Bollinger Band คืออะไร? Indicator วัดความผันผวนและแนวโน้ม

  • 2:26 pm
  • Post Views: 4,273
Table of Contents
Bollinger Bands คือ

ปัจจุบันการลงทุนและเก็งกำไรในตลาดการเงินไม่ว่าจะเป็น Forex, หุ้น หรือคริปโตฯ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเพราะสามารถสร้างโอกาสทำกำไรได้รวดเร็ว แต่ผลตอบแทนสูงย่อมแลกมาด้วยความเสี่ยง การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ และหนึ่งในเครื่องมือยอดฮิตที่เทรดเดอร์ทั่วโลกต้องรู้จักก็คือ Bollinger Band คือ เครื่องมือวัดความผันผวนและช่วยกำหนดกรอบแนวโน้มราคาตามหลักสถิติ ซึ่งใช้ประกอบการตัดสินใจได้ แต่ไม่สามารถยืนยันทิศทางราคาได้ทุกครั้งครับ

การซื้อขายและลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินทุกประเภทมีความเสี่ยงสูง เทรดเดอร์อาจสูญเสียเงินทุนทั้งหมดหรือมากกว่าเงินลงทุนเริ่มต้น ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการชักชวนให้ลงทุน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะของสินทรัพย์ กลยุทธ์การเทรด และยอมรับความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • Bollinger Band คือ อินดิเคเตอร์ที่ประกอบด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และเส้นความผันผวน 2 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (2 StdDev) ช่วยประเมินกรอบราคาสูง-ต่ำตามสถิติ
  • ความกว้างของกรอบบอกความผันผวน กรอบแคบสะท้อนตลาดบีบตัวพักฐาน กรอบกว้างสะท้อนตลาดมีความผันผวนสูง
  • การบีบตัว (Bollinger Squeeze) มักเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนที่ราคาจะเกิดการทะลุกรอบ (Breakout) เพื่อเริ่มรอบเทรนด์ใหม่
  • ไม่แนะนำให้ใช้เดี่ยว ๆ ควรใช้ร่วมกับเครื่องมือกลุ่ม Oscillator (เครื่องมือที่วัดความเร็วของราคาและสภาวะซื้อหรือขายมากเกินไป) เช่น RSI หรือยืนยันด้วยเส้น SMA เพื่อลดสัญญาณหลอก (False Breakout)


อินดิเคเตอร์ (Indicator) คืออะไร?

อินดิเคเตอร์ (Indicator) คือ เครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์แนวโน้มของราคาสินทรัพย์ ซึ่งเราจะใช้ Indicator เพื่อช่วยคาดการณ์แนวโน้มราคาในอนาคต และกำหนดจุดซื้อ-ขายให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยหลักการทำงาน หรือวิธีการคำนวณของอินดิเคเตอร์จะคำนวณตามสูตรทางคณิตศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งส่วนใหญ่มักจะประกอบด้วยค่าเฉลี่ยของราคา และปริมาณการซื้อขาย

ดังนั้น ในบทความนี้ Traderbobo ขอนำเสนอ Bollinger Bands หรือมีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า BB คือ หนึ่งใน Indicator พื้นฐานที่เทรดเดอร์ควรรู้จัก เนื่องจากใช้งานง่ายและนำไปประยุกต์ได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะเมื่อตลาดอยู่ในแนวโน้ม Sideway เพื่อตอบโจทย์นักเทรดมือใหม่ที่กำลังมองหาอินดิเคเตอร์สักตัวมาช่วยวิเคราะห์การเทรดของคุณ

………………….. 🐶 …………………..

Bollinger Band (BB) คืออะไร?

ผู้คิดค้น Bollinger Bands

Bollinger Band คือ อินดิเคเตอร์ที่มีพื้นฐานมาจาก Moving Average (MA) ตามนิยามของ Investopedia ซึ่ง ถูกสร้างขึ้นโดย John Bollinger เมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1980 และมีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า BB ซึ่ง Bollinger Band นั้นจะคำนวณด้วยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: StdDev) เพื่อใช้วัดค่าความผันผวนของราคา ทำให้ Bollinger Band Indicator เคลื่อนไหวตามเทรนด์และโมเมนตัมที่เกิดขึ้นในตลาด

Bollinger Band บอกอะไรได้บ้าง?

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า Bollinger Band คือ อินดิเคเตอร์ที่มีประโยชน์หลายอย่าง ซึ่งประโยชน์หลัก ๆ ของ BB มีดังนี้

  • ใช้ดูสัญญาณของการกลับตัวของราคา
  • ใช้ดูจุด Breakout ของราคา
  • ใช้หาจุดซื้อ-ขาย
  • ใช้วิเคราะห์แนวโน้มของราคา
  • ใช้ดูความผันผวนของราคา

ส่วนประกอบ Bollinger Band Indicator (BB)

ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจว่า Bollinger Band ใช้ยังไง คุณควรเข้าใจส่วนประกอบต่าง ๆ ของอินดิเคเตอร์ก่อน เนื่องจากมันจะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจหลักการใช้ และใช้งานได้ถูกต้อง ซึ่ง Bollinger Band คือ อินดิเคเตอร์ที่ประกอบด้วย 3 เส้น ได้แก่ Upper Band, Middle Band และ Lower Band โดยมีรายละเอียดดังนี้

ส่วนประกอบ Bollinger Band Indicator (BB)

Upper Band คืออะไร?

  • Upper Band คือ เส้น Band ที่สร้างจากค่า SD ซึ่งจะอยู่ด้านบนของเส้น SMA โดยทำหน้าที่เป็นแนวต้าน

Middle Band คืออะไร?

  • Middle Band คือ เส้น SMA ซึ่งทั่วไปจะนิยมใช้ SMA ที่ 20 โดยทำหน้าที่เป็นแนวรับและแนวต้าน

Lower Band คืออะไร?

  • Lower Band คือ เส้น Band ที่สร้างจากค่า SD ซึ่งจะอยู่ด้านล่างของเส้น SMA ทำหน้าที่เป็นแนวรับ

Bollinger Band สูตร

สำหรับสูตรคำนวณของ Bollinger Band ในแต่ละเส้นจะแตกต่างกันออกไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

สูตร
Upper BandSMA + SD x 2
Middle Band20-day simple moving average (SMA)
Lower Band SMA – SD x 2

จากสูตรจะเห็นได้ว่า Bollinger Bands เกิดจากการวัดค่าความผันผวนผ่านค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 2 เท่า ดังนั้น หากความผันผวนเพิ่มขึ้นจะทำให้กรอบกว้างขึ้น และหากความผันผวนลดลงจะทำให้กรอบแคบลงเช่นกัน

กรอบของ Bollinger Band และความผันผวนในตลาด Forex

Bollinger Bands กับความผันผวนในตลาด Forex

การอ่านพฤติกรรมราคาผ่านกรอบ Bollinger Band ในตลาด Forex หรือสินทรัพย์อื่น ๆ สามารถสังเกตความสัมพันธ์กับความผันผวนได้โดยตรงดังนี้:

  • กรอบแคบ (Low Volatility): เมื่อราคาเคลื่อนไหวแบบ Sideway ในกรอบแคบ เส้น Upper Band และ Lower Band จะเคลื่อนที่บีบตัวชิดเข้าหากัน สะท้อนว่าตลาดกำลังขาดสภาพคล่องหรือพักตัวเพื่อสะสมพลัง
  • กรอบกว้าง (High Volatility): เมื่อเกิดแรงซื้อหรือแรงขายเข้ามาในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ เส้นขอบบนและล่างจะถ่างออกจากกันอย่างรวดเร็ว บ่งชี้ว่าความผันผวนสูงขึ้นและราคาเริ่มเคลื่อนไหวตามโมเมนตัม

*หมายเหตุ : กรอบ หมายถึง ระยะห่างระหว่างเส้น Upper Band กับ Middle Band และระยะห่างระหว่างเส้น Lower Band กับ Middle Band

Bollinger Band บีบตัวหมายถึงอะไร? ทำความรู้จัก Bollinger Squeeze

เมื่อพูดถึงสภาวะที่เส้นขอบทั้งสองข้างแคบลงอย่างผิดปกติ หลายคนมักสงสัยว่าเมื่อ Bollinger Band บีบตัวหมายถึงอะไร ปรากฏการณ์นี้ในทางเทคนิคเรียกว่า Bollinger Squeeze

Bollinger Squeeze คือ สภาวะที่ราคาของสินทรัพย์เคลื่อนไหวในกรอบที่แคบมาก ๆ จนทำให้เส้น Upper Band และ Lower Band วิ่งเข้ามาแนบชิดกัน เป็นหลักฐานเชิงสถิติว่าความผันผวนลดลงถึงขีดสุด ตลาดอาจกำลังสะสมกำลังและมีโอกาสเกิดการทะลุกรอบราคา (Breakout) ตามมา แต่ยังไม่สามารถระบุทิศทางหรือช่วงเวลาที่แน่นอนได้ครับ ในทางปฏิบัติ เทรดเดอร์มักสังเกตว่ายิ่งการบีบตัวกินเวลานาน การทะลุกรอบมักมีแรงมากขึ้น แต่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งครับ อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ควรระวังสัญญาณหลอก (Head Fake) ที่ราคาอาจทะลุไปทางหนึ่งก่อนจะกลับตัววิ่งไปอีกทิศทางจริง

วิธีใช้ Bollinger Band วิเคราะห์กราฟและทิศทางราคา

Bollinger Bands เพื่อดูแนวโน้ม

สำหรับ วิธีใช้ Bollinger Band ในการเทรดจริง นักเทรดสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งการดูเทรนด์หลักและการจับสัญญาณการพักตัวกลับทิศทาง โดยแบ่งออกเป็นกรณีต่าง ๆ อย่างชัดเจน

Bollinger Band วิธีใช้ดูแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)

  • ถ้ากราฟวิ่งอยู่ในระหว่างเส้น Upper Band และ Middle Band แสดงว่า แนวโน้มนั้นกำลังเป็นขาขึ้น
  • ถ้ากราฟนั้นไม่สามารถทะลุผ่านเส้น Middle Band ลงมาได้เลย แสดงว่า เป็นแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรง
  • ถ้ากราฟที่กำลังเป็นแนวโน้มขาขึ้นสามารถทะลุผ่านเส้น Middle Band ลงมาได้ แสดงว่า มีโอกาสสูงที่กราฟจะเริ่มกลับตัวเป็นแนวโน้มขาลง

Bollinger Band วิธีใช้ดูแนวโน้มขาลง (Downtrend)

  • ถ้ากราฟวิ่งอยู่ในระหว่างเส้น Lower Band และ Middle Band แสดงว่า แนวโน้มนั้นกำลังเป็นขาลง
  • ถ้ากราฟนั้นไม่สามารถทะลุผ่านเส้น Middle Band ขึ้นไปได้เลย แสดงว่า เป็นแนวโน้มขาลงที่แข็งแรง
  • ถ้ากราฟที่กำลังเป็นแนวโน้มขาลงสามารถทะลุผ่านเส้น Middle Band ขึ้นไปได้ แสดงว่า มีโอกาสสูงที่กราฟจะเริ่มกลับตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้น

Bollinger Band วิธีใช้ดูสัญญาณการกลับตัว (Reversal)

Bollinger Band วิธีใช้ดูสัญญาณการกลับตัว

  • เมื่อกราฟวิ่งขึ้นไปชนเส้น Upper Band แสดงว่า อยู่ในโซน Overbought (ราคาถูกซื้อมากเกินไป) และอาจเป็นสัญญาณการกลับตัวลงมา
  • เมื่อกราฟวิ่งลงมาชนเส้น Lower Band แสดงว่า อยู่ในโซน Oversold (ราคาถูกขายมากเกินไป) และอาจเป็นสัญญาณการดีดตัวขึ้นไป

การทำกำไรจาก Bollinger Band

สิ่งสำคัญก่อนที่เราจะใช้ Bollinger Band Indicator คือ เราจำเป็นต้องวิเคราะห์สภาพตลาด ณ ตอนนั้นว่า กำลังเป็น Trend หรืออยู่ในรูปแบบ Sideway ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

กรณีที่ตลาดเป็นเทรนด์

ถ้าหากว่า สภาวะตลาด ณ ตอนนั้นเป็นเทรนด์ เราจะเน้นไปที่การหาจุดเข้าซื้อที่แม่นยำ และถือในระยะยาว ซึ่งเราจะทำการปิดออเดอร์ก็ต่อเมื่อกราฟราคานั้นมีท่าทีที่จะกลับตัว หรือแนวโน้มเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

กรณีที่ตลาดเป็น Sideway

ถ้าหากว่า สภาวะตลาด ณ ตอนนั้นเป็น Sideway การทำกำไรจะค่อนข้างง่ายกว่า ดังนี้

ถ้ากราฟราคาขึ้นไปแตะที่เส้นกรอบบน หรือ Upper Band อาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Sell และถ้าราคาลงไปแตะที่เส้นกรอบล่าง หรือ Lower Band อาจพิจารณาเปิดออเดอร์ Buy ทั้งนี้ควรกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ทุกครั้ง เพราะหากเกิด Bollinger Squeeze แล้วราคาทะลุกรอบ ราคาอาจวิ่งเกาะขอบแบนด์ต่อเนื่องและสวนทางกับออเดอร์ได้ครับ

เนื่องจากราคาอาจมีการกลับตัว และที่สำคัญหากตลาดเป็นแนวโน้ม Sideway กราฟราคาจะสามารถทะลุผ่านเส้น Middle Band ได้โดยง่าย ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญแค่กับเส้น Upper Band และ Lower Band

Bollinger Band ใช้ร่วมกับ Indicator ไหนดี เพื่อเพิ่มความแม่นยำ

แม้ว่า Bollinger Bands จะมีประโยชน์ในการวัดความผันผวนและระดับราคาทางสถิติ แต่การพึ่งพา BB เพียงตัวเดียวอาจทำให้เจอสัญญาณหลอกได้ง่ายในสภาวะตลาดที่มีเทรนด์รุนแรง ดังนั้นคำถามยอดนิยมคือ Bollinger Band ใช้ร่วมกับ Indicator ไหนดี พี่โบ้ขอแนะนำเครื่องมือที่ทำงานเสริมจุดเด่นจุดด้อยกันได้อย่างลงตัว:

  1. Relative Strength Index (RSI): เหมาะสำหรับยืนยันสภาวะ Overbought/Oversold และการเกิด Divergence หากราคาวิ่งชนขอบบนของ Upper Band พร้อมกับ RSI ทะลุระดับ 70 และเกิด Bearish Divergence (ราคาทำจุดสูงใหม่ แต่ RSI ไม่ทำจุดสูงใหม่ตาม) จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับสัญญาณกลับตัวได้เป็นอย่างดี สามารถอ่านวิธีใช้เครื่องมือนี้อย่างละเอียดได้ที่ Relative Strength Index (RSI) 
  2. Moving Average Convergence Divergence (MACD): ช่วยยืนยันโมเมนตัมและทิศทางเทรนด์ เมื่อราคาเกิด Bollinger Squeeze แล้วเริ่มดีดทะลุ Upper Band หากเส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้น Signal จะยืนยันการ Breakout ขาขึ้นที่แข็งแรง สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ MACD Indicator
  3. Simple Moving Average (SMA): สำหรับผู้ที่ต้องการยืนยันเทรนด์ระยะกลางถึงยาว การนำเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวมาประกอบจะช่วยกรองไม่ให้เทรดสวนเทรนด์ใหญ่ เรียนรู้เทคนิคเพิ่มเติมได้ที่ Moving Average (MA)

รู้หรือไม่ นอกเหนือจากการใช้ Bollinger Band แบบที่เราเห็นกันปกติแล้ว ยังมีอีกหนึ่งรูปแบบการใช้ Bollinger Band ที่ได้รับความนิยมในตลาดฟอเร็กซ์อยู่ครับ นั่นก็คือ Double Bollinger Band นั่นเอง

📢 Traderbobo แนะนำ

รวมอินดิเคเตอร์ที่เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ของเทรดเดอร์ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรดมือใหม่หรือมีประสบการณ์ บทความนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับการวิเคราะห์ตลาดของคุณได้ครับ

Double Bollinger Band คืออะไร?

Double Bollinger Band คือ

Double Bollinger Bands คือ เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่พัฒนามาจาก Bollinger Band แบบดั้งเดิม โดยใช้ Bollinger Band 2 ชุด เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการหาจุดเข้าและออกจากตลาด จากเดิมทีที่เราใช้กันเพียงแค่แบนด์เดียว ซึ่งพี่โบ้จะขออธิบายการใช้ Double Bollinger Band ดังนี้

องค์ประกอบของ Double Bollinger Band (DBB)

Double Bollinger Band ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลักที่สำคัญ เพื่อกำหนดขอบเขตการเคลื่อนไหวของราคาในระดับต่าง ๆ ดังนี้

  1. Middle Bands (SMA20) → เส้นกลาง
  2. Bollinger Band ชั้นใน (BB1) → Standard Deviation 1
  3. Bollinger Band ชั้นนอก (BB2) → Standard Deviation 2
  4. Trading Zone → พื้นที่สีเขียว คือ Buy Zone (ด้านบน), พื้นที่สีแดง คือ Sell Zone (ด้านล่าง) และพื้นที่ตรงกลาง คือ Neutral Zone

การตั้งค่า Double Bollinger Band (DBB)

ตารางการตั้งค่า Double Bollinger Band (DBB) ที่พี่โบ้ใช้

Periodประเภทของ MASourceStandard Deviation
(StdDev)
BB ชุดที่ 1 (BB1)20SMAClose1
BB ชุดที่ 2 (BB2)20SMAClose2
Timeframe 1 Day

  • Bollinger Band ชุดที่ 1 พี่โบ้จะตั้งค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (StdDev) ไว้ที่ 1 เพื่อใช้สำหรับกรองสัญญาณหลอกและยืนยันการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม
  • ชุดที่ 2 จะถูกตั้งค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่มีขนาดกว้างขึ้น โดยจะตั้งไว้ที่ 2 เพื่อใช้จับความเคลื่อนไหวของแนวโน้มหลัก
  • เลือกใช้ Timeframe 1 Day เนื่องจากเกิดสัญญาณรบกวนค่อนข้างน้อย และเหมาะแก่การดูแนวโน้มระยะยาว

การใช้ Double Bollinger Band หาแนวโน้ม

จุดสังเกตแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) 

  • ถ้าเส้น Middle Band มีทิศทางลาดขึ้นอย่างชัดเจนและแนวราคาเคลื่อนตัวจากล่างซ้ายไปบนขวา บ่งบอกถึงแนวโน้มขาขึ้น
  • ถ้า Bollinger Band ขยายตัวขึ้นด้านบนแสดงถึงแรงซื้อที่รุนแรง หากราคาดีดขึ้นจากแบนด์ล่าง (B2 และ A2) และทะลุขึ้นไป อาจบ่งชี้ว่าแรงซื้อมีความแข็งแกร่ง และแนวโน้มขาขึ้นมีโอกาสดำเนินต่อไป
  • เมื่อราคาอยู่ใกล้จุด A1 จะแสดงถึงแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง เทรดเดอร์อาจต้องพิจารณาปิดออเดอร์เพื่อทำกำไร เนื่องจากเมื่อราคาออกห่างจาก Middle Band ไปไกล ระดับราคามักจะมีแนวโน้มกลับตัวลงไปหา Middle Band อีกครั้ง ตามหลัก Extreme Overbought

*หมายเหตุ: Extreme Overbought เป็นสภาวะที่สินทรัพย์ถูกซื้อมากเกินไปจนราคาพุ่งสูงขึ้นถึงระดับที่ผิดปกติ ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดการกลับตัวลง

จุดสังเกตแนวโน้มขาลง (Downtrend)

  • ถ้าเส้น Middle Band มีทิศทางลาดลงอย่างชัดเจน รวมถึงระดับราคาเคลื่อนตัวจากบนซ้ายไล่ไปล่างขวาเท่ากับว่าแนวโน้ม ณ ขณะนั้นเป็นขาลงครับ
  • หาก Bollinger Band ขยายตัวลงด้านล่างแสดงถึงแรงขายและถ้าราคาดีดลงจากพื้นที่แบนด์ส่วนบน (B1 และ A1) และทะลุลงไปในพื้นที่แบนด์ส่วนล่าง (B2 และ A2) อาจบ่งชี้ว่าแรงขายมีความรุนแรง และแนวโน้มขาลงมีโอกาสดำเนินต่อไป

สรุป Bollinger Band คืออะไร

Bollinger Band คือ เครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์เชิง Technical Analysis ขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีประโยชน์มากไม่ว่าจะกับเทรดเดอร์มือใหม่ หรือมืออาชีพ เนื่องจากสามารถวิเคราะห์แนวโน้ม ดูความผันผวนราคา และกำหนดจุดเข้าซื้อ-ขาย รวมไปถึงจุดกลับตัวได้อีกด้วย ทั้งนี้ ควรศึกษาความรู้ในการเทรดทางเทคนิคให้เข้าใจระดับหนึ่งก่อนนะครับ เพื่อการใช้ BB Indicator ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ Bollinger Band ใช้คู่กับ Indicator ตัวอื่น ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเทรด ซึ่งขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และความถนัดของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ บทความนี้เป็นเพียงการให้ความรู้ด้านการลงทุน และการลงทุนล้วนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุนทุกครั้งนะครับ

นอกจากการอ่านสัญญาณแล้ว ควรกำหนดขนาดสถานะ (Position Size) ให้ความเสี่ยงต่อออเดอร์อยู่ในระดับที่รับได้เมื่อเทียบกับเงินทุนทั้งหมด และไม่ควรกระจุกเงินทุนไว้ในออเดอร์เดียวครับ

………….. 🐶 …………..

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Bollinger Band

Bollinger Band ทำงานอย่างไร?

การทำงานของ Bollinger Band หลัก ๆ เราจะดูที่กรอบครับ โดยทั่วไปแถบมักจะขยายตัวเมื่อตลาดมีความผันผวนสูงและเริ่มหดตัวเมื่อตลาดมีความผันผวนต่ำ และราคาของสินทรัพย์มักเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็อาจทะลุกรอบหรือวิ่งเกาะขอบแบนด์ได้ในช่วงที่แนวโน้มรุนแรง กล่าวคือ ถ้าราคาเคลื่อนไหวออกนอกกรอบอาจบ่งชี้ถึงสภาวะซื้อหรือขายมากเกินไป

Bollinger Band ใช้กับ Timeframe เท่าไหร่ดี?

Bollinger Bands สามารถใช้ได้กับทุก Timeframe ตั้งแต่วินาทีจนถึงรายวัน แต่จะใช้กับ Timeframe แบบรายวันได้ดีมากกว่า

การตั้งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (StdDev) ส่งผลต่อ BB อย่างไร?

หากเทรดเดอร์ตั้งค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่มีค่าสูงมากเท่าใด ความกว้างของกรอบ Bollinger Bands ก็จะมีมากเท่านั้นครับ

Bollinger Band ตั้งค่ายังไงดีที่สุด จำเป็นต้องใช้ค่ามาตรฐานไหม?

สำหรับ Bollinger Band ตั้งค่ามาตรฐานคือ Period 20, ประเภท MA เป็น SMA และ StdDev เท่ากับ 2 ซึ่งเป็นค่าตั้งต้นที่พบได้ในแพลตฟอร์มเทรดทั่วไปครับ

อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์สามารถปรับแต่งให้เข้ากับกลยุทธ์เฉพาะตัวได้:

  • เดย์เทรดหรือ Scalping: หากกราฟมีความผันผวนเร็ว อาจปรับลดเป็น Period 10 ถึง 14 แต่ต้องยอมรับว่าอาจมีสัญญาณรบกวนมากขึ้น
  • เทรนด์ระยะยาว: อาจขยับเป็น Period 50 ร่วมกับการขยาย StdDev เป็น 2.1 เพื่อจับแนวโน้มที่กว้างขึ้นและนิ่งกว่าเดิม


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ