กองทุนรวมตราสารหนี้ การลงทุนที่ห้ามพลาด

กองทุนรวมตราสารหนี้

ทุกคนน่าจะรู้กันอยู่แล้วใช่ไหมครับว่า ทุกการลงทุนนั้น มีความเสี่ยงเสมอ แต่ระดับความเสี่ยงก็แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของการลงทุนประเภทนั้น ๆ ซึ่งหากเพื่อน ๆ เป็นคนที่ชอบผลตอบแทนที่มากและรวดเร็ว เพื่อน ๆ คงไปลงทุนในตลาด Forex หรือไม่ก็ Cryptocurrency ใช่ไหมล่ะครับ แต่หากเพื่อน ๆ เป็นคนที่ยอมรับความเสี่ยงไม่ได้มากขนาดนั้น พี่โบ้มีการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งมานำเสนอครับ นั่นก็คือ การลงทุนใน “กองทุนรวมตราสารหนี้” นั่นเอง ทีนี้ เพื่อน ๆ บางคนคงสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะครับว่า มันคืออะไร และดีอย่างไร ในบทความนี้ พี่โบ้มีคำตอบให้ครับ

กองทุนรวมตราสารหนี้ คืออะไร?

กองทุนรวมตราสารหนี้ คือ กองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ โดยตราสารหนี้ จะแสดงความเป็นเจ้าหนี้ให้แก่ผู้ถือตราสารนั่นเองครับ เช่น พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้ ซึ่งหากตราสารหนี้ออกโดยรัฐบาล เราจะเรียกว่า พันธบัตรรัฐบาล แต่หากว่า ออกโดยเอกชน เราจะเรียกว่า หุ้นกู้ การลงทุนรูปแบบนี้ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการที่จะพักเงิน เนื่องจากการลงทุนรูปแบบนี้ ความเสี่ยงจะอยู่ที่ปานกลางไปจนถึงต่ำเลยทีเดียวครับ โดยการลงทุนรูปแบบนี้ จะมีระยะเวลาลงทุน 1-2 ปีขึ้นไป ที่สำคัญคือ กองทุนนี้มีสภาพคล่องสูง ซึ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนที่มีการจัดพอร์ตการลงทุนแบบ Asset Allocation เนื่องจากสามารถช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนลงได้นั่นเอง และหากขายคืนจะได้รับเงินในวันที่ T+2  ซึ่งก็คือ วันทำการที่ 2 นับจากวันซื้อ-ขายหลักทรัพย์ โดยไม่นับรวมวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดของสถาบันการเงินตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ

ทีนี้ เพื่อน ๆ เริ่มสนใจการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้กันขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะครับ แต่อย่าพึ่งตัดสินใจกันนะครับ ไปดูข้อควรรู้ก่อนลงทุนใน กองทุนรวมตราสารหนี้ กันก่อน

ข้อควรรู้ก่อนลงทุนใน กองทุนรวมตราสารหนี้

1. กองทุนรวมตราสารหนี้ ก็สามารถทำให้ขาดทุนได้

เพื่อน ๆ คงสงสัยกันใช่ไหมครับว่า การลงทุนในกองทุนรวมประเภทนี้ จะทำให้เราขาดทุนได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ดอกเบี้ยที่เราได้รับเป็นดอกเบี้ยที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน เช่น 2% ต่อปี และจ่ายทุก 6 เดือน แล้วอย่างนี้เราจะขาดทุนจากกองทุนรวมตราสารหนี้ได้อย่างไร มาดูกันครับ

เพื่อน ๆ ลองนึกดูนะครับว่า หากเราลงทุนในตราสารหนี้ล็อตใดล็อตหนึ่งไปแล้ว ก็เท่ากับว่า เงินจำนวนนั้น เราไม่สามารถไปลงทุนอย่างอื่นได้อีก และอย่าลืมว่า กองทุนรวมตราสารหนี้มีระยะยาว หากภายในช่วงเวลานั้น มีการลงทุนอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนมากว่ากองทุนรวมตราสารหนี้ที่เราลงทุนไป เราก็จะเสียโอกาสตรงนั้น ดังนั้น หากเพื่อน ๆต้องการจะนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนในที่มีผลตอบแทนสูงกว่า เพื่อน ๆ ก็ต้องขายกองทุนในราคาที่มีส่วนลด ซึ่งนั่นจะทำให้ไม่ได้กำไรเท่าที่ควรหรือขาดทุนนั่นเองครับ

2. ผลตอบแทนที่ได้ของการลงทุนใน กองทุนรวมตราสารหนี้

อย่างที่พี่โบ้ได้บอกไปในข้อแรกครับ ผลตอบแทนที่เราจะได้นั้น จะมาจากดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก หรือกำไรจากส่วนต่างในการซื้อขาย หากขายได้ในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อนั่นเองครับ

3. Benchmark

บางคนอาจจะยังไม่รู้นะครับว่ามันคืออะไร Benchmark ก็คือ ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond Index) ซึ่งเป็นดัชนีหลักที่ชี้วัดการเคลื่อนไหวของตลาดตราสารหนี้ เพื่อใช้เปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนกับสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ และใช้เป็นดัชนีเปรียบเทียบ เพื่อวัดผลการดำเนินงานของกองทุนตราสารหนี้ (Benchmark) ด้วยครับ และเพื่อน ๆ สามารถใช้ดัชนีนี้ ดูแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยในตลาดได้ด้วย เช่น หากอัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวลดลง ราคาของตราสารหนี้จะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวสูงขึ้นนั่นเองครับ

4. Credit Rating

Credit Rating ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เพื่อน ๆ ควรรู้ ก่อนที่จะลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ครับ ซึ่งมันคือ อันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารหนี้ โดยระดับของ Credit Rating จะเป็นสิ่งที่บอกว่า ตราสารหนี้นั้น ๆ มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มากน้อยเพียงใด ดังนั้น หากเพื่อน ๆ ต้องการลงทุนในตลาดนี้ ก็อย่าลืมเช็ค Credit Rating กันด้วยนะครับ

5. การลงทุนนี้เหมาะกับใคร ?

การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ เหมาะกับผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงได้ไม่มาก และต้องการผลตอบแทนที่ไม่สูงมากนัก ซึ่งในแต่ละตราสารหนี้ จะมีความเสี่ยงแตกต่างกันออกไป แต่มีความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนจำพวกตลาด Cryptocurrency และ Forex ที่มีความผันผวนมากอยู่ตลอดเวลาแน่นอนครับ แต่ถ้าหากเพื่อน ๆ ไปลงทุนในหุ้นกูเอกชน กองทุนรวม จะมีความเสี่ยงที่มากขึ้นครับ แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำอยู่ดีครับ


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ถือว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจมากเลยทีเดียวใช่ไหมล่ะครับ และยิ่งน่าลงทุนมาก ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการพักเงิน หรืออาจจะเหนื่อยกับการลงทุนที่ทำให้ตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา พี่โบ้ขอบอกเลยนะครับว่า ไม่เสียหายและไม่ช้ำใจอย่างแน่นอน แต่อย่างที่บอกแหละครับ ความเสี่ยงต่ำ ก็ย่อมมีผลตอบแทนที่ต่ำตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม เพื่อน ๆ ก็ลองตัดสินใจกันดูนะครับ และที่สำคัญ อย่าลืมว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง เพราะฉะนั้น ตัดสินใจให้ดีก่อนที่จะเริ่มลงทุนนะครับ สำหรับวันนี้ พี่โบ้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

Source: SCB

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: สาระน่ารู้

อ่านรีวิวโบรกเกอร์เพิ่มเติมได้ที่: Review Broker

Social Share

Facebook
Twitter