
ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่แสดงสิทธิความเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ระหว่างผู้ลงทุนและผู้ออกตราสาร โดยผู้ลงทุนมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด พร้อมรับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา
ในโครงสร้างพอร์ตการลงทุน ตราสารหนี้ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอและลดความผันผวน บทความนี้อธิบายกลไกการทำงาน ประเภท ผลตอบแทน ความเสี่ยง และวิธีเลือกเริ่มลงทุนครับ
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
สาระสำคัญจากพี่โบ้
- ตราสารหนี้กำหนดสถานะผู้ลงทุนเป็นเจ้าหนี้ ได้รับดอกเบี้ยสม่ำเสมอและเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด
- ราคาตราสารหนี้แปรผกผันกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด หากดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ราคาตราสารหนี้เดิมจะลดลง
- ความเสี่ยงหลักประกอบด้วยความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย และสภาพคล่อง
- การเลือกลงทุนต้องพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) และการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

ตราสารหนี้ คืออะไร? ทำความเข้าใจกลไกผู้กู้และผู้ให้กู้
ตราสารหนี้ คือ สัญญาทางการเงินที่ระบุการกู้ยืมเงินอย่างเป็นทางการระหว่างผู้ออกตราสาร (ลูกหนี้) และผู้ลงทุน (เจ้าหนี้) โดยผู้ออกสัญญาว่าจะชำระดอกเบี้ยตามอัตราและระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ พร้อมชำระคืนเงินต้นเมื่อถึงกำหนดเวลาไถ่ถอน
กลไกการทำงานของตราสารหนี้ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ มูลค่าหน้าบัตร (Par Value) ซึ่งคือจำนวนเงินต้นที่ผู้ออกต้องจ่ายคืน อัตราดอกเบี้ยหน้าบัตร (Coupon Rate) ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนที่ผู้ถือจะได้รับ และวันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date) ที่ระบุอายุของสัญญา
บทบาทของการเป็นเจ้าหนี้ vs ความรับผิดชอบของลูกหนี้
เมื่อคุณซื้อตราสารหนี้ คุณจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ตามกฎหมาย ผู้ออกตราสารมีหน้าที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นตามกำหนด ไม่ว่าผลประกอบการของผู้ออกจะเป็นอย่างไรก็ตาม การเข้าใจบริบทพื้นฐานนี้เกี่ยวเนื่องกับภาพรวมใน การลงทุนคืออะไร ที่เน้นการจัดสรรเงินทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้
ตราสารหนี้ มีกี่ประเภท? แบ่งตามผู้ออกและอายุสัญญา
ตราสารหนี้สามารถแบ่งประเภทตามลักษณะของผู้ออกตราสารและระยะเวลาไถ่ถอน เพื่อให้นักลงทุนเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับกรอบเวลาและความเสี่ยงของตนเอง
พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ภาครัฐ
ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐเรียกว่าพันธบัตร มักมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ต่ำที่สุด เนื่องจากมีรัฐบาลให้การรับรอง การศึกษาความเสถียรของ พันธบัตรรัฐบาล จะช่วยให้เห็นภาพการใช้สินทรัพย์เสี่ยงต่ำเป็นฐานของพอร์ตการลงทุน
หุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond) และระดับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
ตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชนเรียกว่าหุ้นกู้ มีจุดประสงค์เพื่อระดมทุนไปขยายกิจการ ความเสี่ยงและประเภทของ หุ้นกู้ คือสิ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างละเอียดผ่านอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่จัดทำโดยสถาบันจัดอันดับ เช่น TRIS Rating หรือ Fitch Ratings โดยแบ่งเป็นระดับลงทุนได้ (Investment Grade: AAA ถึง BBB-) และระดับเก็งกำไร (High Yield / Non-Investment Grade) ทั้งนี้สามารถตรวจสอบประกาศเกณฑ์การลงทุนได้ที่ สำนักงาน ก.ล.ต. ครับ
| ประเภทตราสารหนี้ | ผู้ออก | ระดับความเสี่ยง | ผลตอบแทนคาดการณ์ | สภาพคล่อง |
| ตั๋วเงินคลัง / พันธบัตรรัฐบาล | รัฐบาล / กระทรวงการคลัง | ต่ำมาก | ต่ำ (ใกล้เคียงดอกเบี้ยนโยบาย) | สูง |
| หุ้นกู้เอกชน (Investment Grade) | บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ | ต่ำ – ปานกลาง | ปานกลาง | ปานกลาง |
| หุ้นกู้เอกชน (High Yield) | บริษัทเอกชนเสี่ยงสูง | สูง | สูง | ต่ำ |
ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ มาจากไหน?
หากพูดถึงผลตอบแทน ตราสารหนี้ คือ สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 2 ส่วนหลัก คือ ดอกเบี้ยรับตามระยะเวลา (Coupon Payment) และกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หากมีการขายตราสารในตลาดรองก่อนครบกำหนดครับ
ราคาของตราสารหนี้ในตลาดรองจะมีความสัมพันธ์ทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น ราคาตราสารหนี้เดิมที่มีอยู่จะลดลง และหากอัตราดอกเบี้ยตลาดลดลง ราคาตราสารหนี้เดิมจะเพิ่มขึ้น การวิเคราะห์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยผ่าน Yield Curve คือ ตัวแปรสำคัญที่ใช้อ่านแนวโน้มเศรษฐกิจและวางกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ครับ
ตราสารหนี้ vs ตราสารทุน ต่างกันอย่างไร?
ตราสารหนี้และตราสารทุนเป็นสองสินทรัพย์หลักที่มีโครงสร้างความเสี่ยงและสิทธิทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ตราสารทุน คือ ตราสารที่แสดงความเป็นเจ้าของในกิจการ เช่น หุ้นสามัญ ผู้ถือตราสารทุนมีสิทธิร่วมรับกำไรผ่านเงินปันผลและราคาหุ้นที่เติบโต แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงสูงหากบริษัทขาดทุน ในขณะที่ตราสารหนี้มอบสถานะเจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนผู้ถือหุ้นหากบริษัทเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย
| ประเด็น | ตราสารหนี้ (Fixed Income) | ตราสารทุน (Equity) |
| สถานะทางกฎหมาย | เจ้าหนี้ | เจ้าของร่วม |
| รูปแบบผลตอบแทน | ดอกเบี้ยสม่ำเสมอ + เงินต้น | เงินปันผล + ส่วนต่างราคาหุ้น |
| สิทธิเรียกร้องเมื่อล้มละลาย | ได้รับคืนก่อนผู้ถือหุ้น | ได้รับคืนเป็นลำดับสุดท้าย |
| ความผันผวนของราคา | ปานกลาง – ต่ำ | สูง |
ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องรู้ก่อนลงทุนในตราสารหนี้
สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ตราสารหนี้ คือ สินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงเลย นักลงทุนควรประเมินปัจจัยเสี่ยงหลักดังนี้ครับ
ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk)
ผู้ออกตราสารหนี้อาจไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ตามกำหนด การประเมินความแข็งแกร่งด้วย ROE คือตัวชี้วัดสำคัญตัวหนึ่งที่ช่วยดูความสามารถในการทำกำไรและประสิทธิภาพการบริหารส่วนทุนของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้
ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย และสภาพคล่อง
- Interest Rate Risk: ความเสี่ยงที่มูลค่าตราสารหนี้จะลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้น
- Liquidity Risk: ความเสี่ยงที่ไม่สามารถขายตราสารหนี้ในตลาดรองได้ทันทีในราคาที่ต้องการ
ช่องทางการเริ่มลงทุนในตราสารหนี้สำหรับนักลงทุน
หลักการสำคัญของการเริ่มลงทุนใน ตราสารหนี้ คือ การเลือกช่องทางที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงและเงินทุนที่มี นักลงทุนสามารถเข้าถึงตราสารหนี้ได้ทั้งการซื้อโดยตรงในตลาดแรกเมื่อมีการเปิดขาย หรือซื้อในตลาดรองผ่านธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ครับ นอกจากนี้ การกระจายความเสี่ยงผ่าน กองทุนตราสารหนี้ ทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการมืออาชีพมาช่วยบริหารจัดการและใช้เงินลงทุนเริ่มต้นจำนวนไม่มาก
บทสรุป: ตราสารหนี้ กุญแจสร้างความเสถียรให้พอร์ตการลงทุน
สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ตราสารหนี้ คือ สินทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็นฐานรากช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างกระแสเงินสดให้พอร์ตการลงทุน การเข้าใจกลไกดอกเบี้ย อันดับความน่าเชื่อถือ และความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ จะช่วยให้นักลงทุนเลือกลงทุนในตราสารหนี้ได้ตรงตามเป้าหมายทางการเงิน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ตราสารหนี้ คือ
ตราสารหนี้ เสียภาษีหรือไม่?
สำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดา ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้และกำไรจากการขายตราสารหนี้ (Capital Gain) ในตลาดรอง ตามเกณฑ์ของ กรมสรรพากร มีการเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในอัตรา 15% โดยผู้ลงทุนสามารถนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ปลายปีหรือเลือกให้หัก ณ ที่จ่ายเป็น Final Tax ได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ซื้อตราสารหนี้แล้ว มีโอกาสขาดทุนไหม?
มีโอกาสขาดทุนได้สองกรณีหลัก คือกรณีที่บริษัทผู้ออกตราสารหนี้ผิดนัดชำระหนี้ (Default) หรือกรณีที่นักลงทุนตัดสินใจขายตราสารหนี้ในตลาดรองก่อนครบกำหนดไถ่ถอนในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยตลาดปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาขายต่ำกว่าราคาที่ซื้อมา แต่หากถือจนครบกำหนดไถ่ถอนและผู้ออกไม่ผิดนัดชำระหนี้ นักลงทุนจะได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวน
กองทุนตราสารหนี้ ต่างจากการซื้อ พันธบัตรรัฐบาล โดยตรงอย่างไร?
การซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยตรงจะทราบอัตราดอกเบี้ยและวันครบกำหนดไถ่ถอนที่แน่นอน และได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวนเมื่อถือจนครบสัญญา ส่วนกองทุนตราสารหนี้เป็นการนำเงินไปรวมกันให้ผู้จัดการกองทุนกระจายลงทุนในตราสารหนี้หลายตัว ราคาหน่วยลงทุน (NAV) จะผันผวนทุกวันตามราคาตลาด แต่ได้ข้อดีเรื่องสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ
อัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น กระทบต่อราคาตราสารหนี้อย่างไร?
เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ที่ออกใหม่จะสูงขึ้นตาม ทำให้ตราสารหนี้เดิมในตลาดที่จ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่ามีความน่าสนใจลดลง ราคาของตราสารหนี้เดิมจึงปรับตัวลดลงเพื่อให้ผลตอบแทนย้อนหลัง (Yield) ขยับขึ้นไปเท่ากับระดับดอกเบี้ยใหม่ในตลาด
หุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุน หรือ Perpetual Bond ถือเป็นตราสารหนี้หรือไม่?
หุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุน (Perpetual Bond) ถือเป็นตราสารหนี้ชนิดหนึ่ง แต่มีลักษณะกึ่งหนี้กึ่งทุน เนื่องจากไม่มีกำหนดวันไถ่ถอนที่แน่นอน ผู้ออกมีสิทธิไถ่ถอนฝ่ายเดียว และสามารถเลื่อนการชำระดอกเบี้ยได้ ทำให้มีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไป นักลงทุนจึงได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยง
หมายเหตุ : บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงด้วยความช่วยเหลือของ AI และผ่านการตรวจทานโดยทีมงาน บทความได้รับการตรวจสอบทุก 6 เดือนเพื่ออัปเดตให้ตรงกับสภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมดได้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้
พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page











