Yield to Maturity คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญต่อการลงทุนตราสารหนี้

  • 2:38 pm
  • Post Views: 0
Table of Contents
Yield to Maturity คืออะไร สำหรับการลงทุนตราสารหนี้

Yield to Maturity คือ อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือตราสารหนี้หรือพันธบัตรจนกว่าจะถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน โดยคำนวณรวมทั้งดอกเบี้ยจ่ายงวด และส่วนต่างระหว่างราคาที่ซื้อมากับราคาหน้าตั๋วที่จะได้รับคืน

การเข้าใจ YTM เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินผลตอบแทนที่แท้จริงของการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากราคาซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บทความนี้จะอธิบายถึงความหมาย กลไกการคำนวณ ข้อสมมติฐานสำคัญ บทความนี้จะอธิบายถึงความหมาย กลไกการคำนวณ ข้อสมมติฐานสำคัญ รวมถึงวิธีนำ YTM ไปใช้ประกอบการจัดพอร์ตการลงทุนอย่างรอบคอบครับ

สาระสำคัญจากพี่โบ้

  • Yield to Maturity (YTM) สะท้อนอัตราผลตอบแทนแท้จริงต่อปีเมื่อถือตราสารหนี้จนครบกำหนดไถ่ถอน โดยรวมทั้งดอกเบี้ยงวดและผลต่างราคาซื้อขาย
  • YTM แตกต่างจาก Coupon Rate และ Current Yield เพราะคำนวณมูลค่าเงินตามเวลา (Time Value of Money) และผลตอบแทนสะสมตลอดอายุตราสาร
  • ราคาตราสารหนี้และ YTM เคลื่อนไหวในทิศทางสวนทางกันเสมอ เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยน ราคาตราสารหนี้จะปรับตัวเพื่อให้ YTM สะท้อนสภาวะตลาด
  • ข้อจำกัดสำคัญของ YTM คือสมมติฐานที่ว่านักลงทุนต้องนำดอกเบี้ยงวดไปลงทุนต่อด้วยอัตราผลตอบแทนเท่ากับ YTM เดิม ซึ่งในชีวิตจริงมีความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้อง


Yield to Maturity คืออะไร?

Yield to Maturity คือ อัตราคิดลด (Discount Rate) ที่ทำให้มูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของกระแสเงินสดทั้งหมดที่จะได้รับในอนาคตจากตราสารหนี้ เท่ากับราคาซื้อขายปัจจุบันของตราสารหนี้ฉบับนั้นพอดี หากมองในเชิงการวิเคราะห์ทางการเงิน YTM ก็คืออัตราผลตอบแทนภายใน หรือ Internal Rate of Return (IRR) ของการลงทุนในตราสารหนี้ฉบับนั้นนั่นเองครับ

หลักคิดสำคัญคือ มูลค่าเงินตามเวลา (Time Value of Money) หมายความว่าเงิน 1,000 บาทที่ได้รับวันนี้มีค่ามากกว่าเงิน 1,000 บาทที่จะได้รับในอีก 3 ปีข้างหน้า เพราะเงินวันนี้สามารถนำไปลงทุนต่อได้ การคำนวณ YTM จึงต้องปรับกระแสเงินสดแต่ละงวดให้เป็นมูลค่า ณ วันนี้ ซึ่งเรียกว่ามูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ครับ

ไดอะแกรมแสดงกระแสเงินสดของ Yield to Maturity และวันครบกำหนดไถ่ถอน

กลไกและวิธีคิดของ Yield to Maturity

เวลาที่เราลงทุนในตราสารหนี้ กระแสเงินสดที่เราจะได้กลับคืนมาจะมี 2 ส่วนหลัก ๆ คือ

  1. ดอกเบี้ยจ่ายตามงวด (Coupon Payments): เงินที่ผู้ออกตราสารจ่ายให้ตามอัตราที่กำหนดไว้หน้าตั๋ว เช่น จ่ายทุก 6 เดือน หรือทุก 1 ปี
  2. เงินต้น ณ วันครบกำหนดไถ่ถอน (Principal / Par Value): เงินมูลค่าหน้าตั๋วที่จะได้รับคืนเมื่อตราสารหนี้หมดอายุ

สมการการคำนวณ YTM จะนำกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมดมาคิดลดกลับเป็นมูลค่าปัจจุบัน โดยสรุปเป็นสูตรประมาณการ YTM (Approximate YTM) เพื่อให้เข้าใจง่ายได้ดังนี้:

YTMC+F-PnF+P2

โดยที่:

  • C = ดอกเบี้ยรับต่อปี (Coupon Payment)
  • F = มูลค่าหน้าตั๋ว ณ วันไถ่ถอน (Face Value / Par Value)
  • P = ราคาซื้อตราสารหนี้ ณ ปัจจุบัน (Purchase Price)
  • n = จำนวนปีจนกว่าจะครบกำหนดไถ่ถอน (Years to Maturity)

3 สมมติฐานสำคัญที่ทำให้ YTM เกิดขึ้นจริง

นักลงทุนมักเข้าใจผิดว่าตัวเลข YTM ที่เห็นในตารางราคาคือผลตอบแทนการันตีที่จะได้รับ 100% แต่ในความเป็นจริง ตัวเลข YTM จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้สมมติฐาน 3 ข้อนี้เท่านั้นครับ:

  1. นักลงทุนถือตราสารหนี้จนครบกำหนดไถ่ถอน (Hold to Maturity): หากขายออกมาก่อนกำหนด ผลตอบแทนที่ได้จริงจะขึ้นอยู่กับราคาตลาด ณ วันที่ขาย ซึ่งอาจสูงหรือต่ำกว่า YTM ที่คิดไว้ตอนแรก
  2. ผู้ออกตราสารหนี้ไม่ผิดนัดชำระหนี้ (No Default Risk): ผู้ออกตราสารต้องสามารถจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นได้ครบถ้วนตามสัญญา
  3. นำดอกเบี้ยงวดไปลงทุนต่อที่อัตราเดิม (Reinvestment Rate Assumption): ดอกเบี้ยทุกงวดที่ได้รับ จะต้องถูกนำไปลงทุนต่อ (Reinvest) ให้ได้อัตราผลตอบแทนเท่ากับค่า YTM เดิมไปจนกว่าตราสารหนี้จะหมดอายุ ซึ่งจุดนี้คือข้อจำกัดสำคัญในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยตลาดผันผวน

ความแตกต่างระหว่าง YTM, Coupon Rate และ Current Yield

ในการวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุน ตราสารหนี้ นักลงทุนจะพบตัวเลข Yield หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละตัวบอกข้อมูลคนละมุมมองอย่างสิ้นเชิงครับ

Coupon Rate (อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว)

คือ อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกตราสารหนี้สัญญาว่าจะจ่ายให้แก่นักลงทุน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปีของมูลค่าหน้าตั๋ว (Par Value) ตัวเลขนี้จะคงที่ตลอดอายุสัญญา (เว้นแต่จะเป็นตราสารหนี้ชนิดดอกเบี้ยลอยตัว) เช่น พันธบัตรราคาหน้าตั๋ว 1,000 บาท กำหนด Coupon Rate 3% แปลว่านักลงทุนจะได้ดอกเบี้ยปีละ 30 บาท ไม่ว่าราคาพันธบัตรในตลาดรองจะขึ้นหรือลงก็ตาม

Current Yield (อัตราผลตอบแทนปัจจุบัน)

คือ การคำนวณอัตราผลตอบแทนโดยนำดอกเบี้ยรับต่อปี มาเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายตราสารหนี้ ณ ปัจจุบัน

Current Yield=ดอกเบี้ยรับต่อปีราคาซื้อขายปัจจุบัน100

Current Yield ช่วยให้อ่านผลตอบแทนจากกระแสเงินสดในปัจจุบันได้ดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดเพราะ ไม่ได้คำนวณผลต่างราคา ที่นักลงทุนจะได้รับกำไรหรือขาดทุนเมื่อถือจนครบกำหนดไถ่ถอน

Yield to Maturity (อัตราผลตอบแทนจนถึงวันครบกำหนด)

เป็นตัววัดผลตอบแทนที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะคำนวณรวมทั้ง Coupon Rate, ราคาซื้อขายปัจจุบัน, ระยะเวลาคงเหลือจนถึงวันไถ่ถอน และมูลค่าเงินตามเวลา (Time Value of Money) เข้าไว้ด้วยกัน

ตารางเปรียบเทียบ Coupon Rate vs Current Yield vs Yield to Maturity

คุณลักษณะCoupon RateCurrent YieldYield to Maturity (YTM)
การคำนวณ(ดอกเบี้ยต่อปี ÷ ราคาหน้าตั๋ว) × 100(ดอกเบี้ยต่อปี ÷ ราคาปัจจุบัน) × 100คิดลดกระแสเงินสดทั้งหมดตลอดอายุตราสาร
ปัจจัยที่นำมาคิดดอกเบี้ยหน้าตั๋วดอกเบี้ยหน้าตั๋ว + ราคาปัจจุบันดอกเบี้ย + ราคาปัจจุบัน + เวลาคงเหลือ + ผลต่างราคาไถ่ถอน
ความผันผวนคงที่ตลอดอายุตราสารเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาดเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาดและเวลาที่เหลือ
บริบทการใช้งานดูภาระดอกเบี้ยที่ผู้ออกต้องจ่ายดูอัตราดอกเบี้ยรับต่อราคาซื้อขายปัจจุบันประเมินผลตอบแทนแท้จริงเพื่อเปรียบเทียบการลงทุน

ความสัมพันธ์ระหว่างราคาตราสารหนี้กับ Yield to Maturity (YTM)

หนึ่งในกฎพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในตลาดตราสารหนี้ คือ ราคาตราสารหนี้กับ Bond Yield จะเคลื่อนไหวในทิศทางสวนทางกันเสมอ (Inverse Relationship)

กราฟแสดงความสัมพันธ์สวนทางระหว่างราคาตราสารหนี้และ YTM

ราคาเสนอซื้อกับ Bond Yield

สาเหตุที่ราคาตราสารหนี้สวนทางกับ Yield เป็นเพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น ตราสารหนี้ออกใหม่จะให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่า ทำให้ตราสารหนี้เดิมที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่ากลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจ นักลงทุนจึงขายตราสารหนี้เดิมออกมา ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้เดิมลดลง จนกระทั่งค่า YTM ของตราสารหนี้เดิมปรับตัวสูงขึ้นมาเท่าเทียมกับอัตราดอกเบี้ยใหม่ในตลาด

ในทางกลับกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลง ตราสารหนี้เดิมที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าจะเป็นที่ต้องการมากขึ้น ราคาซื้อขายจึงถูกดันให้สูงขึ้น และทำให้ Bond Yield หรือค่า YTM ลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกับสภาวะตลาดครับ

การซื้อที่ราคา Discount, Par และ Premium

ความสัมพันธ์ระหว่างราคาซื้อขายกับมูลค่าหน้าตั๋ว ส่งผลต่อระดับ YTM ดังนี้:

  1. Trading at Par (ซื้อที่ราคาเท่ากับหน้าตั๋ว):
    • ราคาซื้อขาย = มูลค่าหน้าตั๋ว
    • ข้อสรุป: YieldtoMaturity=CurrentYield=CouponRate
  2. Trading at a Discount (ซื้อที่ราคาต่ำกว่าหน้าตั๋ว):
    • ราคาซื้อขาย < มูลค่าหน้าตั๋ว
    • นักลงทุนจะได้กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เมื่อไถ่ถอน
    • ข้อสรุป: YieldtoMaturity>CurrentYield>CouponRate
  3. Trading at a Premium (ซื้อที่ราคาสูงกว่าหน้าตั๋ว):
    • ราคาซื้อขาย > มูลค่าหน้าตั๋ว
    • นักลงทุนจะขาดทุนจากส่วนต่างราคา (Capital Loss) เมื่อไถ่ถอน
    • ข้อสรุป: YieldtoMaturity<CurrentYield<CouponRate

วิธีนำ Yield to Maturity ไปใช้จัดพอร์ตลงทุนและการวัดความเสี่ยง

เมื่อเข้าใจแล้วว่า YTM คำนวณอย่างไร นักลงทุนสามารถนำตัวเลขนี้มาใช้ประโยชน์ในการสร้างและบริหารพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

การเปรียบเทียบตราสารหนี้เพื่อเลือกเข้าพอร์ต

ในตลาดการเงิน ตราสารหนี้แต่ละฉบับมีราคา หน้าตั๋ว อายุไถ่ถอน และ Coupon Rate ที่แตกต่างกันอย่างมาก การมองแค่ดอกเบี้ยหน้าตั๋วอาจทำให้เลือกลงทุนผิดพลาดได้ครับ

ตัวอย่างเช่น:

  • หุ้นกู้ A: อายุเหลือ 3 ปี Coupon Rate 5% ราคาเสนอซื้อ 1,050 บาท (Premium)
  • หุ้นกู้ B: อายุเหลือ 3 ปี Coupon Rate 3.5% ราคาเสนอซื้อ 950 บาท (Discount)

หากมองเฉพาะ Coupon Rate หุ้นกู้ A ดูน่าสนใจกว่าเพราะจ่าย 5% แต่เมื่อคำนวณ YTM ที่รวมส่วนต่างราคาไถ่ถอน 1,000 บาทเข้าไปแล้ว หุ้นกู้ B อาจให้ YTM สูงกว่า การใช้ YTM จึงเป็นตัวกลางช่วยให้เปรียบเทียบผลตอบแทนของตราสารหนี้ต่างชนิดได้อย่างเป็นธรรม

ข้อจำกัดและแนวทางการรับมือความเสี่ยงของ YTM

แม้ YTM จะเป็นเครื่องมือที่ดี แต่มีข้อจำกัดและปัจจัยความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องพิจารณาควบคู่กันเสมอ:

  1. ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk): หากมีความจำเป็นต้องขายตราสารหนี้ออกมาก่อนวันครบกำหนด การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลต่อราคาตลาด ทำให้ผลตอบแทนจริงไม่เท่ากับ YTM
  2. ความเสี่ยงจากการนำเงินไปลงทุนต่อ (Reinvestment Rate Risk): หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวลดลง ดอกเบี้ยงวดที่ได้รับมาจะไม่สามารถนำไปลงทุนต่อให้ได้ผลตอบแทนเท่ากับ YTM เดิม ส่งผลให้ผลตอบแทนรวมเมื่อครบกำหนดต่ำกว่าที่คาดการณ์
  3. ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk): หุ้นกู้ที่มี YTM สูงผิดปกติ มักสะท้อนถึงอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่ต่ำ ผู้ออกมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น

นอกจากนี้ ไม่ควรกระจุกเงินลงทุนไว้ในตราสารหนี้ของผู้ออกรายเดียวหรืออุตสาหกรรมเดียว การกระจายการลงทุนไปยังผู้ออกตราสารและอายุไถ่ถอนที่หลากหลายอาจช่วยลดผลกระทบหากผู้ออกรายใดรายหนึ่งผิดนัดชำระหนี้ครับ

ผู้ลงทุนสามารถศึกษาหลักเกณฑ์และการเปิดเผยข้อมูลของตราสารหนี้เพิ่มเติมได้จาก สำนักงาน ก.ล.ต. ครับ นอกจากนี้ ในการวางแผนจัดพอร์ตระยะยาว การปรับพอร์ตการลงทุน (Portfolio Rebalancing) ตามสภาวะดอกเบี้ยอาจเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยบริหารความเสี่ยงเหล่านี้ได้ แต่ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงได้ทั้งหมดครับ หากต้องการ ทำความเข้าใจพื้นฐานเรื่อง ตราสารหนี้ ให้รอบด้าน ควรพิจารณาเรื่องอันดับความน่าเชื่อถือควบคู่ไปด้วยเสมอ สำหรับเกณฑ์ภาษีผลตอบแทนจากดอกเบี้ยและส่วนต่างราคา ผู้ลงทุนควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจาก กรมสรรพากร ร่วมด้วยครับ

สรุปบทบาทของ YTM ต่อการตัดสินใจลงทุน

Yield to Maturity เป็นดัชนีชี้วัดผลตอบแทนที่ครอบคลุมที่สุดสำหรับนักลงทุนตราสารหนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของผลตอบแทนแท้จริงตลอดอายุการถือครอง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลงทุนไม่ควรมองแค่ตัวเลข YTM เพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง คุณภาพของผู้ออกตราสาร และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายประกอบกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินลงทุนสอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้ครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Yield to Maturity

Yield to Maturity กับ Bond Yield เหมือนกันไหม?

คำว่า Bond Yield เป็นคำเรียกกว้าง ๆ ที่หมายถึงผลตอบแทนของตราสารหนี้ ซึ่งอาจหมายถึง Current Yield, Nominal Yield หรือ Yield to Maturity ก็ได้ครับ แต่ในแวดวงการลงทุนทั่วไป เมื่อพูดถึง Bond Yield มักจะหมายถึง Yield to Maturity (YTM) ซึ่งเป็นมาตรฐานหลักที่ใช้ซื้อขายและเปรียบเทียบในตลาดรอง

ถ้าขายตราสารหนี้ก่อนครบกำหนด จะยังได้ผลตอบแทนเท่ากับ YTM หรือไม่?

ไม่เท่าครับ อัตราผลตอบแทน YTM จะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อถือตราสารหนี้จนครบกำหนดไถ่ถอนเท่านั้น หากขายออกมาก่อน ผลตอบแทนที่แท้จริงจะเรียกว่า Holding Period Yield ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาตลาด ณ วันที่ขาย ซึ่งอาจเกิดกำไรหรือขาดทุนจากส่วนต่างราคาได้ตามสภาวะดอกเบี้ยขณะนั้น

ทำไม YTM ของหุ้นกู้เอกชนถึงสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุเท่ากัน?

เพราะหุ้นกู้เอกชนมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk) สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลซึ่งโดยทั่วไปถือว่ามีความเสี่ยงดังกล่าวต่ำมาก ส่วนต่างของผลตอบแทนนี้เรียกว่า Credit Spread เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นให้แก่นักลงทุนครับ

Reinvestment Risk ส่งผลอย่างไรต่อ YTM ในชีวิตจริง?

Reinvestment Risk คือความเสี่ยงที่เมื่อนักลงทุนได้รับดอกเบี้ยงวดมาแล้ว ไม่สามารถนำไปลงทุนต่อให้ได้อัตราผลตอบแทนเท่ากับ YTM เดิม เช่น ซื้อพันธบัตร YTM 4% แต่ระหว่างทางดอกเบี้ยลดลงเหลือ 2% ดอกเบี้ยงวดที่นำไปลงทุนต่อจะได้ผลตอบแทนน้อยลง ทำให้ผลตอบแทนรวมเมื่อครบกำหนดต่ำกว่า 4% เล็กน้อย

สามารถดูค่า YTM ของตราสารหนี้ไทยได้จากแหล่งไหนบ้าง?

นักลงทุนสามารถตรวจสอบค่า YTM และราคาเสนอซื้อขายตราสารหนี้ไทยรายวันได้จากเว็บไซต์ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) หรือผ่านแอปพลิเคชันและ Streaming ของบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการซื้อขายตราสารหนี้ครับ


อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม: สาระน่ารู้

พูดคุยและติดตาม Real Time: Facebook Page

Social Share
Facebook
Twitter
Picture of Traderbobo
Traderbobo

นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์ทางการเงินด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี มุ่งเน้นการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย พร้อมแบ่งปันความรู้และกลยุทธ์การเทรด เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกการเงิน เหมาะสำหรับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพ