Phillips Curve คืออะไร ทำไมเทรดเดอร์ Forex ต้องเข้าใจ

  • 8:21 am
  • Post Views: 1
Table of Contents
Phillips Curve คืออะไร ทำไมเทรดเดอร์ Forex ต้องเข้าใจ

Phillips Curve หรือ เส้นโค้งฟิลลิปส์ คือ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคที่แสดงความสัมพันธ์เชิงผกผันระหว่างอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) และอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ในระยะสั้น โดยตั้งอยู่บนข้อสังเกตเชิงประจักษ์ว่าเมื่ออัตราการว่างงานลดลง ค่าจ้างแรงงานจะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวมขยับตัวขึ้นตาม

ในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของตลาด Forex ทฤษฎีนี้ทำหน้าที่เป็นกรอบความคิดหลักที่ธนาคารกลางใช้ประเมินทิศทางนโยบายการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ดำเนินนโยบายตามพันธกิจคู่ (Dual Mandate) คู่มือนี้ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานของเส้นระยะสั้นและระยะยาว ไปจนถึงจุดบกพร่องของทฤษฎีและวิธีนำไปปรับใช้กับการอ่านตัวเลขเศรษฐกิจจริงครับ

⚠️ คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • สภาวะตลาดแรงงานที่ตึงตัวมักสร้างแรงกดดันต่อค่าจ้างและผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ
  • เส้นความสัมพันธ์นี้ทำงานได้จริงเฉพาะในระยะสั้น (Short-Run Phillips Curve) ขณะที่ระยะยาว (Long-Run Phillips Curve) อัตราการว่างงานจะปรับตัวเข้าสู่ระดับธรรมชาติ (NAIRU) เสมอ
  • ปรากฏการณ์ช็อกด้านอุปทาน (Supply Shock) ในอดีตพิสูจน์แล้วว่าเงินเฟ้อและการว่างงานสามารถพุ่งสูงขึ้นพร้อมกันได้จนเกิดภาวะ Stagflation ที่หักล้างทฤษฎีดั้งเดิม
  • นักเทรด Forex ไม่ควรประเมินตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) แยกขาดจากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) แต่ต้องมองผ่านฟังก์ชันการตอบสนองด้านดอกเบี้ยของธนาคารกลาง


Phillips Curve คืออะไร?

Phillips Curve คือ แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายว่าอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกันในระยะสั้นครับ

เปรียบเทียบ Short-Run Phillips Curve และ Long-Run Phillips Curve

จุดเริ่มต้นและกลไกความสัมพันธ์แบบผกผัน

แนวคิดนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1958 โดย A.W. Phillips นักเศรษฐศาสตร์ชาวนิวซีแลนด์ จากการเก็บข้อมูลสถิติอัตราการว่างงานและการเปลี่ยนแปลงของค่าจ้างแรงงานในสหราชอาณาจักรย้อนหลังเกือบหนึ่งศตวรรษ ข้อสรุปที่ได้ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรง ภาคธุรกิจจะแย่งชิงแรงงานจนต้องเสนอค่าจ้างที่สูงขึ้น

เมื่อต้นทุนค่าจ้างเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตจึงผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าปลายทาง ทำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อฝั่งอุปสงค์ (Demand-Pull Inflation) ในทางตรงกันข้าม หากเศรษฐกิจชะลอตัว คนตกงานมากขึ้น อำนาจการต่อรองเรื่องค่าจ้างของแรงงานจะลดต่ำลง แรงกดดันด้านราคาสินค้าจึงคลี่คลายลงตามลำดับ กลไกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าระดับการจ้างงานและเสถียรภาพราคามักเป็นสองสิ่งที่วิ่งสวนทางกันเสมอ

มุมมองนโยบายการเงิน: การเลือกระหว่างอัตราว่างงานต่ำกับเงินเฟ้อต่ำ

ในมุมมองของผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ เส้นโค้งฟิลลิปส์ในอดีตเปรียบเสมือน “เมนูทางเลือก” (Policy Menu) ที่รัฐบาลและธนาคารกลางต้องตัดสินใจเลือกจุดสมดุล หากต้องการกระตุ้นให้ประชาชนมีงานทำในระดับสูง นโยบายการเงินจะต้องยอมแลกมาด้วยการยอมรับระดับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น แต่หากเป้าหมายคือการรักษาเสถียรภาพราคาให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ เศรษฐกิจก็อาจต้องยอมแลกด้วยอัตราการว่างงานที่ขยับขึ้นชั่วคราว

อย่างไรก็ดี ในการบริหารระบบเศรษฐกิจจริง การเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่งอย่างสุดโต่งมักสร้างผลข้างเคียงตามมา ธนาคารกลางจึงต้องประเมินข้อมูลรอบด้านเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปจนเกิดฟองสบู่ หรือชะลอตัวลงจนเข้าสู่ภาวะซบเซา

ทำไม Phillips Curve ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ Forex?

ทฤษฎีนี้มีความสำคัญต่อเทรดเดอร์ Forex เพราะเป็นกรอบความคิดหลักที่ธนาคารกลางใช้กำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องและมูลค่าของคู่เงินในตลาดครับ

กลไกขับเคลื่อนการตัดสินใจดอกเบี้ยของ Fed

ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed มีพันธกิจหลักตามกฎหมาย 2 ประการที่เรียกว่า Dual Mandate ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพราคา (ตามกรอบนโยบายของ Fed ณ ปี 2026 ซึ่งมุ่งรักษาอัตราเงินเฟ้อระยะยาวไว้ที่ร้อยละ 2) และการสนับสนุนการจ้างงานสูงสุด (Maximum Employment) เมื่อใดก็ตามที่ข้อมูลตลาดแรงงานส่งสัญญาณว่าการจ้างงานตึงตัวมากเกินไป Fed จะกังวลว่าแรงกดดันด้านค่าจ้างจะผลักดันเงินเฟ้อให้หลุดกรอบเป้าหมาย

เมื่อความเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) มักส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อชะลอการบริโภคและการลงทุน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนี้จะดึงดูดกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐ (USD) ส่งผลให้ค่าเงิน USD มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ ในทางปฏิบัติ เทรดเดอร์จึงใช้โครงสร้างนี้เพื่อคาดเดาว่า Fed กำลังจะดำเนินนโยบายแบบตึงตัว (Hawkish) หรือผ่อนคลาย (Dovish)

ผลกระทบต่อค่าเงิน USD และพันธบัตรรัฐบาลเมื่อข้อมูลแรงงานขัดแย้งกับเงินเฟ้อ

ในตลาดการเงินยุคใหม่ บางช่วงเวลาข้อมูลเศรษฐกิจอาจส่งสัญญาณขัดแย้งกัน เช่น ตัวเลขการจ้างงานยังขยายตัวได้ดี แต่อัตราเงินเฟ้อเริ่มปรับตัวลดลง สภาวะเช่นนี้อาจสร้างความผันผวนในตลาดพันธบัตรและตลาด Forex เนื่องจากนักลงทุนต้องประเมินว่า Fed จะให้น้ำหนักกับเป้าหมายฝั่งใดมากกว่ากัน

นอกจากตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคแล้ว ปัจจัยเชิงโครงสร้างทางการคลังก็มีผลกระทบต่อตลาดเงินเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การที่นักลงทุนต้องจับตาความเสี่ยงเพดานหนี้สหรัฐควบคู่ไปกับการคาดการณ์ดอกเบี้ย ก็เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะสั้น ทั้งนี้ การติดตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อและเสถียรภาพระบบการเงินไทย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยครับ

ในการเทรดคู่เงินผ่านสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFD) การใช้เลเวอเรจ (Leverage) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุนในการเปิดสถานะ แต่ในเวลาเดียวกัน หากตลาดผันผวนรุนแรงสวนทางกับที่คาดการณ์ เลเวอเรจก็จะขยายขนาดของผลขาดทุนให้สูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน เทรดเดอร์จึงจำเป็นต้องควบคุมขนาดสถานะอย่างรัดกุมเสมอ

สภาวะตลาดแรงงานและเงินเฟ้อนัยต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางผลกระทบต่อค่าเงิน USD และคู่เงินหลัก
การจ้างงานแข็งแกร่ง + เงินเฟ้อพุ่งสูงมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงค่าเงิน USD มีโอกาสแข็งค่า กดดัน EUR/USD และ GBP/USD
การจ้างงานชะลอตัว + เงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจค่าเงิน USD มักอ่อนค่า หนุนให้คู่เงินหลักอื่น ๆ แข็งค่าขึ้น
การจ้างงานอ่อนแอ + เงินเฟ้อทรงตัวระดับสูงเผชิญภาวะลำบากในการตัดสินใจ ดอกเบี้ยอาจค้างสูงตลาดมีโอกาสผันผวนมากขึ้น และสินทรัพย์เสี่ยงอาจเผชิญแรงขาย

ความแตกต่างระหว่าง Short-Run กับ Long-Run Phillips Curve

ความแตกต่างหลักระหว่าง Short-Run Phillips Curve (SRPC) และ Long-Run Phillips Curve (LRPC) อยู่ที่การปรับตัวของการคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectations) และระดับการว่างงานตามธรรมชาติครับ

เส้นระยะสั้น (SRPC) กับการปรับตัวของการคาดการณ์เงินเฟ้อ

ในช่วงแรกที่มีการนำทฤษฎีนี้มาใช้ นักเศรษฐศาสตร์มองความสัมพันธ์แบบผกผันเป็นกฎเกณฑ์ที่ตายตัว แต่ในเวลาต่อมา Milton Friedman และ Edmund Phelps ได้ชี้ให้เห็นว่า เส้น Short-Run Phillips Curve จะใช้ได้ผลเฉพาะในช่วงเวลาที่ประชาชนและภาคธุรกิจยังไม่ได้ปรับเปลี่ยน “การคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต” เท่านั้น

เมื่อธนาคารกลางใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นการจ้างงาน ในช่วงแรกธุรกิจจะจ้างงานเพิ่มเพราะเห็นว่าราคาสินค้าขายได้ดีขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป แรงงานจะเริ่มตระหนักว่าค่าครองชีพและราคาสินค้าแพงขึ้นจริง จึงเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยเงินเฟ้อ ส่งผลให้ต้นทุนของธุรกิจพุ่งสูงขึ้นจนต้องลดการจ้างงานลง ทำให้เส้น SRPC ขยับเลื่อนตำแหน่ง (Shift) ขึ้นไปด้านบน สู่ระดับเงินเฟ้อที่สูงขึ้นแต่มีอัตราการว่างงานเท่าเดิม

เส้นระยะยาว (LRPC) และระดับการว่างงานตามธรรมชาติ (NAIRU)

จากข้อเท็จจริงที่ว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อจะปรับตัวตามความเป็นจริงเสมอ ทำให้ในระยะยาว ความสัมพันธ์แบบผกผันระหว่างเงินเฟ้อและการว่างงานจึงไม่มีอยู่อีกต่อไป เส้น Long-Run Phillips Curve (LRPC) จึงมีลักษณะเป็นเส้นตรงแนวดิ่ง ณ ระดับที่เรียกว่า NAIRU (Non-Accelerating Inflation Rate of Unemployment) หรืออัตราการว่างงานตามธรรมชาติ

ระดับ NAIRU คือ ระดับการว่างงานต่ำสุดที่ระบบเศรษฐกิจสามารถประคองไว้ได้โดยไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น ทักษะของแรงงาน ประสิทธิภาพของเทคโนโลยี และกฎหมายแรงงาน ดังนั้น การที่ธนาคารกลางพยายามปั๊มเงินเพื่อกดให้อัตราการว่างงานต่ำกว่าระดับธรรมชาตินี้อย่างต่อเนื่อง จะไม่ช่วยสร้างงานเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว แต่จะทิ้งไว้เพียงปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรังที่แก้ได้ยากครับ

เมื่อ Phillips Curve ใช้การไม่ได้: ถอดบทเรียนจาก Stagflation สู่การเทรดยุคปัจจุบัน

ทฤษฎีนี้จะสูญเสียประสิทธิภาพในการอธิบายตลาดเมื่อระบบเศรษฐกิจเผชิญกับภาวะช็อกด้านอุปทาน (Supply Shock) จนนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงพร้อมกับเศรษฐกิจชะลอตัวครับ

ปรากฏการณ์ Supply Shock และภาวะ Stagflation ที่หักล้างทฤษฎีดั้งเดิม

บททดสอบสำคัญของทฤษฎีนี้เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมันโลกจากการคว่ำบาตรของกลุ่มโอเปก ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและการขนส่งพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เศรษฐกิจหยุดชะงักและคนตกงานเป็นจำนวนมาก ปรากฏการณ์นี้ขัดแย้งกับสมมติฐานเดิมของเส้นโค้งฟิลลิปส์โดยสิ้นเชิง

ภาวะที่เศรษฐกิจหยุดนิ่งพร้อมเงินเฟ้อพุ่งสูงนี้เรียกว่า Stagflation ซึ่งสร้างความยากลำบากอย่างยิ่งต่อนโยบายการเงิน เพราะหากธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อ ธุรกิจก็จะยิ่งปิดตัวและคนตกงานมากขึ้น แต่หากลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยอุ้มการจ้างงาน เงินเฟ้อก็อาจยิ่งเร่งตัวสูงขึ้น เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้นักเศรษฐศาสตร์และเทรดเดอร์ได้เรียนรู้ว่า ทฤษฎีนี้ใช้ได้ดีกับแรงผลักดันฝั่งอุปสงค์ แต่ใช้ไม่ได้เมื่อเผชิญกับวิกฤตฝั่งอุปทาน

การนำไปใช้จริง: วิธีเชื่อมโยงตัวเลข NFP, CPI และการประเมินความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

สำหรับนักเทรดในตลาด Forex ยุคปัจจุบัน การอ่านข้อมูลเศรษฐกิจต้องผสมผสานระหว่างตัวเลขตลาดแรงงานและตัวเลขเงินเฟ้ออย่างเป็นระบบ ตัวเลข Non-Farm Payrolls (NFP) ซึ่งโดยทั่วไปประกาศในวันศุกร์แรกของเดือน (ควรตรวจสอบวันประกาศจริงจากปฏิทินเศรษฐกิจทางการ เพราะบางเดือนอาจเลื่อน) สะท้อนถึงการจ้างงานใหม่ ขณะที่ตัวเลข Average Hourly Earnings สะท้อนแรงกดดันด้านค่าจ้าง และตัวเลข Consumer Price Index (CPI) ทำหน้าที่วัดระดับเงินเฟ้อปลายทาง

หาก NFP และค่าจ้างเติบโตสูงต่อเนื่อง นั่นคือสัญญาณว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังมีอยู่ และอาจกระตุ้นให้ธนาคารกลางคงดอกเบี้ยระดับสูงต่อไป หนุนให้ค่าเงินของประเทศนั้นแข็งแกร่ง แต่หากต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นยาวนานจนกระทบต่อภาคธุรกิจจริง นักเทรดก็จำเป็นต้องเฝ้าจับสัญญาณเตือนภาวะเศรษฐกิจถดถอยควบคู่กันไป เพราะสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแรงอาจเปลี่ยนทิศทางกระแสเงินทุนในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว

📢 Traderbobo แนะนำ

ตอนผมเริ่มหัดเทรดตามข่าวตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ ๆ เคยทำพลาดด้วยการมองตัวเลข NFP เพียงด้านเดียว พอเห็นตัวเลขจ้างงานออกมาสูงก็รีบเปิดสถานะตามทันที ปรากฏว่าค่าเงินกลับอ่อนค่าลง เพราะในรายงานเดียวกันนั้น ตัวเลขอัตราการเติบโตของค่าจ้างกลับชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้นักลงทุนมองข้ามยอดจ้างงานและเทขายดอลลาร์ตามความคาดหวังเงินเฟ้อที่ลดลง

บทเรียนสำคัญคือตลาดมักไม่ได้ตอบสนองต่อยอดหัวข่าวเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินผลกระทบต่อเนื่องไปถึงทิศทางดอกเบี้ยด้วย ผู้อ่านควรศึกษาและทดสอบการอ่านความสอดคล้องของชุดข้อมูลเศรษฐกิจด้วยตนเองตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ครับ


สรุปความสำคัญของการเข้าใจ Phillips Curve สำหรับนักเทรด

การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของทฤษฎีนี้ ช่วยให้นักเทรด Forex สามารถอ่านเกมของธนาคารกลางได้อย่างมีทิศทาง โดยสรุปหัวใจสำคัญได้ดังนี้ครับ

  1. เข้าใจกรอบระยะสั้น: การจ้างงานที่แข็งแกร่งผลักดันเงินเฟ้อและหนุนทิศทางดอกเบี้ยในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ระบบเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่จุดสมดุลของระดับการว่างงานตามธรรมชาติเสมอ
  2. ระวังจุดบอดด้านอุปทาน: เมื่อใดที่ต้นทุนสินค้าพุ่งขึ้นจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานหรือราคาพลังงาน ความสัมพันธ์แบบผกผันจะใช้ไม่ได้ และอาจนำไปสู่ความผันผวนรุนแรงของคู่เงิน
  3. มองภาพรวมของชุดข้อมูล: อย่าตัดสินใจจากตัวเลข NFP หรือ CPI เพียงตัวเดียว แต่ให้ประเมินความเชื่อมโยงของทั้งตลาดแรงงาน ค่าจ้าง และราคาสินค้า เพื่อมองภาพรวมของทิศทางนโยบายการเงิน


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Phillips Curve

Phillips Curve ส่งผลต่อการวิเคราะห์ทิศทางค่าเงิน Forex อย่างไรในทางปฏิบัติ?

ทฤษฎีนี้ช่วยให้นักเทรดคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางได้อย่างมีหลักการ เมื่อตัวเลขอัตราการว่างงานลดลงและค่าจ้างปรับตัวสูงขึ้น ตลาดจะคาดการณ์ว่าธนาคารกลางมีโอกาสปรับขึ้นหรือคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ การคาดการณ์นี้จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น ดึงดูดเงินทุนต่างชาติให้ไหลเข้ามาถือครองสินทรัพย์สกุลเงินนั้น ส่งผลให้ค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในระยะสั้นครับ

Short-Run กับ Long-Run Phillips Curve ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างอยู่ที่ปัจจัยเรื่องการคาดการณ์เงินเฟ้อครับ เส้นระยะสั้น (SRPC) แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานมีความสัมพันธ์แบบผกผันกันอย่างชัดเจน แต่ในระยะยาว เมื่อแรงงานและภาคธุรกิจปรับการคาดการณ์เงินเฟ้อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงแล้ว อัตราการว่างงานจะกลับคืนสู่ระดับธรรมชาติ (NAIRU) เสมอ ทำให้เส้นระยะยาว (LRPC) กลายเป็นเส้นตรงแนวดิ่ง ซึ่งหมายความว่าการอัดฉีดนโยบายการเงินไม่สามารถลดอัตราการว่างงานได้อย่างถาวรโดยไม่แลกมาด้วยเงินเฟ้อ

ทำไมสภาวะ Stagflation ถึงทำให้ทฤษฎี Phillips Curve ใช้งานไม่ได้?

ทฤษฎีนี้แต่เดิมตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเงินเฟ้อเกิดขึ้นจากแรงผลักดันฝั่งอุปสงค์ (Demand Shock) แต่สภาวะ Stagflation เกิดจากปัญหาฝั่งอุปทาน (Supply Shock) เช่น วิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ธุรกิจชะลอตัวลงจนต้องปลดพนักงาน ขณะเดียวกันราคาสินค้ากลับพุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดคนตกงานสูงและเงินเฟ้อสูงพร้อมกัน ซึ่งตรงข้ามกับความสัมพันธ์แบบผกผันในทฤษฎีเดิมครับ

ตัวเลข NFP เกี่ยวข้องกับ Phillips Curve ในการเทรด Forex อย่างไร?

ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) เป็นตัวชี้วัดสถานะของตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยตรง หากตัวเลข NFP ขยายตัวสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ควบคู่ไปกับตัวเลขอัตราการว่างงานที่ลดลงและค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงที่เพิ่มขึ้น จะสะท้อนถึงตลาดแรงงานที่ตึงตัวตามแนวคิดของทฤษฎีนี้ ทำให้นักลงทุนคาดว่า Fed จะใช้นโยบายการเงินเข้มงวด ส่งผลให้คู่เงินที่มีสกุลดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มผันผวนในช่วงที่ตัวเลขประกาศครับ

ปัจจุบันธนาคารกลางอย่าง Fed ยังใช้ Phillips Curve ในการกำหนดนโยบายดอกเบี้ยอยู่ไหม?

Fed ยังคงใช้ทฤษฎีนี้เป็นส่วนหนึ่งของแบบจำลองเศรษฐศาสตร์มหภาค แต่มีการปรับปรุงและลดทอนน้ำหนักลงเมื่อเทียบกับในอดีต เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีที่เพิ่มผลผลิต ทำให้เส้นความสัมพันธ์นี้ดูแบนราบลง (Flattening of the Phillips Curve) Fed จึงต้องติดตามตัวชี้วัดอื่น ๆ เช่น การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาว ข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน และเสถียรภาพภาคการเงินประกอบการตัดสินใจเสมอครับ

⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน

ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ