Trade War คืออะไร? เข้าใจสงครามการค้าและผลกระทบตลาด Forex

  • 3:52 am
  • Post Views: 0
Table of Contents
Trade War คืออะไร แผนภาพอธิบายกลไกสงครามการค้าและผลกระทบต่อตลาด Forex

Trade War คือ ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศตั้งแต่สองประเทศขึ้นไป ที่ต่างฝ่ายต่างงัดมาตรการกีดกันทางการค้ามาตอบโต้กัน โดยเครื่องมือหลักมักเป็นการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้า การจำกัดโควตา หรือการระงับการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดทอนความสามารถในการแข่งขันของคู่ค้าและปกป้องผลประโยชน์ของภาคการผลิตภายในประเทศตนเอง

ในฐานะนักเทรด นโยบายการค้าระหว่างประเทศเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เพราะการกีดกันการค้าจะบิดเบือนต้นทุนสินค้า ปรับเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก และกระทบต่อสภาพคล่องของกระแสเงินทุนข้ามชาติ บทความนี้อธิบายว่าสงครามการค้าเกิดขึ้นได้อย่างไร กลไกการส่งผ่านผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ และวิธีที่เทรดเดอร์ใช้ทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวของคู่เงินในตลาด Forex ครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • สงครามการค้าขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งเชิงนโยบายเศรษฐกิจ โดยมีกำแพงภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือหลักในการตอบโต้
  • การตั้งภาษีนำเข้ามักเป็นชนวนเร่งอัตราเงินเฟ้อฝั่งต้นทุน (Cost-push Inflation) ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงการตัดสินใจขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
  • ตลาดปริวรรตเงินตรามักตอบสนองต่อสภาวะความเสี่ยง โดยคู่เงินหลักมีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามบรรยากาศการลงทุนแบบ Risk-Off หรือ Risk-On
  • การป้องกันความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนทำได้ด้วยการติดตามข่าวสารเชิงโครงสร้าง แทนการไล่เทรดตามอารมณ์ของพาดหัวข่าวระยะสั้น


Trade War คืออะไร?

Trade War คือ สภาวะตึงเครียดทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลของประเทศหนึ่งดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า (Protectionism) ต่ออีกประเทศหนึ่ง จนนำไปสู่การตอบโต้ด้วยมาตรการเดียวกันอย่างต่อเนื่อง วงจรความขัดแย้งนี้มักเริ่มต้นจากการที่ประเทศหนึ่งมองว่าตนเองกำลังเสียเปรียบดุลการค้าอย่างไม่เป็นธรรม หรือต้องการปกป้องอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ภายในประเทศ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เหล็กกล้า หรือพลังงานทางเลือก จึงประกาศเก็บภาษีศุลกากรสินค้าขาเข้าในอัตราที่สูงขึ้น เมื่อประเทศคู่กรณีได้รับผลกระทบทางรายได้จากการส่งออก ก็จะใช้มาตรการภาษีหรือกฎหมายควบคุมตอบโต้กลับ จนลุกลามเป็นวงกว้างในระดับมหภาคครับ Trade War คือ วงจรการตอบโต้ที่อาจเริ่มจากภาษีนำเข้าเพียงไม่กี่รายการ แล้วขยายไปสู่สินค้าหลายหมวดได้ครับ

ชนวนเหตุและรูปแบบของนโยบายกีดกันทางการค้า

รากฐานของสงครามการค้ามักมีที่มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างดุลการค้าที่ขาดดุลสะสมเป็นเวลานาน ความกังวลด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน หรือการแข่งขันเพื่อความเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยี รูปแบบของมาตรการกีดกันทางการค้าที่พบบ่อยประกอบด้วย:

  1. ภาษีศุลกากรนำเข้า (Tariffs): การเรียกเก็บภาษีสินค้าต่างประเทศเพื่อทำให้ราคาสินค้านำเข้าสูงกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ
  2. การกำหนดโควตานำเข้า (Import Quotas): การจำกัดปริมาณสินค้าที่อนุญาตให้นำเข้ามาในประเทศในช่วงเวลาที่กำหนด
  3. มาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers): การตั้งกฎเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย การตรวจสอบที่เข้มงวด หรือขั้นตอนศุลกากรที่ล่าช้าเพื่อสร้างอุปสรรคต่อการนำเข้า
  4. การควบคุมการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี (Export Controls): การห้ามส่งออกซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ หรือสิทธิบัตรที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของคู่แข่ง

การส่งผ่านผลกระทบจากเวทีการเมืองสู่ระบบเศรษฐกิจมหภาค

เมื่อการเจรจาทางการเมืองล้มเหลว ผลกระทบจะส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านช่องทางต้นทุนการผลิตและการค้าโลกโดยตรง ภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจะมีต้นทุนดำเนินงานสูงขึ้นทันที บีบให้ต้องปรับขึ้นราคาสินค้าปลายทางหรือยอมลดอัตรากำไรลง ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้ายังบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนภาคเอกชน ทำให้การตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ถาวรและการจ้างงานใหม่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มลดลงในระยะยาวครับ Trade War คือ ตัวแปรที่เทรดเดอร์ควรจับตาควบคู่กับนโยบายการเงินของธนาคารกลาง เพราะอาจเปลี่ยนมุมมองต่อเงินเฟ้อและดอกเบี้ยได้ครับ

แผนภาพแสดงกลไกการส่งผ่านผลกระทบของ Trade War สู่เงินเฟ้อและตลาดการเงิน

กลไก Tariff คืออะไร และเป็นอาวุธหลักในสงครามการค้าอย่างไร?

Tariff คือ ภาษีศุลกากรที่รัฐบาลเรียกเก็บจากสินค้าและบริการที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อทำให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้นเมื่อวางจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น รายละเอียดเกี่ยวกับนิยามและการคำนวณภาษีศุลกากรประเภทต่าง ๆ จะอธิบายในหัวข้อถัดไปครับ ในบริบทของความขัดแย้งระหว่างประเทศ Tariff ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่หารายได้เข้ารัฐ แต่ทำหน้าที่เป็น “อาวุธทางนโยบาย” ที่รัฐบาลใช้สร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศคู่ค้า

ประเภทของภาษีศุลกากรและวัตถุประสงค์ในการบังคับใช้

การเก็บภาษีนำเข้าสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามวิธีการคำนวณ ได้แก่ การเก็บตามราคา (Ad Valorem Tariff) ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสินค้า เช่น ภาษี 10% หรือ 25% ของมูลค่าหน้าด่านศุลกากร และการเก็บตามสภาพ (Specific Tariff) ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อหน่วยสินค้า เช่น คิดตามน้ำหนัก ปริมาตร หรือจำนวนชิ้น วัตถุประสงค์ของการบังคับใช้มักมี 3 ประการหลัก:

  1. เพื่อการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ (Protective Purpose): ช่วยให้ผู้ผลิตท้องถิ่นสามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าได้
  2. เพื่อสร้างแต้มต่อในการเจรจา (Strategic Leverage): ใช้ขู่หรือกดดันคู่กรณีให้ยอมเปิดตลาดหรือแก้ไขข้อตกลงทางการค้า
  3. เพื่อการลงโทษทางเศรษฐกิจ (Retaliatory Measure): บังคับใช้ตอบโต้เมื่อคู่ค้าดำเนินนโยบายที่ส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของประเทศตน

ผลกระทบของ Tariff ต่อต้นทุนสินค้าและแรงกดดันเงินเฟ้อ

หลายคนเข้าใจผิดว่าผู้จ่ายภาษีนำเข้าคือผู้ส่งออกในต่างประเทศ แต่ในระบบเศรษฐกิจจริง ผู้ที่ต้องชำระภาษีนี้ให้กับกรมศุลกากรคือ “ผู้นำเข้า” ในประเทศที่ตั้งกำแพงภาษีเอง เมื่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น ผู้นำเข้าจึงต้องส่งผ่านภาระต้นทุนนี้ไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับราคาขายปลีก การกระทำดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อฝั่งต้นทุน (Cost-push Inflation) ซึ่งทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่ออำนาจซื้อของผู้บริโภคโดยตรง Trade War คือ สถานการณ์ที่ต้นทุนของผู้นำเข้า ผู้ผลิต และผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไปพร้อมกันครับ

ภาคส่วนเศรษฐกิจผลกระทบเชิงบวกผลกระทบเชิงลบ
ผู้ผลิตในประเทศได้รับการปกป้องจากคู่แข่งต่างชาติ มีโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสินค้าที่ได้รับการคุ้มครองต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้น หากต้องใช้ชิ้นส่วนจากต่างประเทศในสายการผลิต
ผู้บริโภคแทบไม่ได้รับผลประโยชน์ทางตรงในระยะสั้นต้องซื้อสินค้าในราคาสูงขึ้น ทางเลือกในการบริโภคลดลง และกำลังซื้อลดลง
ดุลการค้าและรัฐบาลรัฐบาลจัดเก็บรายได้ภาษีเข้าคลังได้มากขึ้นในระยะสั้นปริมาณการค้าโดยรวมหดตัวลง และเสี่ยงต่อการถูกประเทศคู่ค้าตอบโต้สินค้าส่งออก

ถอดรหัส US China Trade War: กรณีศึกษาที่สั่นคลอนตลาดการเงินโลก

US China Trade War คือ หนึ่งในกรณีศึกษาความขัดแย้งทางการค้าระดับทวิภาคีที่สำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในช่วงปี 2018 เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบังคับใช้มาตรา 301 เพื่อตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีน โดยให้เหตุผลเรื่องการขาดดุลการค้าสะสม ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการบังคับถ่ายทอดเทคโนโลยีของบริษัทสหรัฐฯ ที่เข้าไปลงทุนในจีน

จีนได้ตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าเกษตร รถยนต์ และเคมีภัณฑ์จากสหรัฐฯ ทันที ความตึงเครียดที่ยกระดับขึ้นต่อเนื่องทำให้มูลค่าการค้าระหว่างสองมหาอำนาจชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องเผชิญกับภาวะชะงักงัน

โรงงานหลายแห่งจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เพื่อหลบเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษี Trade War คือ ประเด็นเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลต่อเนื่องหลายปี ไม่ได้จบลงเพียงในรอบข่าวเดียวครับ

ความผันผวนจากการค้าระหว่างประเทศยังส่งผลต่อทิศทางค่าเงินบาทและการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งสามารถติดตามการประเมินภาวะเศรษฐกิจมหภาคได้จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อประกอบการวางแผนบริหารความเสี่ยงครับ

ความเชื่อมโยงระหว่างเงินเฟ้อและการจ้างงาน

ในเชิงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค ผลลัพธ์จากสงครามการค้าสร้างความท้าทายต่อการกำหนดนโยบาย เมื่อต้นทุนสินค้าถูกดันให้สูงขึ้นจากภาษีนำเข้า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นสวนทางกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลง ความสัมพันธ์นี้สามารถอธิบายได้ผ่านทฤษฎี Phillips Curve ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อมีปฏิสัมพันธ์กับอัตราการว่างงานอย่างไร

เมื่อเกิดภาวะช็อกทางอุปทาน (Supply Shock) เส้น Phillips Curve มักจะขยับตัว ส่งผลให้ธนาคารกลางดำเนินนโยบายได้ยากลำบากขึ้น เพราะการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้ออาจซ้ำเติมให้ตัวเลขการว่างงานพุ่งสูงขึ้น จนนำไปสู่ความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อ (Stagflation) ได้ครับ Trade War คือ หนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้เงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจเคลื่อนไหวสวนทางกันได้ครับ

ผลกระทบของสงครามการค้าต่อตลาด Forex และความสัมพันธ์ข้ามตลาด (Intermarket)

สงครามการค้าสามารถส่งผลกระทบต่อตลาด Forex ผ่านการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ตลาด (Market Sentiment) และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ เมื่อมีข่าวการประกาศเก็บภาษีหรือการตอบโต้ทางการค้า บรรยากาศการลงทุนมักพลิกเข้าสู่สภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-Off) ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในสินทรัพย์เสี่ยงและสกุลเงินที่มีความสัมพันธ์กับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยมักได้รับแรงซื้อหนุน Trade War คือ ตัวกระตุ้นที่อาจเปลี่ยนอารมณ์ตลาดจาก Risk-On เป็น Risk-Off ได้ในเวลาอันสั้นครับ

พฤติกรรมค่าเงินปลอดภัย vs สกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์

การวิเคราะห์พฤติกรรมของสกุลเงินต่าง ๆ ในช่วงสงครามการค้า สามารถจำแนกออกเป็นกลุ่มตามบทบาทและคุณลักษณะได้ดังนี้:

  1. สกุลเงินปลอดภัย (Safe Haven Currencies): ดอลลาร์สหรัฐ (USD), เยนญี่ปุ่น (JPY) และฟรังก์สวิส (CHF) มักมีเงินทุนไหลเข้าพักเพื่อหลบความไม่แน่นอน โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐที่มักได้ประโยชน์จากสถานะสกุลเงินสำรองหลักของโลกและผลตอบแทนพันธบัตร
  2. สกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Currencies): ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) และดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) มักถูกเทขายเมื่อตลาดเข้าสู่สภาวะ Risk-Off เนื่องจากเศรษฐกิจของออสเตรเลียพึ่งพาการส่งออกแร่เหล็กและสินค้าโภคภัณฑ์ ส่วนนิวซีแลนด์พึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบ เช่น ผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ และไม้ โดยทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงทางการค้ากับจีนในระดับสูง เมื่อจีนถูกตั้งกำแพงภาษี ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์อาจลดลงและมีแนวโน้มกระทบต่อค่าเงิน AUD
  3. สกุลเงินตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Currencies): มักเผชิญแรงเทขายจากเงินทุนไหลออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มอ่อนค่าลงและเสี่ยงต่อปัญหาเงินเฟ้อนำเข้า

การตอบสนองของธนาคารกลางและวัฏจักรดอกเบี้ย

นอกเหนือจากความเชื่อมั่นของนักลงทุน นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่อาจส่งผลต่อทิศทางของค่าเงินในระยะยาว ซึ่งนักเทรดควร เจาะลึกผลกระทบต่อคู่เงินจากการประชุม FOMC เพื่อติดตามว่าคณะกรรมการมีมุมมองต่อผลกระทบของสงครามการค้าอย่างไร หากธนาคารกลางมองว่ากำแพงภาษีทำให้เงินเฟ้อยืดเยื้อ พวกเขาอาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ซึ่งจะหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า แต่หากมองว่าการค้าที่ชะลอตัวกำลังฉุดเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยลงเพื่อพยุงสภาพคล่อง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์กลับทิศมาอ่อนค่าลงได้เช่นกัน

สินทรัพย์ / คู่เงินสภาวะตึงเครียดทางการค้า (Risk-Off)สภาวะคลี่คลายหรือบรรลุข้อตกลง (Risk-On)
USD (ดัชนี DXY)มักแข็งค่าจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยและสภาพคล่องมีแนวโน้มทรงตัวหรืออ่อนค่าลงเมื่อเงินทุนไหลออกไปหาสินทรัพย์เสี่ยง
AUD/USD, NZD/USDมักเผชิญแรงเทขายและปรับตัวลดลงมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น รับมุมมองเชิงบวกต่อการค้าโลกและการฟื้นตัวของจีน
USD/JPYผันผวนสูง หากเยนแข็งค่าจาก Safe Haven อาจกดดันให้คู่เงินปรับตัวลงมักปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นและผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ
ทองคำ (XAU/USD)มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอาจเผชิญแรงขายทำกำไรเมื่อตลาดคลายความกังวล

ข้อผิดพลาดและข้อควรระวังสำหรับเทรดเดอร์เมื่อเกิดวิกฤตการค้า

ข้อผิดพลาดสำคัญที่พบบ่อยในหมู่นักเทรดคือการพยายามเก็งกำไรตามกระแสข่าวพาดหัวรายวันโดยขาดแผนบริหารหน้าตักที่รัดกุม ข่าวการค้าระหว่างประเทศมักมีความไม่แน่นอนสูง พาดหัวข่าวในสื่อโซเชียลมีเดียหรือแถลงการณ์ทางการเมืองสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ตลอดเวลา

การเปิดสถานะตามข่าวโดยไม่วิเคราะห์โครงสร้างตลาดทางเทคนิคมักนำไปสู่ผลขาดทุนเกินกว่าที่วางแผนไว้ Trade War คือ ช่วงเวลาที่เทรดเดอร์ควรทบทวนขนาดสถานะและจุด Stop Loss ให้รัดกุมกว่าปกติครับ

📌 Tip จากพี่โบ้

ตอนผมติดตามข่าวสงครามการค้าช่วงแรก ๆ ข้อผิดพลาดที่เจอคือการรีบเปิดออเดอร์ทันทีที่เห็นทวีตหรือพาดหัวข่าวการเจรจา ซึ่งบ่อยครั้งตลาดจะเกิด False Breakout และเหวี่ยงกลับจนโดน Stop Loss ผู้อ่านควรศึกษาและทดสอบด้วยตนเองตามความเหมาะสมและความเสี่ยงที่รับได้ โดยรอให้ราคาสะท้อนข่าวสารจนเกิดโครงสร้างแท่งเทียนที่ชัดเจนในกราฟระดับ Timeframe ใหญ่ก่อนตัดสินใจครับ Trade War คือ ประเด็นที่ควรติดตามต่อเนื่อง เพราะนโยบายการค้าอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ทางการเมืองครับ

การบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด ในช่วงที่สงครามการค้าปะทุ ค่าความผันผวน (Volatility) ของตลาด Forex มักปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าสเปรด (Spread) อาจถ่างกว้างขึ้นและเกิดช่องว่างของราคา (Price Gap) ได้ง่าย การใช้เลเวอเรจในระดับสูงอาจช่วยเพิ่มผลกำไรหากคาดการณ์ทิศทางถูกต้อง แต่ในทางกลับกัน ถ้าราคาสวนทาง เลเวอเรจจะขยายผลขาดทุนให้หนักขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน นักเทรดจึงควรปรับลดขนาดสถานะ (Position Sizing) ลงมา และตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ตามระดับโครงสร้างกราฟเสมอครับ

บทสรุป: กุญแจของการเข้าใจ Trade War เพื่อการเทรดอย่างยั่งยืน

สงครามการค้าไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่เป็นตัวแปรสำคัญทางเศรษฐกิจมหภาคที่ส่งผลต่อต้นทุน ห่วงโซ่อุปทาน และทิศทางเงินเฟ้อของโลก สำหรับนักเทรด Forex การทำความเข้าใจพฤติกรรมของค่าเงินแต่ละกลุ่มภายใต้สภาวะ Risk-Off และการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางเป็นพื้นฐานสำคัญ ส่วนการทำความเข้าใจกลไกภาษีนำเข้าและ Tariff จะช่วยให้คุณวางแผนรับมือกับความผันผวนได้อย่างมีระบบและปลอดภัยมากขึ้นครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Trade War

Trade War ต่างจากสงครามค่าเงิน (Currency War) อย่างไร?

Trade War มุ่งเน้นการใช้มาตรการภาษีศุลกากร โควตา และกฎหมายการค้าเพื่อสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่แข่งโดยตรง ขณะที่ Currency War คือการที่แต่ละประเทศพยายามแทรกแซงหรือใช้นโยบายการเงินกดดันให้ค่าเงินของตนเองอ่อนค่าลงอย่างจงใจ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านราคาส่งออกในตลาดโลก แม้ว่าทั้งสองแนวคิดจะมีเป้าหมายในการกระตุ้นดุลการค้าของตนเองเหมือนกัน แต่เครื่องมือและกลไกการส่งผ่านทางเศรษฐกิจนั้นแตกต่างกันครับ

เมื่อเกิด Trade War ทำไมดอลลาร์สหรัฐ (USD) ถึงแข็งค่าขึ้นในบางจังหวะ?

ดอลลาร์สหรัฐทำหน้าที่เป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก (Global Reserve Currency) เมื่อเกิดวิกฤตความไม่แน่นอนทางการค้าระดับโลก นักลงทุนสถาบันมักจะลดความเสี่ยงด้วยการแปลงสินทรัพย์ต่าง ๆ ให้กลับมาอยู่ในรูปเงินสดดอลลาร์หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประกอบกับโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีขนาดใหญ่และพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP น้อยกว่าประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ ทำให้ตลาดมองว่าสหรัฐฯ มีความทนทานต่อแรงกระแทกจากสงครามการค้าได้ดีกว่าครับ

ประเทศขนาดเล็กอย่างไทยได้รับผลกระทบจาก Trade War อย่างไร?

ประเทศไทยมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก จึงได้รับผลกระทบทางอ้อมจากปริมาณการค้าโลกที่ชะลอตัวลง สินค้าไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีน เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยางพารา มักมียอดคำสั่งซื้อลดลง อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งไทยอาจได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี รวมถึงโอกาสในการส่งออกสินค้าบางประเภทไปทดแทนสินค้าจากประเทศคู่กรณีในตลาดโลกครับ

สงครามการค้าส่งผลให้เกิด Stagflation ได้จริงหรือไม่?

มีโอกาสเกิดขึ้นได้ครับ หากกำแพงภาษีทำให้ราคาสินค้าและต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสร้างภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (Inflation) ในขณะที่ภาคธุรกิจชะลอการลงทุนและการจ้างงานจนส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวหรือติดลบ (Stagnation) ภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาแต่ข้าวของราคาแพงนี้เรียกว่า Stagflation ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายสำหรับธนาคารกลาง เพราะการใช้นโยบายการเงินแก้ปัญหาด้านหนึ่งอาจไปซ้ำเติมปัญหาอีกด้านหนึ่งได้ครับ

เทรดเดอร์ควรหลีกเลี่ยงการถือ Position ข้ามสัปดาห์ (Weekend Risk) ในช่วงเจรจาการค้าหรือไม่?

ควรหลีกเลี่ยงหรือลดขนาดสถานะลงอย่างยิ่งครับ เนื่องจากการเจรจาทางการค้ามักมีการประชุมแถลงข่าวหรือการให้สัมภาษณ์ของผู้นำประเทศในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งตลาด Forex ปิดทำการ ข่าวสารสำคัญที่เกิดขึ้นกะทันหันอาจทำให้เกิดช่องว่างของราคา (Price Gap) ในเช้าวันจันทร์ ส่งผลให้ออเดอร์ไม่สามารถตัดขาดทุนตามราคา Stop Loss ที่ตั้งไว้ได้ตามปกติ การปิดสถานะก่อนตลาดปิดจึงเป็นทางเลือกในการคุมความเสี่ยงที่ดีครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5