NFT และ Cryptocurrency มีบทบาทต่อวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน อย่างไร ?

NFT เเละ Cryptocurrency มีบทบาทต่อวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน อย่างไร?

เนื่องมาจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ดูเหมือนจะไม่จบง่าย ๆ และสงครามนี้ยิ่งนับวันก็ทวีคูณความรุนแรงขึ้น ซึ่งล่าสุดมีการคว่ำบาตรทางการเงินรัสเซีย จึงทำให้รัสเซียไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ และหันมาพึ่งพา NFT และ Cryptocurrency วิกฤตครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การมีอยู่ของโลกคริปโตฯ และเทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นสำคัญกับเราอย่างเห็นได้ชัด

สาเหตุที่ NFT และ Cryptocurrency เข้ามามีบทบาทต่อสงครามในยูเครน

หลังการประกาศโจมตีจากรัสเซีย ประชาชนยูเครนพากันถอดเงินจากตู้ ATM และธนาคาร เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยของธนาคารระหว่างที่เกิดสงคราม ส่วนใหญ่โยกย้ายเงินไปซื้อเหรียญคริปโตฯ โดยเฉพาะ BTC และ ETH ชาวคริปโตฯ ทั้งนักพัฒนา ศิลปิน NFT รวมถึงเจ้าของ CEX ฯลฯ ต่างออกมาสนับสนุนยูเครน ดังนี้

  • Pussy Riot, Trippy Labs, สมาชิก PleasrDAO เปิดตัว ‘Ukraine DAO’ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือชาวยูเครน ผ่านองค์กรแบบ DAO ในระบบบล็อกเชน
  • วิตาลิก บูเตริน หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Ethereum ซึ่งเป็นชาวรัสเซียเอง ก็ออกมาประณามการกระทำของรัสเซียผ่านทางทวิตเตอร์ พร้อมทั้งประกาศช่วยเหลือยูเครนผ่าน Ukraine DAO
  • CZ เจ้าของ Binance ตลาดซื้อขายเหรียญคริปโต ออกมาบริจาคให้ยูเครนเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านดอลลาร์ เป็นสกุลดิจิทัล
  • แซม แบงก์แมน-ฟรายด์ ผู้ก่อตั้ง FTX ตลาดซื้อขายเงินคริปโต ทวีตว่าจะให้เงิน 25 ดอลลาร์แก่ชาวยูเครนทุกคนบนแพลตฟอร์ม
  • นักลงทุนชาวยูเครน Artyom Fξdosov เปิดเผยทางทวิตเตอร์ว่า เขาอยู่รอดในสงคราม และโชคดีมากที่ตัวเองยังพอมีเงินในโลกคริปโตและการขาย NFT เนื่องจากบัตรเครดิตของตนเองถูกอายัดและเงินเก็บสูญเสียไปหมดแล้ว

สงคราม คริปโต ได้เกิดขึ้นแล้ว

สื่อสัญชาติอเมริกัน The Washington Post เปรียบสงครามครั้งนี้ว่าเป็น ‘สงครามคริปโตครั้งแรก’ และยังบอกว่าอีกว่าไม่ใช่ครั้งสุดท้าย สิ่งที่น่าสนใจครั้งนี้ คือ คริปโต ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการระดุมทุนจากทั่วโลก เพื่อต่อสู่กับความขัดแย้งของทั้งสองประเทศ แม้ไม่ได้โดดเด่นจนเป็นผู้เล่นหลัก แต่ก็มีบทบาทและกลายเป็นช่องว่างให้มีการเคลื่อนย้ายเงินได้ สามารถขนย้ายเงินจากทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลางใด ๆ ซึ่งเงินในจำนวนดังกล่าว Elliptic บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนเปิดเผยว่า มีเงินยอดใหญ่ ๆ จากการขาย NFT มากพอสมควร บางแอดเดรสบริจาคเงินถึง 1.86 ล้านดอลลาร์จากจำนวนเงินทั้งหมด

แม้ คริปโต จะมีความผันผวนสูง แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ และคุณประโยชน์ของคริปโตและบล็อกเชน พร้อมข้อเท็จจริงที่ว่า ‘เงินของเราไม่ใช่ของเรา’ เหมือนกับที่ธนาคารกลางรัสเซียถูกแช่แข็งเงินกว่า 6.4 แสนล้านเหรียญดอลลาร์ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าถูกเก็บไว้ในบล็อกเชน 

NFT และ Cryptocurrency มีบทบาทต่อวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน อย่างไร ?

หลังจากการโจมตีครั้งที่ 1 ยูเครนได้รับผลกระทบหนัก สัญญาณอินเทอร์เน็ตขาดหาย ระบบสื่อสารใช้การไม่ได้ในหลายพื้นที่ รัฐบาลยูเครนจึงตัดสินใจประกาศขอรับบริจาคเงินสนับสนุนทหารยูเครนเพื่อสู้กับรัสเซียเป็นคริปโตสกุลเงิน BTC และ ETH ผ่านแอ็กเคานต์หลัก @Ukraine ทางทวิตเตอร์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของยูเครน ได้พยายามเรียกร้องให้ Exchange ทั่วโลกร่วมมือกันแบนบัญชีของนักการเมือง และผู้ใช้งานชาวรัสเซียและเบลารุส แต่การแบนบัญชีผู้ใช้ก็เหมือนกับขัดหลักการทางการเงินของคริปโตฯ Exchange เหล่านั้นจึงปฏิเสธการแบน

มีรายงานจาก Cointelegraph ว่า ปริมาณซื้อขาย Bitcoin และ Altcoin เพิ่มขึ้น 200% ในตลาดซื้อขายเหรียญคริปโตฯ ในยูเครน เช่นเดียวกับคนรัสเซียที่หันซื้อเหรียญคริปโตฯ หลังจากที่รูเบิลอ่อนค่าลง

ทางสหรัฐฯ และชาติตะวันตกที่เป็นพันธมิตรมีมาตรการคว่ำบาตร และการหยิบใช้เครื่องมือทางการเงินด้วยวิธีการการตัดรัสเซียออกจากระบบ SWIFT เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันว่า ธนาคารรัสเซียจะถูกตัดออกจากระบบการเงินสากล และจะส่งผลให้ไม่สามารถทำธุรกรรมในระดับโลกได้ รัสเซียจึงหันมาพึ่งพาคริปโตฯ


อย่างไรก็ตาม ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างหันมาใช้ คริปโต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบในเหตุการณ์นี้ แต่ช่องโหว่ของ คริปโต ยังมีอยู่มากทำให้นักวิเคราะห์ไม่มั่นใจว่า การที่นำคริปโตเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาจะสามารถทำได้จริง ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าในอนาคตบทสรุปจะเป็นอย่างไร

Source: The Washington Post

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่สาระน่ารู้

อ่านรีวิวโบรกเกอร์เพิ่มเติมได้ที่Review Broker


Social Share

Facebook
Twitter