
Drawdown คือ ตัววัดระยะทางการย่อตัวของมูลค่าพอร์ตลงทุนหรือสินทรัพย์ โดยคำนวณจากจุดสูงสุด (Peak) ปรับตัวลดลงมาจนถึงจุดต่ำสุด (Trough) ก่อนที่ราคาจะสามารถฟื้นตัวกลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งครับ
ในโลกของการลงทุน การเข้าใจ Drawdown มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินความเสี่ยงเชิงลึก เพราะช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพว่าพอร์ตของเราเคยเผชิญกับภาวะขาดทุนชั่วคราวหนักที่สุดแค่ไหน บทความนี้อธิบายว่า Drawdown คืออะไร ความแตกต่างของ Max Drawdown วิธีคำนวณเพื่อรับมือกับความเสี่ยง และเทคนิคการฟื้นฟูพอร์ตอย่างเป็นระบบครับ
⚠️ คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- Drawdown สะท้อนการย่อตัวของพอร์ตจากจุดสูงสุดลงมาจุดต่ำสุดชั่วคราว ไม่ใช่การขาดทุนถาวรตราบใดที่ยังไม่ได้ตัดขายทำขาดทุนครับ
- Max Drawdown (MDD) คือค่าการย่อตัวที่รุนแรงที่สุดในอดีต ซึ่งใช้เป็นดัชนีชี้วัดระดับความเสี่ยงสูงสุดที่พอร์ตนั้นเคยเผชิญ
- ยิ่ง % Drawdown สูงขึ้นเท่าไหร่ % กำไรที่ต้องทำคืนเพื่อกลับมาเท่าทุน (Recovery Rate) จะยิ่งเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ
- การบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายความเสี่ยง และการทำ Portfolio Rebalancing คือหัวใจสำคัญในการลดระดับ Drawdown ระยะยาว
Drawdown คืออะไร?
Drawdown คือ ดัชนีที่ใช้วัดเปอร์เซ็นต์การลดลงของมูลค่าพอร์ตลงทุนจากจุดสูงสุดเดิมลงมายังจุดต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่งครับ ไม่ว่าคุณจะลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรือสินทรัพย์ประเภทใดก็ตาม มูลค่าของพอร์ตย่อมมีความผันผวนขึ้นลง การย่อตัวจากยอดเขาลงมาสู่ก้นเหวชั่วคราวนี่เองที่เราเรียกว่า Drawdown
นักลงทุนหลายคนมักสับสนระหว่าง Drawdown กับการขาดทุนจริง (Unrealized Loss vs Realized Loss) ความแตกต่างสำคัญคือ Drawdown จะคำนวณจากจุดสูงสุดเดิม (Peak) เสมอ แม้ว่าพอร์ตโดยรวมของคุณจะยังคงมีกำไรเมื่อเทียบกับเงินต้นแรกเริ่มก็ตาม แต่ถ้ามูลค่าพอร์ตย่อตัวลงมาจากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ ระยะห่างนั้นก็นับเป็น Drawdown เช่นกันครับ
กลไก Peak to Trough และวงจรของ Drawdown

วงจรของ Drawdown ประกอบด้วย 3 ระยะสำคัญที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ ได้แก่:
- Peak (จุดสูงสุด): จุดที่มูลค่าพอร์ตเติบโตขึ้นไปถึงระดับสูงสุดก่อนที่จะเริ่มปรับตัวลดลง
- Trough (จุดต่ำสุด): จุดที่มูลค่าพอร์ตปรับตัวลดลงมาต่ำที่สุดในรอบการย่อตัวนั้น ๆ ก่อนจะเริ่มหยุดตกและฟื้นตัว
- Recovery Period (ระยะฟื้นตัว): ช่วงเวลาที่มูลค่าพอร์ตค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นจากจุด Trough กลับขึ้นไปแตะระดับ Peak เดิมอีกครั้ง
ตราบใดที่มูลค่าพอร์ตยังไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่เหนือ Peak เดิมได้ ระยะเวลาทั้งหมดนั้นจะถูกนับเป็นช่วงเวลาที่พอร์ตกำลังเผชิญ Drawdown อยู่นั่นเองครับ
ความแตกต่างระหว่าง Drawdown ทั่วไป กับ Max Drawdown (MDD)
แม้ทั้งสองคำจะพูดถึงการย่อตัว แต่มีมิติในการวัดความเสี่ยงที่ต่างกันเล็กน้อยครับ:
- Drawdown (DD): หมายถึงการย่อตัวของมูลค่าพอร์ตในระลอกใดระลอกหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในทุกสภาวะตลาด
- Max Drawdown (MDD): คือค่า Drawdown ที่ “หนักที่สุด” หรือการย่อตัวลึกที่สุดที่พอร์ตหรือกองทุนนั้นเคยเผชิญในช่วงเวลาที่พิจารณา (เช่น ในรอบ 1 ปี, 3 ปี หรือตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต)
Max Drawdown จึงถูกใช้เป็นมาตรฐานหลักในการประเมินความเสี่ยง (Risk Metric) เพื่อตอบคำถามว่า “หากเกิดวิกฤตที่เลวร้ายที่สุด พอร์ตนี้มีโอกาสย่อตัวลงไปได้ลึกแค่ไหน” นั่นเองครับ
วิธีคำนวณ Drawdown และ Max Drawdown ในพอร์ตลงทุน
วิธีคำนวณ Drawdown ทำได้โดยการนำมูลค่าสูงสุดของพอร์ต ลบด้วยมูลค่า ณ จุดต่ำสุด แล้วหารด้วยมูลค่าสูงสุดเดิมเพื่อแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ครับ
สูตรคำนวณ % Drawdown และ Max Drawdown
สูตรการคำนวณพื้นฐานสามารถเขียนได้ดังนี้:
% Drawdown = [(มูลค่าสูงสุดเดิม – มูลค่า ณ จุดต่ำสุด) ÷ มูลค่าสูงสุดเดิม] × 100
ตัวอย่างเช่น:
- คุณเริ่มจัดพอร์ตลงทุน มูลค่าพอร์ตเติบโตขึ้นไปสูงสุดที่ 1,000,000 บาท (Peak)
- ต่อมาเกิดสภาวะตลาดหมี มูลค่าพอร์ตย่อตัวลงมาเหลือ 750,000 บาท (Trough)
- การคำนวณ: ((1,000,000 – 750,000) ÷ 1,000,000) × 100 = 25%
- หมายความว่าพอร์ตของคุณเกิด Drawdown เท่ากับ 25% ครับ
หากในอดีตที่ผ่านมา พอร์ตนี้เคยย่อตัวลงหนักที่สุดที่ 25% ค่า Max Drawdown (MDD) ของพอร์ตนี้ก็คือ 25% นั่นเอง
Recovery Matrix: สัดส่วน % ขาดทุน vs % กำไรที่ต้องทำเพื่อคืนทุน
สาเหตุที่เราต้องคุมไม่ให้ Drawdown ลึกเกินไป เพราะคณิตศาสตร์ของการฟื้นตัว (Recovery Rate) นั้นไม่เป็นเส้นตรงครับ ยิ่งพอร์ตย่อตัวลงไปลึกมากเท่าไหร่ เปอร์เซ็นต์กำไรที่ต้องทำเพื่อดึงพอร์ตกลับมาเท่าทุนจะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
| % Drawdown (ขาดทุนจากจุดสูงสุด) | มูลค่าพอร์ตที่เหลือ (จาก 100 บาท) | % กำไรที่ต้องทำคืนเพื่อกลับมาเท่าทุน (Recovery Rate) |
| 10% | 90 บาท | 11.11% |
| 20% | 80 บาท | 25.00% |
| 30% | 70 บาท | 42.86% |
| 40% | 60 บาท | 66.67% |
| 50% | 50 บาท | 100.00% |
| 60% | 40 บาท | 150.00% |
| 70% | 30 บาท | 233.33% |
| 80% | 20 บาท | 400.00% |
| 90% | 10 บาท | 900.00% |
จากตาราง Recovery Matrix จะเห็นได้ว่าหากพอร์ตของคุณย่อตัวลงไป 50% คุณไม่ได้ต้องการกำไรแค่ 50% เพื่อคืนทุน แต่ต้องทำกำไรถึง 100% (เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว) เพื่อดึงมูลค่าพอร์ตกลับมาที่เดิม นี่คือเหตุผลว่าทำไมการคุม Drawdown จึงสำคัญกว่าการไล่ล่าผลตอบแทนครับ
Drawdown ของสินทรัพย์แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร?
Drawdown ของสินทรัพย์แต่ละประเภทมีความแตกต่างกันตามระดับความผันผวนและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสินทรัพย์นั้น ๆ ครับ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงย่อมมี Max Drawdown ที่ลึกกว่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ
สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง: พันธบัตรรัฐบาล และ หุ้นกู้
สำหรับสินทรัพย์กลุ่มตราสารหนี้ เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้น หรือ ความมั่นคงของพันธบัตรรัฐบาล จะมีความผันผวนของราคาต่ำ ทำให้ระดับ Max Drawdown เฉลี่ยอยู่ในระดับที่แคบมาก (มักไม่เกิน 3% – 8% ขึ้นอยู่กับอายุของตราสารหนี้)
ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนหรือการ ประเมินความเสี่ยงของหุ้นกู้ อาจมี Drawdown ที่สูงกว่าเล็กน้อยตามความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk) และความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ ความเสี่ยงของสินทรัพย์ทางการเงินสามารถตรวจสอบข้อมูลสรุปและเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้จาก สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ
สินทรัพย์ความเสี่ยงสูง: หุ้น และพอร์ตลงทุนผสม
ในฝั่งของตราสารทุนหรือหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก มักจะเผชิญกับ Drawdown ที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤต Subprime ปี 2008 หรือวิกฤต COVID-19 ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกเคยเกิด Max Drawdown ลึกถึง 30% – 50%
| ประเภทสินทรัพย์ / โครงสร้างพอร์ต | Max Drawdown โดยประมาณในอดีต | ระดับความผันผวน | เหมาะกับนักลงทุนกลุ่มไหน |
| พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น | 1% – 5% | ต่ำมาก | ผู้ที่เน้นรักษาเงินต้น ความเสี่ยงต่ำ |
| หุ้นกู้ภาคเอกชน (Investment Grade) | 5% – 12% | ต่ำถึงปานกลาง | ผู้ที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ |
| พอร์ตผสมอนุรักษนิยม (หุ้น 20% : ตราสารหนี้ 80%) | 8% – 15% | ปานกลาง | ผู้รับความเสี่ยงได้น้อย แต่ต้องการชนะเงินเฟ้อ |
| พอร์ตผสมเติบโต (หุ้น 60% : ตราสารหนี้ 40%) | 15% – 25% | ปานกลางถึงสูง | นักลงทุนระยะยาวที่ยอมรับความผันผวนได้ |
| หุ้นไทย / หุ้นโลก (100%) | 30% – 55% | สูง | ผู้เน้นการเติบโตระยะยาว และรับความเสี่ยงได้สูง |
3 วิธีบริหารจัดการและรับมือเมื่อพอร์ตเกิด Drawdown
การบริหารจัดการ Drawdown สามารถทำได้ด้วยการวางแผนโครงสร้างพอร์ต การรักษาวินัยทางการเงิน และการควบคุมอารมณ์ในการลงทุนครับ
1. การจัดสรรสินทรัพย์และการทำ Portfolio Rebalancing
วิธีลด Max Drawdown ที่มีประสิทธิภาพที่สุดไม่ใช่การพยายามคาดเดาทิศทางตลาด แต่คือการทำ Asset Allocation หรือการกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์ของราคาต่ำ (Low Correlation)
นอกจากนี้ การคอยปรับสมดุลพอร์ตอย่างสม่ำเสมอเมื่อสัดส่วนสินทรัพย์เปลี่ยนไป จะช่วยให้คุณได้ขายสินทรัพย์ที่ราคาแพงออกไปบางส่วนเพื่อมาซื้อสินทรัพย์ที่ราคาย่อตัวลงมา ซึ่งช่วยลดระดับ Drawdown ของพอร์ตในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญครับ
2. การควบคุม Behavioral Biases ทางจิตวิทยาและการวางแผนระยะยาวด้วยกฎ 72
เมื่อพอร์ตเกิด Drawdown ลึก สมองของมนุษย์มักจะถูกครอบงำด้วยอารมณ์ความกลัว (Loss Aversion Bias) ส่งผลให้นักลงทุนตัดสินใจตัดขายขาดทุนที่จุดต่ำสุด (Panic Sell) หรือหยุดลงทุนไปกลางคัน
การเข้าใจหลักการเติบโตแบบทบต้นและการนำสูตรคณิตศาสตร์อย่างการ คำนวณระยะเวลาเติบโตด้วยกฎ 72 มาใช้ประเมินระยะเวลาคืนทุน จะช่วยให้นักลงทุนมองภาพใหญ่ในระยะยาว มองเห็นว่าการย่อตัวเป็นเพียงสภาวะชั่วคราว และรักษาวินัยในการลงทุนตามแผนเดิมต่อไปได้ครับ
3. การกำหนดจุดตัดขาดทุนและการคุมขนาดสถานะ (Position Sizing)
สำหรับนักลงทุนที่บริหารพอร์ตเชิงรุก การกำหนดจุด Stop Loss ที่ชัดเจนก่อนเข้าซื้อสินทรัพย์ และการจำกัดขนาดเงินลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ไม่ให้มากเกินไป (Position Sizing) จะช่วยป้องกันไม่ให้สินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งฉุดให้มูลค่าพอร์ตโดยรวมย่อตัวลงลึกเกินระดับที่รับได้ครับ
📢 Traderbobo แนะนำ
จากประสบการณ์ในการลงทุนของผม สิ่งที่ทำให้นักลงทุนพอร์ตพังไม่ได้เกิดจาก Drawdown 10% หรือ 20% ครับ แต่เกิดจากการ “ไม่ยอมรับ Drawdown สั้น ๆ” แล้วเลือกถัวเฉลี่ยตัวที่ขาดทุนหนักโดยไม่มีแผน จนเปลี่ยนการย่อตัวชั่วคราวให้กลายเป็นการขาดทุนถาวร ลองตั้งเกณฑ์ไว้ล่วงหน้าว่าพอร์ตเรารับ Drawdown ได้สูงสุดกี่ % แล้วบริหารจัดการตามแผนอย่างเคร่งครัดครับ
สรุป Drawdown คืออะไรและหัวใจสำคัญในการป้องกัน
Drawdown ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่เป็นธรรมชาติของการลงทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำให้ Drawdown เป็นศูนย์ แต่เป็นการออกแบบและบริหารจัดการพอร์ตไม่ให้เกิด Max Drawdown ลึกล้ำจนพอร์ตไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ การเข้าใจ Recovery Rate การกระจายความเสี่ยง และการรักษาวินัยในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้พอร์ตของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาวครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Drawdown คืออะไร
Drawdown ต่างจาก Loss (การขาดทุน) ทั่วไปอย่างไร?
Drawdown คำนวณจากระยะที่ย่อตัวลงมาจากจุดสูงสุดเดิม (Peak) ของพอร์ต ซึ่งอาจเกิดขึ้นแม้พอร์ตโดยรวมยังคงมีกำไรเมื่อเทียบกับเงินต้น ส่วน Loss หรือการขาดทุนทั่วไป มักจะหมายถึงมูลค่าสินทรัพย์ลดลงต่ำกว่าราคาต้นทุนที่ซื้อมา (Cost Basis) ครับ
Max Drawdown เท่าไหร่ถึงจะถือว่ารับได้ในการลงทุน?
ระดับ Max Drawdown ที่รับได้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละคนครับ สำหรับนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำ Max Drawdown ไม่ควรเกิน 5% – 10% ส่วนนักลงทุนระยะยาวที่เน้นหุ้นเติบโต อาจยอมรับ Max Drawdown ได้ในระดับ 20% – 30% ตราบใดที่สอดคล้องกับแผนการลงทุนระยะยาว
หากพอร์ตติด Drawdown 50% ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะกลับมาเท่าทุน?
ระยะเวลาในการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับอัตราผลตอบแทนที่ทำได้ครับ เนื่องจากพอร์ตที่ลดลง 50% ต้องทำกำไรคืนถึง 100% หากทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย 10% ต่อปี อาจต้องใช้เวลาราว 7 ปีกว่าจะกลับมาเท่าทุน แต่ถ้าทำผลตอบแทนได้ 15% ต่อปี จะใช้เวลาราว 5 ปีครับ
จะลด Max Drawdown โดยไม่กระทบผลตอบแทนได้อย่างไร?
การลด Max Drawdown โดยที่ผลตอบแทนคาดการณ์ไม่ลดลงรุนแรง สามารถทำได้ด้วยการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่มีความสัมพันธ์ของราคาต่ำหรือไม่ผันผวนไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การผสมผสานหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล และทองคำ เพื่อให้สินทรัพย์หนึ่งช่วยพยุงพอร์ตในขณะที่อีกสินทรัพย์หนึ่งย่อตัวครับ
ทำไมการทำ Portfolio Rebalancing ถึงช่วยลด Drawdown ในระยะยาว?
การทำ Rebalancing คือการปรับสัดส่วนสินทรัพย์ให้กลับมาตามเป้าหมายเดิม เป็นการบังคับให้เราขายสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นมาสูง (ขายแพง) นำเงินไปซื้อสินทรัพย์ที่ย่อตัวลงมา (ซื้อถูก) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่พอร์ตจะหนักไปทางสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป ช่วยจำกัดระดับ Drawdown เมื่อเกิดวิกฤตครับ
⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











