
ปัจจุบันการลงทุนและเก็งกำไรในตลาดการเงินไม่ว่าจะเป็น Forex, หุ้น หรือคริปโตฯ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเพราะสามารถสร้างโอกาสทำกำไรได้รวดเร็ว แต่ผลตอบแทนสูงย่อมแลกมาด้วยความเสี่ยง การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ และหนึ่งในเครื่องมือยอดฮิตที่เทรดเดอร์ทั่วโลกต้องรู้จักก็คือ Bollinger Band คือ เครื่องมือวัดความผันผวนและช่วยกำหนดกรอบแนวโน้มราคาตามหลักสถิติ ซึ่งใช้ประกอบการตัดสินใจได้ แต่ไม่สามารถยืนยันทิศทางราคาได้ทุกครั้งครับ
การซื้อขายและลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินทุกประเภทมีความเสี่ยงสูง เทรดเดอร์อาจสูญเสียเงินทุนทั้งหมดหรือมากกว่าเงินลงทุนเริ่มต้น ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการชักชวนให้ลงทุน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะของสินทรัพย์ กลยุทธ์การเทรด และยอมรับความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- Bollinger Band คือ อินดิเคเตอร์ที่ประกอบด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และเส้นความผันผวน 2 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (2 StdDev) ช่วยประเมินกรอบราคาสูง-ต่ำตามสถิติ
- ความกว้างของกรอบบอกความผันผวน กรอบแคบสะท้อนตลาดบีบตัวพักฐาน กรอบกว้างสะท้อนตลาดมีความผันผวนสูง
- การบีบตัว (Bollinger Squeeze) มักเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนที่ราคาจะเกิดการทะลุกรอบ (Breakout) เพื่อเริ่มรอบเทรนด์ใหม่
- ไม่แนะนำให้ใช้เดี่ยว ๆ ควรใช้ร่วมกับเครื่องมือกลุ่ม Oscillator (เครื่องมือที่วัดความเร็วของราคาและสภาวะซื้อหรือขายมากเกินไป) เช่น RSI หรือยืนยันด้วยเส้น SMA เพื่อลดสัญญาณหลอก (False Breakout)
อินดิเคเตอร์ (Indicator) คืออะไร?
อินดิเคเตอร์ (Indicator) คือ เครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์แนวโน้มของราคาสินทรัพย์ ซึ่งเราจะใช้ Indicator เพื่อช่วยคาดการณ์แนวโน้มราคาในอนาคต และกำหนดจุดซื้อ-ขายให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยหลักการทำงาน หรือวิธีการคำนวณของอินดิเคเตอร์จะคำนวณตามสูตรทางคณิตศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งส่วนใหญ่มักจะประกอบด้วยค่าเฉลี่ยของราคา และปริมาณการซื้อขาย
ดังนั้น ในบทความนี้ Traderbobo ขอนำเสนอ Bollinger Bands หรือมีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า BB คือ หนึ่งใน Indicator พื้นฐานที่เทรดเดอร์ควรรู้จัก เนื่องจากใช้งานง่ายและนำไปประยุกต์ได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะเมื่อตลาดอยู่ในแนวโน้ม Sideway เพื่อตอบโจทย์นักเทรดมือใหม่ที่กำลังมองหาอินดิเคเตอร์สักตัวมาช่วยวิเคราะห์การเทรดของคุณ
………………….. 🐶 …………………..
Bollinger Band (BB) คืออะไร?

Bollinger Band คือ อินดิเคเตอร์ที่มีพื้นฐานมาจาก Moving Average (MA) ตามนิยามของ Investopedia ซึ่ง ถูกสร้างขึ้นโดย John Bollinger เมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1980 และมีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า BB ซึ่ง Bollinger Band นั้นจะคำนวณด้วยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: StdDev) เพื่อใช้วัดค่าความผันผวนของราคา ทำให้ Bollinger Band Indicator เคลื่อนไหวตามเทรนด์และโมเมนตัมที่เกิดขึ้นในตลาด
Bollinger Band บอกอะไรได้บ้าง?
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า Bollinger Band คือ อินดิเคเตอร์ที่มีประโยชน์หลายอย่าง ซึ่งประโยชน์หลัก ๆ ของ BB มีดังนี้
- ใช้ดูสัญญาณของการกลับตัวของราคา
- ใช้ดูจุด Breakout ของราคา
- ใช้หาจุดซื้อ-ขาย
- ใช้วิเคราะห์แนวโน้มของราคา
- ใช้ดูความผันผวนของราคา
ส่วนประกอบ Bollinger Band Indicator (BB)
ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจว่า Bollinger Band ใช้ยังไง คุณควรเข้าใจส่วนประกอบต่าง ๆ ของอินดิเคเตอร์ก่อน เนื่องจากมันจะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจหลักการใช้ และใช้งานได้ถูกต้อง ซึ่ง Bollinger Band คือ อินดิเคเตอร์ที่ประกอบด้วย 3 เส้น ได้แก่ Upper Band, Middle Band และ Lower Band โดยมีรายละเอียดดังนี้

Upper Band คืออะไร?
- Upper Band คือ เส้น Band ที่สร้างจากค่า SD ซึ่งจะอยู่ด้านบนของเส้น SMA โดยทำหน้าที่เป็นแนวต้าน
Middle Band คืออะไร?
- Middle Band คือ เส้น SMA ซึ่งทั่วไปจะนิยมใช้ SMA ที่ 20 โดยทำหน้าที่เป็นแนวรับและแนวต้าน
Lower Band คืออะไร?
- Lower Band คือ เส้น Band ที่สร้างจากค่า SD ซึ่งจะอยู่ด้านล่างของเส้น SMA ทำหน้าที่เป็นแนวรับ
Bollinger Band สูตร
สำหรับสูตรคำนวณของ Bollinger Band ในแต่ละเส้นจะแตกต่างกันออกไป โดยมีรายละเอียดดังนี้
| สูตร | |
| Upper Band | SMA + SD x 2 |
| Middle Band | 20-day simple moving average (SMA) |
| Lower Band | SMA – SD x 2 |
จากสูตรจะเห็นได้ว่า Bollinger Bands เกิดจากการวัดค่าความผันผวนผ่านค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 2 เท่า ดังนั้น หากความผันผวนเพิ่มขึ้นจะทำให้กรอบกว้างขึ้น และหากความผันผวนลดลงจะทำให้กรอบแคบลงเช่นกัน
กรอบของ Bollinger Band และความผันผวนในตลาด Forex

การอ่านพฤติกรรมราคาผ่านกรอบ Bollinger Band ในตลาด Forex หรือสินทรัพย์อื่น ๆ สามารถสังเกตความสัมพันธ์กับความผันผวนได้โดยตรงดังนี้:
- กรอบแคบ (Low Volatility): เมื่อราคาเคลื่อนไหวแบบ Sideway ในกรอบแคบ เส้น Upper Band และ Lower Band จะเคลื่อนที่บีบตัวชิดเข้าหากัน สะท้อนว่าตลาดกำลังขาดสภาพคล่องหรือพักตัวเพื่อสะสมพลัง
- กรอบกว้าง (High Volatility): เมื่อเกิดแรงซื้อหรือแรงขายเข้ามาในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ เส้นขอบบนและล่างจะถ่างออกจากกันอย่างรวดเร็ว บ่งชี้ว่าความผันผวนสูงขึ้นและราคาเริ่มเคลื่อนไหวตามโมเมนตัม
*หมายเหตุ : กรอบ หมายถึง ระยะห่างระหว่างเส้น Upper Band กับ Middle Band และระยะห่างระหว่างเส้น Lower Band กับ Middle Band
Bollinger Band บีบตัวหมายถึงอะไร? ทำความรู้จัก Bollinger Squeeze
เมื่อพูดถึงสภาวะที่เส้นขอบทั้งสองข้างแคบลงอย่างผิดปกติ หลายคนมักสงสัยว่าเมื่อ Bollinger Band บีบตัวหมายถึงอะไร ปรากฏการณ์นี้ในทางเทคนิคเรียกว่า Bollinger Squeeze
Bollinger Squeeze คือ สภาวะที่ราคาของสินทรัพย์เคลื่อนไหวในกรอบที่แคบมาก ๆ จนทำให้เส้น Upper Band และ Lower Band วิ่งเข้ามาแนบชิดกัน เป็นหลักฐานเชิงสถิติว่าความผันผวนลดลงถึงขีดสุด ตลาดอาจกำลังสะสมกำลังและมีโอกาสเกิดการทะลุกรอบราคา (Breakout) ตามมา แต่ยังไม่สามารถระบุทิศทางหรือช่วงเวลาที่แน่นอนได้ครับ ในทางปฏิบัติ เทรดเดอร์มักสังเกตว่ายิ่งการบีบตัวกินเวลานาน การทะลุกรอบมักมีแรงมากขึ้น แต่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งครับ อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ควรระวังสัญญาณหลอก (Head Fake) ที่ราคาอาจทะลุไปทางหนึ่งก่อนจะกลับตัววิ่งไปอีกทิศทางจริง
วิธีใช้ Bollinger Band วิเคราะห์กราฟและทิศทางราคา

สำหรับ วิธีใช้ Bollinger Band ในการเทรดจริง นักเทรดสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งการดูเทรนด์หลักและการจับสัญญาณการพักตัวกลับทิศทาง โดยแบ่งออกเป็นกรณีต่าง ๆ อย่างชัดเจน
Bollinger Band วิธีใช้ดูแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)
- ถ้ากราฟวิ่งอยู่ในระหว่างเส้น Upper Band และ Middle Band แสดงว่า แนวโน้มนั้นกำลังเป็นขาขึ้น
- ถ้ากราฟนั้นไม่สามารถทะลุผ่านเส้น Middle Band ลงมาได้เลย แสดงว่า เป็นแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรง
- ถ้ากราฟที่กำลังเป็นแนวโน้มขาขึ้นสามารถทะลุผ่านเส้น Middle Band ลงมาได้ แสดงว่า มีโอกาสสูงที่กราฟจะเริ่มกลับตัวเป็นแนวโน้มขาลง
Bollinger Band วิธีใช้ดูแนวโน้มขาลง (Downtrend)
- ถ้ากราฟวิ่งอยู่ในระหว่างเส้น Lower Band และ Middle Band แสดงว่า แนวโน้มนั้นกำลังเป็นขาลง
- ถ้ากราฟนั้นไม่สามารถทะลุผ่านเส้น Middle Band ขึ้นไปได้เลย แสดงว่า เป็นแนวโน้มขาลงที่แข็งแรง
- ถ้ากราฟที่กำลังเป็นแนวโน้มขาลงสามารถทะลุผ่านเส้น Middle Band ขึ้นไปได้ แสดงว่า มีโอกาสสูงที่กราฟจะเริ่มกลับตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้น
Bollinger Band วิธีใช้ดูสัญญาณการกลับตัว (Reversal)

- เมื่อกราฟวิ่งขึ้นไปชนเส้น Upper Band แสดงว่า อยู่ในโซน Overbought (ราคาถูกซื้อมากเกินไป) และอาจเป็นสัญญาณการกลับตัวลงมา
- เมื่อกราฟวิ่งลงมาชนเส้น Lower Band แสดงว่า อยู่ในโซน Oversold (ราคาถูกขายมากเกินไป) และอาจเป็นสัญญาณการดีดตัวขึ้นไป
การทำกำไรจาก Bollinger Band
สิ่งสำคัญก่อนที่เราจะใช้ Bollinger Band Indicator คือ เราจำเป็นต้องวิเคราะห์สภาพตลาด ณ ตอนนั้นว่า กำลังเป็น Trend หรืออยู่ในรูปแบบ Sideway ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
กรณีที่ตลาดเป็นเทรนด์
ถ้าหากว่า สภาวะตลาด ณ ตอนนั้นเป็นเทรนด์ เราจะเน้นไปที่การหาจุดเข้าซื้อที่แม่นยำ และถือในระยะยาว ซึ่งเราจะทำการปิดออเดอร์ก็ต่อเมื่อกราฟราคานั้นมีท่าทีที่จะกลับตัว หรือแนวโน้มเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
กรณีที่ตลาดเป็น Sideway
ถ้าหากว่า สภาวะตลาด ณ ตอนนั้นเป็น Sideway การทำกำไรจะค่อนข้างง่ายกว่า ดังนี้
ถ้ากราฟราคาขึ้นไปแตะที่เส้นกรอบบน หรือ Upper Band อาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Sell และถ้าราคาลงไปแตะที่เส้นกรอบล่าง หรือ Lower Band อาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Buy ทั้งนี้ควรกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ทุกครั้ง เพราะหากเกิด Bollinger Squeeze แล้วราคาทะลุกรอบ ราคาอาจวิ่งเกาะขอบแบนด์ต่อเนื่องและสวนทางกับออเดอร์ได้ครับ
เนื่องจากราคาอาจมีการกลับตัว และที่สำคัญหากตลาดเป็นแนวโน้ม Sideway กราฟราคาจะสามารถทะลุผ่านเส้น Middle Band ได้โดยง่าย ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญแค่กับเส้น Upper Band และ Lower Band
Bollinger Band ใช้ร่วมกับ Indicator ไหนดี เพื่อเพิ่มความแม่นยำ
แม้ว่า Bollinger Bands จะมีประโยชน์ในการวัดความผันผวนและระดับราคาทางสถิติ แต่การพึ่งพา BB เพียงตัวเดียวอาจทำให้เจอสัญญาณหลอกได้ง่ายในสภาวะตลาดที่มีเทรนด์รุนแรง ดังนั้นคำถามยอดนิยมคือ Bollinger Band ใช้ร่วมกับ Indicator ไหนดี พี่โบ้ขอแนะนำเครื่องมือที่ทำงานเสริมจุดเด่นจุดด้อยกันได้อย่างลงตัว:
- Relative Strength Index (RSI): เหมาะสำหรับยืนยันสภาวะ Overbought/Oversold และการเกิด Divergence หากราคาวิ่งชนขอบบนของ Upper Band พร้อมกับ RSI ทะลุระดับ 70 และเกิด Bearish Divergence (ราคาทำจุดสูงใหม่ แต่ RSI ไม่ทำจุดสูงใหม่ตาม) จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับสัญญาณกลับตัวได้เป็นอย่างดี สามารถอ่านวิธีใช้เครื่องมือนี้อย่างละเอียดได้ที่ Relative Strength Index (RSI)
- Moving Average Convergence Divergence (MACD): ช่วยยืนยันโมเมนตัมและทิศทางเทรนด์ เมื่อราคาเกิด Bollinger Squeeze แล้วเริ่มดีดทะลุ Upper Band หากเส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้น Signal จะยืนยันการ Breakout ขาขึ้นที่แข็งแรง สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ MACD Indicator
- Simple Moving Average (SMA): สำหรับผู้ที่ต้องการยืนยันเทรนด์ระยะกลางถึงยาว การนำเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวมาประกอบจะช่วยกรองไม่ให้เทรดสวนเทรนด์ใหญ่ เรียนรู้เทคนิคเพิ่มเติมได้ที่ Moving Average (MA)
รู้หรือไม่ นอกเหนือจากการใช้ Bollinger Band แบบที่เราเห็นกันปกติแล้ว ยังมีอีกหนึ่งรูปแบบการใช้ Bollinger Band ที่ได้รับความนิยมในตลาดฟอเร็กซ์อยู่ครับ นั่นก็คือ Double Bollinger Band นั่นเอง
📢 Traderbobo แนะนำ
รวมอินดิเคเตอร์ที่เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ของเทรดเดอร์ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรดมือใหม่หรือมีประสบการณ์ บทความนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับการวิเคราะห์ตลาดของคุณได้ครับ
Double Bollinger Band คืออะไร?

Double Bollinger Bands คือ เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่พัฒนามาจาก Bollinger Band แบบดั้งเดิม โดยใช้ Bollinger Band 2 ชุด เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการหาจุดเข้าและออกจากตลาด จากเดิมทีที่เราใช้กันเพียงแค่แบนด์เดียว ซึ่งพี่โบ้จะขออธิบายการใช้ Double Bollinger Band ดังนี้
องค์ประกอบของ Double Bollinger Band (DBB)
Double Bollinger Band ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลักที่สำคัญ เพื่อกำหนดขอบเขตการเคลื่อนไหวของราคาในระดับต่าง ๆ ดังนี้
- Middle Bands (SMA20) → เส้นกลาง
- Bollinger Band ชั้นใน (BB1) → Standard Deviation 1
- Bollinger Band ชั้นนอก (BB2) → Standard Deviation 2
- Trading Zone → พื้นที่สีเขียว คือ Buy Zone (ด้านบน), พื้นที่สีแดง คือ Sell Zone (ด้านล่าง) และพื้นที่ตรงกลาง คือ Neutral Zone
การตั้งค่า Double Bollinger Band (DBB)
ตารางการตั้งค่า Double Bollinger Band (DBB) ที่พี่โบ้ใช้
| Period | ประเภทของ MA | Source | Standard Deviation (StdDev) | |
| BB ชุดที่ 1 (BB1) | 20 | SMA | Close | 1 |
| BB ชุดที่ 2 (BB2) | 20 | SMA | Close | 2 |
| Timeframe 1 Day | ||||
- Bollinger Band ชุดที่ 1 พี่โบ้จะตั้งค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (StdDev) ไว้ที่ 1 เพื่อใช้สำหรับกรองสัญญาณหลอกและยืนยันการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม
- ชุดที่ 2 จะถูกตั้งค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่มีขนาดกว้างขึ้น โดยจะตั้งไว้ที่ 2 เพื่อใช้จับความเคลื่อนไหวของแนวโน้มหลัก
- เลือกใช้ Timeframe 1 Day เนื่องจากเกิดสัญญาณรบกวนค่อนข้างน้อย และเหมาะแก่การดูแนวโน้มระยะยาว
วิธีดูแนวโน้มจาก Double Bollinger Band (DBB)

จุดสังเกตแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)
- ถ้าเส้น Middle Band มีทิศทางลาดขึ้นอย่างชัดเจนและแนวราคาเคลื่อนตัวจากล่างซ้ายไปบนขวา บ่งบอกถึงแนวโน้มขาขึ้น
- ถ้า Bollinger Band ขยายตัวขึ้นด้านบนแสดงถึงแรงซื้อที่รุนแรง หากราคาดีดขึ้นจากแบนด์ล่าง (B2 และ A2) และทะลุขึ้นไป อาจบ่งชี้ว่าแรงซื้อมีความแข็งแกร่ง และแนวโน้มขาขึ้นมีโอกาสดำเนินต่อไป
- เมื่อราคาอยู่ใกล้จุด A1 จะแสดงถึงแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง เทรดเดอร์อาจต้องพิจารณาปิดออเดอร์เพื่อทำกำไร เนื่องจากเมื่อราคาออกห่างจาก Middle Band ไปไกล ระดับราคามักจะมีแนวโน้มกลับตัวลงไปหา Middle Band อีกครั้ง ตามหลัก Extreme Overbought
*หมายเหตุ: Extreme Overbought เป็นสภาวะที่สินทรัพย์ถูกซื้อมากเกินไปจนราคาพุ่งสูงขึ้นถึงระดับที่ผิดปกติ ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดการกลับตัวลง
จุดสังเกตแนวโน้มขาลง (Downtrend)
- ถ้าเส้น Middle Band มีทิศทางลาดลงอย่างชัดเจน รวมถึงระดับราคาเคลื่อนตัวจากบนซ้ายไล่ไปล่างขวาเท่ากับว่าแนวโน้ม ณ ขณะนั้นเป็นขาลงครับ
- หาก Bollinger Band ขยายตัวลงด้านล่างแสดงถึงแรงขายและถ้าราคาดีดลงจากพื้นที่แบนด์ส่วนบน (B1 และ A1) และทะลุลงไปในพื้นที่แบนด์ส่วนล่าง (B2 และ A2) อาจบ่งชี้ว่าแรงขายมีความรุนแรง และแนวโน้มขาลงมีโอกาสดำเนินต่อไป
สรุป Bollinger Band คืออะไร
Bollinger Band คือ เครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์เชิง Technical Analysis ขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีประโยชน์มากไม่ว่าจะกับเทรดเดอร์มือใหม่ หรือมืออาชีพ เนื่องจากสามารถวิเคราะห์แนวโน้ม ดูความผันผวนราคา และกำหนดจุดเข้าซื้อ-ขาย รวมไปถึงจุดกลับตัวได้อีกด้วย ทั้งนี้ ควรศึกษาความรู้ในการเทรดทางเทคนิคให้เข้าใจระดับหนึ่งก่อนนะครับ เพื่อการใช้ BB Indicator ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ Bollinger Band ใช้คู่กับ Indicator ตัวอื่น ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเทรด ซึ่งขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และความถนัดของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ บทความนี้เป็นเพียงการให้ความรู้ด้านการลงทุน และการลงทุนล้วนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุนทุกครั้งนะครับ
นอกจากการอ่านสัญญาณแล้ว ควรกำหนดขนาดสถานะ (Position Size) ให้ความเสี่ยงต่อออเดอร์อยู่ในระดับที่รับได้เมื่อเทียบกับเงินทุนทั้งหมด และไม่ควรกระจุกเงินทุนไว้ในออเดอร์เดียวครับ
………….. 🐶 …………..
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Bollinger Band
Bollinger Band ทำงานอย่างไร?
การทำงานของ Bollinger Band หลัก ๆ เราจะดูที่กรอบครับ โดยทั่วไปแถบมักจะขยายตัวเมื่อตลาดมีความผันผวนสูงและเริ่มหดตัวเมื่อตลาดมีความผันผวนต่ำ และราคาของสินทรัพย์มักเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็อาจทะลุกรอบหรือวิ่งเกาะขอบแบนด์ได้ในช่วงที่แนวโน้มรุนแรง กล่าวคือ ถ้าราคาเคลื่อนไหวออกนอกกรอบอาจบ่งชี้ถึงสภาวะซื้อหรือขายมากเกินไป
Bollinger Band ใช้กับ Timeframe เท่าไหร่ดี?
Bollinger Bands สามารถใช้ได้กับทุก Timeframe ตั้งแต่วินาทีจนถึงรายวัน แต่จะใช้กับ Timeframe แบบรายวันได้ดีมากกว่า
การตั้งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (StdDev) ส่งผลต่อ BB อย่างไร?
หากเทรดเดอร์ตั้งค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่มีค่าสูงมากเท่าใด ความกว้างของกรอบ Bollinger Bands ก็จะมีมากเท่านั้นครับ
Bollinger Band ตั้งค่ายังไงดีที่สุด จำเป็นต้องใช้ค่ามาตรฐานไหม?
สำหรับ Bollinger Band ตั้งค่ามาตรฐานคือ Period 20, ประเภท MA เป็น SMA และ StdDev เท่ากับ 2 ซึ่งเป็นค่าตั้งต้นที่พบได้ในแพลตฟอร์มเทรดทั่วไปครับ
อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์สามารถปรับแต่งให้เข้ากับกลยุทธ์เฉพาะตัวได้:
- เดย์เทรดหรือ Scalping: หากกราฟมีความผันผวนเร็ว อาจปรับลดเป็น Period 10 ถึง 14 แต่ต้องยอมรับว่าอาจมีสัญญาณรบกวนมากขึ้น
- เทรนด์ระยะยาว: อาจขยับเป็น Period 50 ร่วมกับการขยาย StdDev เป็น 2.1 เพื่อจับแนวโน้มที่กว้างขึ้นและนิ่งกว่าเดิม
การซื้อขายสัญญาส่วนต่าง (CFD) Forex หุ้น และสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูงและอาจไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกคน เลเวอเรจสามารถส่งผลได้ทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างมากต่อพอร์ตการลงทุน คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดก่อนที่จะสามารถปิดสถานะได้ คุณควรพิจารณาวัตถุประสงค์ในการลงทุน ระดับประสบการณ์ และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และไม่ควรลงทุนด้วยเงินที่คุณไม่สามารถยอมรับการสูญเสียได้ หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินอิสระก่อนการตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานหรือรูปแบบสัญญาณที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่ได้เป็นหลักประกันถึงผลลัพธ์ในอนาคต และอินดิเคเตอร์ทุกตัวสามารถให้สัญญาณหลอกได้
บทความนี้จัดทำขึ้นโดยมีการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกระบวนการค้นคว้า สรุปเนื้อหา และเรียบเรียง โดยเนื้อหาทั้งหมดได้รับการตรวจสอบ แก้ไข และยืนยันความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการ Traderbobo เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและประโยชน์สูงสุดของผู้อ่าน ข้อมูลในบทความมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ชักชวน หรือชี้นำการซื้อขายสินทรัพย์ใดๆ ทั้งสิ้น
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











