Price Action Strategy คืออะไร? รวม Setup พร้อมเทรดมือใหม่

  • 7:27 am
  • Post Views: 5,139
Table of Contents
Price Action Strategy คืออะไร? รวม Setup พร้อมเทรดมือใหม่

Price Action คือ การศึกษารูปแบบและพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้นจริงบนกราฟ โดยสะท้อนผ่านแท่งเทียน (Candlestick) ที่แสดงให้เห็นว่าฝั่งแรงซื้อ (Demand) หรือฝั่งแรงขาย (Supply) กำลังเป็นผู้ควบคุมตลาดอย่างแท้จริง การนำพฤติกรรมราคาเหล่านี้มาจัดตั้งเป็นกลยุทธ์การเทรดอย่างเป็นระบบเรียกว่า Price Action Strategy ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มเทรดเดอร์สถาบันและเทรดเดอร์มืออาชีพทั่วโลก

สำหรับ price action มือใหม่ จุดเริ่มต้นที่สำคัญไม่ใช่การพยายามจำชื่อรูปแบบแท่งเทียนทั้งหมด แต่คือการเข้าใจ “ตรรกะเบื้องหลังแท่งเทียน” ว่าการเปิด ปิด ทำจุดสูงสุด และจุดต่ำสุดของแท่งนั้น กำลังบอกเล่าอะไรเกี่ยวกับสงครามราคาระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายในกรอบเวลา (Timeframe) นั้นๆ

⚠️ หมายเหตุ: การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ และการใช้ Price Action เพียงอย่างเดียวในการวิเคราะห์ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ดังนั้น เทรดเดอร์มือใหม่ควรทำการวิเคราะห์ร่วมกับการใช้อินดิเคเตอร์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ให้มากขึ้น

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • หัวใจของ Price Action Strategy: คือการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาบนกราฟเปล่าเพื่ออ่านพฤติกรรมและความต้องการซื้อขายของผู้เล่นรายใหญ่ (Smart Money) โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอินดิเคเตอร์ที่ให้สัญญาณช้ากว่าราคาจริง
  • ระบบการเทรด 3 ขั้นตอน: การเทรด Price Action ที่มีประสิทธิภาพควรเริ่มจากการระบุโครงสร้างตลาด (Market Context) -> ตีกรอบโซนราคาสำคัญ (Key Level) -> รอแท่งเทียนกลับตัวหรือยืนยันเป็นสัญญาณเข้าไม้ (Price Action Trigger)
  • Setup พร้อมเทรดหลักในตลาด Forex: ประกอบด้วย 3 รูปแบบมาตรฐาน ได้แก่ Trend Following (เทรดตามแนวโน้ม), Reversal (เทรดสวนการกลับตัวที่แนวรับแนวต้าน) และ Breakout & Retest (เทรดเมื่อราคาทะลุกรอบสะสม)
  • การยืนยันสัญญาณก่อนเข้าไม้: ควรรอให้แท่งเทียนจบแท่งสมบูรณ์เพื่อป้องกันสัญญาณหลอก (False Signal) และสามารถใช้เครื่องมืออย่าง ATR หรือ EMA 20/50 ช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของโมเมนตัม
  • วินัยและการจัดการความเสี่ยง: รูปแบบแท่งเทียนมีความน่าจะเป็น ไม่ใช่การการันตี 100% จึงต้องกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และเป้าหมายทำกำไร (Take Profit) โดยรักษา Risk-Reward Ratio (RRR) ให้เหมาะสมเสมอ


รูปแบบแท่งเทียน Price Action คืออะไร?

Price Action Pattern คืออะไร

Price Action คือ ตัวแทนของพฤติกรรมราคาในตลาดที่ถูกสะท้อนออกมาผ่านรูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Pattern) ซึ่งเป็นเทคนิคในการเทรดกราฟเปล่าที่นิยมใช้กันในการลงทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะการเทรด Forex

รูปแบบ Price Action สามารถบอกอะไรได้บ้าง?

  • ทิศทางการซื้อขาย
  • อารมณ์ของนักลงทุน
  • การตัดสินใจของนักลงทุน

Price Action Forex คืออะไร?

สืบเนื่องมาจากการวิเคราะห์ด้วย Price Action มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมราคา เกิดจากอารมณ์และการตัดสินใจซื้อขายของเทรดเดอร์ในตลาด แม้จะนำประยุกต์ใช้ได้ในทุกตลาดการเงิน แต่เมื่อใช้กับการเทรด Forex จะสามารถแสดงประสิทธิภาพได้ดี เนื่องจากราคาคู่เงินผันผวนตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น อัตราเงินเฟ้อ, นโยบายของธนาคารกลาง และราคาทองคำ สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดพฤติกรรมราคาที่มีการเคลื่อนไหวมากกว่าตลาดอื่น ๆ

ข้อดีและข้อจำกัดของการเทรดด้วย Price Action Pattern

  • สามารถนำมาเทรดบนกราฟเปล่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เป็นกลยุทธ์การเทรดที่เรียบง่ายและไม่ต้องอาศัยกลยุทธ์เชิงลึก
  • สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกตลาด เช่น หุ้น, ทองคำ, คริปโต และ Forex
  • เป็นแหล่งข่าวชั้นดี เนื่องจากทุกสิ่งเกิดขึ้นในตลาดมักสะท้อนออกมาผ่าน Price Action
  • ใช้ดูสัญญาณการกลับตัว และหาจุดเข้า-ออกในการซื้อขาย
  • จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและการจดจำ Price Action Pattern ต่าง ๆ ให้แม่นยำ
  • ไม่เหมาะกับการใช้ EA และควรลงมือเทรดด้วยตนเองเท่านั้น
  • อาจจะไม่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว

*หมายเหตุ: การวิเคราะห์ด้วย Price Action ร่วมกับการใช้ Indicator จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้น

ส่วนประกอบของรูปแบบ Price Action

ส่วนประกอบของรูปแบบแท่งเทียน Price Action

เนื่องจาก Price Action ถูกสะท้อนออกมาผ่านรูปแบบแท่งเทียน ดังนั้น การทำความเข้าใจส่วนประกอบของแท่งเทียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถือเป็นพื้นฐานที่เทรดเดอร์ควรรู้ เพื่อให้เทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร

ส่วนประกอบของรูปแบบ Price action มีอะไรบ้าง?

ส่วนประกอบของรูปแบบ Price action Pattern มีอะไรบ้าง

ส่วนประกอบ

ความหมาย

Open

ราคาเปิด

(ราคาที่ทำการซื้อขายครั้งแรกใน TF นั้น ๆ)

Close

ราคาปิด

(ราคาที่ทำการซื้อขายครั้งสุดท้ายใน TF นั้น ๆ)

High

ราคาสูงสุด

Low

ราคาต่ำสุด

Body

ลำตัวของแท่งเทียน

(ระยะห่างระหว่าง Open และ Close)

Upper Shadow (Upper Wick)

ไส้เทียนด้านบน

(ราคาที่เคยทำ High ไว้)

Lower Shadow (Lower Wick)

ไส้เทียนด้านล่าง

(ราคาที่เคยทำ Low ไว้)

ตำแหน่งราคาเปิดและปิดของแท่งเทียนบอกอะไร?

ตำแหน่งราคาเปิด-ปิดความหมาย
ราคาปิดใกล้จุดสูงสุดของแท่งแรงซื้อคุมตลาด
ราคาปิดใกล้จุดต่ำสุดของแท่งแรงขายคุมตลาด
ราคาเปิด-ปิดอยู่ใกล้กันตลาดลังเล หรืออยู่ในช่วงพักตัว
ราคาปิดสูงกว่าแท่งก่อนหน้าโมเมนตัมฝั่งซื้อยังไปต่อ
ราคาปิดต่ำกว่าแท่งก่อนหน้าโมเมนตัมฝั่งขายเริ่มเข้ากดดัน

. . . . . . . . . . . . . .

รวมรูปแบบแท่งเทียน Price Action ที่เกิดบ่อย มีอะไรบ้าง?

รูปแบบแท่งเทียน Price Action ต่อไปนี้ เป็นรูปแบบพื้นฐานที่สามารถนำไปต่อยอดในการวิเคราะห์กราฟราคาและรูปแบบขั้นสูงอื่น ๆ ได้ มีทั้งหมด 5 รูปแบบ ดังนี้

  • Up Bar
  • Down Bar
  • Inside Bar
  • Outside Bar
  • Pin Bar

📌 Price Action Pattern มักใช้กับการวิเคราะห์บน Time Frame ระยะสั้น-กลาง และอาจเสียรูปแบบได้อย่างรวดเร็ว หากราคามีการเปลี่ยนแปลง การอ่าน Price Action จึงจำเป็นต้องพิจารณาบริบทของตลาดประกอบเสมอ ดังนั้น เทรดเดอร์ควรตั้ง TP และ SL เสมอ เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด

Price Action รูปแบบที่ 1: Up Bar

รูปแบบ Price Action ที่เกิดบ่อย Up Bar

Up Bar คืออะไร?

Up Bar หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Bullish Bar คือ รูปแบบที่พบเจอได้ง่ายในช่วงที่ราคามีแนวโน้มเป็นขาขึ้นแสดงให้เห็นว่าฝั่งซื้อกำลังควบคุมตลาดและผลักดันราคาให้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

หากปรากฏอยู่ในแนวโน้มขาลงจะเป็นเพียงการสะท้อนแรงซื้อระยะสั้น ยังไม่ถือเป็นสัญญาณการกลับตัวของราคาโดยทันที โดย Up Bar สามารถปรากฏได้ทั้งในรูปแบบสีแดงและสีเขียว แต่โดยทั่วไปมักเป็นสีเขียว

ลักษณะ Price Action รูปแบบ Up Bar

แท่งเทียน Price Action Pattern Up Bar

กรณี Up Bar สีเขียว

กรณี Up Bar สีแดง

▪ ทำ High สูงกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ ทำ Low สูงกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ ราคาเปิดสูงกว่าราคาปิดของแท่งก่อนหน้า

▪ ทำ High สูงกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ ทำ Low สูงกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ ราคาปิดสูงกว่าราคาปิดของแท่งก่อนหน้า

ตำแหน่งของ Up Bar กับความแข็งแรงของการให้สัญญาณ

สัญญาณแรงสัญญาณอ่อน
▪ เกิดตามแนวโน้ม
▪ เกิดในตำแหน่งสำคัญ เช่น แนวรับ แนวต้าน
▪ ไม่ขัดโครงสร้างราคาเดิม
▪ แท่งเทียนถัดไปทำหน้าที่ยืนยันสัญญาณ
▪ เกิดสวนแนวโน้มเดิม
▪ เกิดขึ้นบริเวณกลางกราฟ
▪ ไม่เกิดแท่งเทียนยืนยันตามมา

ตัวอย่างการเทรดด้วย Price Action รูปแบบ Up Bar

การเทรด Forex ด้วย Price Action Pattern รูปแบบ Up bar

จากตัวอย่าง ราคากำลังอยู่ในแนวโน้ม Sideways ต่อมาได้เกิด Price Action รูปแบบ Up Bar ขึ้น ทำให้ราคาเปลี่ยนทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้นในระยะสั้น และทำ High ใหม่ จนกระทั่งเกิดสัญญาณการกลับตัวจาก Down Bar และ Bearish Inside Bar ราคาจึงกลับตัวลงมาอีกครั้ง


Price Action รูปแบบที่ 2: Down Bar

รูปแบบ Price Action ที่เกิดบ่อย Down Bar

Down Bar คืออะไร?

Down Bar หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Bearish Bar คือ รูปแบบที่พบเจอได้ง่ายในช่วงที่ราคามีแนวโน้มเป็นขาลง หากปรากฏอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นจะเป็นเพียงการสะท้อนแรงขายในระยะสั้นเท่านั้น

โดยสีของแท่งเทียนเป็นได้ทั้งเขียวและแดง แต่ส่วนใหญ่จะมีสีแดง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • Down Bar กรณีเป็นสีแดง
  • Down Bar กรณีเป็นสีเขียว

ลักษณะ Price Action รูปแบบ Down Bar

แท่งเทียน Price Action Pattern Down Bar

กรณี Down Bar สีแดง

กรณี Down Bar สีเขียว

▪ ทำ High ต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า
▪ ทำ Low ต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า
▪ ราคาเปิดต่ำกว่าราคาปิดของแท่งก่อนหน้า

▪  ทำ High ต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า
▪  ทำ Low ต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า
▪  ราคาปิดต่ำกว่าราคาปิดของแท่งก่อนหน้า

ตำแหน่งของ Down Bar กับความแข็งแรงของการให้สัญญาณ

สัญญาณแรงสัญญาณอ่อน
▪ เกิดตามแนวโน้ม
▪ เกิดบริเวณตำแหน่งสำคัญ เช่น แนวต้าน หรือ Lower High
▪ ไม่ขัดโครงสร้างราคาเดิม
▪ แท่งเทียนถัดไปทำหน้าที่ยืนยันสัญญาณ
▪ เกิดสวนแนวโน้ม (เกิดในแนวโน้มขาขึ้น)
▪ เกิดขึ้นบริเวณกลางกราฟ
▪ ไม่เกิดแท่งเทียนยืนยันตามมา

ตัวอย่างการเทรดด้วย Price Action รูปแบบ Down Bar

การเทรด Forex ด้วย Price Action Pattern รูปแบบ Down bar

จากตัวอย่าง ราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาลง และมี Down Bar เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หมายความว่า ราคายังไม่มีโอกาสจะกลับตัวเป็นขาขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้น เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะนิยมเปิดออเดอร์ Sell จนกว่าจะเกิดสัญญาณการกลับตัวเป็นขาขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากมีความได้เปรียบในการทำกำไรมากกว่า


Price Action รูปแบบที่ 3: Inside Bar

รูปแบบ Price Action ที่เกิดบ่อย Inside Bar

Inside Bar คืออะไร?

Inside Bar หรือ Harami คือ รูปแบบแท่งเทียนมีการบีบตัวแคบลง เนื่องจากราคายังไม่สามารถเลือกทิศทางที่จะไปต่อได้ รูปแบบนี้มักถูกใช้ดู Breakout เพื่อรอดูว่า Price Action ต่อไปจะให้สัญญาณไปในทิศทางใด

โดยส่วนประกอบของ Inside Bar ประกอบไปด้วย Mother Bar และ Inside Bar ซึ่ง Inside Bar ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • Bullish Inside Bar
  • Bearish Inside Bar

ลักษณะ Price Action รูปแบบ Inside Bar

แท่งเทียน Price Action Pattern Inside Bar

Bullish Inside Bar

Bearish Inside Bar

▪ แท่งเทียนมีสีเขียว

▪ ทำ High ต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ ทำ Low สูงกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ พบได้บ่อยในแนวโน้มขาลง

▪ บ่งบอกว่า มีโอกาสสูงที่ราคาจะกลับตัวเป็นขาขึ้น

▪ แท่งเทียนมีสีแดง

▪ ทำ High ต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ ทำ Low สูงกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ พบได้บ่อยในแนวโน้มขาขึ้น

▪ บ่งบอกว่า มีโอกาสสูงที่ราคาจะกลับตัวเป็นขาลง

ตำแหน่งของ Inside Bar กับความแข็งแรงของการให้สัญญาณ

สัญญาณแรงสัญญาณอ่อน
▪ เกิดบริเวณตำแหน่งสำคัญ
▪ ไม่ขัดโครงสร้างราคาเดิม
▪ มี Breakout และแท่งเทียนถัดไปทำหน้าที่ยืนยันสัญญาณ
▪ เกิดไม่สอดคล้องกับแนวโน้มหลัก
▪ เกิดขึ้นบริเวณกลางกราฟ
▪ เกิด  Breakout แล้วราคาไม่เคลื่อนไหวต่อในทิศทางเดิม และไม่เกิดแท่งเทียนยืนยันตามมา

ตัวอย่างการเทรดด้วย Price Action รูปแบบ Inside Bar

การเทรด Forex ด้วย Price Action Pattern รูปแบบ Inside bar

จากตัวอย่าง ราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และเมื่อเกิด Price Action ในรูปแบบ Bearish Inside Bar ต่อด้วย Identical Three Crows ทำให้ราคาเริ่มปรับตัวลดลง เนื่องจากเป็นสัญญาณการกลับตัวเป็นแนวโน้มขาลงที่แข็งแกร่ง ดังนั้น การเปิดออเดอร์ Sell จึงได้เปรียบ จนกว่าราคาจะสร้างรูปแบบแท่งเทียน Bullish Price Action อีกครั้ง


Price Action รูปแบบที่ 4: Outside Bar

รูปแบบ Price Action ที่เกิดบ่อย Outside Bar

Outside Bar คืออะไร?

Outside Bar คือ รูปแบบแท่งเทียนที่บ่งบอกว่า ตลาดมีความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รูปแบบนี้มักพบได้บ่อยหลังจากตลาดพักตัว โดย Outside Bar สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

  • Bullish Outside Bar
  • Bearish Outside Bar

ลักษณะ Price Action รูปแบบ Outside Bar

แท่งเทียน Price Action Pattern Outside Bar

Bullish Outside Bar

Bearish Outside Bar

▪ แท่งเทียนมีสีเขียว

▪ ทำ High สูงกว่าแท่งก่อนหน้า
▪ ทำ Low ต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิดของแท่งก่อนหน้า

▪ พบได้บ่อยในแนวโน้มขาลง

▪ บ่งบอกว่า มีโอกาสสูงที่ราคาจะกลับตัวเป็นขาขึ้น

▪ แท่งเทียนมีสีแดง

▪ ทำ High สูงกว่าแท่งก่อนหน้า
▪ ทำ Low ต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ ราคาเปิดสูงกว่าราคาปิดของแท่งก่อนหน้า

▪ พบได้บ่อยในแนวโน้มขาขึ้น

▪ บ่งบอกว่า มีโอกาสสูงที่ราคาจะกลับตัวเป็นขาลง

ตำแหน่งของ Outside Bar กับความแข็งแรงของการให้สัญญาณ

สัญญาณแรงสัญญาณอ่อน
▪ เกิดบริเวณตำแหน่งสำคัญ
▪ สอดคล้องกับแนวโน้มหลัก
▪ ไม่ขัดโครงสร้างราคาเดิม
▪ มี Breakout และแท่งเทียนถัดไปทำหน้าที่ยืนยันสัญญาณ
▪ เกิดไม่สอดคล้องกับแนวโน้มหลัก
▪ เกิดขึ้นบริเวณกลางกราฟ
▪ เกิด  Breakout แล้วราคาไม่เคลื่อนไหวต่อในทิศทางเดิม และไม่เกิดแท่งเทียนยืนยันตามมา
▪ Outside Bar มีขนาดเล็กมาก

ตัวอย่างการเทรดด้วย Price Action รูปแบบ Outside Bar

การเทรด Forex ด้วย Price Action Pattern รูปแบบ Outside bar

จากตัวอย่าง ราคากำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น จนกระทั่งเกิด Outside Bar, Down Bar และ Identical Three Crows ซึ่งเป็นสัญญาณการกลับตัวเป็นขาลงอย่างรุนแรง จากนั้นจะเห็นว่า ราคามีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การเปิดออเดอร์ Sell จะได้เปรียบมากกว่าในสถานการณ์นี้


Price Action รูปแบบที่ 5: Pin Bar

รูปแบบ Price Action ที่เกิดบ่อย Pin Bar

Pin Bar คืออะไร?

Pin Bar คือ รูปแบบแท่งเทียนที่แสดงถึงความขัดแย้งของราคา มีลักษณะเด่นคือ ไส้เทียนด้านใดด้านหนึ่งยาวมาก (อย่างน้อย 2 เท่าของตัวแท่ง) และตัวแท่งจะมีขนาดเล็กมาก โดย Pin Bar สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • Bullish Pin Bar
  • Bearish Pin Bar

ลักษณะ Price Action รูปแบบ Pin Bar

แท่งเทียน Price Action Pattern Pin Bar

Bullish Pin Bar

Bearish Pin Bar

▪ มีอีกชื่อว่า Inverted Hammer

▪ แท่งเทียนเป็นสีอะไรก็ได้ (แต่สีเขียวให้สัญญาณที่แรงกว่า)

▪ ไส้เทียนด้านบนยาวกว่าลำตัวประมาณ 2 เท่า

▪ ไส้เทียนด้านล่างสั้นมากหรือแทบไม่มีเลย

▪ ทำ High ต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ ทำ Low ต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ มักจะเกิดใกล้กับราคาต่ำสุดของวัน หรือหลังเกิด Morning Doji Star

▪ บ่งบอกว่า มีโอกาสสูงที่ราคาจะกลับตัวเป็นขาขึ้น

▪ มีอีกชื่อว่า Shooting Star

▪ แท่งเทียนเป็นสีอะไรก็ได้ (แต่สีแดงให้สัญญาณที่แรงกว่า)

▪ ไส้เทียนด้านบนยาวกว่าลำตัวประมาณ 2 เท่า

▪ ไส้เทียนด้านล่างสั้นมากหรือแทบไม่มีเลย

▪ ทำ High สูงกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ ทำ Low สูงกว่าแท่งก่อนหน้า

▪ มักจะเกิดใกล้กับราคาสูงสุดของวัน หรือหลังเกิด Evening Doji Star

▪ บ่งบอกว่า มีโอกาสสูงที่ราคาจะกลับตัวเป็นขาลง

ตำแหน่งของ Pin Bar กับความแข็งแรงของการให้สัญญาณ

สัญญาณแรงสัญญาณอ่อน
▪ เกิดบริเวณตำแหน่งสำคัญ
▪ มีไส้เทียนยาวชัดเจนและลำตัวเล็ก
▪ ปรากฏในจังหวะ Pullback ตามแนวโน้มหลัก
▪ แท่งเทียนถัดไปทำหน้าที่ยืนยันสัญญาณ
▪ เกิดไม่สอดคล้องกับแนวโน้มหลัก
▪ เกิดขึ้นบริเวณกลางกราฟ หรือในโซนที่ราคาเป็น Sideway
▪ ไส้เทียนสั้น หรือมีรูปทรงที่ไม่ชัดเจน
▪ ไม่เกิดแท่งเทียนยืนยันตามมา

ตัวอย่างการเทรดด้วย Price Action รูปแบบ Pin Bar

การเทรด Forex ด้วย Price Action Pattern รูปแบบ Pin bar

จากตัวอย่าง ในตอนแรกราคามีการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง และเกิด Price Action ในรูปแบบ Bullish Pin Bar ซึ่งแสดงถึงความขัดแย้งของราคา จากความพยายามกดราคาลงของนักลงทุนแต่ทำไม่สำเร็จ ประกอบกับมีการเกิดแท่งเทียน Three White Soldier ที่เป็นสัญญาณของการกลับตัวเป็นขาขึ้น จากนั้นราคามีการปรับตัวขึ้นจนสร้าง New High กระทั่งเกิด Bearish Price Action จึงทำให้ราคาปรับตัวลงอีกครั้ง

. . . . . . . . . . . . . .

รูปแบบ Price Action ที่มีโอกาสกลับตัวสูง!

ในหัวข้อก่อนหน้านี้ เราได้อธิบายถึง Price Action ที่สำคัญ และเป็นเหมือนพื้นฐานในการต่อยอด เพื่อวิเคราะห์รูปแบบแท่งเทียนอื่น ๆ ที่มีโอกาสกลับตัวสูง โดยมีทั้งหมด 12 แบบ ดังนี้

Price Action 12 แบบ ที่เกิดบ่อย กลับตัวสูง

Price Action 12 แบบ มีอะไรบ้าง?

  1. Star
  2. Doji Star
  3. Harami
  4. Engulfing
  5. Three Line Strike  
  6. Three Outside
  7. Three Star
  8. Identical Three Crows
  9. Three White Soldier
  10. Three Black Crows
  11. Inverted Hammer
  12. Shooting Star

. . . . . . . . . . . . . .

รวมเทคนิคเทรด Forex ด้วย Price Action (PA Forex)

การจะนำพฤติกรรมราคามาสร้างกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ เทรดเดอร์จำเป็นต้องมี Setup Price Action ที่ชัดเจน ไม่ใช่การเข้าเทรดแบบสุ่มเมื่อเห็นแท่งเทียนรูปทรงสวยงามเพียงแท่งเดียว เพราะแท่งเทียนแท่งเดียวกัน หากเกิดขึ้นกลางกรอบไซด์เวย์ไร้ทิศทาง ย่อมให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากแท่งเทียนที่เกิดขึ้นบริเวณแนวรับสำคัญในแนวโน้มขาขึ้นอย่างสิ้นเชิง

หากคุณต้องการระบบ price action พร้อมเทรด ที่มีประสิทธิภาพ พี่โบ้แนะนำให้ใช้หลักการคัดกรอง 3 ขั้นตอน (Context -> Level -> Signal) ดังนี้:

  1. บริบทของตลาด (Market Context): ตลาดกำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ขาลง หรือไซด์เวย์ โดยดูจากการเรียงตัวของ High และ Low (Higher High, Higher Low ในขาขึ้น หรือ Lower High, Lower Low ในขาลง)
  2. ระดับราคาสำคัญ (Key Level): ราคาเคลื่อนที่มาทดสอบบริเวณแนวรับ แนวต้าน เทรนด์ไลน์ หรือระดับ Fibonacci ที่มีนัยสำคัญหรือไม่
  3. แท่งเทียนกระตุ้นสัญญาณ (Price Action Trigger): เกิดแท่งเทียนที่มีแรงปฏิเสธราคา (Rejection) หรือยืนยันโมเมนตัม เช่น Pin Bar, Engulfing หรือ Inside Bar Breakout หรือไม่

เมื่อองค์ประกอบทั้ง 3 ประการสอดคล้องกัน เทรดเดอร์จึงจะเลือกใช้ 3 กลยุทธ์ price action strategy ยอดนิยมตามสภาวะตลาด ดังต่อไปนี้

กลยุทธ์ที่ 1: การเทรดตามแนวโน้ม

การเทรดตามแนวโน้มด้วย Price Action

การเทรดตามแนวโน้ม (Trend Following Strategy) จัดเป็นกลยุทธ์ที่มีความได้เปรียบทางสถิติสูงที่สุด โดยมีหลักการคือ “ปล่อยให้แนวโน้มเป็นเพื่อนร่วมทาง” รอให้ราคาปรับฐานย่อตัว (Pullback) กลับมาทดสอบแนวรับเดิม (ในแนวโน้มขาขึ้น) หรือแนวต้านเดิม (ในแนวโน้มขาลง) ก่อนที่จะมองหาแท่งเทียน Price Action เพื่อยืนยันการไปต่อของแนวโน้มหลัก

เมื่อราคาเข้าใกล้แนวรับในแนวโน้มขาขึ้น แล้วเกิดแท่งเทียน Bullish Pin Bar หรือ Up Bar ที่มีไส้ล่างยาว บ่งชี้ว่าฝั่งผู้ซื้อปฏิเสธไม่ยอมให้ราคาหลุดต่ำลงไป และพร้อมจะผลักดันราคาให้ทำจุดสูงสุดใหม่ตามโครงสร้างเดิม

ข้อสังเกต: กราฟราคากำลัง HH และ HL ในตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ บ่งบอกชัดเจนว่า โครงสร้างราคายังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศึกษากลยุทธ์การเทรดตามแนวโน้ม หรือ Trend Following ได้ที่ การเทรดแบบ Trend Following

ในการเข้าไม้ด้วย Setup Price Action ตามแนวโน้มขาขึ้น มีเงื่อนไขการปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:

  • จุดเข้าเทรด (Entry): เปิดออเดอร์ Buy ทันทีเมื่อแท่งเทียน Bullish Pin Bar หรือ Bullish Engulfing ปิดแท่งสมบูรณ์ หรือตั้งคำสั่ง Buy Stop ไว้เหนือจุดสูงสุด (High) ของแท่งเทียนดังกล่าวเล็กน้อย
  • จุดตัดขาดทุน (Stop Loss): วางไว้ใต้จุดต่ำสุด (Low) ของแท่งเทียนสัญญาณ หรือใต้ระดับแนวรับสำคัญลงไป 5-10 Pips เพื่อป้องกันความผันผวนจากการสวิงของสเปรด โดยดูวิธีคำนวณระยะที่ปลอดภัยได้จาก TP และ SL (INTERNAL: techniques-for-using-stop-loss-take-profit)
  • จุดทำกำไร (Take Profit): กำหนดเป้าหมายแรกไว้ที่แนวต้านเดิมที่เป็นจุด High ก่อนหน้า หรือคำนวณตามอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk-Reward Ratio) ไม่ต่ำกว่า 1:2


กลยุทธ์ที่ 2: การเทรดด้วย Price Action จากจังหวะการกลับตัวของราคา

การเทรดด้วย Price Action จากจังหวะการกลับตัวของราคา

กลยุทธ์ Reversal Strategy มุ่งเน้นการหาจุดเปลี่ยนทิศทางของราคาจากบริเวณสุดกรอบของแนวโน้ม โดยเกิดขึ้นเมื่อราคาเคลื่อนที่มาถึงแนวต้านหรือแนวรับที่แข็งแกร่ง แล้วเกิดแท่งเทียนที่แสดงถึงการอ่อนแรงของฝั่งเดิมอย่างชัดเจน เช่น การเกิด Bearish Pin Bar (Shooting Star) หรือ Bearish Outside Bar ที่แนวต้านสำคัญ

การเทรดจังหวะกลับตัวมีความเสี่ยงสูงกว่าการเทรดตามแนวโน้ม เพราะเป็นการเข้าเทรดสวนโมเมนตัมเดิม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรอสัญญาณยืนยันการทะลุและปิดหลุดแนวรับย่อย (Break of Structure) ก่อนตัดสินใจเข้าเทรดเสมอ

ขั้นตอนการเปิดออเดอร์ใน Reversal Setup ฝั่ง Sell มีแนวทางดังนี้:

  • จุดเข้าเทรด (Entry): ไม่ควรเข้าทันทีที่เห็นไส้เทียนทดสอบแนวต้าน แต่ให้รอจนกระทั่งแท่งเทียน Bearish Outside Bar หรือ Bearish Pin Bar ปิดตัวลง หรือรอให้แท่งถัดไปปิดต่ำกว่า Low ของแท่งสัญญาณเพื่อยืนยันว่าแรงขายเป็นฝ่ายชนะอย่างแท้จริง
  • จุดตัดขาดทุน (Stop Loss): วางไว้เหนือจุดสูงสุด (High) ของแท่งเทียนสัญญาณ หรือเหนือแนวต้านขึ้นไปเล็กน้อย
  • จุดทำกำไร (Take Profit): วางเป้าหมายไว้ที่บริเวณแนวรับถัดไป หรือสวิง Low ก่อนหน้าที่ราคาเคยสร้างไว้


กลยุทธ์ที่ 3: การเทรดจากจังหวะ Breakout

การเทรดจากจังหวะ Breakout ด้วย Price Action

Breakout Strategy คือการเทรดเมื่อราคาทะลุออกจากกรอบสะสมพลัง เช่น กรอบ Sideway, กรอบสามเหลี่ยม (Chart Pattern) หรือระดับแนวรับแนวต้านสำคัญ โดยแท่งเทียนที่ทะลุออกมามักจะมีลำตัวขนาดใหญ่ (Large Body) และไม่มีไส้เทียนยาว แสดงถึงความเด็ดขาดของโมเมนตัม

อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดที่พบบ่อยในหมู่นักเทรดคือการรีบไล่ราคาจนเจอสัญญาณหลอก (False Breakout) เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์จึงมักรอให้ราคาเกิดการดึงกลับ (Pullback) เพื่อทดสอบแนวเดิมที่เพิ่งทะลุผ่าน (Retest) เสียก่อน หากราคาทดสอบแล้วไม่สามารถกลับเข้ากรอบเดิมได้และเกิดแท่งเทียน Price Action ยืนยัน จึงจะเป็นจังหวะเข้าเทรดที่ปลอดภัยสูงสุด

เงื่อนไขการเข้าเทรด Breakout & Retest ฝั่ง Sell:

  • จุดเข้าเทรด (Entry): รอให้ราคาหลุดทะลุแนวรับ จากนั้นรอให้ราคากลับขึ้นมาทดสอบแนวรับเดิม (ซึ่งเปลี่ยนสถานะเป็นแนวต้านใหม่) เมื่อราคาทดสอบไม่ผ่านและเกิดแท่งเทียน Down Bar หรือ Bearish Pin Bar ปิดแท่ง จึงเปิดออเดอร์ Sell
  • จุดตัดขาดทุน (Stop Loss): วางไว้เหนือแนวต้านใหม่หรือเหนือ High ของแท่งเทียนทดสอบ
  • จุดทำกำไร (Take Profit): กำหนดระยะวัดตามความสูงของกรอบไซด์เวย์เดิม (Measured Move) หรือแนวรับสำคัญระดับถัดไป

Indicator ที่ควรใช้ร่วมกับ Price Action

แม้ว่าการเทรดด้วย Price Action Strategy จะเน้นการอ่านกราฟเปล่าเป็นหลัก แต่สำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการเพิ่มความแม่นยำและกรองสัญญาณหลอก การใช้อินดิเคเตอร์เข้ามาช่วยยืนยันสภาวะตลาด (Confluence) ถือเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยมีเครื่องมือแนะนำดังนี้:

เครื่องมือ Indicatorหน้าที่หลักในการใช้ร่วมกับ Price Actionจังหวะการยืนยันสัญญาณ (Confirmation)
Moving Average (EMA 20/50)บ่งชี้ทิศทางแนวโน้มและเป็น Dynamic Support/Resistanceเมื่อราคาเกิด Pin Bar หรือ Engulfing บริเวณเส้น EMA ตามทิศทางของเทรนด์
ATR (Average True Range)วัดความผันผวนของตลาดและช่วยคำนวณระยะวาง Stop Lossสังเกตค่า ATR ที่พุ่งสูงขึ้นขณะเกิดแท่ง Breakout เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่การเบรกหลอก
RSI (Relative Strength Index)ระบุภาวะซื้อมากเกินไป/ขายมากเกินไป และตรวจจับ Divergenceเมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่แต่ RSI เกิด Bearish Divergence ร่วมกับแท่ง Shooting Star
MACDยืนยันโมเมนตัมและการตัดกันของเส้นสัญญาณเมื่อเส้น MACD ตัดเหนือเส้น Signal ขณะที่แท่งเทียนฟอร์มตัวเป็น Bullish Inside Bar
Bollinger Bandsวัดความผันผวนและกรอบสวิงของราคาเมื่อราคาปิดทะลุขอบแบนด์แล้วถูกดึงกลับเข้าด้านในทันทีด้วยแท่ง Reversal Bar

. . . . . . . . . . . . . .

Price Action แบบไหนที่เป็นสัญญาณหลอก?

สัญญาณหลอก (Fakeout หรือ False Signal) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำในตลาดการเงิน โดยเฉพาะตลาด Forex ที่มีสภาพคล่องสูง การเข้าใจลักษณะของสัญญาณหลอกจะช่วยให้เทรดเดอร์รอดพ้นจากการติดดอยหรือขายที่ก้นเหวได้

ลักษณะสำคัญของสัญญาณหลอกที่ควรระวัง:

  1. เกิดในช่วงเวลาข่าวเศรษฐกิจสำคัญ: เช่น ข่าวอัตราดอกเบี้ย FOMC หรือตัวเลข Non-Farm Payrolls แท่งเทียนที่สวิงขึ้นลงอย่างรวดเร็วเกิดจากความผันผวนชั่วคราว ไม่ใช่การควบคุมตลาดที่แท้จริง
  2. เกิดกลางกรอบราคา (No Man’s Land): รูปแบบแท่งเทียนที่เกิดขึ้นลอยๆ กลางกราฟ โดยไม่ได้อยู่ใกล้แนวรับ แนวต้าน หรือแนวเทรนด์ไลน์ มักจะไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
  3. ขาดโวลุ่มและการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง: แท่งเทียนดูเหมือนจะเบรกทะลุ แต่แท่งถัดไปกลับไม่มีแรงดันต่อ และถูกแรงขายสวนกลับมาปิดภายในกรอบทันที
  4. แท่งเทียนมีขนาดยาวผิดปกติ (Climax Bar): บ่อยครั้งที่แท่งเทียนขนาดยาวผิดธรรมชาติเป็นสภาวะการเร่งตัวรอบสุดท้าย (Exhaustion) ก่อนที่ราคาจะกลับตัวอย่างรวดเร็ว

Checklist วิธียืนยันสัญญาณ Price Action ก่อนเข้าไม้

เพื่อให้การออกออเดอร์มีความปลอดภัยสูงสุด เทรดเดอร์ควรตรวจสอบตาม Checklist 4 ข้อนี้ก่อนกดเปิดออเดอร์ทุกครั้ง:

  • [ ] 1. แท่งเทียนปิดสมบูรณ์หรือยัง? ห้ามเปิดออเดอร์ขณะที่แท่งเทียนยังไม่ปิด Timeframe เด็ดขาด เพราะไส้เทียนสามารถเปลี่ยนรูปทรงได้จนถึงวินาทีสุดท้าย
  • [ ] 2. สอดคล้องกับแนวรับแนวต้านหลักหรือไม่? สัญญาณต้องเกิดขึ้นที่โซนราคาสำคัญ ไม่ใช่บริเวณไร้ทิศทางกลางกราฟ
  • [ ] 3. แท่งเทียนถัดไปยืนยันหรือไม่ (Follow-through)? สังเกตว่าแท่งเทียนถัดไปสามารถทำราคาทะลุผ่าน High หรือ Low ของแท่งสัญญาณได้หรือไม่
  • [ ] 4. Risk-Reward Ratio คุ้มค่าหรือไม่? ตรวจสอบระยะตัดขาดทุนและเป้าหมายกำไร หากจุดตัดขาดทุนกว้างเกินไปจนทำให้ RRR ต่ำกว่า 1:1.5 ควรงดเว้นการเข้าเทรด

สรุปเกี่ยวกับรูปแบบแท่งเทียน Price Action

Price Action คือ ตัวแทนของพฤติกรรมราคาที่ถูกสะท้อนออกมาในแท่งเทียนรูปแบบต่าง ๆ เนื่องจากสามารถใช้เพื่อตัดสินใจในการเทรดได้อย่างรวดเร็ว แต่จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ รวมถึงการจดจำรูปแบบต่าง ๆ ค่อนข้างสูง

เมื่อ Price Action เกิดขึ้นและเรียงต่อกันจนกลายเป็น Pattern จะถูกเรียกว่า Price Action Pattern สามารถแสดงประสิทธิภาพหากเป็นการเทรด Forex เนื่องจากราคาของคู่เงินมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบ และมีความผันผวนสูง จึงก่อให้เกิดพฤติกรรมราคาที่มีการเคลื่อนไหวมากกว่าตลาดอื่น ๆ โดยเทคนิคการเทรดสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบหลัก ๆ ดังนี้

  1. การเทรดตามแนวโน้ม (Trend Following)
  2. การเทรดด้วย Price Action จากจังหวะการกลับตัวของราคา (Reversal)
  3. การเทรดจากจังหวะ Breakout

อย่างไรก็ตาม การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียด และเงื่อนไขของแต่ละตลาดให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

📢 Traderbobo แนะนำ

หากคุณอยากเทรดให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ลองมาศึกษาเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่เทรดเดอร์มืออาชีพนิยมใช้กันได้ที่บทความด้านล่างนี้ 👇🧐

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Price Action Forex

PA Forex คืออะไร?

PA Forex คือ ตัวย่อของ Price Action Forex แม้คำว่า PA จะยังไม่ถูกนำมาใช้เป็นสากลมากนัก แต่เทรดเดอร์รายหลายก็เข้าใจกันดีว่า PA ย่อมาจาก Price Action ครับ

สามารถใช้ Price Action ได้กับทุก Time Frame หรือไม่?

สามารถใช้ได้กับทุก Time Frame ครับ เพียงแต่ความแม่นยำและการให้สัญญาณจะแตกต่างกันไปตามแต่ละกรอบเวลา

การใช้ Price Action ในการเทรดทำให้ Win Rate เพิ่มสูงขึ้น?

การวิเคราะห์กราฟราคาร่วมกับ Price Action มีแนวโน้มช่วยเพิ่มโอกาสทำ Win Rate ให้สูงขึ้นได้ เพราะ Price Action สะท้อนพฤติกรรมของผู้เล่นในตลาดแบบ Real Time ต่างจากอินดิเคเตอร์ แต่ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับทักษะการอ่านบริบทตลาดและการบริหารความเสี่ยงของแต่ละคนครับ

ทำไมต้องใช้ Price Action ร่วมกับการดูบริบทตลาด?

เพราะการดู Price Action เพียงอย่างเดียวจะให้ประสิทธิภาพที่น้อยกว่าการดูร่วมกับบริบทของตลาดครับ

⚠️ หมายเหตุ: การเทรด Forex, หุ้น, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์ และอนุพันธ์ทางการเงิน มีความเสี่ยงสูงจากความผันผวนของราคาและเลเวอเรจ อาจทำให้สูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือมากกว่าเงินลงทุนเริ่มต้น ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและการให้ข้อมูลเชิงเทคนิคเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำด้านการลงทุน หรือการชักชวนให้เปิดบัญชีซื้อขายแต่อย่างใด เทรดเดอร์ควรศึกษาทำความเข้าใจลักษณะของเครื่องมือทางการเงิน บริหารความเสี่ยงด้วยความรอบคอบ และประเมินความเสี่ยงที่ตนเองสามารถยอมรับได้ก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ผลการวิเคราะห์หรือรูปแบบที่กล่าวถึงในอดีตไม่สามารถการันตีผลลัพธ์ในอนาคตได้เสมอไป

บทความนี้จัดทำโดยมีการใช้เครื่องมือ AI ช่วยในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์โครงสร้างเนื้อหา และตรวจทานความถูกต้องเชิงเทคนิค โดยผ่านการตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุง และควบคุมคุณภาพเนื้อหาโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญของ Traderbobo เพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ และประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้อ่าน


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ