
อุปสงค์ อุปทาน คืออะไร? หลักการพื้นฐานก่อนเทรด
เทรดเดอร์หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่า ทำไมราคาของสินทรัพย์ในตลาดการเงินถึงขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดเวลา คำตอบคือ มาจากหลักพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า “อุปสงค์และอุปทาน” หรือ “Demand Supply” นั่นเองครับ
บทความนี้ Traderbobo จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าอุปสงค์ อุปทาน คืออะไร รวมถึงการนำไปใช้จริงในตลาด Forex ที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องรู้กันครับ
*หมายเหตุ : บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาเชิญชวนให้ลงทุนแต่อย่างใด เป็นเพียงการให้ความรู้เกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทาน เท่านั้น! นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนลงทุนทุกครั้งครับ
ความหมายของอุปสงค์และอุปทาน

- อุปสงค์ คือ ความต้องการซื้อสินค้า หรือบริการในราคาที่กำหนด ณ ช่วงเวลาหนึ่ง โดยเมื่ออุปสงค์เพิ่มขึ้น หมายความว่า มีผู้ซื้อมากขึ้น ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
- อุปทาน คือ ปริมาณสินค้า หรือบริการที่ผู้ขายยินดีนำมาขายในราคาที่กำหนด ณ ช่วงเวลาหนึ่ง โดยเมื่ออุปทานเพิ่มขึ้น หมายความว่า มีผู้ขายมากขึ้น ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มปรับตัวลดลง
เทรดแบบ Trend Following คืออะไร? และมีกลยุทธ์แบบไหนบ้าง หาคำตอบได้ที่ Trend Following กลยุทธ์ว่ายตามกระแสน้ำ
อธิบายกฎของอุปสงค์และอุปทานแบบง่าย ๆ
หลักการของอุปสงค์และอุปทานมีกฎที่ชัดเจนที่เทรดเดอร์ควรเข้าใจ ไม่ว่าคุณจะเทรดตลาดไหนก็ตามครับ

การเปลี่ยนแปลงของเส้นอุปสงค์และอุปทาน (Shift vs Movement)
สิ่งสำคัญที่เทรดเดอร์ควรเข้าใจ คือ การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์อุปทานมี 2 แบบ คือ Movement และ Shift
- Movement หมายถึง การเคลื่อนที่บนเส้นอุปสงค์หรือเส้นอุปทานที่มีอยู่แล้ว เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น เมื่อราคา EUR/USD ลดลง คนจะซื้อมากขึ้น นี่คือ Movement ตามเส้นอุปสงค์ครับ
- Shift หมายถึง การเคลื่อนที่ของทั้งเส้นอุปสงค์และเส้นอุปทาน เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไม่ใช่ราคาสินทรัพย์ เช่น การประกาศข่าวดอกเบี้ย การเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลาง หรือเหตุการณ์สำคัญระดับโลก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อ Fed ประกาศขึ้นดอกเบี้ย ทั้งเส้นอุปสงค์ของ USD จะเลื่อนขึ้น เพราะนักลงทุนทั่วโลกต้องการถือ USD มากขึ้น นี่ไม่ใช่แค่ราคาเปลี่ยน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมทั้งตลาดเลยครับ
พี่โบ้อธิบายเพิ่ม: การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Movement และ Shift จะช่วยให้เทรดเดอร์วิเคราะห์ได้ว่า การเคลื่อนไหวของราคา เป็นเพียงแค่การปรับฐานชั่วคราว หรือเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มใหม่ครับ
*หมายเหตุ : บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาเชิญชวนให้ลงทุนแต่อย่างใด เป็นเพียงการยกตัวอย่างเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทาน เท่านั้น! นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนลงทุนทุกครั้งครับ
Demand Supply Zone คืออะไร
Demand Supply Zone หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า โซนดีมานด์ ซัพพลาย คือ พื้นที่บนกราฟราคาที่มีการซื้อขายกันอย่างหนาแน่นในอดีต และมักจะกลายเป็นจุดกลับตัวในอนาคต ทำให้ราคามักจะมีปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเข้ามาแตะโซนเหล่านี้

Demand Zone จะมีลักษณะดังนี้
- อยู่ด้านล่างของราคาปัจจุบัน
- ราคามักจะกลับตัวขึ้นเมื่อมาแตะโซนนี้
- เกิดจากการมีแรงซื้อที่แข็งแกร่งในอดีต
- มักเกิดหลังจากราคาตกลงอย่างรวดเร็ว
- เทรดเดอร์จะมองหาโอกาส เปิด Order Buy ในโซนนี้

Supply Zone จะมีลักษณะดังนี้
- อยู่ด้านบนของราคาปัจจุบัน
- ราคามักจะกลับตัวลงเมื่อมาแตะโซนนี้
- เกิดจากการมีแรงขายที่แข็งแกร่งในอดีต
- มักเกิดหลังจากราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
- เทรดเดอร์จะมองหาโอกาส เปิด Order Sell ในโซนนี้
สิ่งสำคัญคือ โซนเหล่านี้ไม่ใช่เส้นตายตัว แต่เป็นพื้นที่หรือช่วงราคา (Zone) ที่เราต้องจับตามอง และโซนจะมีความแข็งแกร่งมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น จำนวนครั้งที่ราคาวิ่งมาแตะบริเวณนั้น ๆ (ยิ่งแตะบ่อยยิ่งอ่อนแรง) และระยะเวลาที่ราคาอยู่ในโซน (ยิ่งอยู่นานยิ่งอ่อนแรง) ครับ
ตัวอย่างอุปสงค์อุปทานในตลาดการเงิน
หลักการของอุปสงค์และอุปทาน สามารถใช้ได้จริงในทุกตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ คริปโต หรือ Forex เพราะทุกตลาดมีพฤติกรรมการซื้อขายที่เหมือนกันคือ มีผู้ซื้อและผู้ขายครับ
สำหรับบทความนี้ เราจะเน้นไปที่ตลาด Forex เป็นหลักครับ เพราะเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูง และมีการเคลื่อนไหวของราคาที่ชัดเจน ทำให้เห็นโซน Demand Supply ได้ดี และมีผู้เทรดจำนวนมากทั่วโลกครับ
ตัวอย่างในตลาด Forex (EUR/USD)
ยกตัวอย่างการดู Demand ที่เห็นภาพชัดเจนจากคู่เงิน EUR/USD ซึ่งเป็นคู่เงินที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในตลาด Forex ครับ

สมมติว่าเราเห็นกราฟ EUR/USD ที่ราคาตกลงมาอย่างรวดเร็วจากระดับ 1.1200 มาที่ 1.1000 ในเวลาไม่กี่วัน จากนั้น ราคาก็พุ่งขึ้นไปอย่างแรงจนถึง 1.1400 โดยพื้นที่ที่ราคาพักอยู่สั้น ๆ ก่อนจะพุ่งขึ้นคือช่วง 1.1000-1.1020 นั่นเรียกว่า Demand Zone ครับ
สิ่งสำคัญคือ เราควรดูว่าโซนนี้ยังแข็งแกร่งหรือไม่ โดยดูจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ราคามาแตะโซนนี้กี่ครั้งแล้ว (Fresh Zone จะแข็งแกร่งกว่า) และมีข่าวหรือปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนหรือไม่ครับ
Demand Zone นี้ สัมพันธ์โดยตรงกับหลักการของ แนวรับ-แนวต้าน ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมของราคาได้ชัดเจนขึ้น
*หมายเหตุ : บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาเชิญชวนให้ลงทุนแต่อย่างใด เป็นเพียงการยกตัวอย่างเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการดูอุปสงค์คู่เงิน เท่านั้น! นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนลงทุนทุกครั้งครับ
แนวคิดสำคัญของอุปสงค์อุปทาน
มาสรุปประเด็นสำคัญที่คุณต้องจำไว้เกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทานกันครับ
1. อุปสงค์และอุปทานคือแรงขับเคลื่อนราคา – ทุกการเคลื่อนไหวของราคาเกิดจากความไม่สมดุลระหว่างแรงซื้อและแรงขาย เมื่อแรงไหนมากกว่า ราคาก็จะไปในทิศทางนั้น
2. กฎของอุปสงค์และอุปทานทำงานในทุกตลาด – ไม่ว่าจะเป็นตลาด Forex หุ้น คริปโต หรือสินค้าโภคภัณฑ์ หลักการเดียวกันนี้ สามารถใช้ได้ทั้งหมด เพราะทุกตลาดมีผู้ซื้อและผู้ขาย
3. โซน Demand และ Supply เป็นจุดหักเหของราคา – พื้นที่ที่มีการซื้อขายหนาแน่นในอดีต มักจะกลายเป็นจุดที่ราคาอาจกลับตัวในอนาคต และนี่คือโอกาสในการเข้าเทรด
4. ต้องใช้ร่วมกับการวิเคราะห์อื่น ๆ – Demand Supply เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องดูร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น โครงสร้างตลาด และข่าวพื้นฐานด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชนะตลาด
5. การจัดการความเสี่ยงยังคงสำคัญ – ถึงแม้จะหาโซนที่ดีได้ แต่ราคาก็อาจทะลุโซนไปได้เช่นกัน ดังนั้น การตั้ง Take Profit/Stop Loss และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ยังคงสำคัญครับ
การเข้าใจหลัก Demand Supply จะทำให้คุณมองตลาดแบบมืออาชีพมากขึ้น ไม่ใช่แค่ดูกราฟเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลว่า ณ ระดับราคาไหนที่มีแรงซื้อหรือแรงขายสะสมอยู่ และเมื่อราคามาถึงจุดนั้น เราควรทำอย่างไร นี่คือสิ่งที่แตกต่างระหว่างเทรดเดอร์มือใหม่กับเทรดเดอร์มืออาชีพครับ
Take Profit – Stop Loss คืออะไร? ควรตั้งแบบไหนดี ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Take Profit – Stop Loss พร้อมวิธีการตั้งค่า
สรุปเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทาน
การเข้าใจหลักการ Demand Supply ไม่ใช่แค่ทฤษฎีที่อ่านแล้วผ่านไป แต่มันคือรากฐานสำคัญที่จะทำให้คุณเป็นเทรดเดอร์ที่เก่งขึ้นได้ครับ
การเทรดโดยใช้หลัก Demand Supply จะช่วยให้คุณรู้ขอบเขตในตลาด เพราะคุณกำลังเทรดตามพฤติกรรมของเงินทุนขนาดใหญ่ (Smart Money) ที่เข้ามาสะสมหรือปล่อยสินทรัพย์ในโซนเหล่านี้ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเทรดเดอร์มืออาชีพส่วนใหญ่ มักใช้หลักการนี้เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ตลาดครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอุปสงค์อุปทาน
ทำไมเทรดเดอร์ต้องเข้าใจ Demand Supply ก่อนวิเคราะห์กราฟ?
การเข้าใจ Demand Supply คือการเข้าใจตลาดครับ เมื่อคุณรู้ว่าราคาเคลื่อนไหวจากแรงซื้อหรือแรงขาย คุณจะสามารถอ่านกราฟได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งสามารถดูประกอบไปกับ Indicator ที่บอกสัญญาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจของคุณได้อีกด้วยครับ
จะรู้ได้ยังไงว่า Zone ไหนคือ Demand หรือ Supply Zone?
การหาโซน Demand และ Supply ต้องดูจากพฤติกรรมของราคาครับ โดยมีหลักการง่าย ๆ ที่คุณสามารถใช้ได้เลย ดังนี้
Demand Zone
- เกิดที่บริเวณด้านล่างของกราฟราคาช่วงก่อนที่ราคาจะพุ่งขึ้น
- มีแท่งเทียนขาขึ้นที่ยาวและขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- มีปริมาณการซื้อขายสูง
Supply Zone
- เกิดที่บริเวณด้านบนของกราฟราคาที่แสดงถึงแรงขายสูง
- มีแท่งเทียนขาลงที่ยาวและลงอย่างต่อเนื่อง
- มีปริมาณการซื้อขายสูง
Demand Supply ใช้ได้กับ Timeframe ไหนบ้าง?
Demand Supply สามารถใช้ได้กับทุก Timeframe ตั้งแต่ 1M (1 นาที) สำหรับ Scalping จนถึง Monthly (รายเดือน) สำหรับ Position Trading แต่โดยทั่วไปแล้ว Timeframe ที่ใหญ่กว่าจะให้โซนที่มีความแข็งแกร่งมากกว่า เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะใช้ Timeframe 1H, 4H และ Daily เป็นหลักในการระบุ Demand Supply Zone ที่สำคัญ จากนั้นจึงใช้ Timeframe ที่เล็กลง เช่น 15M หรือ 5M เพื่อหาจุดเข้าที่แม่นยำขึ้นครับ
คำแนะนำจากพี่โบ้: ถ้าคุณเป็นมือใหม่ เราแนะนำให้เริ่มจาก Timeframe 1H หรือ 4H ก่อน เพราะเป็น Timeframe ที่สมดุลที่สุด ไม่เร็วจนเกินไป ไม่ช้าเกินไป และโซนมีความน่าเชื่อถือพอสมควร
วิเคราะห์ Time Frame Forex ไปด้วยกันได้ที่ Time Frame Forex คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับนักลงทุน
📢 Traderbobo แนะนำ
นอกจากเรื่องของอุปสงค์และอุปทานแล้ว ยังมีอีกเคล็ดลับที่น่าสนใจ และควรเรียนรู้เพิ่มเติมครับ โดยการเข้าใจและศึกษา “วัฏจักรเศรษฐกิจ” จะช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์ตลาดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page










