Drawdown คืออะไร? รู้จัก Max Drawdown และวิธีคุมความเสี่ยง

  • 7:58 am
  • Post Views: 1
Table of Contents
Drawdown คืออะไร? รู้จัก Max Drawdown และวิธีคุมความเสี่ยงพอร์ต

Drawdown คือ ตัววัดระยะทางการย่อตัวของมูลค่าพอร์ตลงทุนหรือสินทรัพย์ โดยคำนวณจากจุดสูงสุด (Peak) ปรับตัวลดลงมาจนถึงจุดต่ำสุด (Trough) ก่อนที่ราคาจะสามารถฟื้นตัวกลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งครับ

ในโลกของการลงทุน การเข้าใจ Drawdown มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินความเสี่ยงเชิงลึก เพราะช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพว่าพอร์ตของเราเคยเผชิญกับภาวะขาดทุนชั่วคราวหนักที่สุดแค่ไหน บทความนี้อธิบายว่า Drawdown คืออะไร ความแตกต่างของ Max Drawdown วิธีคำนวณเพื่อรับมือกับความเสี่ยง และเทคนิคการฟื้นฟูพอร์ตอย่างเป็นระบบครับ

⚠️ คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • Drawdown สะท้อนการย่อตัวของพอร์ตจากจุดสูงสุดลงมาจุดต่ำสุดชั่วคราว ไม่ใช่การขาดทุนถาวรตราบใดที่ยังไม่ได้ตัดขายทำขาดทุนครับ
  • Max Drawdown (MDD) คือค่าการย่อตัวที่รุนแรงที่สุดในอดีต ซึ่งใช้เป็นดัชนีชี้วัดระดับความเสี่ยงสูงสุดที่พอร์ตนั้นเคยเผชิญ
  • ยิ่ง % Drawdown สูงขึ้นเท่าไหร่ % กำไรที่ต้องทำคืนเพื่อกลับมาเท่าทุน (Recovery Rate) จะยิ่งเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ
  • การบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายความเสี่ยง และการทำ Portfolio Rebalancing คือหัวใจสำคัญในการลดระดับ Drawdown ระยะยาว

Drawdown คืออะไร?

Drawdown คือ ดัชนีที่ใช้วัดเปอร์เซ็นต์การลดลงของมูลค่าพอร์ตลงทุนจากจุดสูงสุดเดิมลงมายังจุดต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่งครับ ไม่ว่าคุณจะลงทุนในหุ้น กองทุนรวม หรือสินทรัพย์ประเภทใดก็ตาม มูลค่าของพอร์ตย่อมมีความผันผวนขึ้นลง การย่อตัวจากยอดเขาลงมาสู่ก้นเหวชั่วคราวนี่เองที่เราเรียกว่า Drawdown

นักลงทุนหลายคนมักสับสนระหว่าง Drawdown กับการขาดทุนจริง (Unrealized Loss vs Realized Loss) ความแตกต่างสำคัญคือ Drawdown จะคำนวณจากจุดสูงสุดเดิม (Peak) เสมอ แม้ว่าพอร์ตโดยรวมของคุณจะยังคงมีกำไรเมื่อเทียบกับเงินต้นแรกเริ่มก็ตาม แต่ถ้ามูลค่าพอร์ตย่อตัวลงมาจากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ ระยะห่างนั้นก็นับเป็น Drawdown เช่นกันครับ

กลไก Peak to Trough และวงจรของ Drawdown

วงจร Peak Trough และ Recovery ในการเกิด Drawdown

วงจรของ Drawdown ประกอบด้วย 3 ระยะสำคัญที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ ได้แก่:

  1. Peak (จุดสูงสุด): จุดที่มูลค่าพอร์ตเติบโตขึ้นไปถึงระดับสูงสุดก่อนที่จะเริ่มปรับตัวลดลง
  2. Trough (จุดต่ำสุด): จุดที่มูลค่าพอร์ตปรับตัวลดลงมาต่ำที่สุดในรอบการย่อตัวนั้น ๆ ก่อนจะเริ่มหยุดตกและฟื้นตัว
  3. Recovery Period (ระยะฟื้นตัว): ช่วงเวลาที่มูลค่าพอร์ตค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นจากจุด Trough กลับขึ้นไปแตะระดับ Peak เดิมอีกครั้ง

ตราบใดที่มูลค่าพอร์ตยังไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่เหนือ Peak เดิมได้ ระยะเวลาทั้งหมดนั้นจะถูกนับเป็นช่วงเวลาที่พอร์ตกำลังเผชิญ Drawdown อยู่นั่นเองครับ

ความแตกต่างระหว่าง Drawdown ทั่วไป กับ Max Drawdown (MDD)

แม้ทั้งสองคำจะพูดถึงการย่อตัว แต่มีมิติในการวัดความเสี่ยงที่ต่างกันเล็กน้อยครับ:

  • Drawdown (DD): หมายถึงการย่อตัวของมูลค่าพอร์ตในระลอกใดระลอกหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในทุกสภาวะตลาด
  • Max Drawdown (MDD): คือค่า Drawdown ที่ “หนักที่สุด” หรือการย่อตัวลึกที่สุดที่พอร์ตหรือกองทุนนั้นเคยเผชิญในช่วงเวลาที่พิจารณา (เช่น ในรอบ 1 ปี, 3 ปี หรือตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต)

Max Drawdown จึงถูกใช้เป็นมาตรฐานหลักในการประเมินความเสี่ยง (Risk Metric) เพื่อตอบคำถามว่า “หากเกิดวิกฤตที่เลวร้ายที่สุด พอร์ตนี้มีโอกาสย่อตัวลงไปได้ลึกแค่ไหน” นั่นเองครับ

วิธีคำนวณ Drawdown และ Max Drawdown ในพอร์ตลงทุน

วิธีคำนวณ Drawdown ทำได้โดยการนำมูลค่าสูงสุดของพอร์ต ลบด้วยมูลค่า ณ จุดต่ำสุด แล้วหารด้วยมูลค่าสูงสุดเดิมเพื่อแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ครับ

สูตรคำนวณ % Drawdown และ Max Drawdown

สูตรการคำนวณพื้นฐานสามารถเขียนได้ดังนี้:

% Drawdown = [(มูลค่าสูงสุดเดิม – มูลค่า ณ จุดต่ำสุด) ÷ มูลค่าสูงสุดเดิม] × 100

ตัวอย่างเช่น:

  • คุณเริ่มจัดพอร์ตลงทุน มูลค่าพอร์ตเติบโตขึ้นไปสูงสุดที่ 1,000,000 บาท (Peak)
  • ต่อมาเกิดสภาวะตลาดหมี มูลค่าพอร์ตย่อตัวลงมาเหลือ 750,000 บาท (Trough)
  • การคำนวณ: ((1,000,000 – 750,000) ÷ 1,000,000) × 100 = 25%
  • หมายความว่าพอร์ตของคุณเกิด Drawdown เท่ากับ 25% ครับ

หากในอดีตที่ผ่านมา พอร์ตนี้เคยย่อตัวลงหนักที่สุดที่ 25% ค่า Max Drawdown (MDD) ของพอร์ตนี้ก็คือ 25% นั่นเอง

Recovery Matrix: สัดส่วน % ขาดทุน vs % กำไรที่ต้องทำเพื่อคืนทุน

สาเหตุที่เราต้องคุมไม่ให้ Drawdown ลึกเกินไป เพราะคณิตศาสตร์ของการฟื้นตัว (Recovery Rate) นั้นไม่เป็นเส้นตรงครับ ยิ่งพอร์ตย่อตัวลงไปลึกมากเท่าไหร่ เปอร์เซ็นต์กำไรที่ต้องทำเพื่อดึงพอร์ตกลับมาเท่าทุนจะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

% Drawdown (ขาดทุนจากจุดสูงสุด)มูลค่าพอร์ตที่เหลือ (จาก 100 บาท)% กำไรที่ต้องทำคืนเพื่อกลับมาเท่าทุน (Recovery Rate)
10%90 บาท11.11%
20%80 บาท25.00%
30%70 บาท42.86%
40%60 บาท66.67%
50%50 บาท100.00%
60%40 บาท150.00%
70%30 บาท233.33%
80%20 บาท400.00%
90%10 บาท900.00%

จากตาราง Recovery Matrix จะเห็นได้ว่าหากพอร์ตของคุณย่อตัวลงไป 50% คุณไม่ได้ต้องการกำไรแค่ 50% เพื่อคืนทุน แต่ต้องทำกำไรถึง 100% (เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว) เพื่อดึงมูลค่าพอร์ตกลับมาที่เดิม นี่คือเหตุผลว่าทำไมการคุม Drawdown จึงสำคัญกว่าการไล่ล่าผลตอบแทนครับ


Drawdown ของสินทรัพย์แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร?

Drawdown ของสินทรัพย์แต่ละประเภทมีความแตกต่างกันตามระดับความผันผวนและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสินทรัพย์นั้น ๆ ครับ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงย่อมมี Max Drawdown ที่ลึกกว่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ

สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง: พันธบัตรรัฐบาล และ หุ้นกู้

สำหรับสินทรัพย์กลุ่มตราสารหนี้ เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้น หรือ ความมั่นคงของพันธบัตรรัฐบาล จะมีความผันผวนของราคาต่ำ ทำให้ระดับ Max Drawdown เฉลี่ยอยู่ในระดับที่แคบมาก (มักไม่เกิน 3% – 8% ขึ้นอยู่กับอายุของตราสารหนี้)

ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนหรือการ ประเมินความเสี่ยงของหุ้นกู้ อาจมี Drawdown ที่สูงกว่าเล็กน้อยตามความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk) และความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ ความเสี่ยงของสินทรัพย์ทางการเงินสามารถตรวจสอบข้อมูลสรุปและเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้จาก สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ

สินทรัพย์ความเสี่ยงสูง: หุ้น และพอร์ตลงทุนผสม

ในฝั่งของตราสารทุนหรือหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก มักจะเผชิญกับ Drawdown ที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤต Subprime ปี 2008 หรือวิกฤต COVID-19 ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกเคยเกิด Max Drawdown ลึกถึง 30% – 50%

ประเภทสินทรัพย์ / โครงสร้างพอร์ตMax Drawdown โดยประมาณในอดีตระดับความผันผวนเหมาะกับนักลงทุนกลุ่มไหน
พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น1% – 5%ต่ำมากผู้ที่เน้นรักษาเงินต้น ความเสี่ยงต่ำ
หุ้นกู้ภาคเอกชน (Investment Grade)5% – 12%ต่ำถึงปานกลางผู้ที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ
พอร์ตผสมอนุรักษนิยม (หุ้น 20% : ตราสารหนี้ 80%)8% – 15%ปานกลางผู้รับความเสี่ยงได้น้อย แต่ต้องการชนะเงินเฟ้อ
พอร์ตผสมเติบโต (หุ้น 60% : ตราสารหนี้ 40%)15% – 25%ปานกลางถึงสูงนักลงทุนระยะยาวที่ยอมรับความผันผวนได้
หุ้นไทย / หุ้นโลก (100%)30% – 55%สูงผู้เน้นการเติบโตระยะยาว และรับความเสี่ยงได้สูง

3 วิธีบริหารจัดการและรับมือเมื่อพอร์ตเกิด Drawdown

การบริหารจัดการ Drawdown สามารถทำได้ด้วยการวางแผนโครงสร้างพอร์ต การรักษาวินัยทางการเงิน และการควบคุมอารมณ์ในการลงทุนครับ

1. การจัดสรรสินทรัพย์และการทำ Portfolio Rebalancing

วิธีลด Max Drawdown ที่มีประสิทธิภาพที่สุดไม่ใช่การพยายามคาดเดาทิศทางตลาด แต่คือการทำ Asset Allocation หรือการกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์ของราคาต่ำ (Low Correlation)

นอกจากนี้ การคอยปรับสมดุลพอร์ตอย่างสม่ำเสมอเมื่อสัดส่วนสินทรัพย์เปลี่ยนไป จะช่วยให้คุณได้ขายสินทรัพย์ที่ราคาแพงออกไปบางส่วนเพื่อมาซื้อสินทรัพย์ที่ราคาย่อตัวลงมา ซึ่งช่วยลดระดับ Drawdown ของพอร์ตในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญครับ

2. การควบคุม Behavioral Biases ทางจิตวิทยาและการวางแผนระยะยาวด้วยกฎ 72

เมื่อพอร์ตเกิด Drawdown ลึก สมองของมนุษย์มักจะถูกครอบงำด้วยอารมณ์ความกลัว (Loss Aversion Bias) ส่งผลให้นักลงทุนตัดสินใจตัดขายขาดทุนที่จุดต่ำสุด (Panic Sell) หรือหยุดลงทุนไปกลางคัน

การเข้าใจหลักการเติบโตแบบทบต้นและการนำสูตรคณิตศาสตร์อย่างการ คำนวณระยะเวลาเติบโตด้วยกฎ 72 มาใช้ประเมินระยะเวลาคืนทุน จะช่วยให้นักลงทุนมองภาพใหญ่ในระยะยาว มองเห็นว่าการย่อตัวเป็นเพียงสภาวะชั่วคราว และรักษาวินัยในการลงทุนตามแผนเดิมต่อไปได้ครับ

3. การกำหนดจุดตัดขาดทุนและการคุมขนาดสถานะ (Position Sizing)

สำหรับนักลงทุนที่บริหารพอร์ตเชิงรุก การกำหนดจุด Stop Loss ที่ชัดเจนก่อนเข้าซื้อสินทรัพย์ และการจำกัดขนาดเงินลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ไม่ให้มากเกินไป (Position Sizing) จะช่วยป้องกันไม่ให้สินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งฉุดให้มูลค่าพอร์ตโดยรวมย่อตัวลงลึกเกินระดับที่รับได้ครับ

📢 Traderbobo แนะนำ

จากประสบการณ์ในการลงทุนของผม สิ่งที่ทำให้นักลงทุนพอร์ตพังไม่ได้เกิดจาก Drawdown 10% หรือ 20% ครับ แต่เกิดจากการ “ไม่ยอมรับ Drawdown สั้น ๆ” แล้วเลือกถัวเฉลี่ยตัวที่ขาดทุนหนักโดยไม่มีแผน จนเปลี่ยนการย่อตัวชั่วคราวให้กลายเป็นการขาดทุนถาวร ลองตั้งเกณฑ์ไว้ล่วงหน้าว่าพอร์ตเรารับ Drawdown ได้สูงสุดกี่ % แล้วบริหารจัดการตามแผนอย่างเคร่งครัดครับ

สรุป Drawdown คืออะไรและหัวใจสำคัญในการป้องกัน

Drawdown ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่เป็นธรรมชาติของการลงทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำให้ Drawdown เป็นศูนย์ แต่เป็นการออกแบบและบริหารจัดการพอร์ตไม่ให้เกิด Max Drawdown ลึกล้ำจนพอร์ตไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ การเข้าใจ Recovery Rate การกระจายความเสี่ยง และการรักษาวินัยในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้พอร์ตของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาวครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Drawdown คืออะไร

Drawdown ต่างจาก Loss (การขาดทุน) ทั่วไปอย่างไร?

Drawdown คำนวณจากระยะที่ย่อตัวลงมาจากจุดสูงสุดเดิม (Peak) ของพอร์ต ซึ่งอาจเกิดขึ้นแม้พอร์ตโดยรวมยังคงมีกำไรเมื่อเทียบกับเงินต้น ส่วน Loss หรือการขาดทุนทั่วไป มักจะหมายถึงมูลค่าสินทรัพย์ลดลงต่ำกว่าราคาต้นทุนที่ซื้อมา (Cost Basis) ครับ

Max Drawdown เท่าไหร่ถึงจะถือว่ารับได้ในการลงทุน?

ระดับ Max Drawdown ที่รับได้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละคนครับ สำหรับนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำ Max Drawdown ไม่ควรเกิน 5% – 10% ส่วนนักลงทุนระยะยาวที่เน้นหุ้นเติบโต อาจยอมรับ Max Drawdown ได้ในระดับ 20% – 30% ตราบใดที่สอดคล้องกับแผนการลงทุนระยะยาว

หากพอร์ตติด Drawdown 50% ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะกลับมาเท่าทุน?

ระยะเวลาในการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับอัตราผลตอบแทนที่ทำได้ครับ เนื่องจากพอร์ตที่ลดลง 50% ต้องทำกำไรคืนถึง 100% หากทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย 10% ต่อปี อาจต้องใช้เวลาราว 7 ปีกว่าจะกลับมาเท่าทุน แต่ถ้าทำผลตอบแทนได้ 15% ต่อปี จะใช้เวลาราว 5 ปีครับ

จะลด Max Drawdown โดยไม่กระทบผลตอบแทนได้อย่างไร?

การลด Max Drawdown โดยที่ผลตอบแทนคาดการณ์ไม่ลดลงรุนแรง สามารถทำได้ด้วยการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่มีความสัมพันธ์ของราคาต่ำหรือไม่ผันผวนไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การผสมผสานหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล และทองคำ เพื่อให้สินทรัพย์หนึ่งช่วยพยุงพอร์ตในขณะที่อีกสินทรัพย์หนึ่งย่อตัวครับ

ทำไมการทำ Portfolio Rebalancing ถึงช่วยลด Drawdown ในระยะยาว?

การทำ Rebalancing คือการปรับสัดส่วนสินทรัพย์ให้กลับมาตามเป้าหมายเดิม เป็นการบังคับให้เราขายสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นมาสูง (ขายแพง) นำเงินไปซื้อสินทรัพย์ที่ย่อตัวลงมา (ซื้อถูก) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่พอร์ตจะหนักไปทางสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป ช่วยจำกัดระดับ Drawdown เมื่อเกิดวิกฤตครับ

⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน

ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ

บทความน่าสนใจ
Adsense
Table of Contents
Top Forex Brokers
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
GO Markets
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5
โบรกเกอร์ IUX
IUX
Rated 5 out of 5
FXGT.com
Rated 3.5 out of 5
EIGHTCAP
Rated 4 out of 5
Advertisement
FBS
Rated 3 out of 5
Pepperstone
Rated 2 out of 5