ปูพื้นฐานการลงทุน ผลตอบแทน และความเสี่ยง

หุ้นคืออะไร? หุ้นคือตราสารทุนที่บริษัทเอกชนหรือบริษัทมหาชนออกให้แก่ผู้ถือหุ้น เพื่อระบุถึงความเป็นเจ้าของในกิจการตามสัดส่วนการถือครอง ผู้ถือหุ้นจะมีสถานะเป็นเจ้าของร่วมในบริษัทนั้น ๆ ตามกฎหมาย

ในระบบการเงินและการสร้างความมั่งคั่ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้บริษัทระดมทุน และเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ การศึกษาโครงสร้างผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิตามกฎหมาย ถือเป็นปราการแรกที่จะช่วยให้คุณสร้างพอร์ตการลงทุนที่มั่นคงได้อย่างยั่งยืนครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • การถือหุ้นคือการเป็น “เจ้าของร่วม” ในธุรกิจ มีสิทธิตามสัดส่วน และรับความเสี่ยงร่วมกับบริษัท
  • ผลตอบแทนจากการถือหุ้นมาจาก 2 ทางหลัก ได้แก่ กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) และเงินปันผล (Dividend)
  • หุ้นสามัญ ให้สิทธิในการออกเสียงลงคะแนนและได้รับเงินปันผลตามผลประกอบการของกิจการ
  • การลงทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและสภาวะธุรกิจ การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งจำเป็นเสมอ

หุ้นคืออะไร? โครงสร้างและกลไกความเป็นเจ้าของธุรกิจ

หุ้นคือตราสารที่ระบุสิทธิความเป็นเจ้าของในส่วนของทุน (Equity) ของบริษัท การที่บริษัทเปิดขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปผ่าน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจุดประสงค์เพื่อระดมทุนไปใช้ขยายกิจการ ชำระหนี้สิน หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงินจากธนาคารเพียงอย่างเดียว

เมื่อคุณซื้อหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แม้จะเป็นเพียง 100 หุ้น คุณก็จะได้รับสถานะเป็น “ผู้ถือหุ้น” หรือเจ้าของร่วมทันที หากบริษัทเติบโตและมีกำไร มูลค่าของหุ้นและสิทธิประโยชน์ที่คุณได้รับก็จะเติบโตตามไปด้วย ในทางกลับกัน หากผลการดำเนินงานย่ำแย่ มูลค่าส่วนทุนของคุณก็ลดลงตามสภาพความเป็นจริงของธุรกิจครับ

หุ้นคืออะไร และทำงานอย่างไรในระบบการเงิน

ในกลไกของตลาดทุน หุ้นทำงานผ่านการจับคู่ซื้อขายระหว่างผู้ต้องการขายและผู้ต้องการซื้อ โดยราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวตามอุปสงค์และอุปทาน ณ ขณะนั้น บริษัทที่จดทะเบียนจะจัดสรรหุ้นออกเป็นหน่วย ๆ เรียกว่า “หุ้น” แต่ละหุ้นมีมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) ซึ่งกำหนดไว้ตั้งแต่ตั้งบริษัทครับ

เมื่อบริษัทต้องการเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องผ่านการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงาน ก.ล.ต. หลังจากนั้น หุ้นจะถูกนำเข้ามาซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักลงทุนทั่วไปใช้ซื้อขายหุ้นกันทุกวันทำการครับ

ความแตกต่างระหว่างเจ้าของธุรกิจกับการเป็นผู้ถือหุ้น

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งของการเข้าซื้อหุ้นคือ คิดว่าตนเองมีอำนาจบริหารจัดการบริษัทได้โดยตรง แต่ในความเป็นจริง ผู้ถือหุ้นรายย่อยมีสถานะเป็นเจ้าของผ่านสิทธิการถือครองตราสารเท่านั้น อำนาจในการบริหารจะถูกส่งมอบให้แก่คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารมืออาชีพเป็นผู้ดูแลครับ

ตารางเปรียบเทียบสถานะผู้ก่อตั้งเดิมกับผู้ถือหุ้นรายย่อย

หุ้นสามัญ คืออะไร? ตราสารทุนพื้นฐานที่นักลงทุนต้องรู้จัก

หุ้นสามัญคือตราสารทุนประเภทพื้นฐานที่สุดและพบได้มากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อคนส่วนใหญ่พูดถึงการซื้อขายหุ้น มักจะหมายถึงหุ้นสามัญเป็นหลัก โดยผู้ถือหุ้นประเภทนี้จะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกำไรเมื่อบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล และมีสิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่ถือครองครับ

หากต้องการ ทำความเข้าใจว่า หุ้นสามัญ คืออะไร ในเชิงลึก ตราสารประเภทนี้จะถือสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์เป็นลำดับสุดท้าย (Residual Claim) หมายความว่ากรณีที่บริษัทเลิกกิจการหรือล้มละลาย ผู้ถือหุ้นสามัญจะได้รับเงินคืนหลังจากชำระหนี้แก่เจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

สิทธิและบทบาทของผู้ถือหุ้นตามหลักการกำกับดูแลกิจการ (SET/ก.ล.ต.)

ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีซึ่งกำหนดโดย สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ถือหุ้นสามัญทุกคนจะได้รับการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ดังนี้:

  1. สิทธิในการได้รับส่วนแบ่งกำไร: ผ่านการรับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไรและคณะกรรมการอนุมัติ
  2. สิทธิในการเข้าร่วมประชุมและออกเสียง: ลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการ อนุมัติงบการเงิน และแต่งตั้งผู้สอบบัญชี
  3. สิทธิในการรับข้อมูลข่าวสาร: เข้าถึงรายงานทางการเงินและข้อมูลสำคัญของบริษัทอย่างเปิดเผย
  4. สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน: ได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นออกใหม่ (Rights Issue) เพื่อรักษาสัดส่วนความเป็นเจ้าของ

ซื้อหุ้นแล้วได้อะไร? โครงสร้างผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุน

เมื่อเข้าใจแล้วว่า หุ้นคืออะไร ในเชิงโครงสร้าง ก็ถึงเวลาต้องรู้ว่าการลงทุนในหุ้นให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับเงินฝาก แต่ผลตอบแทนนั้นมาพร้อมกับระดับความเสี่ยงและความผันผวนที่ผู้ลงทุนต้องยอมรับ ผู้ลงทุนจึงต้องเข้าใจโครงสร้างผลตอบแทนทั้งสองฝั่งอย่างสมดุลครับ

มิติการลงทุนรูปแบบผลตอบแทน / ปัจจัยความเสี่ยงคำอธิบายและรายละเอียด
ผลตอบแทน (Return)Capital Gain (กำไรจากส่วนต่างราคา)เกิดขึ้นเมื่อขายหุ้นได้ในราคาสูงกว่าราคาต้นทุนที่ซื้อมา
Dividend (เงินปันผล)กระแสเงินสดที่บริษัทจัดสรรจากกำไรสุทธิตอบแทนผู้ถือหุ้น
ความเสี่ยง (Risk)Market Risk (ความเสี่ยงตลาด)ราคาหุ้นผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และสภาวะตลาด
Business Risk (ความเสี่ยงธุรกิจ)ผลประกอบการบริษัทลดลงจากความสามารถในการแข่งขันหรือผู้บริหาร

ผลตอบแทน 2 ทางหลัก: กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) และ เงินปันผล (Dividend)

1. กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain):

คือผลตอบแทนที่เกิดจากมูลค่าของหุ้นปรับตัวสูงขึ้น เช่น คุณเข้าซื้อหุ้น A ที่ราคา 10 บาท ต่อมาบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่องจนราคาหุ้นเพิ่มเป็น 15 บาท หากคุณขายหุ้นออกมา จะได้รับกำไรส่วนต่าง 5 บาทต่อหุ้น (คิดเป็น 50%) ผลตอบแทนส่วนนี้ในประเทศไทยได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ

2. เงินปันผล (Dividend):

คือกำไรสุทธิที่บริษัทแบ่งจ่ายออกมาให้แก่ผู้ถือหุ้น ตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่ระบุไว้ เช่น จ่าย 50% ของกำไรสุทธิ หากคุณถือหุ้นอยู่อย่างยาวนาน เงินปันผลจะทำหน้าที่เป็นกระแสเงินสดรับ (Passive Income) เข้าพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยเงินปันผลที่ได้รับจะถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่าย 10% ตามเกณฑ์ของ กรมสรรพากร

ความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้น (ความผันผวนของราคา และความเสี่ยงเชิงธุรกิจ)

ในฝั่งความเสี่ยง หุ้นจัดเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง (High Risk, High Expected Return) ความเสี่ยงหลักที่คุณต้องพบเจอประกอบด้วย:

  • ความเสี่ยงเชิงธุรกิจ (Business Risk): บริษัทอาจเผชิญกับยอดขายตกต่ำ สินค้าล้าสมัย หรือการบริหารงานผิดพลาด จนส่งผลให้ขาดทุนและไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้
  • ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk): หุ้นของบริษัทขนาดเล็กบางแห่งอาจมีปริมาณการซื้อขายต่ำ ทำให้เมื่อต้องการขายหุ้นออกมาอาจไม่สามารถขายได้ทันทีในราคาที่ต้องการ
  • ความเสี่ยงด้านราคาและตลาด (Systematic Risk): ราคาหุ้นอาจปรับตัวลดลงทั้งกระดานจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจโลก สงคราม หรือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

การเล่นหุ้น กับ การเทรดคืออะไร? ปรับ Mindset ก่อนเริ่มเข้าสู่ตลาด

หลังจากทำความเข้าใจว่า หุ้นคืออะไร ไปแล้ว สิ่งที่ต้องแยกให้ออกต่อไปคือมุมมองการใช้งาน เพราะในภาษาพูดของคนไทย คำว่า “เล่นหุ้น” ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่มุมมองในการปฏิบัติต่างหากที่เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์การลงทุน การปรับ Mindset ให้ถูกต้องระหว่างการลงทุนระยะยาวกับการเก็งกำไรระยะสั้นจะช่วยให้คุณวางแผนจัดการเงินได้อย่างเหมาะสมครับ

การเล่นหุ้น ในมุมมองการลงทุนระยะยาว vs การเทรดคืออะไร ในมุมมองการเก็งกำไร

การลงทุนในหุ้น (Value Investing / DCA หรือ Dollar-Cost Averaging การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน):

เน้นการมองหุ้นเป็น “ธุรกิจ” ผู้ลงทุนจะทำการวิเคราะห์งบการเงิน สินค้า และความสามารถในการแข่งขันของบริษัท เพื่อเข้าซื้อหุ้นที่มีราคาน้อยกว่ามูลค่าที่แท้จริง แล้วถือครองในระยะยาวเพื่อเติบโตไปพร้อมกับกิจการ

การเก็งกำไรหรือการเทรด:

หากคุณสนใจว่า การเทรดคืออะไร ในตลาดการเงิน รูปแบบนี้จะเน้นการวิเคราะห์พฤติกรรมราคาและสัญญาณทางเทคนิค (Technical Analysis) เพื่อหาจังหวะเข้าซื้อและขายออกในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยไม่เน้นปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของบริษัท แต่มุ่งหวังทำกำไรจากความผันผวนของราคาในช่วงเวลาดังกล่าว

📌 Tip จากพี่โบ้

ตอนผมเริ่มเข้าตลาดใหม่ ๆ ผมเคยใช้เทคนิคการเก็งกำไรระยะสั้นกับหุ้นที่พื้นฐานแย่ เพียงเพราะเห็นว่าราคาวิ่งไว สุดท้ายพอราคาทิ้งตัวลงมาก็กลายเป็นติดดอยเพราะไม่ยอมตัดขาดทุน บทเรียนสำคัญคือ หากคุณจะเน้นเก็งกำไร ต้องมีจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ชัดเจน แต่ถ้าจะถือยาว ต้องมั่นใจในพื้นฐานของบริษัทเท่านั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาและทดสอบด้วยตนเองตามความเหมาะสมและความเสี่ยงที่รับได้ครับ 

สภาพคล่องและปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น

เมื่อเข้าใจแล้วว่า หุ้นคืออะไร ผู้ลงทุนควรศึกษาสิทธิและความเสี่ยงที่มาพร้อมกันควบคู่ไปด้วยครับ ราคาของหุ้นไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทาง แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ผลประกอบการของบริษัท (รายได้และกำไร), แนวโน้มอุตสาหกรรม, อัตราดอกเบี้ย, และปริมาณสภาพคล่องในระบบการเงิน หากนักลงทุนสนใจข้ามไปศึกษาตลาดอนุพันธ์ระดับโลก สามารถศึกษาเพื่อ ทำความเข้าใจเรื่อง การเทรด Forex คืออะไร ซึ่งเน้นการแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูงกว่าและเปรียบเทียบกลไกตลาดเพิ่มเติมได้ครับ


5 ข้อควรรู้ก่อนคิดจะเล่นหุ้น และขั้นตอนการเริ่มต้น

หลังจากรู้แล้วว่า หุ้นคืออะไร และมีกลไกอย่างไร การก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นอย่างปลอดภัยและไม่กลายเป็นเหยื่อของความผันผวน ต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมทั้งด้านเงินทุนและความรู้ ผู้ลงทุนควรปฏิบัติตามแนวทางพื้นฐานเพื่อลดโอกาสขาดทุนหนักครับ

5 ข้อควรรู้ก่อนคิดจะเล่นหุ้น สำหรับมือใหม่

หากคุณกำลังประเมินตนเอง ควรทบทวน 5 ข้อควรรู้ก่อนคิดจะเล่นหุ้น เหล่านี้อย่างถี่ถ้วนก่อนวางเงินลงทุนจริง

  1. เงินที่นำมาลงทุนต้องเป็นเงินเย็น: เป็นเงินก้อนที่ไม่ต้องรีบใช้คืนภายใน 3–5 ปีขึ้นไป เพื่อป้องกันการถูกบังคับขายหุ้นในช่วงตลาดตกต่ำ
  2. อย่าลงทุนตามคำบอกเล่า: ควรทำการวิเคราะห์ธุรกิจ งบการเงิน หรือกราฟราคาด้วยตนเองก่อนตัดสินใจเสมอ
  3. การกระจายความเสี่ยงคือหัวใจสำคัญ: ไม่ควรรวบเงินทุนทั้งหมดไว้ในหุ้นเพียงตัวเดียวหรืออุตสาหกรรมเดียว
  4. ทำความเข้าใจเรื่องอารมณ์และวินัย: ความโลภและความกลัวมักทำให้นักลงทุนตัดสินใจผิดพลาด วินัยในการทำตามแผนจึงสำคัญที่สุด
  5. ความรู้คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด: ตลาดหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหยุดนิ่งได้

เส้นทางการเริ่มต้น: เปิดพอร์ตหุ้น และ วิธีซื้อหุ้น เบื้องต้น

สำหรับผู้ที่พร้อมก้าวสู่ขั้นตอนการปฏิบัติ เส้นทางเริ่มแรกสามารถทำได้ตามลำดับดังนี้:

สเต็ปที่ 1: เลือกโบรกเกอร์และเปิดบัญชี

ศึกษารายละเอียดและ ขั้นตอนการ เปิดพอร์ตหุ้น กับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจาก สำนักงาน ก.ล.ต. ปัจจุบันสามารถทำผ่านแอปพลิเคชันมือถือได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยใช้การยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (NDID)

สเต็ปที่ 2: โอนเงินเข้าพอร์ตและเลือกหุ้น

โอนเงินทุนเข้าบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ (Cash Balance) จากนั้นทำการวิเคราะห์หุ้นที่สนใจจากปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค

สเต็ปที่ 3: ส่งคำสั่งซื้อขาย

เมื่อพร้อมแล้ว ให้ ศึกษากระบวนการและ วิธีซื้อหุ้น ผ่านโปรแกรม Streaming โดยระบุชื่อหุ้น จำนวนหุ้น (ขั้นต่ำปกติคือ 100 หุ้น) และราคาที่ต้องการซื้อ จากนั้นตรวจสอบรายละเอียดให้ถูกต้องก่อนยืนยันคำสั่งครับ

บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ หุ้นคืออะไร และการบริหารความเสี่ยง

หุ้นคือเครื่องมือในการสร้างความมั่งคั่งที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีศักยภาพได้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นไม่ใช่การแทงหวยหรือการรวยทางลัด ผลตอบแทนที่คุณได้รับจะแปรผันตามความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจ และความสามารถในการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

📢 Traderbobo แนะนำ

หากคุณวางแผนที่จะสร้างพอร์ตการลงทุนที่เติบโตอย่างมั่นคง การปูพื้นฐานให้แน่นตั้งแต่เรื่องงบการเงิน ประเภทหุ้น และกลไกตลาด จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้คุณก้าวผ่านทุกสภาวะตลาดได้อย่างยั่งยืน หากต้องการเริ่มต้นอย่างถูกต้อง สามารถคลิกเพื่อ เริ่มต้นศึกษาบทเรียน พื้นฐานหุ้น เพิ่มเติมได้ทันทีครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ หุ้นคืออะไร

หุ้นคืออะไร และถ้าบริษัทเจ๊ง ผู้ถือหุ้นต้องร่วมจ่ายหนี้ไหม?

หุ้นคือตราสารแสดงความเป็นเจ้าของในบริษัท หากบริษัทล้มละลายหรือเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบจำกัดไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ตนเองถือครองอยู่เท่านั้น หมายความว่าคุณจะเสียเงินมากที่สุดเท่ากับจำนวนเงินที่คุณนำไปซื้อหุ้นตัวนั้น และไม่ต้องนำเงินส่วนตัวมาช่วยชำระหนี้สินเพิ่มเติมของบริษัทครับ

ซื้อหุ้นขั้นต่ำต้องใช้เงินเท่าไหร่?

การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 1 Board Lot ซึ่งเท่ากับ 100 หุ้น ดังนั้น เงินขั้นต่ำจะขึ้นอยู่กับราคาของหุ้นตัวนั้น ๆ เช่น หากหุ้นราคา 2 บาท ซื้อ 100 หุ้น จะใช้เงินเพียง 200 บาท (ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมขั้นต่ำและภาษี) ทำให้คนมีทุนน้อยก็สามารถเริ่มลงทุนได้ครับ

หุ้นต่างจากกองทุนรวมอย่างไร?

หากยังสงสัยว่า หุ้นคืออะไร เทียบกับกองทุนรวมแล้วต่างกันตรงไหน คำตอบคือ การซื้อหุ้นคือการที่คุณเลือกเข้าซื้อและเป็นเจ้าของบริษัทนั้น ๆ โดยตรงด้วยตนเอง ส่วนกองทุนรวมหุ้นคือการนำเงินไปรวมกับนักลงทุนรายอื่น แล้วมี “ผู้จัดการกองทุน” เป็นผู้เลือกลงทุนในหุ้นหลาย ๆ ตัวแทนเรา กองทุนรวมจึงช่วยกระจายความเสี่ยงได้ง่ายกว่า แต่มักจะมีค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการเพิ่มเติมครับ

หุ้นสามัญ ต่างจาก หุ้นบุริมสิทธิ อย่างไร?

เมื่อเข้าใจภาพรวมของ หุ้นคืออะไร แล้ว การแยกความแตกต่างระหว่างหุ้นสามัญกับหุ้นบุริมสิทธิก็จะง่ายขึ้นครับ หุ้นสามัญให้สิทธิในการออกเสียงลงคะแนนเต็มที่ และได้รับปันผลตามผลประกอบการ ส่วนหุ้นบุริมสิทธิมักจะไม่มีสิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น แต่ได้รับสิทธิในการรับเงินปันผลในอัตราที่แน่นอนก่อนหุ้นสามัญ รวมถึงมีสิทธิได้รับคืนเงินทุนก่อนหุ้นสามัญกรณีบริษัทเลิกกิจการครับ

หุ้นต่างจากการเทรด Forex อย่างไร?

หุ้นเป็นการซื้อตราสารทุนเพื่อเป็นเจ้าของธุรกิจในประเทศ ผลตอบแทนมาจากปันผลและการเติบโตของบริษัท ส่วนการเทรด Forex คือการเก็งกำไรจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างคู่สกุลเงินระดับโลก ตลาด Forex มีสภาพคล่องสูงกว่า เลเวอเรจสูงกว่า และความผันผวนต่อวันสูงกว่าตลาดหุ้นครับ

ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ