Money Management วางแผนการเงินอย่างมืออาชีพ เพิ่มโอกาสในตลาด

Table of Contents
Money Management คืออะไร

การเทรดในตลาดการเงิน ไม่ได้มีแค่เรื่องของการวิเคราะห์กราฟ หรือหาจังหวะเข้าออกเท่านั้น  แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันซึ่งก็คือ การวางแผนการเงิน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Money Management นั่นเองครับ

วันนี้พี่โบ้จะพาคุณมาทำความเข้าใจกับหลักการวางแผนการเงินแบบมืออาชีพ ที่จะช่วยให้คุณอยู่ในโลกของการเงินได้อย่างยาวนาน และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรอย่างยั่งยืนครับ

*หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาเชิญชวนให้ลงทุนแต่อย่างใด เป็นเพียงการให้ความรู้เกี่ยวกับ Money Management เท่านั้น! นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนลงทุนทุกครั้งครับ

Money Management Forex คืออะไร? ทำไมเทรดเดอร์ถึงควรเข้าใจ

Money Management Forex คือ กระบวนการจัดการเงินทุนทั้งหมดในพอร์ตของคุณ เพื่อควบคุมความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพของผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk/Reward) ให้คงที่อยู่เสมอครับ

หากอธิบายในภาษาการเทรดแบบเข้าใจง่าย คือ แผนการจัดการเงินที่คุณในการเทรดแต่ละครั้ง ว่าควรนำเงินกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต เพื่อเสี่ยงต่อการเทรด จะตั้งจุด Stop Loss ที่จุดไหน และวางแนวทางการขยายพอร์ตอย่างไรให้เหมาะสมกับเงินทุนโดยไม่เสี่ยงเกินไปครับ

ความแตกต่างระหว่าง Money Management กับ Risk Management

ในการเทรด หลายคนมักสับสนระหว่างคำว่า Money Management และ Risk Management เพราะทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยงเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองแนวคิดมีหน้าที่ต่างกันอย่างชัดเจน แต่ทำหน้าที่เพื่อปกป้องพอร์ตในระยะยาวร่วมกันครับ

ความแตกต่างระหว่าง Money Management กับ Risk Management

ทั้งสองแนวคิดนี้ทำหน้าที่ต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งนี่คือจุดที่ทั้งสองแนวคิดนี้แตกต่างกัน

  • Risk Management คือ การควบคุมความเสี่ยงของแต่ละออเดอร์ เช่น การตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) การกำหนดความเสี่ยงต่อครั้ง (Risk per Trade) หรือการเลือกจุดเข้า-ออก ที่เหมาะสม โดยเป้าหมาย คือ จำกัดความเสียหายให้อยู่ในกรอบที่รับได้
  • Money Management คือ การวางแผนบริหารเงินทุนโดยรวม เช่น กำหนดว่าจะใช้เงินเท่าไรต่อการเทรดหนึ่งครั้ง จะเพิ่มหรือลดขนาดล็อตเมื่อใด และจะกระจายการลงทุนอย่างไร เพื่อให้เงินทุนเติบโตอย่างเป็นระบบและไม่เกินกำลังของพอร์ต

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ Risk Management คือ การป้องกันไม่ให้พอร์ตพัง ส่วน Money Management คือ การวางระบบให้พอร์ตเติบโตได้อย่างมั่นคงครับ

MM Forex คืออะไร? ทำหน้าที่อย่างไรในการควบคุมวินัยการเทรด

MM Forex ทำหน้าที่เป็นกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนให้คุณปฏิบัติตามเสมอ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ เมื่อคุณมีระบบที่กำหนดไว้แล้วว่า

  • ในการเทรดทุกครั้ง ควรเสี่ยงไม่เกิน 2% ของพอร์ต
  • ใช้ขนาด Lot ตามสูตรคำนวณ ไม่ใช้ตามอารมณ์
  • มีเป้าหมาย Risk:Reward ที่ชัดเจน

คุณอาจจะไม่ต้องคาดเดาหรือตัดสินใจแบบไร้ทิศทาง เพราะ MM Forex อาจจะเป็นแนวทางที่ช่วยกำหนดกรอบการเทรดให้ชัดเจน ทำให้คุณรู้ว่าควรทำอะไรในแต่ละสถานการณ์ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนก็ตามครับ

หนึ่งในความท้าทายของการเทรดคือ เรื่องอารมณ์ แต่ MM Forex จะช่วยให้คุณอยู่ในกรอบการเทรดได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อมีระบบบริหารเงินที่ชัดเจน คุณจะรู้ว่าแต่ละออเดอร์ควรเสี่ยงในระดับใด และไม่เพิ่มความเสี่ยงมากเกินไปครับ

สูตร Money Management ที่ควรรู้

ในทางทฤษฎีอาจฟังดูเข้าใจง่ายและดูเป็นระบบครับ แต่เมื่อนำมาใช้งานจริง สิ่งที่สำคัญคือ การมีสูตรคำนวณที่ไม่ซับซ้อน ใช้งานได้ และช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้น เพราะการบริหารจัดการเงินทุน (Money Management) ไม่ควรอาศัยการคาดเดาหรือความรู้สึกเป็นหลักครับ

มาดูสูตรการบริหารจัดการเงินทุนพื้นฐานที่เทรดเดอร์ทุกคนควรมีติดตัวไว้ เพื่อใช้วางแผนการเทรดอย่างเป็นขั้นตอนและลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นกันครับ

สูตรคำนวณความเสี่ยงต่อการเทรด (Risk Per Trade)

ขั้นตอนแรกของ Money Management คือ การกำหนดให้ชัดเจนว่า คุณยอมรับความเสี่ยงได้มากหรือน้อยแค่ไหนในแต่ละออเดอร์ ซึ่งเทรดเดอร์จะนิยมใช้แนวคิดที่เรียกว่า กฎการบริหารความเสี่ยง 1–2% หรือกฎการจำกัดความเสี่ยงต่อการเทรดหนึ่งออเดอร์ไม่ให้เกิน 1-2% นั่นเองครับ

โดยสูตร คือ

Risk Per Trade = (จำนวนเงินที่ยอมขาดทุนได้ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง / ขนาดพอร์ตทั้งหมด) × 100

ยกตัวอย่างเช่น
หากคุณมีเงินในพอร์ต $1,000 และความเสี่ยงที่คุณสามารถยอมรับได้อยู่ที่ 2% ต่อการเทรดหนึ่งออเดอร์ซึ่งหมายความว่า คุณจะยอมขาดทุนได้ไม่เกิน $20 ต่อการเทรดหนึ่งครั้งครับ

นี่คือจุดเริ่มต้นของการอยู่รอดครับ เพราะคุณจะไม่เสียเงินทุนมากเกินไปแม้เทรดพลาดหลายครั้งติดกัน

วิธีคำนวณขนาด Lot ด้วยสูตร MM Forex อย่างแม่นยำ

ขนาดล็อต ( Lot Size )  = จำนวนเงินทุน x เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่ยอมรับ / ระยะ Stop Loss

โดย

  • จำนวนเงินทุน คือ ยอดเงินในบัญชีของคุณ
  • เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง คือสัดส่วนที่คุณยอมรับในความเสี่ยงต่อการเทรด (มักจะใช้ 1-2%)
  • ระยะ Stop Loss คือจุดที่คุณวางไว้ให้ตัดขาดทุน (เช่น 50 จุด และ 100 จุด)

ตัวอย่างเช่น
ถ้าคุณมีทุน 100,000 บาท และกำหนดความเสี่ยงไว้ที่ 1% (1,000 บาท) หากวาง Stop Loss ที่ 50 จุด สูตรจะมีดังนี้


ขนาดล็อต = (100,000 x 1%) / Stop Loss 50
= 100,000 x 1% = 1000
= 1000 / 50 
= 20 Lot
แต่ถ้าคุณวาง Stop Loss ไกลขึ้นเป็น 100 จุด ขนาด Lot จะถูกปรับลดลงเหลือ
Lot Size = 1,000 / 100
Lot Size = 10 Lot

จะเห็นว่า แม้ตำแหน่ง Stop Loss จะเปลี่ยนไป แต่ความเสี่ยงต่อการเทรดหนึ่งครั้งยังคงอยู่ในกรอบ 1% เท่าเดิม ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้คุณควบคุมความเสี่ยงได้เป็นระบบ และปรับขนาดการเทรดให้เหมาะสมกับแผนหรือสภาพตลาดในแต่ละช่วงครับ

ตัวอย่างการใช้ Money Management กับการเทรดแบบ Breakout/Swing Trade

การบริหารเงิน (Money Management) ร่วมกับการเทรดแบบ Breakout

ในการเทรดแบบ Breakout คือ แนวทางการเทรดที่คุณรอจังหวะให้ราคาทะลุผ่านระดับแนวรับ-แนวต้าน (Support-Resistance) ที่สำคัญ จุดสำคัญของการเทรดรูปแบบนี้ คือ การตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ให้เหมาะสม เช่น วางจุดตัดขาดทุนไว้ที่จุดแนวต้านเดิม สำหรับการซื้อเมื่อราคาทะลุแนวต้าน (Buy Breakout) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนทิศทางของราคา

  • คำนวณขนาดล็อตตามสูตร MM Forex โดยใช้ระยะ Stop Loss ที่ตั้งไว้เพื่อควบคุมความเสี่ยง
  • การตั้ง Take Profit อาจจะทำได้ตามเทคนิค เช่น ตั้งเป้าหมายกำไรเป็น 2-3 เท่าของระยะจุดตัดขาดทุน
  • การบริหารเงินที่ดี จะช่วยให้คุณไม่เปิดออเดอร์ใหญ่เกินความจำเป็น และรักษาวินัยการเทรดให้อยู่ในกรอบที่ปลอดภัยครับ

ตัวอย่าง

การเทรดแบบเบรกเอาต์ (Breakout) มักจะใช้จุดตัดขาดทุนที่ค่อนข้างแคบ เพื่อให้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนอยู่ในระดับที่เหมาะสม สมมติว่าคุณเห็นคู่เงิน EUR/USD กำลังจะเกิดการเบรกเอาต์ที่ระดับราคา 1.1000

แผนการเทรดเปิดออเดอร์ฝั่งซื้อ (Buy)

  • จุดเข้าออเดอร์ (Entry): 1.1000 เมื่อราคาทะลุแนวต้าน
  • จุดตัดขาดทุน (Stop Loss): 1.0970 หรือประมาณ 30 จุด (Pips) ใต้แนวต้านเดิม
  • จุดทำกำไร (Take Profit): 1.1120 หรือประมาณ 120 จุด (Pips) บริเวณแนวต้านถัดไป
  • อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk Reward Ratio): 1:4

การใช้การบริหารเงิน (Money Management)

  • เงินในบัญชี: $3000 
  • ความเสี่ยงต่อการเทรดหนึ่งครั้ง: 2% หรือประมาณ $60 
  • ระยะจุดตัดขาดทุน: 30 จุด

การคำนวณขนาดล็อต

  • Lot Size = 60 / 30 = 2.0 มินิล็อต (Mini Lots) หรือ 0.20 ล็อต (Standard Lots)

การเปิดออเดอร์ขนาด 0.20 ล็อต หากราคาเคลื่อนไหวเป็นไปตามแผน จะได้กำไรประมาณ $240 แต่หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด การขาดทุนจะถูกจำกัดไว้ที่ $60 ตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่ต้นครับ

จุดเด่นของการเทรดแบบ Breakout คือ การตั้ง Stop Loss ที่ระยะแคบลง ซึ่งจะช่วยให้สามารถบริหารขนาด Lot Size ได้มากขึ้น ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม คุณควรระมัดระวังความเสี่ยงจากการเปลี่ยนทิศทางของราคา (False Breakout) เนื่องจากราคาบางครั้งอาจไม่สามารถเคลื่อนไหวต่อไปตามทิศทางที่คาดหวัง และส่งผลให้ถูกตัดขาดทุนได้บ่อยครับ

การบริหารเงิน (Money Management) ร่วมกับการเทรดแบบ Swing Trade

Swing Trade คือ การเทรดระยะกลางถึงยาวกว่าหนึ่งวันขึ้นไป จึงต้องยอมรับความผันผวนที่สูงกว่าครับ

  • เป็นการถือออเดอร์ที่นานขึ้น ดังนั้น การตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) จึงควรกว้างกว่ากลยุทธ์การเทรดระยะสั้น เพื่อให้ราคามีพื้นที่แกว่งตัวตามตลาด และลดโอกาสถูกตัดขาดทุนจากความผันผวนระยะสั้นครับ
  • ใช้สูตร MM Forex เพื่อวิเคราะห์การปรับขนาดล็อต (Lot Size) ให้เล็กลงตามระยะจุดตัดขาดทุนที่กว้างขึ้น เพื่อรักษาความเสี่ยงต่อการเทรดหนึ่งครั้งให้คงที่ เช่น หาก Swing Trade ใช้จุดตัดขาดทุน 100 จุด (Pips) ขนาดล็อตจะน้อยกว่าการเทรดระยะสั้นที่ใช้จุดตัดขาดทุน 50 จุด
  • MM ที่ดี จะช่วยให้คุณไม่ถูกตัดขาดทุนบ่อย และช่วยให้สามารถถือออเดอร์และเทรดอย่างต่อเนื่องในระยะยาวได้ครับ

ตัวอย่าง

Swing Trader มักจะถือออเดอร์ที่นานขึ้น และใช้จุดตัดขาดทุนที่กว้างกว่า เพื่อให้ราคามีพื้นที่เคลื่อนไหวตามแนวโน้มของตลาดครับ สมมติว่าคุณจะเทรดคู่เงิน GBP/USD 

แผนการเทรดเปิดออเดอร์ฝั่งซื้อ (Buy)

  • จุดเข้าออเดอร์ (Entry): 1.2500 บริเวณจุดต่ำของรอบการแกว่งตัว บนกราฟรายวัน
  • จุดตัดขาดทุน (Stop Loss): 1.2350 หรือประมาณ 150 จุด (Pips) ใต้แนวรับ (Support)
  • จุดทำกำไร (Take Profit): 1.2950 หรือประมาณ 450 จุด (Pips) บริเวณแนวต้านถัดไป
  • อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk Reward Ratio): 1:3

การใช้แผนการบริหารเงิน (Money Management)

  • เงินในบัญชี: $3000
  • ความเสี่ยงต่อการเทรดหนึ่งครั้ง: 2% หรือประมาณ $60
  • ระยะจุดตัดขาดทุน: 150 จุด

การคำนวณขนาดล็อต

  • Lot Size = 60 / 150 = 0.4 มินิล็อต (Mini Lots) หรือ 0.04 ล็อต (Standard Lots)

ด้วยการประยุกต์ใช้การบริหารเงินร่วมกับการเทรดรูปแบบนี้ จะช่วยให้คุณควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่รับได้ และรักษาวินัยในการเทรด โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์เป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเทรดในระยะยาวครับ

สรุปเกี่ยวกับ Money Management

การบริหารจัดการเงินทุน (Money Management: MM) ในการเทรดในตลาดForex นั้น ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่คุณควรให้ความสำคัญครับ เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเทคนิคในการวางแผนการเทรดเท่านั้น แต่ยังเป็นทัศนคติและแนวคิดที่ช่วยให้การเทรดมีระบบ และสามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวครับ

ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์มือใหม่ เทรดเดอร์ระดับกลาง หรือระดับสูง การเข้าใจหลักการของการบริหารจัดการเงินทุนอย่างถูกต้อง และนำไปปรับใช้กับการเทรดของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณบริหารเงินทุนและความเสี่ยงได้อย่างรอบคอบ ซึ่งอาจจะลดความผิดพลาดที่เกิดจากอารมณ์ และทำให้การตัดสินใจในการเทรดมีเหตุผลมากขึ้นได้ครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ