Liquidity Sweep คืออะไร วิธีอ่าน Stop Hunt สไตล์ SMC

  • 5:15 am
  • Post Views: 2
Table of Contents
แผนภาพแสดงลักษณะ Liquidity Sweep บนกราฟแท่งเทียน Forex

Liquidity Sweep คือ พฤติกรรมราคาที่วิ่งทะลุแนวรับ แนวต้าน หรือจุดสูงสุดต่ำสุดเดิม (Swing High / Swing Low) เพื่อกวาดคำสั่งซื้อขายที่ตั้งดักไว้ แล้ววกตัวกลับทิศทางเดิมอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการดึงสภาพคล่องออกจากตลาดก่อนที่ผู้เล่นรายใหญ่จะเริ่มดันราคาไปในทิศทางจริง

ในตลาด Forex ตามแนวคิด Smart Money Concept (SMC) พฤติกรรมนี้อาจสะท้อนถึงการจับคู่ออเดอร์ขนาดใหญ่ของสถาบันการเงิน ซึ่งมักส่งผลให้รายย่อยที่ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ใกล้ระดับราคาสำคัญถูกปิดสถานะขาดทุน คู่มือนี้ครอบคลุมตั้งแต่ความหมายเบื้องหลัง รูปแบบแท่งเทียนที่ต้องสังเกต ตลอดจนขั้นตอนการวางแผนเข้าเทรดอย่างเป็นระบบครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • สภาพคล่องในตลาดมักกระจุกตัวอยู่เหนือยอด High และใต้ฐาน Low ในรูปของคำสั่ง Stop Loss ของรายย่อยครับ
  • รูปแบบแท่งเทียนที่เกิด Sweep มักทิ้งไส้ยาว (Long Wick) พุ่งทะลุระดับสำคัญออกไป แต่เนื้อเทียนปิดกลับเข้ามาในกรอบเดิม
  • การเข้าเทรดต้องรอแท่งเทียนยืนยันการกลับตัว (Confirmation Candle) เสมอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการทะลุกรอบจริง
  • ควรกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้เหนือหรือใต้ปลายไส้เทียนของแท่งที่เกิด Sweep เพื่อจำกัดความเสี่ยงอย่างรัดกุม


Liquidity Sweep คืออะไร?

Liquidity Sweep คือ พฤติกรรมราคาที่วิ่งออกนอกกรอบแนวรับแนวต้านสำคัญเพื่อจับคู่คำสั่งซื้อขายจำนวนมากก่อนวกกลับเข้ามาในกรอบเดิมครับ

ในตลาดที่มีการซื้อขายสัญญาซื้อขายส่วนต่าง หรือ CFD (Contract for Difference) การเคลื่อนไหวของราคาย่อมพึ่งพาสภาพคล่องเป็นหลัก หลายคนอาจมองว่าจังหวะที่ราคากระชากทะลุแนวรับแนวต้านเป็นเพียงความผันผวนทั่วไป แต่เบื้องหลังมักเกิดจากการที่สถาบันการเงินหรือ Smart Money ต้องการจับคู่ออเดอร์ขนาดใหญ่ของตนเองครับ

แผนภาพอธิบายกลไก Liquidity Sweep และการจับคู่ออเดอร์ของ Smart Money

กลไกเบื้องหลังของ Stop Hunt และคำสั่งของ Smart Money

ผู้เล่นรายใหญ่ไม่สามารถเปิดสถานะขนาดหลายร้อยหรือหลายพันลอตได้ในคราวเดียวโดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคาตลาด จึงมักต้องอาศัยจุดที่มีคำสั่งซื้อขายสะสมอยู่หนาแน่นตามแนวคิด SMC จุดตัดขาดทุน (Stop Loss) มักเป็นคำสั่ง Stop Order ที่รอให้ราคาถึงระดับที่กำหนด แล้วจะกลายเป็น Market Order ทันที

เมื่อราคาทะลุระดับดังกล่าว คำสั่ง Stop Loss จะถูกกระตุ้นพร้อมกัน ซึ่งตามแนวคิด SMC มองว่ากลายเป็นสภาพคล่องฝั่งตรงข้ามที่อาจเปิดโอกาสให้ Smart Money เข้าจับคู่ออเดอร์ฝั่งของตนได้จนครบ พฤติกรรมนี้จึงมักถูกเรียกติดปากว่า Stop Hunt ครับ

Buy-side Liquidity (BSL) และ Sell-side Liquidity (SSL) แตกต่างกันอย่างไร

สภาพคล่องที่สถาบันมองหาแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งหลักตามโครงสร้างราคา:

  • Buy-side Liquidity (BSL): คำสั่งซื้อที่ตั้งรอดำเนินการอยู่เหนือยอด Swing High หรือแนวต้าน ประกอบด้วย Buy Stop Loss ของผู้ที่เปิดสถานะ Sell และ Buy Stop Order ของคนที่รอเทรด Breakout
  • Sell-side Liquidity (SSL): คำสั่งขายที่ตั้งรอดำเนินการอยู่ใต้ฐาน Swing Low หรือแนวรับ ประกอบด้วย Sell Stop Loss ของผู้ที่เปิดสถานะ Buy และ Sell Stop Order ของกลุ่มที่เทรดหลุดแนวรับ

เมื่อเข้าใจแหล่งที่อยู่ของสภาพคล่องแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการฝึกสังเกตสัญญาณพฤติกรรมนี้บนกราฟจริงครับ

วิธีอ่าน Liquidity Sweep บนกราฟ

การอ่านสัญญาณดังกล่าวบนกราฟสามารถสังเกตได้จากลักษณะของแท่งเทียนที่ทะลุระดับสำคัญออกไปเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แล้วทิ้งร่องรอยเป็นไส้เทียนขนาดยาวครับ

เทรดเดอร์ควรจับตาระดับราคาที่เป็นจุดอ้างอิงของตลาด เช่น ยอดราคาสูงสุดของวันก่อนหน้า (Previous Day High), ฐานต่ำสุดของวันก่อนหน้า (Previous Day Low), หรือจุดยอดของกรอบสะสมราคา (Consolidation Range)

สัญญาณแท่งเทียน Long Wick ทะลุ Key Level

ลักษณะทางเทคนิคที่พบได้บ่อยของสัญญาณดังกล่าว มีเกณฑ์ในการสังเกตดังนี้:

  1. การทะลุผ่าน (Piercing): ราคาเคลื่อนที่ทะลุระดับ Swing High หรือ Swing Low สำคัญอย่างรวดเร็ว
  2. การปฏิเสธราคา (Price Rejection): แรงซื้อหรือแรงขายฝั่งตรงข้ามเข้าควบคุมตลาดในทันที ส่งผลให้ราคาไม่สามารถทรงตัวอยู่นอกกรอบได้
  3. การปิดแท่งเทียน (Candle Close): เนื้อเทียน (Body) ปิดกลับเข้ามาภายในระดับราคาก่อนหน้า โดยทิ้งไส้เทียนยาว (Long Wick) ไว้นอกกรอบ ซึ่งแสดงถึงการกวาดคำสั่งซื้อขายสำเร็จ

ความแตกต่างระหว่าง Liquidity Sweep กับ Break of Structure (BOS)

อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เทรดเดอร์มักสับสนคือ การแยกระหว่างการกวาดสภาพคล่องออกจากการทะลุโครงสร้างจริง ซึ่งเราสามารถ เช็กแนวโน้มด้วย Break of Structure เพื่อดูว่าแนวโน้มราคานั้นยังคงเคลื่อนที่ต่อไปตามโครงสร้างเดิมหรือส่งสัญญาณกลับตัว

ความต่างสำคัญอยู่ที่ “บริเวณการปิดแท่งเทียน” หากเนื้อแท่งเทียนสามารถปิดนอกกรอบได้อย่างมั่นคง มักสะท้อนถึงการไปต่อของแนวโน้ม แต่ถ้าเป็นเพียงไส้เทียนที่ทะลุออกไป อาจเป็นเพียงการ Sweep Liquidity ชั่วคราวเท่านั้นครับ

มิติการเปรียบเทียบLiquidity SweepBreak of Structure (BOS)
พฤติกรรมแท่งเทียนไส้เทียนทะลุออกไป แต่เนื้อเทียนปิดกลับเข้ามาในกรอบเนื้อเทียนปิดทะลุผ่านระดับ Swing เดิมอย่างชัดเจน
เจตนาของตลาดตามแนวคิด SMC อาจเป็นการเข้าไปกวาดคำสั่ง Stop Loss เพื่อเติมสภาพคล่องให้ออเดอร์ใหญ่ยืนยันการรักษาสภาพและดำเนินต่อของแนวโน้มเดิม
ทิศทางราคาถัดไปราคามักกลับตัวสวนทางกับทิศทางที่ทะลุออกไปราคามักเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับการทะลุโครงสร้าง
กรอบเวลาที่สังเกตเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว มักเป็นแท่งเทียน 1–2 แท่งมีการเคลื่อนที่ต่อเนื่องจนสร้างโครงสร้างคลื่นใหม่

เมื่อสามารถแยกแยะสัญญาณบนกราฟได้แล้ว เราสามารถจัดลำดับกฎเกณฑ์การเข้าเทรดให้เป็นขั้นตอนที่ชัดเจนครับ

วิธีเทรดด้วย Liquidity Sweep: Step-by-Step

วิธีเทรดด้วยสัญญาณพฤติกรรมนี้ จำเป็นต้องผสานจุดเข้า จุดตัดขาดทุน และจุดทำกำไรเข้าด้วยกันอย่างเคร่งครัดตามแผนงานที่กำหนดไว้ครับ

Entry Rules

การเปิดสถานะต้องมีเกณฑ์ยืนยันที่ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าออเดอร์ก่อนเวลา:

  1. กำหนดกรอบราคาและค้นหาโซน Buy-side หรือ Sell-side Liquidity บน Timeframe หลัก (เช่น H1 หรือ H4)
  2. รอให้ราคาเคลื่อนที่ทะลุระดับดังกล่าวออกไป แล้วสังเกตการปฏิเสธราคา
  3. เมื่อแท่งเทียนปิดกลับเข้ามาในกรอบ ให้รอดูแท่งยืนยัน (Confirmation Candle) เช่น เกิดแท่งเทียนกลับตัว Bearish/Bullish Engulfing
  4. สามารถเปิดสถานะตามทิศทางการกลับตัว หรือย่อ Timeframe ลงมาเพื่อ หาจุดเข้าคมๆ ด้วย Order Block ที่เกิดขึ้นก่อนการทะลุของราคา

Stop Loss Placement

การกำหนดจุดตัดขาดทุนของกลยุทธ์นี้มีความตรงไปตรงมา:

  • Bullish Setup: วาง Stop Loss ไว้ใต้ปลายไส้เทียนต่ำสุดของแท่งที่ลงไป Sweep สภาพคล่อง เผื่อระยะ Spread เล็กน้อย
  • Bearish Setup: วาง Stop Loss ไว้เหนือปลายไส้เทียนสูงสุดของแท่งที่ขึ้นไป Sweep สภาพคล่อง เผื่อระยะ Spread เล็กน้อย

การตั้งไว้ที่ปลายไส้เทียนถือเป็นตำแหน่งที่สมเหตุสมผล เพราะหากราคาวิ่งทะลุปลายไส้นั้นไปได้ ย่อมแปลว่าสมมติฐานการเกิด Sweep ถูกทำลาย และตลาดอาจกำลังเลือกทางไปต่อจริงครับ

Take Profit / Exit Rules

การกำหนดเป้าหมายทำกำไรควรอิงตามโครงสร้างสภาพคล่องฝั่งตรงข้าม:

  • เป้าหมายแรก: บริเวณกึ่งกลางกรอบราคา หรือจุด Equilibrium ของคลื่นราคาก่อนหน้า
  • เป้าหมายหลัก: แหล่งสภาพคล่องฝั่งตรงข้าม (Opposite Liquidity Pool) เช่น หากเข้า Buy จากการ Sweep ที่แนวรับ ให้ตั้งเป้าหมายทำกำไรไว้ที่ระดับ Swing High ก่อนหน้าที่มี Buy-side Liquidity สะสมอยู่

ขั้นตอนและเงื่อนไขBullish Sweep Setup (หาจังหวะ Buy)Bearish Sweep Setup (หาจังหวะ Sell)
จุดอ้างอิงสภาพคล่องSwing Low / Sell-side Liquidity (SSL)Swing High / Buy-side Liquidity (BSL)
พฤติกรรมราคาที่ต้องเห็นราคาทิ้งไส้ต่ำกว่า Low แล้วปิดแท่งกลับขึ้นมาราคาทิ้งไส้สูงกว่า High แล้วปิดแท่งกลับลงมา
สัญญาณเข้าออเดอร์เกิดแท่งยืนยันแรงซื้อ หรือรอ Pullback เข้าโซน Demandเกิดแท่งยืนยันแรงขาย หรือรอ Pullback เข้าโซน Supply
ตำแหน่ง Stop Lossใต้จุดต่ำสุดของไส้เทียนที่ Sweepเหนือจุดสูงสุดของไส้เทียนที่ Sweep
เป้าหมาย Take Profitแนวต้านเดิม หรือ Swing High ฝั่งตรงข้ามแนวรับเดิม หรือ Swing Low ฝั่งตรงข้าม

การมีแผนเทรดที่ชัดเจนช่วยคุมความเสี่ยงได้ดี แต่ต้องเลือกใช้ให้ตรงกับสภาวะตลาดที่เหมาะสมด้วยครับ

ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบความเข้าใจ (ตัวเลขสมมติ ไม่ใช่ข้อมูลจริงหรือคำแนะนำ): สมมติว่า EUR/USD มี Swing Low ที่ 1.0800 แล้วราคาทิ้งไส้ลงไปที่ 1.0790 ก่อนปิดแท่ง H1 กลับขึ้นมาเหนือ 1.0800 หากรอแท่งยืนยันแล้วเปิด Buy ที่ 1.0815 และวาง Stop Loss ไว้ที่ 1.0785 ใต้ปลายไส้เผื่อ Spread ระยะเสี่ยงจะเท่ากับ 30 pips หากตั้งเป้าหมายแรกไว้ที่ 1.0860 ระยะกำไรเป้าหมายจะเท่ากับ 45 pips หรืออัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง 1.5 ต่อ 1 ครับ

Liquidity Sweep ได้ผลดีเมื่อไหร่ และสภาวะตลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

กลยุทธ์รูปแบบนี้ มีแนวโน้มทำงานได้ดีเมื่อนำไปใช้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นและมีสภาพคล่องหมุนเวียนสูงครับ

กรอบเวลาและช่วง Session ที่สภาพคล่องหนาแน่น

ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการค้นหารูปแบบนี้ คือช่วงคาบเกี่ยวของตลาดหลัก ได้แก่ London Session Open และ New York Session Open ซึ่งเป็นช่วงที่สถาบันการเงินเริ่มเข้าทำธุรกรรม การสะสมคำสั่งและการกวาด Stop Loss มักเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงต้นของแต่ละ Session

ในด้านกรอบเวลา (Timeframe) การระบุระดับสภาพคล่องจาก H1, H4 หรือ Daily มักมีความน่าเชื่อถือมากกว่า Timeframe ระดับนาที เพราะระดับราคาเหล่านี้มีเทรดเดอร์จำนวนมากมองเห็นร่วมกัน

สภาวะตลาดที่มีข่าวแรงระดับ High-Impact และความเสี่ยงของ Slippage

ช่วงที่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ สภาพคล่องในตลาดอาจเบาบางลงชั่วคราว ส่งผลให้เกิดความผันผวนรุนแรงและเกิดค่าความคลาดเคลื่อนของราคา หรือ Slippage ซึ่งอาจทำให้คำสั่ง Stop Loss ถูกดำเนินการที่ราคาแย่กว่าที่กำหนดไว้

นอกจากนี้ ในตลาดที่เป็นแนวโน้มรุนแรง (Strong Trend) การพยายามดักเทรดสวนทางจากการเห็นราคาแตะ High หรือ Low ใหม่ อาจทำให้เผชิญกับการทะลุโครงสร้างอย่างต่อเนื่องแทนที่จะเป็นการกลับตัวครับ

สภาวะตลาด / ช่วงเวลาความเหมาะสมข้อควรระวัง
ช่วงเปิดตลาด London / New Yorkสูงมากมักเกิดความผันผวนสูงในช่วงต้นของ Session ควรระวังการเหวี่ยงหลอกสองฝั่ง
ตลาดเคลื่อนที่ในกรอบ (Sideway Range)สูงหากกรอบแคบเกินไป อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk-Reward) อาจไม่คุ้มค่า
ช่วงประกาศข่าวแรง (High-Impact News)ควรหลีกเลี่ยงเสี่ยงต่อการเกิด Slippage และ Spread ขยายตัวกว้างผิดปกติ
แนวโน้มรุนแรงด้านเดียว (Strong Momentum)ต่ำราคามักทะลุผ่านระดับเดิมโดยไม่กลับตัว การเทรดสวนทางมีความเสี่ยงสูง

แม้จะเลือกสภาวะตลาดได้เหมาะสม แต่หากมีข้อผิดพลาดเรื่องการตัดสินใจหน้างาน ผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นไปตามคาดครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเทรดด้วย Liquidity Sweep

ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยอย่างหนึ่งคือการด่วนสรุปพฤติกรรมราคาตั้งแต่แท่งเทียนยังไม่ปิดสมบูรณ์ครับ

กับดักรีบเข้าออเดอร์โดยไม่รอแท่งเทียนยืนยัน

หลายคนเห็นราคาพุ่งแตะจุดสูงสุดเดิมแล้วเริ่มย่อตัว จึงรีบเปิดสถานะ Sell ทันทีเพราะคิดว่าราคากำลังทำ Sweep พฤติกรรมนี้เปรียบเสมือนการพยายามเอามือไปรับมีดที่กำลังร่วงหล่น หากแท่งเทียนนั้นยังไม่ปิดตัว ราคาสามารถกลับมามีแรงส่งและพุ่งทะลุกลายเป็นการ Breakout เต็มตัวได้ในพริบตา

การบริหารความเสี่ยงและวินัยการเทรด

📌 Tip จากพี่โบ้

ตอนผมเริ่มฝึกสังเกตพฤติกรรม Liquidity Sweep ใหม่ๆ ความผิดพลาดที่เกิดประจำคือการเผลอคิดว่าทุกยอด High และ Low จะต้องเกิดการ Sweep เสมอ จนพยายามเข้าออเดอร์สวนเทรนด์ทุกครั้งที่ราคาแตะแนวรับแนวต้าน ความเป็นจริงคือเราต้องรอให้เห็นการปฏิเสธราคาชัดๆ เสียก่อน คุณควรศึกษาและทดสอบด้วยตนเองตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับพฤติกรรมของกราฟครับ

ควรทำความเข้าใจด้วยว่า Leverage (อัตราทด) ช่วยขยายได้ทั้งกำไรและขาดทุน และหากเงินทุนในบัญชีไม่เพียงพอต่อ Margin (เงินประกัน) ที่ใช้ค้ำสถานะ ก็อาจเกิด Margin Call หรือ Stop Out (การถูกปิดสถานะอัตโนมัติ) ได้ ดังนั้นควรกำหนดขนาดสถานะให้สอดคล้องกับระยะ Stop Loss ก่อนเปิดสถานะทุกครั้งครับ

บทสรุป: กุญแจสำคัญของการเทรด Liquidity Sweep

สัญญาณดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจการเคลื่อนที่ของราคาผ่านมุมมองสภาพคล่อง แทนที่จะมองเพียงเส้นแนวรับแนวต้านแบบเดิม การมองเห็นร่องรอยการจับคู่ออเดอร์ของสถาบันการเงินช่วยลดโอกาสติดกับดัก Stop Hunt และเปิดโอกาสให้วางแผนการเทรดได้อย่างรัดกุมมากขึ้น

อย่างไรก็ดี การนำเทคนิคนี้ไปประยุกต์ใช้ต้องอาศัยการรอคอยสัญญาณยืนยันและการบริหารเงินทุนอย่างมีวินัย หากคุณต้องการศึกษาหลักการอ่านตลาดผ่านมุมมองของผู้เล่นรายใหญ่อย่างเป็นระบบ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ปุ่มด้านล่างนี้ครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Liquidity Sweep

Liquidity Sweep กับ False Breakout คือสิ่งเดียวกันไหม?

ในเชิงพฤติกรรมราคาทั้งสองคำมีความหมายใกล้เคียงกันมากครับ แต่ Liquidity Sweep เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในกลุ่ม Smart Money Concept (SMC) ซึ่งเน้นอธิบายกลไกเบื้องหลังว่าราคาเคลื่อนที่ออกไปเพื่อกวาดคำสั่งซื้อขายและเติมสภาพคล่องให้ออเดอร์ของสถาบัน ขณะที่ False Breakout หรือการเบรกหลอก เป็นคำอธิบายเชิง Price Action ทั่วไปที่มองว่าราคาไม่สามารถยืนเหนือระดับแนวรับแนวต้านได้

ควรใช้ Timeframe ไหนในการหา Liquidity Sweep?

การมองหา Liquidity Sweep สามารถทำได้ในทุกกรอบเวลา แต่ระดับราคาที่มีนัยสำคัญสูงมักอยู่บน Timeframe H1, H4 หรือ Daily เนื่องจากเป็นจุดที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาดมองเห็นร่วมกัน สำหรับเทรดเดอร์สาย Day Trade นิยมใช้กรอบเวลาใหญ่เพื่อกำหนดทิศทางและแนวรับแนวต้านหลัก จากนั้นจึงย่อยมาที่ M5 หรือ M15 เพื่อรอจังหวะการ Sweep และหาจุดเปิดสถานะที่มีระยะตัดขาดทุนแคบลงครับ

ถ้าเกิด Liquidity Sweep แล้วราคาวิ่งทะลุต่อ ต้องจัดการอย่างไร?

หากเข้าเทรดแล้วราคาวกกลับไปทะลุปลายไส้เทียนของแท่งที่เกิด Sweep คำสั่ง Stop Loss ที่ตั้งไว้ควรทำงานทันทีเพื่อตัดขาดทุนโดยไม่มีการเลื่อนหนี เพราะการที่ราคาทะลุผ่านระดับดังกล่าวแสดงว่าสมมติฐานเดิมไม่ถูกต้อง ตลาดอาจกำลังมีแรงส่งเพื่อไปต่อตามแนวโน้มเดิม การยอมรับความสูญเสียตามแผนที่วางไว้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาเงินทุนครับ

สัญญาณ Liquidity Sweep มี Win Rate รับประกันผลตอบแทนหรือไม่?

ไม่มีกลยุทธ์ใดในตลาด Forex ที่สามารถรับประกันผลตอบแทนหรือมีตัวเลข Win Rate แน่นอนได้ครับ ประสิทธิผลของการเทรดด้วย Liquidity Sweep ขึ้นอยู่กับหลายตัวแปร เช่น ความชัดเจนของโครงสร้างราคา การเลือกช่วงเวลาเทรด การควบคุมอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk-Reward Ratio) และการควบคุมอารมณ์ของตัวเทรดเดอร์เอง

ทำไม Smart Money ถึงต้องทำ Liquidity Sweep ก่อนดันราคา?

เพราะสถาบันการเงินหรือผู้เล่นรายใหญ่มีขนาดคำสั่งซื้อขายที่สูงมาก หากส่งออเดอร์เข้าสู่ตลาดโดยตรงในสภาวะปกติจะทำให้เกิดความผันผวนและได้ราคาที่ไม่คุ้มค่า ตามแนวคิด SMC การที่ราคาเคลื่อนที่ไปแตะบริเวณที่มีคำสั่ง Stop Loss ของรายย่อยสะสมอยู่จำนวนมาก อาจช่วยให้สถาบันสามารถจับคู่ออเดอร์ขนาดใหญ่ของตนเองได้ครบถ้วนในระดับราคาที่ต้องการ ก่อนจะเริ่มเคลื่อนย้ายราคาไปในทิศทางจริงครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5