Market Watch จับตาดูโลก ประจำวันที่ 1 เมษายน 2565

Market Watch จับตาดูโลก ประจำวันที่ 1 เมษายน 2565

▪ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วงลงกว่า 500 จุด เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมทั้งความกังวลที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 40 ปี

Dow Jones  -1.56%

S&P500  -1.57%

Nasdaq -1.54%

บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กยังคงได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมทั้งการที่ชาติตะวันตกประกาศคว่ำบาตรรัสเซียกรณีใช้กำลังทหารรุกรานยูเครน ซึ่งส่งผลให้รัสเซียใช้มาตรการตอบโต้ โดยล่าสุดประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ลงนามในกฤษฎีกาซึ่งระบุว่า ต่างชาติที่ซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียจะต้องชำระเงินเป็นสกุลรูเบิลเท่านั้น โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. และสัญญาการซื้อก๊าซจะถูกระงับ หากผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว

นอกจากนี้ตลาดยังได้รับปัจจัยลบจากความกังวลที่ว่า เฟดอาจจะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ พุ่งขึ้น 5.4% ในเดือน ก.พ. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2526

หุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลงตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยหุ้นเจพีมอร์แกน ร่วงลง 2.99% หุ้นโกลด์แมน แซคส์ ลดลง 1.64% หุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา ร่วงลง 4.14% หุ้นเวลส์ ฟาร์กโก ดิ่งลง 3.29%

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงเช่นกัน โดยหุ้นอัลฟาเบท ร่วงลง 2.02% หุ้นเน็ตฟลิกซ์ ร่วงลง 1.8% หุ้นแอปเปิล ลดลง 1.78% หุ้นไมโครซอฟท์ ลดลง 1.77% หุ้นเมตา แพลตฟอร์มส์ ร่วงลง 2.41%

หุ้นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวลง ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะชะลอตัวของตลาดพีซี โดยหุ้นแอดวานซ์ ไมโคร ดิไวซ์ (เอเอ็มดี) ร่วงลง 8.29% หลังจากธนาคารบาร์เคลย์สปรับลดน้ำหนักความน่าลงทุนของหุ้นเอเอ็มดีลงสู่ระดับ Equal Weight จากระดับ Overweight ขณะที่หุ้นเอชพี ร่วงลง 6.54% และหุ้นเดลล์ ดิ่งลง 7.60% หลังจากมอร์แกน สแตนลีย์ได้ปรับลดน้ำหนักความน่าลงทุนของหุ้นทั้งสองบริษัทลงสู่ระดับ Equal Weight จากระดับ Overweight

หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหลังจากราคาน้ำมัน WTI ดิ่งลง 7% อันเนื่องมาจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศระบายน้ำมันออกจากคลังสำรองเพื่อสกัดการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ทั้งนี้ หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ ร่วงลง 1.09% หุ้นเอ็กซอน โมบิล ดิ่งลง 1.42% หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน ร่วงลง 1.69% หุ้นเชฟรอน ร่วงลง 1.60%

หุ้นวอลกรีนส์ บู้ทส์ อัลลิอันซ์ ซึ่งเป็นเครือข่ายร้านขายยาขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วงลง 5.67% แม้บริษัทเปิดเผยกำไรต่อหุ้นที่ระดับ 1.59 ดอลลาร์ในช่วงเดือนธ.ค.-ก.พ. ซึ่งเป็นไตรมาส 2 ตามปีงบการเงินของบริษัท ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.40 ดอลลาร์/หุ้น

▪ ตลาดหุ้นยุโรป ปิดลดลงในวันพฤหัสบดี (31 มี.ค.) และปรับตัวลงเป็นไตรมาสแรกในรอบ 8 ไตรมาส เนื่องจากตลาดถูกกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจจากผลกระทบของการที่รัสเซียบุกโจมตียูเครน

Stoxx Europe 600 -0.94%

CAC-40 -1.21%

DAX -1.31%

FTSE 100 -0.83%

ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลงตามแนวโน้มการลดความเสี่ยงทั่วโลก เนื่องจากความเชื่อมั่นของตลาดเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพได้จางหายไป หลังประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีของยูเครนเปิดเผยว่า กองกำลังของเขากำลังเตรียมรับมือการโจมตีครั้งใหม่ของรัสเซียในภาคตะวันออกเฉียงใต้

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย เปิดเผยในวันพฤหัสบดีว่า เขาได้ลงนามในคำสั่งระบุให้ผู้ซื้อต่างชาติต้องจ่ายค่าก๊าซเป็นเงินรูเบิลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. นี้ และจะยุติสัญญาหากไม่มีการจ่ายเงินเป็นรูเบิล ความเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีปูตินทำให้ยุโรปเผชิญแนวโน้มที่จะขาดแคลนปริมาณก๊าซมากกว่า 1 ใน 3

แต่หุ้นกลุ่มน้ำมันและก๊าซ ปรับตัวลง 0.4% หลังราคาน้ำมันดิบลดลงจากข่าวที่ว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาที่จะระบายน้ำมันออกจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ ทำให้หุ้นโททาลเอ็นเนอร์จีส์และหุ้นบีพี ลดลง 2% เเละหุ้นกลุ่มค้าปลีกร่วง 5% หนักสุดในรอบกว่า 2 ปี นอกจากนั้นหุ้นเอชแอนด์เอ็ม (H&M) ของสวีเดนร่วง 12.9% หลังเปิดเผยว่า บริษัทจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในปีนี้และรายงานผลกำไรรายไตรมาสที่อ่อนแอท่ามกลางต้นทุนด้านวัตถุดิบและการขนส่งที่อยู่ในระดับสูง

▪ นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน มี.ค. ของสหรัฐฯ ในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของสำนักข่าวดาวโจนส์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 460,000 ตำแหน่งในเดือน มี.ค. ซึ่งน้อยกว่าในเดือน ก.พ. ที่พุ่งขึ้น 678,000 ตำแหน่ง และคาดว่าอัตราว่างงานเดือน มี.ค. จะลดลงสู่ระดับ 3.7%

Social Share

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

Rcent Post

Recent Post

ลิเทียม

ลิเทียม (Lithium) แร่ที่เปรียบเสมือนทองคำในอุตสาหกรรม EV

ลิเทียม Lithium หรือหลายคนเรียกว่า The New White Gold! หัวใจสำคัญของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีแนวโน้มจะขาดแคลนในอนาคต ทำให้ราคาพุ่งขึ้นมากว่า 10 เท่า!

Read More »