Market Watch จับตาดูโลก ประจำวันที่ 16 มีนาคม 2565

Market Watch จับตาดูโลก ประจำวันที่ 16 มีนาคม 2565

▪ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดพุ่งขึ้นเกือบ 600 จุดในวันอังคาร (15 มี.ค.) โดยได้ปัจจัยบวกจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ หลังราคาน้ำมันร่วงลงสู่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ขยายตัวต่ำกว่าคาด

Dow Jones  +1.82%

S&P500 +2.14%

Nasdaq +2.14%

นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต เพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือน ก.พ. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.9% หลังจากที่พุ่งขึ้น 1.2% ในเดือน ม.ค. เเละการร่วงลงของราคาน้ำมันยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้ตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ โดยราคาน้ำมันดิบ WTI และน้ำมันดิบเบรนท์ต่างก็ร่วงลงสู่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรลเมื่อคืนนี้

หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 3.43% โดยหุ้นเน็ตฟลิกซ์ พุ่งขึ้น 3.85% หุ้นหุ้นไมโครซอฟท์ พุ่งขึ้น 3.87% หุ้นอัลฟาเบท พุ่งขึ้น 2.58% หุ้นเมตา แพลตฟอร์มส พุ่งขึ้น 2.59%

หุ้นกลุ่มสายการบินและเรือสำราญพุ่งขึ้นหลังจากราคาน้ำมันร่วงลง โดยหุ้นเดลต้า แอร์ไลน์ ทะยานขึ้น 8.68% หุ้นอเมริกัน แอร์ไลน์ พุ่งขึ้น 9.26% หุ้นยูไนเต็ด แอร์ไลน์ พุ่งขึ้น 96.19% หุ้นคาร์นิวัล คอร์ป พุ่งขึ้น 5.37% หุ้นรอยัล คาริบเบียน ครูส ดีดขึ้น 3.79% เเต่การร่วงลงของราคาน้ำมันได้ฉุดดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานดิ่งลง 3.72% โดยหุ้นเชฟรอน ร่วงลง 5.06% หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน ดิ่งลง 4.29% หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ ลดลง 1.55% หุ้นเอ็กซอน โมบิล ร่วงลง 5.69%

นอกจากนี้ ตลาดยังปรับตัวลงหลังจากการเปิดเผยผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนในวันศุกร์ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลงสู่ระดับ 59.7 ในเดือน มี.ค. จากระดับ 62.8 ในเดือน ก.พ. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอาจอยู่ที่ระดับ 61.4 ในเดือน มี.ค.

▪ ตลาดหุ้นยุโรป ปิดลบในวันอังคาร (15 มี.ค.) ซึ่งเป็นการปรับตัวลงหลังบวก 2 วันติดต่อกัน จากความหวังเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครนโดยหุ้นที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์นำตลาดร่วงลงท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบจากการที่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่พุ่งขึ้นในจีน นอกจากนี้นักลงทุนยังชะลอการเข้าซื้อหุ้นก่อนเสร็จสิ้นการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามมา

Stoxx Europe 600 -0.28%

CAC-40 -0.23%

DAX -0.09%

FTSE 100 -0.25%

หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ ร่วงลง 2.1% และหุ้นกลุ่มน้ำมันและก๊าซ ลดลง 0.1% เนื่องจากราคาน้ำมันดิบดิ่งลงมากกว่า 7% และราคาโลหะอุตสาหกรรมลดลงจากความวิตกเกี่ยวกับอุปสงค์ที่ลดลงจากจีนซึ่งเป็นประเทศผู้ใช้รายสำคัญ หลังจากยอดติดเชื้อโควิด-19 พุ่งขึ้น

หุ้นที่เกี่ยวกับวัสดุพื้นฐาน, เหมืองแร่และโลหะ, การก่อสร้างที่อยู่อาศัย และหุ้นสินค้าหรูหรา ปรับตัวลงหลังจากจีนออกมามาตรการล็อกดาวน์พื้นที่บางส่วน อีกทั้งหุ้นโพรซัสของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีหุ้นอยู่ในบริษัทเทนเซ็นต์ของจีน ร่วงลง 6.6% ท่ามกลางความอ่อนแอของหุ้นเทคโนโลยีของจีน

นอกจากนี้ตลาดหุ้นยุโรปยังปรับตัวลงหลังศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป (ZEW) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีดิ่งลงสู่ระดับ -39.3 ในเดือน มี.ค. จากระดับ +54.3 ในเดือน ก.พ. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ +10.0 อีกทั้งตลาดถูกกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ และคาดว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันพฤหัสบดีนี้ด้วย

▪ นักลงทุนยังรอดูผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันนี้ตามเวลาสหรัฐฯ หรือในช่วงเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ตามเวลาไทย ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 4 ปี

▪ สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือน ก.พ., ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือน มี.ค. จากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือน ก.พ., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.พ. และยอดขายบ้านมือสองเดือน ก.พ.

Social Share

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

Rcent Post

Recent Post

ลิเทียม

ลิเทียม (Lithium) แร่ที่เปรียบเสมือนทองคำในอุตสาหกรรม EV

ลิเทียม Lithium หรือหลายคนเรียกว่า The New White Gold! หัวใจสำคัญของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีแนวโน้มจะขาดแคลนในอนาคต ทำให้ราคาพุ่งขึ้นมากว่า 10 เท่า!

Read More »