คว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่อาจสะเทือนทั่วโลก

คว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่อาจสะเทือนทั่วโลก

ทางชาติตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม ซึ่งการคว่ำบาตรที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น อาจส่งผลกระทบต่อหลายประเทศที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนได้ รวมถึงอาจเกิดการกดดันต่อแต่ละประเทศให้เลือกเป็นพันธมิตรฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

ล่าสุดสหรัฐฯ และพันธมิตรออกมาแถลงการณ์ว่า กำลังจะเกิดการคว่ำบาตรรัสเซียอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้ทางชาติตะวันตกจะเพิ่มความเข้มข้นให้มากขึ้น เพื่อกดดันรัสเซียให้ยอมแพ้ และถอนกำลังออกจากยูเครนในที่สุด โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. คว่ำบาตรพลังงานของรัสเซีย เช่น พลังงานถ่านหินและน้ำมัน เป็นต้น

2. คว่ำบาตรการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ เช่น อาการทะเล เหล้า และผลไม้ เป็นต้น

3. คว่ำบาตรทางการเงินเพิ่ม โดยห้ามธนาคารของรัสเซียเพิ่มเติมอีก 4 แห่ง ในการทำธุรกรรม

ซึ่งการคว่ำบาตรที่กล่าวมานั้นต้องผ่านการอนุมัติจากภาคสมาชิก 27 ภาค โดยมีเป้าหมายที่จะตัดอำนาจ และหัวใจหลักของเศรษฐกิจรัสเซีย

หากเราวิเคราะห์ในมุมมองที่ลึกลงไป การกระทำเช่นนี้มิได้ส่งผลเสียแค่กับเศรษฐกิจของรัสเซียเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งในภูมิภาคที่ยากจนในโลกอาจต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร เนื่องจากรัสเซียนั้นเป็นรายใหญ่ที่ผลิตปุ๋ย อาหารสัตว์ รวมไปถึงวัตถุดิบต่าง ๆ ที่นำมาแปรรูปเป็นอาหารของมนุษย์ ดังนั้นการคว่ำบาตรจะทำให้รัสเซียต้องชะงักการผลิตและส่งออก

ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัสเซียต้องเดือดร้อนที่ส่งออกพลังงานและวัตถุดิบต่าง ๆ ไม่ได้ แต่ต้องอย่าลืมว่า ผู้ซื้อเองก็เดือดร้อนตามมาด้วย และที่สำคัญจะเกิดปัญหาเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอีกมาก เนื่องราคาอาหาร ปุ๋ย อาหารสัตว์ และวัตถุดิบต่าง ๆ จะมีราคาแพงขึ้นอีกเท่าตัว อีกทั้งประธานาธิบดีปูติน แห่งรัสเซีย ยังออกมาประกาศอีกว่า “รัสเซียจะไม่ส่งออกไปยังประเทศที่ไม่เป็นมิตร เช่น สหรัฐฯ แคนาดา ยูเครน และญี่ปุ่น เป็นต้น”

หากดูจากข้อมูลจะเห็นว่า รัสเซียเป็นผู้ส่งออกธัญพืชรายใหญ่ของโลก โดยที่ลูกค้าหลัก คือ แอฟริกา และตะวันออกกลาง นอกจากนั้นรัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยเจ้าใหญ่ของโลก ซึ่งสหรัฐฯ อาจผลิตทดแทนได้ แต่อย่าลืมว่า การผลิตปุ๋ยจำเป็นต้องใช้แร่โพแทช และรัสเซียก็เป็นผู้ส่งออกแร่โพแทชถึง 40% ของโลกเช่นกัน ถ้าหากไม่มีแร่ตัวนี้แล้วอาจทำให้ผลผลิตของทั่วโลกลดลงถึงร้อยละ 50 และแน่นอนว่า จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เป็นสันหลังของโลกเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตามจากผลกระทบที่จะส่งถึงในหลาย ๆ ประเทศ อาจบีบให้แต่ละประเทศต้องเลือกข้าง โดยโลกของเราอาจกำลังจะถูกแบ่งฝั่งจากความไม่แน่นอนของการเมืองระหว่างประเทศ รวมไปถึงความมั่นคงและความปลอดภัยที่เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงสูงสุดของชาติต่าง ๆ

Source: Bloomberg, CNN

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: สาระน่ารู้

อ่านรีวิวโบรกเกอร์เพิ่มเติมได้ที่: Review Broker

Social Share

Facebook
Twitter