
Sharpe Ratio คือ อัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดความคุ้มค่าของผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-adjusted Return) เพื่อประเมินว่าผลตอบแทนที่พอร์ตการลงทุนทำได้นั้น คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องแบกรับเพิ่มขึ้นมาหรือไม่
ในการบริหารพอร์ตการลงทุน ผลตอบแทนที่สูงเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้แปลว่าเป็นพอร์ตที่ดีเสมอไป หากผลตอบแทนนั้นเกิดจากการเสี่ยงโชคหรือผันผวนสูงมาก บทความนี้อธิบายว่า Sharpe Ratio คืออะไร มีวิธีคำนวณอย่างไร แปลความหมายค่าแบบไหน และข้อจำกัดที่ต้องระวังก่อนนำไปใช้งานจริงครับ
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- Sharpe Ratio เป็นตัวชี้วัดผลตอบแทนต่อ 1 หน่วยความเสี่ยง ช่วยตัดปัจจัยเรื่อง “โชคดี” ออกจากการวัดผลงาน
- ค่า Sharpe Ratio ยิ่งสูง แสดงว่ากองทุนหรือพอร์ตนั้นสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าความเสี่ยงมากขึ้น
- ค่า Sharpe Ratio ที่มากกว่า 1.0 ถือว่าดี และถ้าเกิน 2.0 ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก
- ไม่ควรใช้ Sharpe Ratio เปรียบเทียบสินทรัพย์คนละประเภท และควรใช้คู่กับ Sortino Ratio ในตลาดที่มีความผันผวนขาลง
Sharpe Ratio คืออะไร?
Sharpe Ratio คือ อัตราส่วนทางการเงินที่ถูกคิดค้นโดย William F. Sharpe นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เพื่อใช้วัดประสิทธิภาพการทำกำไรของพอร์ตการลงทุนเทียบกับความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดขึ้นครับ
ในการลงทุนทั่วไป นักลงทุนมักโฟกัสแค่ตัวเลขผลตอบแทนรวม (Total Return) แต่ในความเป็นจริง ผลตอบแทนที่เท่ากันอาจมาจากระดับความเสี่ยงที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเปรียบเทียบแค่เปอร์เซ็นต์กำไรจึงอาจทำให้เรามองข้ามความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ หากต้องการวางโครงสร้าง เข้าใจหลักการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุน ให้มีประสิทธิภาพ การประเมินความคุ้มค่าเชิงเปรียบเทียบจึงเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ครับ
หลักการพื้นฐานของ Risk-adjusted Return
Risk-adjusted Return หรือ ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง คือแนวคิดที่เปรียบเทียบว่า ทุก ๆ 1 หน่วยของความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมา พอร์ตการลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess Return) ได้มากน้อยแค่ไหน
หากพอร์ต A และพอร์ต B ทำกำไรได้ 10% เท่ากัน แต่พอร์ต A มีความผันผวนของราคาสูงกว่า 2 เท่า หมายความว่าพอร์ต A ต้องแบกรับความเสี่ยงมากกว่าเพื่อให้ได้กำไรเท่ากับพอร์ต B ดังนั้นพอร์ต B จึงมีความคุ้มค่าเชิงการลงทุนสูงกว่าอย่างชัดเจน
ทำไมผลตอบแทนสูงอย่างเดียวถึงไม่เพียงพอ
การมองเฉพาะตัวเลขผลตอบแทนอาจสร้างภาพลวงตาได้ นักลงทุนหลายคนเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง 20–30% ต่อปี แต่กลับพบว่าระหว่างทาง พอร์ตมีการสวิงรุนแรงจนทนแรงกดดันไม่ไหวและต้องตัดขายขาดทุนไปก่อน
Sharpe Ratio จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นไม้บรรทัดวัดความเรียบเนียนและความคุ้มค่าของผลตอบแทน ช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นนั้นคุ้มกับกำไรที่ได้รับกลับมาหรือไม่ครับ
| กองทุน / พอร์ต | ผลตอบแทนคาดหวัง (Rp) | ความเสี่ยง / ความผันผวน (σp) | Sharpe Ratio | การประเมินความคุ้มค่า |
| กองทุน A | 12% | 15% | 0.60 | ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงสูงกว่า ไม่คุ้มค่า |
| กองทุน B | 9% | 5% | 1.40 | ผลตอบแทนปานกลาง แต่ความเสี่ยงต่ำ คุ้มค่ากว่า |

วิธีคำนวณ Sharpe Ratio และสูตรที่ต้องรู้
วิธีคำนวณ Sharpe Ratio ทำได้โดยนำผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน ลบด้วยผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง แล้วหารด้วยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของพอร์ตการลงทุนครับ
พูดง่าย ๆ คือ Sharpe Ratio คือ ผลลัพธ์ที่ได้จากการนำผลตอบแทนส่วนเกินของพอร์ตไปหารด้วยค่าความผันผวน ซึ่งช่วยบอกว่าความเสี่ยงที่นักลงทุนแบกรับมานั้นคุ้มค่าแค่ไหนครับ
สูตรการคำนวณ Sharpe Ratio เขียนได้ดังนี้:
Sharpe Ratio = (Rp – Rf) / σp
องค์ประกอบของสูตร
การคำนวณ Sharpe Ratio ประกอบด้วย 3 ตัวแปรหลักที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ:
- Rp (Portfolio Return): ผลตอบแทนเฉลี่ยของพอร์ตการลงทุนหรือสินทรัพย์ในช่วงเวลาที่พิจารณา เช่น ผลตอบแทนต่อปี
- Rf (Risk-Free Rate): อัตราผลตอบแทนที่ไร้ความเสี่ยง ซึ่งมักใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นเป็นเกณฑ์อ้างอิง การเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงจึงต้องได้ผลตอบแทนสูงกว่า Rf เสมอ หากต้องการประเมินกรอบเวลาในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว สามารถลอง คำนวณระยะเวลาคืนทุนด้วยกฎ 72 เพื่อวางแผนทางการเงินควบคู่กันได้ครับ
- σp (Standard Deviation): ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของพอร์ตการลงทุน สะท้อนถึงระดับความผันผวนของราคา ยิ่งค่านี้สูง หมายความว่าราคาสินทรัพย์มีการแกว่งตัวแรง
ข้อมูลแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเปิดเผยอัตราส่วนทางการเงินของกองทุนรวม สามารถตรวจสอบเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ก.ล.ต. ครับ
ตัวอย่างการคำนวณในทางปฏิบัติ
สมมติว่านักลงทุนต้องการคำนวณ Sharpe Ratio ของพอร์ตการลงทุนแห่งหนึ่ง โดยมีข้อมูลดังนี้:
- ผลตอบแทนพอร์ตการลงทุน ($R_p$) = 10% ต่อปี
- อัตราผลตอบแทนไร้ความเสี่ยง ($R_f$) = 2% ต่อปี
- ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ($σ_p$) = 8% ต่อปี
คำนวณตามสูตร:
Sharpe Ratio = (10% – 2%) / 8% = 8% / 8% = 1.0
จากตัวอย่าง ค่า Sharpe Ratio เท่ากับ 1.0 หมายความว่า ทุก ๆ ความเสี่ยง 1% ที่นักลงทุนยอมรับ พอร์ตนี้สามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเกินเหนืออัตราดอกเบี้ยไร้ความเสี่ยงได้ 1% พอดีครับ
ค่า Sharpe Ratio ดีคือเท่าไหร่? วิธีแปลความหมาย
การแปลความหมายค่า Sharpe Ratio ช่วยให้นักลงทุนเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างกองทุนได้อย่างรวดเร็ว โดยยิ่งค่า Sharpe Ratio สูงขึ้น เท่ากับว่าความคุ้มค่าต่อหน่วยความเสี่ยงยิ่งดีขึ้นครับ
อัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนอ้างอิง สามารถติดตามอัปเดตอย่างเป็นทางการได้จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อนำมาใช้เป็นเกณฑ์ Risk-Free Rate ปัจจุบันครับ
การอ่านค่า Sharpe Ratio
ระดับของค่า Sharpe Ratio สามารถแบ่งเกณฑ์การเกรดประสิทธิภาพได้ดังนี้:
- ติดลบ (< 0.0): ไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เนื่องจากผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Risk-Free Rate) การฝากเงินหรือถือตราสารหนี้รัฐบาลให้ผลตอบแทนดีกว่า
- ต่ำกว่า 1.0 (0.0 – 0.99): ผลตอบแทนส่วนเกินยังไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่แบกรับ ความผันผวนของพอร์ตยังคงสูงเมื่อเทียบกับกำไรที่ทำได้
- เกณฑ์ดี (1.0 – 1.99): พอร์ตการลงทุนมีประสิทธิภาพดี สร้างผลตอบแทนคุ้มค่าความเสี่ยง เหมาะสมสำหรับการจัดพอร์ตระยะยาว
- เกณฑ์ดีมากถึงยอดเยี่ยม (2.0 ขึ้นไป): พอร์ตการลงทุนมีความคุ้มค่าสูงมาก สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในขณะที่ควบคุมความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากต้องการสัดส่วนพอร์ตที่มั่นคง นักลงทุนอาจแบ่งเงินบางส่วนไป ประเมินความเสี่ยงตราสารหนี้และหุ้นกู้ เพื่อช่วยลดค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานรวมของพอร์ตลงครับ
ข้อควรระวังในการเปรียบเทียบสินทรัพย์คนละประเภท
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการนำค่า Sharpe Ratio ของสินทรัพย์ต่างประเภทกันมาเปรียบเทียบกันโดยตรง เช่น นำ Sharpe Ratio ของหุ้นเทคโนโลยีไปเปรียบเทียบกับตราสารหนี้ระยะสั้น
เนื่องจากธรรมชาติของความผันผวนและกรอบเวลาการลงทุนมีความแตกต่างกัน การนำ Sharpe Ratio มาใช้เปรียบเทียบจึงต้องกระทำภายใต้กองทุนหรือพอร์ตที่มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกันเท่านั้นครับ
Sharpe Ratio vs Sortino Ratio ต่างกันอย่างไร?
Sharpe Ratio vs Sortino Ratio มีความต่างสำคัญอยู่ที่การวัดความเสี่ยง โดย Sharpe Ratio นำความผันผวนทั้งหมด (ทั้งขาลบและขาบวก) มาคำนวณ ส่วน Sortino Ratio จะนำเฉพาะความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) มาคำนวณเท่านั้นครับ
ความแตกต่างในการวัด ความเสี่ยงขาลง (Downside Risk)
Sharpe Ratio ใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ($σ_p$) ซึ่งมองว่าความผันผวนขาขึ้น (ราคาพุ่งสูงขึ้น) เป็นความเสี่ยงเช่นเดียวกับความผันผวนขาลง แต่นักลงทุนทั่วไปไม่ได้เดือดร้อนเมื่อราคาสินทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น
Sortino Ratio จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขจุดนี้ โดยเปลี่ยนตัวหารจากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานรวม เป็น Downside Deviation ซึ่งคิดเฉพาะส่วนที่ราคาปรับตัวลงต่ำกว่าเป้าหมาย ทำให้เห็นภาพความเสี่ยงในการขาดทุนแท้จริงได้ดีกว่า
ควรเลือกใช้อัตราส่วนไหนในสภาวะตลาดต่าง ๆ
ในการเลือกใช้งาน นักลงทุนสามารถพิจารณาตามลักษณะของสินทรัพย์และสภาวะตลาดได้ดังนี้:
- ใช้ Sharpe Ratio: เมื่อต้องการประเมินพอร์ตการลงทุนทั่วไปที่มีการกระจายความเสี่ยงดี และมีการกระจายตัวของผลตอบแทนแบบปกติ (Normal Distribution)
- ใช้ Sortino Ratio: เมื่อต้องการประเมินสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง หรือมีผลตอบแทนเอียงขวา เช่น คริปโตเคอร์เรนซี หรือการ เปรียบเทียบความคุ้มค่ากับพันธบัตรรัฐบาล ในช่วงตลาดผันผวนหนัก เพื่อดูว่าพอร์ตทนทานต่อแรงกดดันขาลงได้ดีแค่ไหน
| อัตราส่วน (Ratio) | ตัวหารความเสี่ยงที่ใช้ | เหมาะกับสินทรัพย์ประเภทใด | จุดเด่นหลัก |
| Sharpe Ratio | ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานรวม ($\sigma_p$) | พอร์ตกระจายความเสี่ยง, หุ้นใหญ่, กองทุนรวม | วัดความเรียบเนียนรวมของผลตอบแทนได้ดี |
| Sortino Ratio | ค่าเบี่ยงเบนความเสี่ยงขาลง (Downside Deviation) | สินทรัพย์ผันผวนสูง, Crypto, Options | ไม่ลงโทษความผันผวนขาขึ้น เจาะจงความเสี่ยงขาดทุน |
| Treynor Ratio | ค่าเบต้า ($\beta$) | พอร์ตหุ้นที่กระจายความเสี่ยงสมบูรณ์ | วัดผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Market Risk) |
การนำ Sharpe Ratio ไปปรับใช้ในการจัดพอร์ตลงทุน
อย่างที่อธิบายไปแล้วว่า Sharpe Ratio คือ เครื่องมือวัดความคุ้มค่าของผลตอบแทนต่อความเสี่ยง การนำมาใช้จริงจึงช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจปรับสัดส่วนพอร์ตได้แม่นยำขึ้นครับ การนำ Sharpe Ratio ไปปรับใช้ในทางปฏิบัติ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การคัดเลือกกองทุนรวมเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นเครื่องมือประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการพอร์ตในระยะยาวได้อีกด้วยครับ
การใช้ประเมินประสิทธิภาพกองทุนรวมและหุ้น
นักลงทุนสามารถใช้ Sharpe Ratio เปรียบเทียบผู้จัดการกองทุนรวม 2 แห่ง ที่ใช้นโยบายการลงทุนเดียวกัน เพื่อดูว่าผู้จัดการกองทุนคนไหนสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าความเสี่ยงมากกว่ากัน
นอกจากนี้ ยังใช้ประเมินว่าการเพิ่มสินทรัพย์ใหม่เข้าไปในพอร์ตการลงทุนเดิม ทำให้ Sharpe Ratio รวมของพอร์ตเพิ่มขึ้นหรือไม่ หากการเพิ่มสินทรัพย์ใหม่ทำให้ Sharpe Ratio ลดลง หมายความว่าสินทรัพย์นั้นเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าผลตอบแทนที่ให้กลับมาครับ
📌 Tip จากพี่โบ้
ตอนผมเริ่มประเมินพอร์ตใหม่ ๆ ผิดพลาดที่ทำบ่อยคือดู Sharpe Ratio ย้อนหลังแค่ 3 เดือน แล้วสรุปว่าพอร์ตนั้นดีที่สุด จริง ๆ ควรดูค่า Sharpe Ratio ย้อนหลังอย่างน้อย 3–5 ปี ครอบคลุมทั้งตลาดหมีและตลาดกระทิง เพื่อดูว่าพอร์ตนั้นคงทนต่อความผันผวนได้จริงหรือไม่ ผู้อ่านควรศึกษาและทดสอบข้อมูลย้อนหลังด้วยตนเองตามความเหมาะสมครับ
ข้อจำกัดของ Sharpe Ratio ที่นักลงทุนต้องระวัง
แม้ Sharpe Ratio จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่นักลงทุนต้องพิจารณาประกอบเสมอ:
- สมมติฐานการกระจายตัวแบบปกติ: Sharpe Ratio ตั้งสมมติฐานว่าผลตอบแทนมีการกระจายตัวแบบโค้งปกติ (Normal Distribution) แต่ในตลาดจริง ผลตอบแทนของสินทรัพย์เสี่ยงมักมีลักษณะ Extreme Loss เกิดขึ้นได้บ่อยกว่าปกติ
- ตกหลุมพรางสินทรัพย์ผันผวนต่ำแต่งานเสี่ยงสูง: สินทรัพย์บางประเภท เช่น การขาย Options หรือสัญญาอนุพันธ์ อาจแสดงค่า Sharpe Ratio สูงมากในสภาวะตลาดปกติ แต่เมื่อเกิดวิกฤตอาจขาดทุนมหาศาลทันที
- ความบิดเบือนจากกรอบเวลา: การใช้ข้อมูลรายเดือน รายสัปดาห์ หรือรายวันในการคำนวณ อาจให้ค่า Sharpe Ratio ที่ไม่เท่ากัน นักลงทุนจึงต้องตรวจสอบกรอบเวลาที่ใช้อ้างอิงเสมอ
บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ Sharpe Ratio
สรุปสั้น ๆ อีกครั้งว่า Sharpe Ratio คือ มาตรวัดที่ช่วยแยกแยะว่าผลตอบแทนที่ได้มานั้นมาจากฝีมือการจัดพอร์ตที่ดี หรือมาจากการรับความเสี่ยงที่สูงเกินไปครับ
Sharpe Ratio คือ อัตราส่วนทางการเงินที่เป็นเข็มทิศสำคัญในการวัดผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง ช่วยให้นักลงทุนไม่ตกหลุมพรางของตัวเลขกำไรที่สูงเกินจริง โดยไม่คำนึงถึงความผันผวนที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง การประเมิน Sharpe Ratio ควบคู่กับอัตราส่วนอื่น ๆ จะช่วยให้การบริหารพอร์ตการลงทุนมีเสถียรภาพและยั่งยืนในระยะยาวครับ
หากต้องการสร้างโครงสร้างทางการเงินให้ครอบคลุม และต่อยอดความรู้ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับประยุกต์ สามารถ เริ่มต้นเรียนรู้การลงทุนคืออะไร เพิ่มเติมได้เลยครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Sharpe Ratio
Sharpe Ratio สามารถติดลบได้ไหม และหมายความว่าอย่างไร?
Sharpe Ratio สามารถติดลบได้ครับ เกิดขึ้นเมื่อผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน ($R_p$) ต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง ($R_f$) สื่อถึงการลงทุนที่มีประสิทธิภาพแย่ เพราะการนำเงินไปฝากไว้ในสินทรัพย์ไร้ความเสี่ยงยังได้ผลตอบแทนสูงกว่าโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเลย
Sharpe Ratio สูงเกินไป มีข้อเสียหรือความเสี่ยงอะไรซ่อนอยู่หรือไม่?
ค่า Sharpe Ratio ที่สูงผิดปกติ (เช่น สูงกว่า 3.0) อาจซ่อนความเสี่ยงเรื่องข้อมูลที่ถูกตกแต่ง หรือเป็นสินทรัพย์ที่มี Tail Risk สูง เช่น กลยุทธ์การขาย Options ที่เก็บเบี้ยประกันเล็ก ๆ ได้สม่ำเสมอทำให้ความผันผวนต่ำ แต่เมื่อเกิดวิกฤตจะขาดทุนหนักทันที
Risk-Free Rate ที่นำมาใช้อ้างอิงในการคำนวณควรใช้อัตราดอกเบี้ยใด?
โดยทั่วไปมักใช้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น (เช่น พันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 เดือน หรือ 1 ปี) ของประเทศที่พอร์ตนั้นลงทุนอยู่ เป็นตัวอ้างอิง Risk-Free Rate เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ต่ำที่สุด
ทำไม Sharpe Ratio ถึงไม่เหมาะกับการวัดผลตอบแทนของ Option หรือ Crypto ผันผวนสูง?
เพราะ Option และ Crypto มีรูปแบบการกระจายตัวของผลตอบแทนแบบไม่เป็นโค้งปกติ (Non-normal Distribution) มีความเอียงและมีความเสี่ยงขาลงรุนแรง การใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานแบบ Sharpe Ratio จึงอาจวัดความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง การใช้ Sortino Ratio จะเหมาะสมกว่า
ควรประเมิน Sharpe Ratio ย้อนหลังเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่?
ควรประเมิน Sharpe Ratio ย้อนหลังอย่างน้อย 3 ถึง 5 ปีขึ้นไป เพื่อให้ครอบคลุมสภาวะตลาดที่หลากหลาย ทั้งช่วงตลาดเป็นเทรนด์และช่วงตลาดผันผวน การดูระยะสั้นเกินไปอาจทำให้ค่าบิดเบือนจากสภาวะตลาดชั่วคราวได้ครับ
หมายเหตุ : บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











