
โบรกเกอร์หุ้น ไม่มีขั้นต่ำ คือ บริษัทหลักทรัพย์ที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมคอมมิชชันขั้นต่ำต่อวัน (Minimum Commission) จากการสั่งซื้อขายหุ้นไทย ทำให้นักลงทุนจ่ายค่าคอมมิชชันตามมูลค่าซื้อขายจริงโดยไม่มีคำสั่งซื้อขายขั้นต่ำรายวันบังคับ
การเลือกว่าจะใช้ โบรกเกอร์หุ้น ไหนดี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่ต้องการออมหุ้นแบบ DCA หรือนักลงทุนรายย่อยที่มีทุนเริ่มต้นไม่สูง บทความนี้อธิบายโครงสร้างค่าธรรมเนียม เปรียบเทียบจุดเด่นของแต่ละโบรกเกอร์ พร้อมข้อควรระวังเรื่องค่าใช้จ่ายแฝงเพื่อให้คุณเลือกโบรกเกอร์ได้ตรงกับสไตล์การลงทุนครับ
⚠️ คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- การไม่มีค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ ช่วยประหยัดต้นทุนการเทรดได้สูงสุดถึง 50 บาทต่อวัน เหมาะอย่างยิ่งกับสาย DCA และการซื้อหุ้นด้วยเงินจำนวนน้อย
- ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นไม่ได้มีเพียงค่าคอมมิชชัน แต่ยังมีค่าธรรมเนียมกำกับดูแล (TSD, SET, Regulatory Fees) และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% รวมอยู่ด้วย
- บัญชีประเภท Cash Balance (วางเงินสดเต็มจำนวนก่อนซื้อ) เป็นประเภทบัญชีมาตรฐานที่โบรกเกอร์ไม่มีขั้นต่ำให้บริการอย่างปลอดภัย
- การเลือกโบรกเกอร์ควรพิจารณาความน่าเชื่อถือ ใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. แพลตฟอร์มการเทรด และบริการหลังการขายควบคู่ไปกับอัตราค่าธรรมเนียม
โบรกเกอร์หุ้น ไม่มีขั้นต่ำ คืออะไร?
โบรกเกอร์หุ้น ไม่มีขั้นต่ำ คือบริษัทหลักทรัพย์ที่ไม่กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมขั้นต่ำรายวัน (ขั้นต่ำเดิมมักอยู่ที่ 50 บาทต่อวัน) ทำให้นักลงทุนจ่ายค่าธรรมเนียมตามสัดส่วนการเทรดจริงเท่านั้น
ในระบบการซื้อขายหุ้นไทยตามปกติ เมื่อนักลงทุนส่งคำสั่งซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โบรกเกอร์จะคิดค่าคอมมิชชันเป็นเปอร์เซ็นต์ (เช่น 0.15% – 0.20% ของมูลค่าซื้อขาย) แต่ในอดีต หากคำนวณค่าธรรมเนียมออกมารวมแล้วไม่ถึง 50 บาท ระบบจะปัดขึ้นเป็น 50 บาททันที ซึ่งสร้างภาระต้นทุนสูงมากให้กับผู้ที่ส่งคำสั่งซื้อขายหลักร้อยหรือหลักพันบาท การยกเว้นขั้นต่ำนี้จึงเข้ามาแก้ปัญหาต้นทุนสะสมของนักลงทุนรายย่อย
กลไกค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ (Minimum Commission) ในการเทรดหุ้นไทย
กลไกค่าธรรมเนียมขั้นต่ำเดิมถูกออกแบบมาเพื่อครอบคลุมต้นทุนการประมวลผลคำสั่งซื้อขายของบริษัทหลักทรัพย์ แต่เมื่อเทคโนโลยียุคดิจิทัลพัฒนาขึ้น การประมวลผลคำสั่งซื้อขายผ่านแอปพลิเคชันมือถือมีต้นทุนที่ลดลงอย่างมาก บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งจึงปรับรูปแบบธุรกิจเพื่อดึงดูดนักลงทุนรุ่นใหม่ด้วยการยกเลิกขั้นต่ำรายวัน
หากคุณส่งคำสั่งซื้อหุ้น 1,000 บาท ผ่านโบรกเกอร์ที่มีขั้นต่ำ 50 บาท คุณจะเสียค่าธรรมเนียมทันที 50 บาท คิดเป็นต้นทุนสูงถึง 5% ของเงินลงทุน แต่หากส่งคำสั่งซื้อผ่านโบรกเกอร์ที่ไม่คิดขั้นต่ำ ณ อัตราค่าคอมมิชชัน 0.15% คุณจะจ่ายค่าธรรมเนียมเพียง 1.50 บาทเท่านั้น ซึ่งช่วยประหยัดเงินต้นทุนได้ทันที
ทำไมการยกเว้นค่าธรรมเนียมขั้นต่ำถึงสำคัญกับนักลงทุนรายย่อย
สำหรับนักลงทุนสาย DCA (Dollar-Cost Averaging) ที่ทยอยสะสมหุ้นทุก ๆ เดือนด้วยเงินจำนวนเท่า ๆ กัน การกระจายเงินซื้อหุ้นหลาย ๆ ตัวในแต่ละเดือนจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมาก หากไม่มีขั้นต่ำ คุณสามารถแบ่งเงิน 3,000 บาท ไปซื้อหุ้น 3 ตัว ตัวละ 1,000 บาท ได้โดยไม่โดนหักค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 50 บาทซ้ำกัน 3 ครั้ง (รวม 150 บาท)
ก่อนจะเลือกเปลี่ยนมาใช้โบรกเกอร์กลุ่มนี้ การทำความเข้าใจโครงสร้างการทำงานของตลาดทุนถือเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น การเริ่มต้นศึกษาและทำความเข้าใจพื้นฐานหุ้นจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของการถือครองตราสารทุนและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้ถือหุ้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ
เปรียบเทียบ โบรกเกอร์หุ้น ไม่มีขั้นต่ำ 2026: ที่ไหนดีและต่างกันอย่างไร?
บริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการโดยไม่คิดค่าคอมมิชชันขั้นต่ำรายวันในปัจจุบันมีหลากหลายแห่ง โดยแต่ละแห่งมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมคอมมิชชันและจุดเด่นของแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน
การพิจารณา โบรกเกอร์หุ้น เปรียบเทียบ ให้เห็นภาพชัดเจน ต้องดูทั้งอัตราค่าคอมมิชชัน (%) ประเภทบัญชีที่รองรับ แอปพลิเคชันที่ใช้ส่งคำสั่งซื้อขาย รวมถึงความสะดวกในการฝากถอนเงินผ่านระบบอัตโนมัติ
โครงสร้างค่าธรรมเนียมคอมมิชชันของแต่ละโบรกเกอร์
ปัจจุบันมีโบรกเกอร์ชั้นนำที่ชูนโยบายไม่มีขั้นต่ำรายวัน ซึ่งครอบคลุมทั้งโบรกเกอร์ไร้ค่าคอมมิชชันแบบมีเงื่อนไข และโบรกเกอร์ที่คิดค่าคอมมิชชันตามสัดส่วนจริง ดังนี้:
- Liberator (บล. ลิเบอเรเตอร์): โดดเด่นด้วยโมเดลการเทรดหุ้นไทยแบบไม่มีค่าคอมมิชชัน (0%) สำหรับยอดซื้อขายสะสมไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดต่อเดือน หรือแพ็กเกจ subscription ตามเงื่อนไขของโบรกเกอร์ เหมาะกับสายเก็งกำไรและ DCA
- SBITO (บล. เอสบีไอ ไทยออนไลน์): โบรกเกอร์ยุคแรก ๆ ที่ยกเลิกขั้นต่ำรายวัน คิดค่าธรรมเนียมคอมมิชชันบนระบบอินเทอร์เน็ตต่ำเพียง 0.075% (สำหรับบัญชี Cash Balance) ตามอัตราที่บริษัทเผยแพร่บนเว็บไซต์ทางการ (ตรวจสอบล่าสุด กันยายน 2026)
- InnovestX (บล. อินโนเวสท์ เอกซ์): โบรกเกอร์ในเครือ SCBX ไม่คิดขั้นต่ำรายวัน อัตราค่าคอมมิชชันมาตรฐานอยู่ที่ 0.15% (อ้างอิงอัตราค่าธรรมเนียมที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทางการของบริษัท)
- Pi Securities (บล. พาย): ไม่คิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำรายวันเช่นกัน อัตราค่าธรรมเนียม 0.15% มาพร้อมแอปพลิเคชัน Pi Financial ที่เน้นการบริหารพอร์ตและบทวิเคราะห์ครอบคลุม
สรุปข้อดี-ข้อจำกัดและประเภทบัญชีที่รองรับ
บัญชีที่รองรับนโยบายไม่มีขั้นต่ำเกือบทั้งหมดคือ บัญชี Cash Balance (วางเงินสด 100% ก่อนซื้อ) ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทบัญชีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักลงทุนมือใหม่ เมื่อเทียบกับบัญชีที่มีวงเงินเครดิต เพราะป้องกันการซื้อเกินวงเงินได้ดีกว่า และได้รับดอกเบี้ยจากเงินสดที่ฝากไว้ในบัญชีหุ้นด้วย
| โบรกเกอร์ | ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ/วัน | อัตราค่าคอมมิชชัน (%) | บัญชีที่รองรับ | เครื่องมือเทรดหลัก |
| Liberator | 0 บาท | 0% (ตามเงื่อนไขแพ็กเกจ/วงเงิน) | Cash Balance | Liberator App |
| SBITO | 0 บาท | 0.075% | Cash Balance / Cash Account | Streaming / SBITO Trade |
| InnovestX | 0 บาท | 0.15% | Cash Balance | InnovestX App / Streaming |
| Pi Securities | 0 บาท | 0.15% | Cash Balance | Pi Financial / Streaming |
หมายเหตุ: อัตราค่าคอมมิชชันข้างต้นยังไม่รวมค่าธรรมเนียมตลาดฯ/กำกับดูแล (ประมาณ 0.007%) และ VAT 7% รวบรวมจากเว็บไซต์ทางการของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ ณ เดือนกันยายน 2026 โปรดตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งก่อนตัดสินใจเปิดบัญชี
วิธีเลือก โบรกเกอร์หุ้น ไหนดี ให้เหมาะกับสไตล์การลงทุน
การเลือก โบรกเกอร์หุ้น แนะนำ ให้พิจารณาจากพฤติกรรมการซื้อขายและความต้องการใช้งานเครื่องมือเป็นหลัก มากกว่าการดูเพียงเรื่องค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว
นักลงทุนแต่ละคนมีวัตถุประสงค์และกรอบเวลาการลงทุนต่างกัน การเลือกโบรกเกอร์ที่ตอบโจทย์ฟังก์ชันการใช้งาน จะช่วยให้การบริหารพอร์ตเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความผิดพลาดในการส่งคำสั่ง
เกณฑ์การเลือกสำหรับสาย DCA และนักลงทุนทุนน้อย
หากคุณเป็นสายสะสมหุ้นระยะยาว ส่งคำสั่งซื้อเดือนละ 1–2 ครั้ง ควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีคุณสมบัติดังนี้:
- ไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำแน่นอน 100%: ไม่มีการตั้งเงื่อนไขขั้นต่ำแฝงรายเดือน
- ระบบ Auto DCA: มีฟังก์ชันตั้งเวลาซื้อหุ้นอัตโนมัติรายเดือนเพื่อตัดอารมณ์ออกจากการลงทุน
- การเชื่อมต่อกับบัญชีธนาคาร (E-Payment / QR Code): ฝากเงินเข้าพอร์ตได้ทันทีแบบ Real-time โดยไม่โดนหักค่าธรรมเนียมการโอน
เกณฑ์สำหรับสายเก็งกำไรถี่ (Day Trade / Swing Trade)
สำหรับผู้ที่ส่งคำสั่งซื้อขายบ่อยครั้ง ต้นทุนค่าคอมมิชชันทุก 0.01% มีผลต่อกำไรสุทธิอย่างมาก ควรเน้นปัจจัยต่อไปนี้:
- อัตราค่าคอมมิชชันต่ำที่สุด: การเลือกโบรกเกอร์ที่คิดค่าคอมมิชชัน 0.075% หรือ 0% ช่วยประหยัดต้นทุนส่วนต่างราคา (Spread) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ความเสถียรของเครื่องมือส่งคำสั่ง: รองรับ Streaming หรือมีแอปพลิเคชันเฉพาะที่ส่งคำสั่งได้รวดเร็ว ไม่ค้างในช่วงตลาดเปิดหรือปิด (ATO/ATC หรือช่วง Auto Trading Open/Close ที่ราคาซื้อขายมักผันผวนสูง)
- ฟังก์ชันคำสั่งพิเศษ: มีระบบ Stop Order, Condition Order เพื่อช่วยตั้งจุดตัดขาดทุนอัตโนมัติ
ความน่าเชื่อถือและการรักษาทรัพย์สินนักลงทุน
ความปลอดภัยของเงินทุนเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โบรกเกอร์หุ้นทุกแห่งในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุน และทรัพย์สินของลูกค้าจะถูกแยกออกจากทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ การฝากหลักทรัพย์ไว้ในระบบกลางจะดำเนินการผ่านศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ การทำความเข้าใจระบบกำกับดูแลและการเข้าใจระบบการเก็บรักษาทรัพย์สินว่า Custodian จะช่วยเพิ่มความมั่นใจว่า หุ้นและเงินสดของคุณได้รับการดูแลตามมาตรฐานสากล แม้โบรกเกอร์จะประสบปัญหาทางการเงิน ทรัพย์สินของคุณก็ยังคงปลอดภัยครับ
📢 Traderbobo แนะนำ
ตอนผมเริ่มออมหุ้นด้วยวิธี DCA ใหม่ ๆ ผมเคยละเลยเรื่องค่าคอมมิชชันขั้นต่ำรายวัน คิดว่าโดนครั้งละ 50 บาทไม่น่ากระทบมาก แต่พอมาคำนวณย้อนหลังสิ้นปี ปรากฏว่าค่าธรรมเนียมกลืนส่วนต่างกำไรไปเกือบ 5% ดังนั้นการเลือกโบรกเกอร์ที่ไม่มีขั้นต่ำจึงช่วยเซฟเงินลงทุนสะสมในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญครับ
ข้อควรระวังและค่าใช้จ่ายแฝงเมื่อเทรดหุ้น (แม้ไม่มีขั้นต่ำ)

แม้คำว่า “ไม่มีขั้นต่ำ” จะฟังดูเหมือนประหยัด แต่ในการซื้อขายหุ้นไทยตามกฎหมาย ยังมีค่าธรรมเนียมตามส่วนงานอื่น ๆ ที่นักลงทุนต้องจ่ายเพิ่มเสมอ
การคำนวณต้นทุนการเทรดที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณประเมินจุดคุ้มทุน (Break-even point) ของการขายหุ้นแต่ละครั้งได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ค่าธรรมเนียมกำกับดูแล (Trading Fee, Clearing Fee, Regulatory Fee) และ VAT 7%
เมื่อคุณส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นสำเร็จ นอกจากค่าคอมมิชชันของโบรกเกอร์แล้ว จะมีค่าธรรมเนียมอีก 3 ส่วนที่คิดตามเกณฑ์ของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ใช้มาตรฐานเดียวกันทุกโบรกเกอร์:
- Trading Fee (ค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์): 0.005% ของมูลค่าซื้อขาย
- Clearing Fee (ค่าธรรมเนียมสำนักหักบัญชี): 0.001% ของมูลค่าซื้อขาย
- Regulatory Fee (ค่าธรรมเนียมกำกับดูแล): 0.001% ของมูลค่าซื้อขาย
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%): คิดจากยอดรวมของค่าคอมมิชชัน + ค่าธรรมเนียมกำกับดูแลข้างต้น
ความเข้าใจผิดเรื่อง “เทรดฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเลย”
นักลงทุนหลายคนเข้าใจผิดว่าการเทรดผ่านโบรกเกอร์ที่โฆษณาว่า “ฟรีค่าคอมมิชชัน 0%” จะไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ หลุดออกมาเลย แต่ในความเป็นจริง ค่าธรรมเนียมกำกับดูแลรวม 0.007% และ VAT 7% ยังคงถูกเรียกเก็บตามกฎหมายเสมอ
ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อหุ้นมูลค่า 10,000 บาท ผ่านโบรกเกอร์ที่คิดค่าคอมมิชชัน 0% คุณจะยังคงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตลาดฯ และ VAT รวมประมาณ 0.75 บาท ดังนั้น ควรเผื่อต้นทุนเล็กน้อยนี้ไว้ในการคำนวณกำไรสุทธิเสมอครับ
สรุปแนวทางเลือกโบรกเกอร์หุ้น ไม่มีขั้นต่ำสำหรับมือใหม่
การเลือกโบรกเกอร์หุ้นที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำรายวัน เป็นก้าวแรกที่ช่วยลดต้นทุนการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับนักลงทุนรายย่อยและสาย DCA ที่ส่งคำสั่งซื้อด้วยเงินจำนวนน้อยบ่อยครั้ง
อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจ คุณควรพิจารณาเรื่องความเสถียรของแอปพลิเคชัน เครื่องมือวิเคราะห์ ความสะดวกในการฝากถอนเงิน และบริการหลังการขายประกอบกัน เพื่อให้ได้โบรกเกอร์ที่ส่งเสริมแผนการลงทุนในระยะยาวของคุณได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โบรกเกอร์หุ้น ไม่มีขั้นต่ำ
โบรกเกอร์หุ้น ไม่มีขั้นต่ำ เหมาะกับใครมากที่สุด?
เหมาะกับนักลงทุนสาย DCA ที่ต้องการทยอยซื้อหุ้นทุก ๆ เดือน นักลงทุนรายย่อยที่มีเงินลงทุนเริ่มต้นหลักร้อยถึงหลักพันบาท และนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการทดลองลงทุนในตลาดหุ้นจริงโดยไม่ถูกหักค่าธรรมเนียมขั้นต่ำรายวัน 50 บาท ซึ่งช่วยรักษาเงินต้นทุนไว้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
มีเงิน 100 บาท เริ่มซื้อหุ้นผ่านโบรกเกอร์ไม่มีขั้นต่ำได้ไหม?
เริ่มได้ครับ หากหุ้นตัวนั้นมีราคาต่อหุ้นที่ไม่เกินวงเงิน และซื้อในกระดาน Odd Lot (จำนวนต่ำกว่า 100 หุ้น) หรือซื้อหุ้นในกระดานปกติที่ราคาหุ้นละไม่เกิน 1 บาท (ขั้นต่ำกระดานปกติคือ 100 หุ้น = 100 บาท) โดยจะเสียค่าธรรมเนียมตามสัดส่วนจริงเพียงไม่กี่สตางค์เท่านั้น
บัญชี Cash Balance กับ Cash Account ต่างกันอย่างไรสำหรับโบรกเกอร์ไม่มีขั้นต่ำ?
บัญชี Cash Balance บังคับให้วางเงินสดเต็ม 100% ก่อนส่งคำสั่งซื้อ ซึ่งเป็นประเภทบัญชีหลักที่รองรับนโยบายไม่มีขั้นต่ำ ส่วนบัญชี Cash Account (ชำระเงิน T+2) มักจะยังมีเงื่อนไขขั้นต่ำหรือต้องใช้วงเงินอนุมัติ ดังนั้นมือใหม่ควรเลือกเปิดบัญชี Cash Balance เป็นหลัก
เทรดหุ้นไทย กับเทรด TFEX หรือ Forex เลือกโบรกเกอร์ต่างกันอย่างไร?
หุ้นไทยเน้นโบรกเกอร์ที่รับรองโดย ก.ล.ต. ไทย และไม่มีขั้นต่ำค่าคอมมิชชัน ส่วน TFEX จะมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมเป็นสัญญา (per contract) ขณะที่การเทรด Forex หรือ CFD สินทรัพย์ต่างประเทศจะเน้นเรื่อง ค่าสเปรด (Spread) และ Leverage หากคุณต้องการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อมองภาพรวมการเลือกโบรกเกอร์ข้ามสินทรัพย์ทั้ง Forex และ TFEX จะช่วยให้เลือกแพลตฟอร์มได้ตรงกับประเภทสินทรัพย์ครับ
โบรกเกอร์หุ้นที่ไม่คิดขั้นต่ำ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. หรือไม่?
อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างถูกต้องครับ บริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่งที่ให้บริการในประเทศไทย ไม่ว่าจะคิดค่าธรรมเนียมรูปแบบใด ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จากกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงาน ก.ล.ต. รวมถึงเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทุกแห่ง
⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











